Menu
Menu
  • ธรรมนิติ
  • /
  • ข่าว
  • /
  • รัฐบาลขึ้นภาษีเหล้า-เบียร์-บุหรี่-น้ำมัน อภิสิทธิ์ยัน จะเก็บภาษีทรัพย์สิน-มรดก แต่ไม่เพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา

รัฐบาลขึ้นภาษีเหล้า-เบียร์-บุหรี่-น้ำมัน อภิสิทธิ์ยัน จะเก็บภาษีทรัพย์สิน-มรดก แต่ไม่เพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา

วันที่ 6 พฤษภาคม 2552 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ให้ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งสุราแช่ประเภทเบียร์ และสุรากลั่นชนิดสุราขาว สุราผสม และสุราพิเศษ(บรั่นดี) โดยมีผลทันทีตั้งแต่เวลา 24.00 น.ของคืนวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 ซึ่งการขึ้นภาษีในครั้งนี้ คาดว่า จะทำให้ภาครัฐ มีรายได้ทางภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 6,300 ล้านบาทต่อปี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นภาษีในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนลดลง จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและปัญหาการเมือง ทำให้มีแนวโน้มที่ประชาชนจะตัดสินใจชะลอหรือลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง แต่อาจเกิดปัญหาการผลิตและลักลอบนำเข้าสุราโดยไม่เสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ทำให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจไม่เพิ่มขึ้นตามที่ตั้งเป้าไว้

วันที่ 7 พ.ค. 2552 นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า
กระทรวงการคลังจะปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต สำหรับสินค้าในกลุ่มยาสูบและน้ำมันเชื้อเพลิง
นอกเหนือจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ที่ได้ปรับภาษีขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เพื่อขยับเพดานการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่จาก 80% เป็น 90% และน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดที่ 5 บาทต่อลิตร เป็น
10 บาท แต่ตัวเนื้อภาษีที่จะขึ้นจริง ๆ เท่าไรนั้น จะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะเสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎรได้ในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ คาดว่าการปรับภาษีสรรพสามิต ทั้งหมดนี้
น่าจะทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้เพิ่มขึ้นปีละ 70,000-80,000
ล้านบาท โดยในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิง จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ
50,000-55,000 ล้านบาท หากท้ายสุดแล้วปรับขึ้นภาษีที่ 2 บาทต่อลิตร
ส่วนภาษีบุหรี่นั้น คาดว่าจะเก็บภาษีได้เพิ่มอีกปีละ 15,000-20,000 ล้านบาท
ภาษีเบียร์คาดว่าจะเก็บภาษีได้เพิ่มปีละ 7,000 ล้านบาท
และสุราทุกประเภทได้เพิ่มอีกปีละ 3,000 ล้านบาท

นายพฤฒิชัย กล่าวว่า “การออกกฎหมายครั้งนี้
เข้มงวดเฉพาะสินค้าบาป
แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ส่งเสริมให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมากับเหล้ายา
สอดคล้องไปกับต้องการลดงบการให้บริการสาธารณสุข
ที่ต่อปีต้องใช้เพื่อดูแลผู้ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ถึง 150,000 ล้านบาท”

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า
เมื่อปรับภาษีและราคาขายใหม่แล้วนั้น จะมีผลทำให้บุหรี่ไทยราคาเพิ่มขึ้น
11 บาท บุหรี่ต่างชาติราคาเพิ่มขึ้น 16 บาท
โดยคิดจากราคาบุหรี่ไทยปัจจุบันซองละ 45 บาท เสียภาษีฐานเดิม 80%
คิดเป็นเงินภาษี 23.92 บาท ส่วนราคาใหม่จะอยู่ที่ 56 บาท เสียภาษีที่ 85%
ต้องเสียภาษี 34.92 บาท หรือเพิ่มขึ้น 11 บาท หากเป็นบุหรี่นอก
ราคาปัจจุบัน 65 บาท เสียภาษีอัตราเดิม 32.68 บาท ราคาใหม่ที่ 71 บาท
เสียภาษี 85% หรือ 48.60 บาท เท่ากับเพิ่มขึ้น 16 บาท

ส่วนภาษีน้ำมันดีเซลอัตราภาษีเดิมอยู่ที่ลิตรละ 4 บาท ภาษีใหม่ลิตรละ 5
บาท เพิ่มขึ้นลิตรละ 1 บาท น้ำมันเบนซิน 91 และ 95 นั้น
ภาษีเดิมอยู่ที่ลิตรละ 5 บาท ภาษีใหม่อยู่ที่ลิตรละ 7 บาท เพิ่มขึ้นลิตรละ
2 บาท

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ชี้แจงกรณีหารายได้มากระตุ้นเศรษฐกิจว่า
สำหรับวิธีการหารายได้อื่นนอกเหนือจากการกู้เงิน
และการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบาเพิ่มขึ้นนั้น ภาษีอื่น ๆ อาทิ
ภาษีทรัพย์สิน และภาษีมรดก ก็ยังจะเดินหน้าต่อไป
แต่ทั้งสองเรื่องต้องออกเป็นกฎหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร

ขอย้ำว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายปรับเพิ่มภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ทั้งนี้
มั่นใจว่าเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นในเร็ววันนี้
ประเทศไทยก็จะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย
จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ซึ่งก็จะมีเงินเหลือนำไปชำระหนี้ต่าง
ๆ ได้

เมื่อวันที่ 8
พ.ค. 2552 นายชวลิต หอประเสริฐวงศ์ 
ที่ปรึกษาด้านวิชาการเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือ กล่าวว่า สมาชิกเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน
ได้ยื่นข้อเสนอให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผู้ผลิตและขายสุรากลั่นชุมชน แต่รัฐบาลกลับขึ้นภาษีเหล้า ทำให้ราคาแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ เพิ่มขึ้นจากลิตรละ 70 บาท เป็น 110 บาท ล่าสุด 120
บาท
ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการผลิตและจำหน่ายเหล้าพื้นบ้าน เนื่องจากใช้ในฐานภาษีเดียวกับบริษัทใหญ่

นายชวลิต กล่าวต่อว่า สมาชิกเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตสุราพื้นบ้านแห่งประเทศไทย
จึงได้มีมติ ให้สร้างพันธมิตรกับ NGO และนักกฎหมายเอกชน
เพื่อต่อสู้และเรียกร้องให้รัฐบาลออกพระราชบัญญัติสุราชุมชน
ที่จะมุ่งเน้นการส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย โดยการยื่นหนังสือต่อรัฐบาลผ่านหน่วยงานภาครัฐ
ซึ่งจะเป็นการต่อสู้อย่างสันติ

ที่มา มติชน ข่าว 1 และ ข่าว 2 และ  เดลินิวส์