จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ
DLO’s Tax Newsletter
ฉบับที่ 178 เดือนพฤษภาคม 2569
กฎหมายใหม่ล่าสุด
1.มอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 367/2569 เรื่อง มอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 กำหนดให้ ที่ปรึกษาหรือรองอธิบดีที่กำกับดูแลและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรในเรื่องราชการของกองตรวจสอบภาษีกลาง มีอำนาจพิจารณาอนุมัติงดเบี้ยปรับตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีการรับมรดก (ฉบับที่ 4) เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีการรับมรดก ลงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://bit.ly/4v0DiKc
2.กำหนดจรรยาบรรณของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 368/2569 เรื่อง กำหนดจรรยาบรรณของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีที่ตรวจสอบและรับรองบัญชีเกินกว่า 30 รายต่อปี ต้องมีผู้ช่วยตรวจสอบและรับรองบัญชีที่มีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรีสาขาบัญชี โดยผู้ช่วยตรวจสอบและรับรองบัญชี 1 คน สามารถปฏิบัติงานได้สูงสุด 15 ราย ทั้งนี้ สำหรับกรณีการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://bit.ly/42IpWGk
ข่าวภาษี
–
คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5252/2560
ระหว่าง นางสาว ป. โจทก์
กรมสรรพากร จำเลย
เรื่อง อำนาจประเมินเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4)
ประเด็นข้อพิพาท : การประเมินเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (4) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำพิพากษา : ป.รัษฎากร มาตรา 89 (4) บัญญัติว่า “…ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป” ไม่ได้บัญญัติว่าต้องเสียเบี้ยปรับเพียง 1 เท่า ของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ประกอบกับจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไป และจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินถือเป็นความรับผิดคนละส่วนแยกจากกัน เมื่อเจ้าพนักงานประเมินว่าตั้งแต่เดือนภาษีกันยายน 2549 ถึงเดือนกรกฎาคม 2551 โจทก์ผู้ประกอบการแสดงภาษีขายขาดจำนวน 915,570.63 บาท และแสดงภาษีซื้อไว้เกินจำนวน 7,185.82 บาท ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งในส่วนของจำนวนเงินต่าง ๆ ในการประเมิน โจทก์จึงต้องเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า ของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดและเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า ของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปทั้งสองส่วน
โจทก์กำหนดสัดส่วนรายรับจากค่าบริการต่ำและขัดกับต้นทุนจากการให้บริการที่แท้จริงตามที่ปรากฏในงบทดลองที่โจทก์เป็นผู้จัดการทำขึ้นเอง แสดงว่าโจทก์ทราบดีว่าต้นทุนค่าบริการและค่าเช่าห้องพักมีสัดส่วนที่แท้จริงเท่าใด แต่โจทก์กลับยื่นแบบ ภ.พ.30 โดยกำหนดสัดสวนรายรับค่าบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าความเป็นจริง ถือว่าโจทก์มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงทำให้ภาษีขายมีจำนวนที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อขอคืนภาษี หากเจ้าพนักงานตรวจสอบไม่พบจะทำให้รัฐต้องเสียหายกรณีจึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์
ความเห็นของผู้เขียน : ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เนื่องจากประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) ไม่ได้บัญญัติจำกัดไว้เฉพาะว่าต้องเสียเบี้ยปรับเพียง 1 เท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ประกอบกับจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไป และจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินถือเป็นความรับผิดคนละส่วน จึงต้องคำนวณเบี้ยปรับแยกจากกัน
นอกจากนี้ การตีความคำว่า “หรือ” ในมาตรา 89 (4) ตามเจตนารมณ์นั้น มิได้หมายถึงการให้เลือกฐานความผิดใดฐานหนึ่ง แต่เป็นการระบุประเภทความผิดที่อาจเกิดขึ้นได้ และหลักความรับผิดแยกส่วน เนื่องจากภาษีขายและภาษีซื้อเป็นองค์ประกอบที่แยกกัน การกระทำผิดในทั้งสองส่วนย่อมถือเป็นความรับผิดที่เกิดขึ้นต่างวาระและต่างพฤติการณ์ การลงโทษเบี้ยปรับสะสมทั้งสองฐานจึงมีความสมเหตุสมผลตามหลักการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี
ดังนั้น เมื่อมีการแสดงภาษีขายขาดและแสดงภาษีซื้อไว้เกิน จึงต้องเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดและเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป ทั้งสองส่วน มิใช่เลือกเสียเพียงฐานใดฐานหนึ่ง
อนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้ในการนำเสนอมีเพียงวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น
ฉวีวรรณ อรัญเยาว์


