จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ
DLO’s Tax Newsletter
ฉบับที่ 175 เดือน กุมภาพันธ์ 2569
กฎหมายใหม่ล่าสุด
1.ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุนทรัพย์สินในบางกรณี
พระราขกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 800) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมสำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายเพื่อการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการ แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมตามมาตรา 65 ตรี (5) เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายตามจำนวนที่ได้จ่ายจริง โดยต้องเป็นทรัพย์สินตามที่กำหนด และต้องเป็นรายจ่ายที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2569
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://bit.ly/3N7PAQJ
2.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุนหรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 466) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://bit.ly/4uNGl9g
ข่าวภาษี
–
คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2568
ระหว่าง นางว. โจทก์
กรมสรรพากร จำเลย
เรื่อง เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวัดหยุดที่ไม่ได้ใช้
ประเด็นข้อพิพาท : เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ใช้เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) หรือไม่
คำพิพากษา : สัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดไปตามหนังสือลาออกของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2561 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกและได้รับเงินด้วยไมตรีจิต แม้โจทก์จะกลับมาทำงานกับบริษัทเดิม ในเวลาต่อมานั้น ก็ถือเป็นการออกจากงานตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว โจทก์ได้รับเงินจำนวน 16,344,650 บาท จากนายจ้าง เนื่องจากโจทก์ลาออกจากงานตามสัญญาจ้างเดิมด้วยความสมัครใจ มิใช่การเลิกจ้างที่จะเป็นเหตุให้ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ตาม ข้อ 1 (ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ แต่ถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวนแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก) ตามข้อ 1 (ง) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ โจทก์จึงสามารถนำเงินได้จำนวนดังกล่าวไปใช้สิทธิเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แต่เงินได้ตามข้อ 1 (ง) ดังกล่าว จะใช้สิทธิเสียภาษีในกรณีนี้ได้เพียงเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ตามข้อ 3 (2) วรรคสอง ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ
ความเห็นของผู้เขียน : เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามมาตรา 40 (1) และ (2) ผู้มีเงินได้ดังกล่าวสามารถใช้สิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่นำเงินดังกล่าวไปรวมคำนวณกับเงินได้ประเภทอื่นได้ ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 48 (5) เงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานได้แก่ เงินที่จ่ายจากกองทุนบำเหน็จข้าราชการ เงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินได้ออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณที่แตกต่าง เป็นต้นแต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) คือ 1.ต้องมีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม 2.เฉพาะเงินได้ที่มีการจ่ายในภาษีปีแรกเท่านั้น 3.เฉพาะผู้มีเงินได้ ไม่นำเงินดังกล่าวไปรวคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากรไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาข้างต้นเนื่องจาก ในคดีนี้ศาลพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกล่าวคือ
ในประเด็นแรก แม้จะมีการลาออกโดยสมัครใจและมีการว่าจ้างให้กลับเข้าทำงานใหม่ สัญญาฉบับใหม่มีข้อเสนอการจ้างงานต่างไปจากเดิม เช่น ลดจำนวนเงินสมทบที่บริษัทจ่ายให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพลงจากเดิมจ่ายร้อยละ 10 คงเหลือ ร้อยละ 5 นอกจากนี้อายุการทำงานยังเริ่มนับใหม่ รวมถึงรหัสประจำตัวพนักงานก็เป็นรหัสใหม่ไม่ใช่รหัสประจำตัวพนักงานเดิม
ประเด็นต่อมา การที่พนักงานสมัครใจลาออกโดยบริษัทยินยอมจ่ายประโยชน์ตอบแทนให้แก่พนักงานทุกคนที่ยื่นลาออกและจ่ายให้โจทก์เป็นจำนวนมากถึง 16,344,650 เป็นการชี้ชัดว่าบริษัทต้องการยุติสัญญาจ้างกับพนักงานทุกคนที่ยื่นลาออกและต้องการสิ้นสุดอายุการทำงานของพนักงาน ทั้งที่สามารถใช้วิธีโอนการจ้างงานที่เคยปฏิบัติได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนมากให้แก่พนักงาน นอกจากนี้ไม่ใช่พนักงานทุกคนที่ลาออกจะได้รับการจ้างงานใหม่ ดังนั้นการที่โจทก์ยื่นลาออกแม้จะได้กลับเข้ามาทำงานใหม่ในวันรุ่งขึ้น ก็ถือได้ว่าเป็นการออกจากงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว
อนึ่ง การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวนี้เป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ประกอบด้วย ซึ่งกรณีอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การนำเสนอคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อต้องการให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายภาษีอากรมากยิ่งขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น
ศิรประภา พิมพการ


