Menu

ENG

Menu
  • ธรรมนิติ
  • /
  • ข่าว
  • /
  • คลังเล็งเก็บภาษีเพิ่มจากธุรกิจอบายมุข (ภาษีบาป) สินค้าที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนและธุรกิจบริการ

คลังเล็งเก็บภาษีเพิ่มจากธุรกิจอบายมุข (ภาษีบาป) สินค้าที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนและธุรกิจบริการ

น.พ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในรายการตรงประเด็น เอฟเอ็ม 102 ถึงการขยายฐานภาษี เพื่อทดแทนการจัดเก็บรายได้ที่พลาดเป้าไปกว่า
2 แสนล้านบาท ว่า
ได้มอบหมายให้คณะทำงานเข้าไปพิจารณาหลักเกณฑ์การปรับโครงสร้างภาษีให้สอดรับ
กับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากยังมีหลายธุรกิจที่เปิดให้บริการจำนวนมาก
แต่กลับไม่ได้อยู่ในระบบของการคำนวณฐานภาษี โดยจะเน้นไปใน 3 กลุ่ม ได้แก่
ธุรกิจอบายมุข (ภาษีบาป) สินค้าที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน และธุรกิจบริการ 

ในส่วนของธุรกิจบริการ ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า จะเข้าไปดูสถานบันเทิง
ดิสโก้หรือไนต์คลับ ที่เปลี่ยนมาเป็นผับ
ซึ่งเสียภาษีน้อยกว่า
แต่ยังคงมีการเต้นข้างโต๊ะ ซึ่งน่าจะเข้าข่ายไนต์คลับ
แต่กฎหมายยังไม่ครอบคลุม ก็จะต้องปรับฐานภาษีใน 2-3 แนวทาง
โดยจะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 2-3
สัปดาห์นี้ 

ในส่วนของสินค้าที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟสำเร็จรูป
จัดเป็นกลุ่มสินค้าที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนทำลายสุขภาพเช่นกัน
ซึ่งจะหาข้อสรุปในเรื่องนี้ต่อไป

เขาระบุว่า สำหรับสินค้าน้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลัง
ที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนเช่นกัน
แต่ถือว่าในปัจจุบัน มีการจัดเก็บภาษีเต็มเพดานที่กำหนดไว้ที่ 20% แล้ว
จึงจะยังไม่มีการขยายฐานภาษีในภาพรวม
เพราะถ้าทำเช่นนั้น จะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอบายมุข ได้แก่ เหล้า บุหรี่ คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในสิ้นเดือนนี้

"สินค้าที่คล้ายกัน ทดแทนกันได้ จะต้องจัดเก็บภาษีเหมือนกัน
เพราะบางสินค้ามาทีหลัง แต่ยังไม่ได้อยู่ในฐานภาษี
ก็ต้องจัดเก็บให้เกิดความเป็นธรรม
ปัจจุบันสินค้ามีหลายมาตรฐานในการจัดเก็บภาษี
บางธุรกิจหรือบางสินค้า จึงไม่เข้ามาอยู่ในฐานภาษี
บางสินค้าก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ปัญหาทางสังคม
ก็ต้องนำมาพิจารณา"

ส่วนกรณีที่มีกลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกชา กาแฟ
ที่เกรงว่าจะได้รับผลกระทบต่อมาตรการดังกล่าว
โดยผู้ซื้ออาจจะกดราคารับซื้อนั้น
ยืนยันว่ากลุ่มธุรกิจในกลุ่มชาและกาแฟกึ่งสำเร็จรูปที่นำมาชงเอง
รวมถึงผู้จำหน่ายกาแฟสดรายย่อยนั้น
จะไม่เกี่ยวข้องกับการคำนวณภาษีดังกล่าว ที่จะเน้นไปในกลุ่มชา กาแฟ
กระป๋องหรือขวดที่บรรจุสำเร็จรูป
ซึ่งมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยในตลาดเท่านั้น

ด้านการจัดเก็บภาษีธุรกิจบริการกลุ่มรับส่งข้อความ SMS และ MMS
ที่มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
(สศค.) อยู่ระหว่างการศึกษา เพราะถือเป็นประเด็นใหม่ ที่ยังไม่มีฐานภาษี

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการขยายฐานภาษีดังกล่าว สามารถหารือถึงผลกระทบและข้อเสนอแนะกับกระทรวงการคลังได้เช่นกัน

ที่มากรุงเทพธุรกิจออนไลน์