จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กรกฎาคม 2569

จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ

DLO’s Tax Newsletter

 

ฉบับที่ 180 เดือนกรกฎาคม 2569

 

กฎหมายใหม่ล่าสุด

          –

 

ข่าวภาษี

   1.ร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์

   เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎหมายดังนี้

   1.1 ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (สิ้นสุดมาตรการฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายสำหรับค่าใช้จ่าย ดังนี้

   1.1.1 รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) (คงเดิม)

   1.1.2 รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) (คงเดิม)

   1.1.3 รายจ่ายเพื่อการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax จากผู้ให้บริการ (คงเดิม)

   1.1.4 รายจ่ายเพื่อการใช้บริการตรวจประเมินระบบสารสนเทศที่ผู้ให้บริการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) จ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) (เพิ่มเติม) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

   1.2 ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) (สิ้นสุดมาตรการฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568) โดยลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตราร้อยละ 5 อัตราร้อยละ 3 และอัตราร้อยละ 2 เหลืออัตราร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่นิติบุคคล (ไม่รวมมูลนิธิหรือสมาคม) และบุคคลธรรมดาผ่านระบบ e-Withholding Tax (คงเดิม) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 รวม 2 ฉบับ เพื่อให้การส่งเสริมการแปลงเป็นดิจิทัล (Digital Transformation) และการใช้ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax เป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง ส่งเสริมให้มีผู้ให้บริการในการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทนผู้เสียภาษีที่มีข้อจำกัดในการจัดทำ ยื่น หรือส่งเอกสารด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น

   2.ร่างกฎหมายขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษาและมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา [ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ]

   เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรแก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่สถานศึกษาเพื่อสนับสนุนการกีฬา โดยให้หักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค สำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์  (e – Donation) ของกรมสรรพากร ซึ่งสิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

   3.การแจ้งเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters)

   เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติร่างหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters: MAC) เพื่อเพิ่มภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax: GMT) ให้อยู่ในขอบเขตภาษีตามอนุสัญญาดังกล่าว

   4.การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ

   เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในร่างความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Multilateral Competent Authority Agreement on the Exchange of GloBE Information) (ความตกลง GloBE MCAA) รวมทั้งอนุมัติให้มีการลงนามเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงดังกล่าวและดำเนินการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Information Returns) [แบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR)] ภายในเดือนธันวาคม 2570

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่   8952/2543

ระหว่าง                    บริษัท ผ. จำกัด                               โจทก์

                     กรมสรรพากร                                 จำเลย

เรื่อง                        : การแปลความหรือเข้าใจความหมายของรายได้ที่จะได้รับยกเว้นภาษีกรณีได้รับการส่งเสริมการลงทุนผิดไป

ประเด็นข้อพิพาท         : เงินดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินในรูปตั๋วสัญญาใช้เงิน บัญชีเงินฝากประจำ และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าว เป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือไม่

คำพิพากษา               : โดยหลักกฎหมาย ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯ กำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมมีกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 3 ปีแต่ไม่เกิน 8 ปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบการนั้นและรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการดังกล่าวให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร จากหลักกฎหมายข้างต้น เงินได้ของโจทก์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการนั้น จะต้องเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามที่ระบุในบัตรส่งเสริมการลงทุน ซึ่งรวมทั้งรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร

 

   เมื่อตามบัตรส่งเสริมการลงทุน โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการทำเหมืองแร่ การแต่งแร่ และการถลุงแร่สังกะสี การผลิตแปรรูปหรือแปรสภาพโลหะ ZINCALLOY การผลิตโลหะ CADMIUMประเภทการถลุงแร่ เช่นนี้ รายได้เงินดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และบัญชีเงินฝากประจำที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินอันเป็นรายได้อื่นที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำเงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมมาเพื่อใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากไว้กับสถาบันการเงิน จึงมิใช่เงินรายได้จากการประกอบกิจการทำเหมืองแร่ตามที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและมิใช่เป็นรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้หรือเป็นรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามหลักกฎหมายข้างต้น และแม้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะไม่มีคำจำกัดความคำว่า “รายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม” ไว้โดยเฉพาะ แต่วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศสนองความต้องการของประเทศในการเร่งรัดการลงทุนเพื่อประโยชน์ในการสร้างงานการเพิ่มรายได้และการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนโดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมการลงทุนดังนั้น การประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงต้องหมายถึงการประกอบการงานที่ได้รับการส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุนเท่านั้นรายได้ดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินดังกล่าวย่อมถือเป็นรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

ความเห็นของผู้เขียน     : ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เนื่องจากตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯ ได้กำหนดผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมมีกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด และรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการดังกล่าวให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร ดังนั้น รายได้ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าว จะต้องเป็นรายได้ที่เกิดจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามบัตรส่งเสริมการลงทุนหรือที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น หากเป็นรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ผู้ประกอบการจะต้องนำรายได้ไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติต่อไป นอกจากนี้ กรมสรรพากรได้ออกประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นแนวทางในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ผู้ประกอบการสามารถพิจารณาเงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามประกาศของกรมสรรพากรดังกล่าวได้

   อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติของภาคธุรกิจแล้ว การที่ผู้ประกอบการประกอบกิจการทั้งกิจการที่ได้รับการส่งเสริมฯ และกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมฯ ตลอดทั้งความซับซ้อนของลักษณะการประกอบธุรกิจ อาจเป็นการยากที่จะกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการแยกรายได้รายจ่ายของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมฯ และกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมฯ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและดำเนินการทางภาษีไม่ถูกต้อง ผู้ประกอบการอาจพิจารณาสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาแนวข้อหารือหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนต่อไป

   อนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้ในการนำเสนอมีเพียงวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น

 

เมษยา สีลาวรรณ