Menu

ENG

Menu

EGO … หนึ่งในหนทางเสื่อม


‘The Fall of Icarus’, 17th century, Musée Antoine Vivenel จาก Wikimedia Commons (public domain)

จุดเริ่มต้นของความเสื่อมของบริษัทเหล่านี้ล้วนมาจากความหลงใหลในความสำเร็จของตนเองอย่างสูง

ผมเป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่น 90 (เข้าเรียน พ.ศ. 2514 จบ พ.ศ. 2518) (สวนฯ 90) ซึ่งเพื่อนสวนฯ 90 ของผมนั้นมีอยู่ในหลายวงการ โดยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างจะอยู่ในภาคการเมืองซึ่งมีอยู่หลายคน เช่น เนวิน ชิดชอบ วัฒนา เมืองสุข ทรงศักดิ์ ทองศรี คณิศ แสงสุพรรณ สมชัย ศรีสุทธิยากร วุฒิสาร ตันไชย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล วีระ สมความคิด เป็นต้น แต่เพื่อนสวนฯ 90 ที่สร้างความแปลกใจให้แก่ผมมากเมื่อเร็วๆ นี้ คือ พิชัย พืชมงคล ซึ่งเป็นทนายความ

พิชัยได้ติดต่อขอให้ผมไปพูดให้นักกฎหมายและทนายความในสำนักงานกฎหมายธรรมนิติที่พิชัยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ฟัง โดยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบวิชาชีพให้แก่ผู้ที่เข้าฟัง ในฐานะที่ผมเป็นนักกฎหมายรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ยาวนานและประสบความสำเร็จอย่างสูง (พิชัยพูดยกยอมาอย่างนั้น) ซึ่งสำนักงานกฎหมายธรรมนิตินี้มีชื่อเสียงและก่อตั้งมานานก่อนที่ผมจะเริ่มเข้าสู่วงการกฎหมาย มีนักกฎหมายและทนายความทำงานอยู่จำนวนมาก

ที่ผมแปลกใจเป็นเพราะการที่พิชัยขอให้ผมไปพูดในหัวข้อนี้ทั้งๆ ที่เราอยู่ในวงการวิชาชีพเดียวกัน อาจทำให้มีคนจำนวนหนึ่ง (รวมทั้งนักกฎหมายและทนายความในสำนักงานของพิชัยเองด้วย) มองและทึกทักเอาได้ว่าพิชัยซึ่งถือเป็นผู้นำของสำนักงานกฎหมายธรรมนิติกำลังยอมรับว่าผมซึ่งเป็นผู้นำของสำนักกฎหมายอีกแห่งหนึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์บางอย่างที่เป็นประโยชน์ที่พิชัยไม่มีหรือไม่สามารถถ่ายทอดได้ และมุมมองในลักษณะเช่นนี้ย่อมจะมีผลกระทบต่อ ‘ego’ ของพิชัยอย่างรุนแรง ซึ่งหากพิชัยเป็นพวกยึดถือตัวเองสูงจะไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงพิชัยย่อมต้องมีความรู้และประสบการณ์ในหลายด้านที่ผมไม่มีเช่นกัน

ในการที่พิชัยติดต่อผมมานั้น ผมรู้สึกได้ถึงความจริงใจและความปรารถนาดีต่อน้องๆ ที่อยู่ในความดูแลของพิชัย ผมจึงได้ตอบรับคำเชิญของพิชัยด้วยความเต็มใจ เพราะการไปพูดหรือสอนหนังสือนั้นถือเป็นงานอดิเรกที่ผมชื่นชอบอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้อื่นและตัวผมเองด้วย (ที่จะต้องศึกษาเรื่องต่างๆ ที่จะไปพูดหรือสอนให้ดีที่สุด) และเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมก็ได้ไปทำหน้าที่นี้ให้โดยได้ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงพูดและตอบข้อซักถามให้แก่นักกฎหมายและทนายความของสำนักงานกฎหมายธรรมนิติในวันนั้นอย่างสนุกสนาน ผมเห็นว่าการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่คนรุ่นหลังแม้จะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ แก่ตนเองเป็นสิ่งที่คนรุ่นผมซึ่งผ่านสิ่งต่างๆ มามากควรจะทำ โดยไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก หรือยึดถือประโยชน์ตนเองเป็นที่ตั้ง

เหตุการณ์นั้นทำให้ผมสรุปได้ว่าพิชัยซึ่งถือได้ว่าเป็นนักกฎหมายที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมายคนหนึ่งได้เข้าใจและก้าวข้ามคำว่า ‘ego’ ไปแล้ว โดยการแสดงออกของพิชัยตรงกับคำพูดที่ว่า ‘Never allow your ego to diminish your ability to learn’ (Gray Hopkins) มุมมองที่ไม่ถูกต้องจึงไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อพิชัยเลย

การปลาบปลื้มในความสำเร็จของตนเองจนถึงขั้นหลงใหลไม่ยอมรับความจริงและไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าพวกมี ego สูงนี้ ผมเห็นว่าเป็นเหตุแห่งความเสื่อมประการหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นกับคนที่มีความสามารถจำนวนมากทั้งที่ผมได้เคยรู้จักมาและที่ได้อ่านพบทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ และการมี ego สูงจนนำมาซึ่งหายนะนี้สามารถเกิดขึ้นในระดับองค์กรได้ด้วย

Jim Collins ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุในทางการบริหารจัดการที่ทำให้บริษัทชั้นนำจำนวนหนึ่งของอเมริกา เช่น Bank of America, Scott Paper, Motorola, Circuit City ฯลฯ ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงเวลาหนึ่งต้องประสบกับปัญหาและความล้มเหลวในช่วงเวลาต่อมาไว้ในหนังสือ How the Mighty Fall ซึ่งสรุปได้ว่า จุดเริ่มต้นของความเสื่อมของบริษัทเหล่านี้ล้วนมาจากความหลงใหลในความสำเร็จของตนเองอย่างสูง (Hubris Born of Success) จนเกิดความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองอย่างมากถึงขนาดมองข้ามความเสี่ยงและหายนะที่รอคอยอยู่ (Denial of Risk and Peril) ทั้งสิ้น

เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 จึงไม่ได้ทำการศึกษาบริษัทชั้นนำอีกหลายแห่งที่ประสบความล้มเหลวในช่วงระยะเวลาหลังจากที่หนังสือออกมาแล้ว เช่น Lehman Brothers, Nokia, Blackberry, IBM ฯลฯ ซึ่งผมเห็นว่าสาเหตุที่วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ How the Mighty Fall ก็ยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญ

Jim Collins ได้สรุปไว้ในตอนท้ายของหนังสือ How the Mighty Fall อย่างน่าสนใจว่า ‘Whether you prevail or fail, endure or die, depends more on what you do to yourself than on what the world does to you.’

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/638326

เผยแพร่โดยได้รับอนุญาตจากผู้เขียนบทความ