Menu

ENG

Menu
  • ธรรมนิติ
  • /
  • ข่าว
  • /
  • ภาษีทรัพย์สิน จะตอบโจทย์ “ความเป็นธรรมในสังคม” ได้หรือไม่ ?

ภาษีทรัพย์สิน จะตอบโจทย์ “ความเป็นธรรมในสังคม” ได้หรือไม่ ?

เมื่อพูดถึงการจัดเก็บภาษี โดยทั่วไปจะมีการจัดเก็บจาก 3 ฐานภาษีด้วยกัน ได้แก่
ฐานรายได้ ฐานการบริโภค และฐานทรัพย์สิน
การจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สินหรือที่เรียกกันว่า "ภาษีทรัพย์สิน"
ในนานาอารยประเทศ มีการจัดเก็บมาเป็นเวลานานแล้ว

แต่ประเทศไทยยังไม่มีการเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สินอย่างแท้จริง
ในปัจจุบันภาษีที่มีความใกล้เคียงกับภาษีที่เก็บจากฐานทรัพย์สินมากที่สุด
คือภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่

ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่คืออะไร

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่า ภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ จัดเก็บอย่างไร และภาษี 2
ประเภทนี้ มีข้อบกพร่องอย่างไร จึงควรจะยกเลิก

ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
จัดเก็บในอัตราร้อยละ 12.5 ของ "ค่ารายปี"
หรือค่าเช่ารายปีของโรงเรือนและที่ดินที่ใช้เพื่อการพาณิชย์
ข้อบกพร่องของภาษีโรงเรือนและที่ดินคือ

หนึ่ง
การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ได้คำนวณภาษีบน "ฐานความมั่งคั่ง"
แต่คำนวณภาษีบน "ฐานรายได้" เนื่องจากเป็นการคำนวณภาษีจาก "ค่ารายปี"
มิใช่เป็นการคำนวณภาษีจากมูลค่าหรือราคาตลาดของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น


สอง การจัดเก็บภาษี มิได้มี "ฐานค่ารายปี"
ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในการคำนวณภาษี
การคำนวณภาษีจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
ทำให้เกิดการรั่วไหลของภาษีได้ง่าย

สาม จากแง่มุมของความเท่าเทียมกัน
ไม่ควรยกเว้นภาษีให้กับโรงเรือนและที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัย
เนื่องเพราะเจ้าของ มักจะเป็นผู้ที่มีรายได้สูง
ทำให้เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้

สี่
การยกเว้นการเก็บภาษีที่อยู่อาศัยและโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่ปิดไว้ตลอดปี มิได้ทำประโยชน์ นำมาซึ่งช่องโหว่ทางภาษี
เพราะยากที่จะแยกแยะว่า โรงเรือนใดใช้เป็นที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง
และโรงเรือนใดมิได้ทำประโยชน์ตามที่เจ้าของรายงาน และ

ห้า
การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินอัตราร้อยละ 12.5 ของค่ารายปี
นับว่าเป็นอัตราที่สูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องรับภาระภาษีที่สูง
อีกทั้งอาจก่อให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีอีกด้วย

ภาษีบำรุงท้องที่ จัดเก็บจากราคาปานกลางที่ดิน โดยมีการเก็บภาษีทั้งหมด 34
อัตรา ข้อบกพร่องของภาษีบำรุงท้องที่คือ

หนึ่ง
โครงสร้างอัตราภาษีเป็นแบบถดถอย เมื่อเทียบกับมูลค่าที่ดิน
คือภาระภาษีจะตกอยู่กับที่ดินที่มีราคาสูง น้อยกว่าที่ดินที่มีราคาต่ำ

สอง
ราคาปานกลางที่ดินที่ใช้คำนวณภาษีเป็นราคาปานกลางที่ดินปี 2521-2524 (30
ปีที่แล้ว)
ทำให้จัดเก็บภาษีจากมูลค่าที่ดินที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอยู่มาก

เนื่องจากภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่
มิใช่ภาษีทรัพย์สินที่แท้จริง ตลอดจนมีข้อบกพร่องดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
จึงได้มีการเสนอให้จัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สินที่เรียกกันว่า
"ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" แทนภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่

ภาษีอาถรรพ์

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มิได้เป็นข้อเสนอทางภาษีที่ใหม่อะไร
เพราะมีความพยายามที่จะนำร่าง
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรมาหลายยุคหลายสมัย นับย้อนไปได้เป็นเวลานับ 10 ปี
แต่ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนทำสำเร็จ
เพราะต้องเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองทุกครั้งไป จนถูกเรียกว่าเป็น
"ภาษีอาถรรพ์"

พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงยังไม่มีโอกาสคลอดออกมาสักที
จนมาถึงในปัจจุบัน รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ก็ได้แสดงจุดยืนให้ประชาชนรับทราบตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ ๆ
จนตราบถึงทุกวันนี้ว่า จะผลักดัน
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มีการบังคับใช้ให้จงได้
รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองก็ให้การสนับสนุนเช่นกัน
นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

มารู้จักกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกันก่อน

ภาษีที่ดินฯเป็นการจัดเก็บภาษีจากมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี)
ซึ่งเรียกว่า "ราคาประเมินทุนทรัพย์"
และให้มีการหักค่าบำรุงรักษาสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดได้
โดยอัตราภาษีที่จัดเก็บจะแตกต่างกันตามลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น

อัตราภาษีสำหรับการประกอบเกษตรกรรมไม่เกินร้อยละ 0.05
ของฐานภาษี

อัตราภาษีสำหรับที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยไม่เกินร้อยละ 0.1
ของฐานภาษี
และ

อัตราภาษีทั่วไปหรือที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ไม่เกินร้อยละ 0.5
ของฐานภาษี

ในกรณีของที่ดินที่ทิ้งร้างไว้ มิได้มีการทำประโยชน์
ในสามปีแรก จะต้องเสียภาษีไม่ต่ำกว่าอัตราภาษีทั่วไป
และถ้ามิได้มีการทำประโยชน์อีกให้เสียภาษีเพิ่มอีกหนึ่งเท่าทุกสามปี
แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของฐานภาษี

และมีการทบทวนอัตราภาษีและราคาประเมินทุนทรัพย์ทุก 4 ปี
นอกจากนั้น จะมีการยกเว้นภาษีให้กับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าน้อยด้วย

ทำไมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงควรเป็นผู้เก็บภาษี

การจัดเก็บภาษีที่ดินฯ จะเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
และในกรณีที่ อปท.มีความจำเป็นพัฒนาท้องถิ่นของตน
อปท.ก็สามารถกำหนดอัตราภาษีเพิ่มขึ้น จากอัตราภาษีที่คณะกรรมการกลางกำหนดได้
แต่ต้องไม่เกินอัตราสูงสุดที่ได้กำหนดไว้

ในปัจจุบันสัดส่วนภาษีที่ อปท.จัดเก็บเองมีไม่ถึงร้อยละ 10
ของรายรับทั้งหมดของ อปท. การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะทำให้
อปท.มีรายรับที่จัดเก็บเองเพิ่มขึ้น
จากเดิมที่เคยจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ได้รวมกันประมาณ 20,000 ล้านบาทเท่านั้น
(โดยที่ครึ่งหนึ่งเป็นการจัดเก็บของ กทม.)

สืบเนื่องจากการกระจายอำนาจทางการเมืองของไทย นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540
เป็นต้นมา
การกระจายอำนาจทางการคลังเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการกระจายอำนาจทางการเมือง ดังนั้น การจัดเก็บภาษีเองของ
อปท.จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดความมีอิสระทางการคลังของ อปท.

เนื่องจาก
อปท.จะสามารถนำเงินภาษีเหล่านี้ มาใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ตามความต้องการอย่างแท้จริงของประชาชน การจัดเก็บภาษีเองของ
อปท. ยังทำให้เกิดกระบวนการรับผิดรับชอบระหว่างผู้บริหาร อปท.กับประชาชน

เพราะถ้าผู้บริหารจัดเก็บภาษีจากประชาชนแล้ว มิได้นำเงินไปใช้ประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนหรือสนองตอบความต้องการของประชาชน
ก็จะมีผลต่อคะแนนเสียงสนับสนุนทางการเมืองได้
ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างกระบวนการประชาธิปไตยและการตรวจสอบภาคประชาชนระดับ
ท้องถิ่นให้เข้มแข็งมากขึ้น

ประโยชน์ของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและท้องถิ่นหลายประการคือ

หนึ่ง
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี
คือเจ้าของทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ก็ต้องเสียภาษีมากกว่าเจ้าของทรัพย์สิน
ที่มีมูลค่าต่ำ ภาระภาษีจะตกอยู่กับคนระดับบนมากกว่าคนระดับล่าง

สอง
การคำนวณภาษีจากมูลค่าทรัพย์สินและมีหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ชัดเจน ก็จะมิต้องใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการประเมิน
นับว่าเป็นการลดการรั่วไหลของภาษีลงไปได้

สาม
การจัดเก็บภาษีจะไม่มีลักษณะอัตราภาษีถดถอยเหมือนภาษีบำรุงท้องที่
เนื่องจากเป็นการจัดเก็บภาษีจากมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น

สี่
ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
(ปัจจุบันมีที่ดินถูกทิ้งร้างเป็นจำนวนมาก เช่น ปี 2550-51
กทม.มีที่ดินทิ้งร้าง 71,302 ไร่) และลดการกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไร
เพราะผู้กักตุนที่ดินจะมีต้นทุนเกิดขึ้นในการถือครองที่ดิน
เนื่องจากมีภาระภาษี และ

ห้า เป็นการขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น ทำให้
อปท.มีรายรับจากภาษีที่จัดเก็บเองได้มากขึ้น
และก่อให้เกิดการกระจายอำนาจทางการคลังและการพัฒนาท้องถิ่น

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและการกระจายการถือครองที่ดิน

ปัญหาที่ดินที่ทำกินของเกษตรกรและปัญหาการไม่มีที่อยู่อาศัยของคนยากจน
เป็นปัญหาสำคัญที่เรื้อรังมาเป็นเวลานาน
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนอกจากจะเป็นแหล่งรายรับที่สำคัญให้กับ
อปท.แล้ว
จะมีส่วนช่วยกระจายการถือครองที่ดินและเป็นความหวังให้กับคนยากจนและเกษตรกร
ไร้ที่ดินได้มากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ

ปัจจัยหนึ่งก็คือ
อัตราภาษีที่จัดเก็บกับที่ดินที่มิได้ใช้ประโยชน์ตามควรแก่สภาพ ยังไม่มีอัตราสูงพอที่จะเพิ่มต้นทุนการถือครองที่ดินได้มากพอ
ตราบใดที่อัตราการเพิ่มของราคาที่ดิน ยังคงสูงกว่าอัตราภาษีอยู่มาก
ความหวังที่จะลดการกักตุนที่ดินของเหล่านายทุน ก็จะยังคงเลือนราง

ดังนั้น จึงได้มีข้อเสนอจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ให้จัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าตามขนาดการถือครองที่ดิน
และเพื่อให้การจัดเก็บภาษีที่ดินฯ มีส่วนแก้ไขปัญหาที่ดินที่ทำกินของประชาชน
จึงเสนอให้แบ่งภาษีที่จัดเก็บได้ร้อยละ 2 สมทบเข้ากองทุนธนาคารที่ดิน
(ตามนโยบายของรัฐบาล) เพื่อจัดสรรที่ดินให้ผู้ไร้ที่ดินต่อไป

อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
ที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว
ความหวังเหล่านี้ จะเป็นจริงได้มากน้อยเพียงไร
ก็ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายว่า จะคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนส่วนใหญ่
และการสร้างรากฐานทางการคลังที่สำคัญให้ประเทศไทย
หรือยังคงปกป้องประโยชน์ส่วนตนเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม 2552

ที่มา ออนโอเพน