<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วรินทร สะรุโณ &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/author/warinthorns/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 17 Mar 2022 05:04:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมีนาคม 2565</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6842</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6842#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 11 Mar 2022 00:48:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6842</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 128 เดือนมีนาคม 2565 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1. ยกเว้นภาษีให้แก่ลูกหนี้สำหรับเง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6842">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมีนาคม 2565</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ<br />
DLO’S Tax Newsletter</p>
<p style="text-align: right;">ฉบับที่ 128 เดือนมีนาคม 2565</p>
<p style="text-align: left;"><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong><br />
<code>     </code>1. ยกเว้นภาษีให้แก่ลูกหนี้สำหรับเงินได้อันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
<code>     </code>1. มาตรการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร<br />
<code>     </code>2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7536/2554<br />
ระหว่าง<code>   </code>นาย ส.<code>       </code>โจทก์<br />
<code>        </code>กรมสรรพากร<code>   </code>จำเลย<br />
เรื่อง<code>     </code>เงินค่าพาหนะเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong><br />
<code>     </code><strong>1. ยกเว้นภาษีให้แก่ลูกหนี้สำหรับเงินได้อันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้</strong><br />
<code>     </code>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 742) กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่ลูกหนี้ สำหรับเงินได้อันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด<br />
<code>     </code>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3sLLwbK" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3sLLwbK</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
<code>     </code><strong>1. มาตรการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร สำหรับกรณีเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และกรณีที่มีการดำเนินการตามข้อบทว่าด้วย MAP ของสัญญา<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3vJoGDk" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3vJoGDk</a></p>
<p><code>     </code><strong>2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้แก่ผู้ถือวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาว สำหรับกลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง กลุ่มผู้เกษียณอายุจาก<code>     </code>ต่างประเทศ หรือกลุ่มผู้ที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และอนุมัติหลักการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหักภาษี ณ ที่จ่าย และไม่ต้องนำเงินพึงประเมินไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้แก่ผู้ถือวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาวสำหรับกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3tykeVj" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3tykeVj</a></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7536/2554<br />
ระหว่าง<code>   </code>นาย ส.<code>       </code>โจทก์<br />
<code>        </code>กรมสรรพากร<code>   </code>จำเลย<br />
เรื่อง<code>     </code>เงินค่าพาหนะเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> เงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง เป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) แสดงเงินได้พึงประเมินที่ได้รับเป็นเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง โดยระบุรายการเงินได้ที่ได้รับยกเว้นมีการหักเงินสะสม กบข. และเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งจำนวน 492,000 บาทออก เนื่องจากโจทก์ เห็นว่า ค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งดังกล่าว มีลักษณะเดียวกันกับรถประจำตำแหน่ง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2523 ข้อ 13 ที่ไม่เข้าลักษณะเป็นทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน อันจะถือเป็นเงินได้พึงประเมิน แต่ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามายังโจทก์ โดยให้โจทก์นำเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง 492,000 บาท มารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินและให้โจทก์ชำระภาษีและเงินเพิ่มรวม 92,374 บาท</p>
<p><strong>คำพิพากษาย่อ :</strong> คดีนี้ ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 บัญญัติว่า “เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน&#8230;” นอกจากนี้มาตรา 40 บัญญัติถึงประเภทเงินได้พึงประเมินไว้ว่ารวมถึง (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง&#8230; และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับค่าพาหนะเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งเป็นรายเดือนเท่ากันทุกเดือน ถือได้ว่าค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งนั้นเป็นเงินที่โจทก์ได้รับเป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการทำงานนอกเหนือไปจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งซึ่งคิดคำนวณได้เป็นเงิน จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ซึ่งเงินได้พึงประเมินนี้ไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 และกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2509 แต่อย่างใด</p>
<p><code>     </code>ดังนั้น แม้เงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งที่โจทก์ได้รับนั้นจะเป็นการจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับประโยชน์ที่ได้จากการใช้รถประจำตำแหน่งดังที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่เงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายที่โจทก์ได้รับมาแล้วย่อมตกเป็นของโจทก์โดยไม่มีข้อบังคับหรือข้อจำกัดการใช้จ่ายเงินนี้ โจทก์ใช้จ่ายได้อย่างอิสระ อาจนำไปซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์ประเภทใด ราคาเท่าใด และอาจเหลือเงินเป็นประโยชน์แก่โจทก์เองก็ได้ เมื่อพ้นจากตำแหน่งก็ยังมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์นั้นต่อไป เงินจำนวนดังกล่าวจึงถือเป็นเงินได้ทำนองเดียวกับเงินเดือนของโจทก์ ที่โจทก์ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เนื่องจากค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งที่โจทก์ได้รับนั้น แตกต่างไปจากรถประจำตำแหน่งซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้เฉพาะข้าราชการระดับสูง ระดับรองอธิบดี อธิบดี หรือปลัดกระทรวง ซึ่งรถประจำตำแหน่งดังกล่าว กฎหมายกำหนดให้ใช้ในการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ หรือที่ได้รับมอบหมายโดยชอบ หรืองานที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับงานในตำแหน่งหน้าที่หรือฐานะที่ดำรงตำแหน่งนั้น รวมตลอดถึงการใช้เพื่อเดินทางไปกลับระหว่างที่พักและสำนักงาน และเพื่อการอื่นที่จำเป็นและเหมาะสมแก่การดำรงตำแหน่งหน้าที่ในหมู่ราชการและสังคม ดังนั้น รถประจำตำแหน่งจึงต้องใช้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นสำคัญ เปรียบได้กับกรณีที่ข้าราชการใช้เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องปรับอากาศของทางราชการในการปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ผลงานตามวัตถุประสงค์ของทางราชการและเมื่อพ้นจากตำแหน่งก็ไม่มีสิทธิในรถประจำตำแหน่งอีกเลย การได้รับรถประจำตำแหน่งจึงมิได้เป็นประโยชน์ที่ได้รับส่วนตัวอันจะถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ซึ่งก็สอดคล้องกับกรณีที่บริษัทเอกชนเบิกจ่ายเงินค่าโทรศัพท์ หรือค่าน้ำมันรถยนต์ ตามระเบียบของบริษัท ให้แก่พนักงานเนื่องจากพนักงานได้นำโทรศัพท์ หรือน้ำมันรถยนต์นั้นไปใช้เฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดเพื่อการปฏิบัติงานตามหน้าที่อันเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ ที่พนักงานจะได้รับยกเว้นไม่ถือว่าเงินค่าโทรศัพท์และค่าน้ำมันรถยนต์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน อันถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><code>     </code>ดังนั้น เมื่อสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งกับสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นเหตุให้เกิดผลทางกฎหมายในอันที่จะถือเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่แตกต่างกัน แม้เงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งจะมีที่มาจากรถประจำตำแหน่งดังที่โจทก์อ้าง ก็มิใช่เป็นเหตุผลโดยกฎหมายอันจะทำให้เงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งไม่เป็นเงินได้พึงประเมิน จึงเข้าลักษณะเป็นทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน อันถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรดาสำหรับเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งดังกล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><strong>นายวรินทร สะรุโณ</strong></p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9785, 0-2680-9777<br />
Email: Warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6842">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมีนาคม 2565</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6842/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายน 2564</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6618</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6618#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 25 Oct 2021 05:38:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6618</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 122 เดือนกันยายน 2564 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6618">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายน 2564</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ<br />
DLO’S Tax Newsletter</p>
<p style="text-align: right;">ฉบับที่ 122 เดือนกันยายน 2564</p>
<p style="text-align: left;"><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong><br />
1. ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี<br />
2. การขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับดอกเบี้ยที่ได้จากพันธบัตรออมทรัพย์ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก<br />
3. การดำเนินการทางภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ<br />
4. ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีเงินได้ หัก ณ จ่ายที่ สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบ e-Withholding Tax</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
1. กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากดอกเบี้ยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์<br />
<strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาฎีกาที่ 3874/2560<br />
ระหว่าง<code>     </code>กรมสรรพากร<code>                </code>โจทก์<br />
<code>         </code>บริษัท อ. จำกัด และพวกรวม 8 คน<code>     </code>จำเลย<br />
เรื่อง สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างในการเรียกเอาเงินค่าหุ้นที่ยังใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ย</p>
<p style="text-align: left;"><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong><br />
1. ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี<br />
<code>     </code>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 724) พ.ศ. 2564 กำหนดให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละหกจุดสาม สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2566<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3zwlF8x" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3zwlF8x</a></p>
<p style="text-align: left;">2. การขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับดอกเบี้ยที่ได้จากพันธบัตรออมทรัพย์ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก<br />
<code>     </code>กฎกระทรวง ฉบับที่ 376 (พ.ศ. 2564) กำหนดให้บุคคลที่ถูกหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย และประสงค์จะยื่นคำร้องขอคืนตามมาตรา 63 สำหรับดอกเบี้ยที่ได้จากพันธบัตรออมทรัพย์ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกเฉพาะส่วนที่เกิดขึ้นก่อนการเป็นผู้ทรงพันธบัตรออมทรัพย์ของบุคคลนั้น สามารถยื่นคำร้องขอคืนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันการเงินที่ได้มีความตกลงเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการขอคืนภาษีอากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้กับกรมสรรพากรแล้วได้<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3zuC51i" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3zuC51i</a></p>
<p style="text-align: left;">3. การดำเนินการทางภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ<br />
<code>     </code>กฎกระทรวง ฉบับที่ 377 (พ.ศ. 2564) กำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำ ส่ง รับ หรือเก็บรักษาเอกสารหลักฐาน และวิธีการเกี่ยวกับทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3gJXM67" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3gJXM67</a></p>
<p style="text-align: left;">4. ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีเงินได้ หัก ณ จ่ายที่ สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบ e-Withholding Tax<br />
<code>     </code>คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 336/2564 กำหนดให้ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีเงินได้ หัก ณ จ่ายที่เหลืออัตราร้อยละ 2 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบ e-Withholding Tax จากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เป็นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3yxsxkK" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3yxsxkK</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
<strong>1. มาตรการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มโดยยังคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) ต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2566<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3sULUmI" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3sULUmI</a></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาฎีกาที่ 3874/2560<br />
ระหว่าง<code>     </code>กรมสรรพากร<code>                </code>โจทก์<br />
<code>         </code>บริษัท อ. จำกัด และพวกรวม 8 คน<code>     </code>จำเลย<br />
เรื่อง สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างในการเรียกเอาเงินค่าหุ้นที่ยังใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ย</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นหรือไม่</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> บริษัท อ. จำกัด จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าเครื่องเรือนและเครื่องเฟอร์นิเจอร์ มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งยังมิได้ส่งเงินใช้เต็มจำนวนมูลค่าหุ้นตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548 บริษัท อ. จำกัด ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) โดยชำระภาษีอากรไว้ไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานของโจทก์จึงได้ตั้งเป็นยอดภาษีอากรค้างไว้ตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากร ต่อมาเจ้าพนักงานได้เร่งรัดหนี้ภาษีอากรค้าง โดยการอายัดบัญชีเงินฝากของ บริษัท อ. จำกัด และบริษัท อ. จำกัด ไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอื่น มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งทุนเป็นหุ้นจำนวน 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นผู้ถือหุ้น และได้ชำระค่าหุ้นไว้แล้วเพียงหุ้นละ 25 บาท ยังมีมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบอีกหุ้นละ 75 บาท โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งเตือนให้ บริษัท อ. จำกัด นำเงินไปชำระหนี้ภาษีอากร และขอให้บอกกล่าวให้ผู้ถือหุ้นนำเงินมาชำระค่าหุ้นให้ครบถ้วนตามจำนวนหุ้นที่แต่ละบุคคลถือไว้ แต่บริษัท อ. จำกัด ก็ไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรให้แก่โจทก์ และไม่ใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ชำระเงินค่าหุ้น โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากร จึงได้ใช้สิทธิเรียกร้องแทน บริษัท อ. จำกัด ลูกหนี้ โดยมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ในฐานะผู้ถือหุ้น เพื่อให้นำเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ บริษัท อ. จำกัด ค้างชำระแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มิได้นำเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ ศาลภาษีอากรกลางจึงพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ไม่มีสิทธิ์คิดดอกเบี้ย โจทก์จึงอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1122 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าผู้ถือหุ้นที่ยังมิได้ส่งใช้ค่าหุ้นตามวันกำหนด จำต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่กำหนดให้ส่งใช้จนถึงวันที่ได้ส่งเสร็จ เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ยังชำระเงินค่าหุ้นแก่บริษัท อ. จำกัด ไม่ครบถ้วน โจทก์ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องแทนบริษัท อ. จำกัด ได้มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เพื่อให้นำเงินค่าหุ้นที่ยังส่งชำระไม่ครบมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ บริษัท อ. จำกัด ค้างชำระแก่โจทก์ แม้โจทก์จะไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต้องชำระเอาไว้ในหนังสือดังกล่าว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บัญญัติว่า “ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี” ผู้ถือหุ้นจึงต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์ นับแต่วันที่กำหนดส่งใช้เงินค่าหุ้น ตามมาตรา 1122 ประกอบมาตรา 7 และมาตรา 225 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกา เนื่องจากตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12<sup>1</sup> กำหนดให้ภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง เมื่อถึงกำหนดชำระแล้วถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง และวรรคสอง กำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากร เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้างได้โดยไม่ต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233<sup>2</sup> กำหนดให้กรณีลูกหนี้ขัดขื่นไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเรียกในการเรียกให้ผู้ซึ่งเป็นหนี้ลูกหนี้จนเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์นั้น เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นแทนลูกหนี้ก็ได้ มาตรา 1105 วรรคสาม<sup>3</sup> กำหนดให้การใช้เงินค่าหุ้นครั้งแรก ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้นที่จดทะเบียนไว้ มาตรา 1110 วรรคสอง<sup>4</sup> ในการประชุมตั้งบริษัท ให้กรรมการเรียกให้ผู้ถือชำระค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้นที่จองชื่อซื้อไว้ มาตรา 1120<sup>5</sup> กำหนดให้กรรมจะเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นส่วนที่ยังชำระไม่ครบอีกเมื่อไหร่ก็ได้ และมาตรา 1122<sup>6</sup> กำหนดให้กรณีผู้ถือหุ้นมิได้ชำระค่าหุ้นส่วนที่ยังชำระไม่ครบภายในเวลาที่กรรมการกำหนด ผู้ถือหุ้นนั้นต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่กำหนดให้ชำระจนถึงวันที่ได้ชำระครบ</p>
<p><code>     </code>จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การที่บริษัท อ. เป็นหนี้ภาษีอากรค้าง ย่อมทำให้กรมสรรพากรมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท อ. ซึ่งมีอำนาจในการเร่งรัดหนี้ภาษีอากรค้างได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล กล่าวคือ มีอำนาจในการยึดทรัพย์สินของบริษัท หรืออายัดสิทธิเรียกร้องของบริษัทได้ กล่าวคือ กรณีที่บริษัท อ. มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่หนี้นั้นถึงกำหนดชำระแล้ว กรมสรรพากรก็มีอำนาจที่จะอายัดสิทธิเรียกร้องนั้นเพื่อมาชำระหนี้ต่อกรมสรรพากรได้ และในส่วนของบริษัท อ. ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นส่วนที่ยังชำระไม่ครบย่อมทำให้บริษัท อ. มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ถือหุ้นดังกล่าว</p>
<p><code>     </code>ด้วยเหตุนี้ การที่บริษัท อ. เป็นเจ้าหนี้ของผู้ถือหุ้น และกรมสรรพากรมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท อ. และเมื่อบริษัท อ. เป็นหนี้ภาษีอากรค้างแล้วหากบริษัท อ. มิได้เรียกให้ผู้ถือหุ้นซึ่งยังชำระค่าหุ้นไม่ครับ กรมสรรพากรก็มีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ กล่าวคือ ใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัท อ. เรียกให้ผู้ถือหุ้นซึ่งยังชำระค่าหุ้นไม่ครบให้ชำระค่าหุ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ เพื่อนำค่าหุ้นนั้นมาชำระหนี้ภาษีอากรค้างต่อไป</p>
<p><code>     </code>อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถือหุ้นมิได้ชำระค่าคุ้นที่ยังชำระไม่ครบภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น ผู้ถือหุ้นจึงมีหน้าที่ต้องเสียดอกเบี้ยจากค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบนับแต่วันที่กำหนดให้ชำระจนถึงวันที่ได้ชำระครบตามนัยของกฎหมายข้างต้น</p>
<p><code>     </code>ดังนั้น การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว</p>
<p><sup>1</sup>มาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ว่า<br />
“ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง<br />
เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขตก็ได้&#8230;”</p>
<p><sup>2</sup>มาตรา 233 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า<br />
“ถ้าลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ เว้นแต่ในข้อที่เป็นการของลูกหนี้ส่วนตัวโดยแท้”</p>
<p><sup>3</sup>มาตรา 1105 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า<br />
“อันหุ้นนั้น ท่านห้ามมิให้ออกโดยราคาต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้<br />
การออกหุ้นโดยราคาสูงกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้นั้น หากว่าหนังสือบริคณห์สนธิให้อำนาจไว้ ก็ให้ออกได้ และในกรณีเช่นนั้น ต้องส่งใช้จำนวนที่ล้ำมูลค่าพร้อมกันไปกับการส่งใช้เงินคราวแรก<br />
อนึ่ง เงินส่งใช้ค่าหุ้นคราวแรกนั้น ต้องมิให้น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าแห่งมูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้”</p>
<p><sup>4</sup>มาตรา 1110 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า<br />
“เมื่อได้ประชุมตั้งบริษัทแล้ว ให้ผู้เริ่มก่อการบริษัทมอบการทั้งปวงให้แก่กรรมการของบริษัท<br />
เมื่อกรรมการได้รับการแล้ว ก็ให้ลงมือจัดการเรียกให้ผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นทั้งหลายใช้เงินในหุ้นซึ่งจะต้องใช้เป็นตัวเงิน เรียกหุ้นหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้า ตามที่ได้กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวนบอกกล่าวป่าวร้องหรือหนังสือชวนให้ซื้อหุ้น”</p>
<p><sup>5</sup>มาตรา 1120 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า<br />
“บรรดาเงินค่าหุ้นซึ่งยังจะต้องส่งอีกนั้น กรรมการจะเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้เสียเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่จะได้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น”</p>
<p><sup>6</sup>มาตรา 1122 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า<br />
“ถ้าและเงินอันจะพึงส่งใช้เป็นค่าหุ้นตามเรียกนั้นผู้ถือหุ้นคนใดมิได้ส่งใช้ตามวันกำหนดไซร้ ผู้นั้นจำต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่กำหนดให้ส่งใช้จนถึงวันที่ได้ส่งเสร็จ”</p>
<p style="text-align: center;"><strong>นายวรินทร สะรุโณ</strong></p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9785<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6618">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายน 2564</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6618/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง (ตอนที่ 3)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6073</link>
				<pubDate>Thu, 04 Mar 2021 04:26:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6073</guid>
				<description><![CDATA[<p>ตอนที่ 3 ผลของการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ ในตอนที่ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนกับใบกำกับภาษี และตอนที่ 2 ลักษณะของใบกำกับภาษีปลอม ได้กล่าวถึงลักษณ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6073">ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนที่ 3 ผลของการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้</p>
<p>ใน<a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6002" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><strong>ตอนที่ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนกับใบกำกับภาษี</strong></a> และ<a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6037" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><strong>ตอนที่ 2 ลักษณะของใบกำกับภาษีปลอม</strong></a> ได้กล่าวถึงลักษณะของผู้ประกอบการจดทะเบียน ใบกำกับภาษี หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียน และภาษีซื้อที่กฎหมายไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ<strong>ภาษีซื้อต้องห้าม</strong> ซึ่งรวมถึงใบกำกับภาษีปลอมที่เป็นหนึ่งในรายการของภาษีซื้อต้องห้าม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมไปสู่รายละเอียดอันเกี่ยวกับผลของการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ และแนวทางแก้ไขเมื่อนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้</p>
<p>ในตอนนี้ก็จะกล่าวถึงผลของการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านและผู้ประกอบการได้ตระหนักเห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ทั้งในทางกฎหมายและในทางธุรกิจ</p>
<p>จากแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรในการพิจารณาลักษณะและพฤติกรรมในการออกใบกำกับภาษี ประกอบกับบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรแล้ว <strong>ใบกำกับภาษีปลอม</strong>จะหมายความถึง <strong>“ใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่<u>ไม่มีสิทธิ</u>ออกใบกำกับภาษี”</strong> และการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการกันจริง ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการ<strong><u>ไม่สามารถ</u></strong>นำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีปลอมมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งกรมสรรพากรได้<sup>1</sup> เนื่องจากเข้าลักษณะเป็น<strong>ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี</strong><sup>2</sup> อันเป็นภาษีซื้อต้องห้าม แต่หากผู้ประกอบการนำภาษีซื้อต้องห้ามนั้นมาใช้แล้วจะมีผล ดังนี้</p>
<p><strong>ผลทางกฎหมาย</strong></p>
<p><code>     </code>1. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ให้ถูกต้องได้ โดยไม่ให้นำภาษีซื้อต้องห้ามดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายซึ่งจะทำให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น<sup>3</sup><br />
<code>     </code>2. ต้องเสียเบี้ยปรับเป็นจำนวน 2 เท่า ของจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีปลอม<sup>4</sup> และเจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจพิจารณาสั่งงดหรือลดเบี้ยปรับลงได้<sup>5</sup><br />
<code>     </code>3. ต้องเสียเงินเพิ่มเป็นจำนวนร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระหรือนำส่ง (ไม่รวมเบี้ยปรับ) ทั้งนี้ ไม่เกินกว่ามูลค่าของภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง<br />
<code>     </code>4. กรณีนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้โดยเจตนา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท ต่อใบกำกับภาษี 1 ใบ<br />
<code>     </code>5. เจ้าพนักงานประเมินอาจไม่ให้นำรายจ่ายตามใบกำกับภาษีปลอม มาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกส่วนหนึ่งด้วย</p>
<p><strong>ผลทางธุรกิจ</strong></p>
<p><code>     </code>1. การที่ผู้ประกอบการไม่สามารถนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีปลอม หรือภาษีซื้อต้องห้ามอื่น ๆ มาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งได้นั้น ทำให้ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นกว่ากรณีที่สามารถนำภาษีซื้อมาใช้ได้ ซึ่งจะทำให้กำไรจากการขายสินค้าหรือให้บริการลดลง ตามที่ได้ยกตัวอย่างไว้ในตอนที่ 1<br />
<code>     </code>2. กรณีนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง และถูกเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มนั้น ทำให้ต้องเสียภาษีสูงสุดถึง 4 เท่าของภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีปลอม ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก ขาดสภาพคล่อง หรือไม่อาจดำเนินการต่อไปได้<br />
<code>     </code>3. กรณีเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว หากผู้ประกอบการที่ถูกประเมินไม่ชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จะถือว่ามีหนี้ภาษีอากรค้าง<sup>6</sup> ซึ่งเจ้าพนักงานของกรมสรรพากรมีสิทธิที่จะเร่งรัดหนี้ภาษีอากรค้างโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ประกอบการได้โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล<br />
<code>     </code>4. กรณีผู้ประกอบการถูกประเมินภาษีแล้วไม่เห็นด้วยกับการประเมินก็จะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมิน และหากมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วไม่เห็นด้วยอีกก็จะต้องฟ้องคดีต่อศาลต่อไป ทั้งนี้ แม้จะอยู่ระหว่างการอุทธรณ์หรือฟ้องคดีต่อศาลก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรค้างตามข้อ 3. เช่นเดิม<br />
<code>     </code>5. กรณีผู้ประกอบการใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องคดี แล้วแต่กรณี แต่ยังมิได้ชำระหนี้ภาษีอากรค้างเพราะเห็นว่าคดียังไม่ถึงที่สุด และไม่ต้องการให้เจ้าพนักงานสรรพากรมาเร่งรัดหนี้ภาษีอากรค้างนั้น ผู้ประกอบการจะต้องหาหลักประกันมาวางต่อกรมสรรพากร เพื่อเป็นการทุเลาการเร่งรัดหนี้ภาษีอากรค้าง</p>
<p><code>     </code>จะเห็นได้ว่า ตามข้อ 3-5 อาจส่งผลกระทบต่อรายจ่ายในการประกอบกิจการ ผลกำไร และสภาพคล่องทางการเงินและการบริหารจัดการของธุรกิจได้</p>
<p><code>     </code>ดังนั้น ในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยเฉพาะในการซื้อสินค้ามาจากผู้ประกอบการจดทะเบียนรายใดนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการซื้อเป็นอย่างสูง ทั้งการตรวจความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบประวัติการประกอบกิจการ การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และพฤติกรรมการประกอบกิจการที่ไม่เข้าลักษณะดังกล่าวข้างต้น</p>
<p><code>     </code>มาถึงตรงนี้ ทางผู้เขียนหวังว่าท่านผู้อ่านและผู้ประกอบการจะตระหนักเห็นถึงความสำคัญในการทำความเข้าใจ และศึกษาระบบภาษีมูลค่าเพิ่มให้เข้าใจมากขึ้นเพื่อจะได้ปฏิบัติและดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งนี้ หากพลาดนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้โดยไม่รู้ตัวแล้วกรมสรรพากรตรวจสอบพบและให้ถือว่ามีความผิดฐานใช้ใบกำกับภาษีปลอมซึ่งอาจมีผลกระทบดังกล่าวแล้ว จะมีแนวทางแก้ไขเมื่อนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้อย่างไรก็จะมานำเสนอให้ติดตามในตอนต่อไป</p>
<p><code>   </code><sup>1</sup><strong>มาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร</strong> บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี<br />
<code>   </code>หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น<br />
<code>   </code>หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8”<br />
<code>   </code><sup>2</sup><strong>มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร</strong> บัญญัติว่า “ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3”<br />
<code>   </code>(5) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10<br />
<code>   </code><sup>3</sup><strong>มาตรา 88 แห่งประมวลรัษฎากร</strong> บัญญัติไว้ว่า “เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหมวดนี้ในเมื่อ<br />
<code>   </code>(4) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขาย พร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษี”<br />
<code>   </code><sup>4</sup><strong>มาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร</strong> บัญญัติไว้ว่า “ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุคคลตามมาตรา 86/13 เสียเบี้ยปรับในกรณีและตามอัตราดังต่อไปนี้<br />
<code>   </code>(7) นำใบกำกับภาษีปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนมาใช้ในการคำนวณภาษีให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีนั้น<br />
<code>   </code>ในกรณีใบกำกับภาษีที่ผู้ได้รับประโยชน์ไม่สามารถนำพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษี ให้ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม”<br />
<code>   </code><sup>5</sup><strong>มาตรา 89 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร</strong> บัญญัติไว้ว่า “เบี้ยปรับตามมาตรานี้อาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี”<br />
<code>   </code><strong>ข้อ 10 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542</strong> กำหนดไว้ว่า “การงดหรือลดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(6) และมาตรา 89 (7) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจพิจารณาสั่งงดหรือลดได้ เว้นแต่อธิบดีกรมสรรพากรจะสั่งเป็นอย่างอื่น”<br />
<code>   </code><sup>6</sup><strong>มาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร</strong> บัญญัติไว้ว่า “ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง<br />
<code>   </code>เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขตก็ได้”</p>
<p style="text-align: center;">วรินทร สะรุโณ<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
4 มีนาคม 2564</p>
<p><code>     </code>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด 2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9785 Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6073">ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง (ตอนที่ 2)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6037</link>
				<pubDate>Tue, 16 Feb 2021 02:34:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6037</guid>
				<description><![CDATA[<p>ตอนที่ 2 ลักษณะของใบกำกับภาษีปลอม ในตอนที่แล้ว ตอนที่ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนกับใบกำกับภาษี ได้กล่าวถึงลักษณะของผู้ประกอบการจดทะเบียน ใบกำกั [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6037">ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอนที่ 2 ลักษณะของใบกำกับภาษีปลอม</strong></p>
<p>ในตอนที่แล้ว <a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6002" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><strong>ตอนที่ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนกับใบกำกับภาษี</strong></a> ได้กล่าวถึงลักษณะของผู้ประกอบการจดทะเบียน ใบกำกับภาษี หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียน และภาษีซื้อที่กฎหมายไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ<strong>ภาษีซื้อต้องห้าม</strong> เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมไปสู่รายละเอียดทั้งในส่วนลักษณะของใบกำกับภาษีปลอม ผลของการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้และแนวทางแก้ไขเมื่อนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้</p>
<p>ในตอนนี้ก็จะกล่าวถึงลักษณะของใบกำกับภาษีปลอมซึ่งเป็นหนึ่งในรายการของภาษีซื้อต้องห้าม<sup>1</sup> จากที่กฎหมายกำหนดไว้อีกหลายรายการ เช่น</p>
<p>1. กรณีไม่มีใบกำกับภาษี หรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ เว้นแต่เป็นกรณีมีเหตุอันสมควรตามที่กฎหมายกำหนด<br />
2.กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด<br />
3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการ<br />
4. ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือในลักษณะทำนองเดียวกัน<br />
5. <strong>ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี</strong></p>
<p>นอกจากนี้ ก็ยังมีภาษีซื้อต้องห้ามอีกหลายรายการซึ่งสามารถศึกษาได้จาก<strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2535</strong></p>
<p><strong>ใบกำกับภาษีปลอม</strong> อาจเป็นคำที่ผู้ประกอบการหลายรายได้ยินมักคุ้นอยู่เสมอ ซึ่งคำว่าใบกำกับภาษีปลอมนั้นเป็นเพียงคำเรียกทั่วไปเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่ในประมวลรัษฎากรไม่ได้นิยามหรือให้ความหมายของคำดังกล่าวว่ามีความหมายอย่างไรบ้าง แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรแล้ว ใบกำกับภาษีปลอมจะหมายความถึง <strong>“ใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่<u>ไม่มีสิทธิ</u>ออกใบกำกับภาษี”</strong> และการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการกันจริง</p>
<p>ตลอดทั้งปัจจุบันที่ขยายความไปถึงการขายสินค้าใน<strong>กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจรีไซเคิล</strong> ที่มีการซื้อขายหรือให้บริการกันจริง แต่เนื่องจากต้นทางของสินค้าที่มาจากการรวบรวมสินค้าจากผู้ขายรายย่อยซึ่งมีทั้งเป็นและไม่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ที่รวบรวมและขายต่อนี้จะมีการนำสินค้ามารวมกันจนไม่อาจแยกได้ว่าสินค้าส่วนใดมีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่เมื่อนำไปขายต่อกลับมีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่นำส่งต่อกรมสรรพากร ทำให้ผู้ที่ซื้อสินค้าต่อไปนั้นไม่อาจนำใบกำกับภาษีดังกล่าวมาใช้เป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีที่ต้องนำส่งต่อกรมสรรพากรได้</p>
<p>หรือกรณีที่มีการซื้อขายหรือให้บริการกันจริงแต่ผู้ขายสินค้าไม่นำส่งภาษีขายที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าต่อกรมสรรพากร หรือผู้ขายสินค้าไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของสินค้านั้นได้ หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสินค้าที่นำมาขายนั้นได้มีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมาถูกต้องหรือไม่ ซึ่งใบกำกับภาษีปลอมในลักษณะดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่จะพบเห็นใน<strong>กลุ่มผู้ประกอบการที่หวังสร้างรายจ่าย</strong> เพื่อลดกำไรในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ต่ำกว่าความเป็นจริง จึงมีการหาซื้อบิลเงินสดและใบกำกับภาษีที่ไม่ได้มีการซื้อขายสินค้ากันจริง</p>
<p>จะเห็นได้ว่าใบกำกับภาษีปลอมเป็นเพียงรายการหนึ่งของภาษีซื้อต้องห้ามเพียงเท่านั้น ซึ่งในทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติสำหรับการพิจารณาลักษณะของใบกำกับภาษีปลอมของกรมสรรพากรนั้น จะพิจารณาจากลักษณะและพฤติกรรมดังนี้</p>
<p>1. ใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีการซื้อขายกันจริง<br />
2. ใบกำกับภาษีที่ออกแทนบิลเงินสดของบุคคลอื่น<br />
3. ใบกำกับภาษีที่ออกโดยกลุ่มผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีเจ้าของคนเดียวกัน<br />
4. ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ไม่สามารถพิสูจน์เส้นทางการได้มาซึ่งสินค้า และการขายสินค้าได้<br />
5. ใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่พบการเบิกสินค้าตามใบกำกับภาษีในรายงานสินค้าและวัตถุดิบของผู้ขาย<br />
6. ต้นฉบับกับสำเนาใบกำกับภาษีที่มีรูปแบบหรือข้อความไม่ตรงกัน หรือลงลายมือชื่อคนละครั้ง หรือลงลายมือชื่อในช่องผู้รับมอบอำนาจต่างกันทั้งที่เอกสารออกเป็นชุด<br />
7. ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ขายที่มีพฤติกรรมจัดทำบัญชีไม่ถูกต้องตามหลักการทางบัญชี<br />
8. ใบกำกับภาษีที่ผู้ขายออกให้กับลูกค้าหลายรายโดยมีเลขที่ใบกำกับภาษีเดียวกัน<br />
9. ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ขายซึ่งได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อแล้วแต่ไม่นำส่งภาษีขายต่อกรมสรรพากร<br />
10. ใบกำกับภาษีที่ผู้ใช้ภาษีซื้อไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษี<br />
11. ใบกำกับภาษีที่ผู้ใช้ภาษีซื้อไม่สามารถพิสูจน์เส้นทางการซื้อสินค้าและการขายสินค้าต่อไปได้<br />
12. ใบกำกับภาษีที่เกิดจากกรณีผู้ขายส่งสินค้าไปยังลูกค้าของผู้ซื้อโดยตรง และไม่สามารถพิสูจน์เส้นทางการซื้อขายได้</p>
<p>จากแนวทางการพิจารณาลักษณะของใบกำกับภาษีปลอมข้างต้น จะเห็นได้ว่า บางกรณีก็มีการซื้อขายสินค้ากันจริง และผู้ซื้อสินค้าได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีซื้อ) และได้รับใบกำกับภาษีตามขั้นตอนของกฎหมายจริง เพียง<strong>แต่โชคร้ายไปซื้อสินค้า หรือรับบริการ และได้รับใบกำกับภาษีจากผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว</strong> อันทำให้ไม่สามารถนำใบกำกับภาษีนั้นมาใช้เป็นภาษีซื้อเพื่อหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีที่ต้องนำส่งต่อกรมสรรพากรได้ <strong>จึงทำให้เป็นที่มาของการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้<u>โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง</u></strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ซื้อสินค้า <strong>พลาดนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้โดยไม่รู้ตัว</strong>แล้วกรมสรรพากรตรวจสอบพบ<strong>ก็ถือจะว่ามีความผิดฐานใช้ใบกำกับภาษีปลอม</strong> ซึ่งจะมีโทษอย่างไรนั้นจะได้นำมาให้ติดตามอ่านกันในตอนต่อไป</p>
<p>ดังนั้น ในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยเฉพาะในการซื้อสินค้ามาจากผู้ประกอบการจดทะเบียนรายใดนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการซื้อเป็นอย่างสูง ทั้งการตรวจความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบประวัติการประกอบกิจการ การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และพฤติกรรมการประกอบกิจการที่ไม่เข้าลักษณะดังกล่าวข้างต้น</p>
<p>มาถึงตรงนี้ ทางผู้เขียนหวังว่าท่านผู้อ่านและผู้ประกอบการจะตระหนักเห็นถึงความสำคัญในการทำความเข้าใจ และศึกษาระบบภาษีมูลค่าเพิ่มให้เข้าใจมากขึ้นเพื่อจะได้ปฏิบัติและดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งหากดำเนินการผิดพลาดไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกิจการตามมาได้ ทั้งนี้ หากพลาดนำใบกำกับภาษีปลอมไปใช้แล้วจะมีผลอย่างไร และจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรนั้น ก็จะมานำเสนอให้ติดตามในตอนต่อไป</p>
<p><sup>1</sup>มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p style="text-align: center;">วรินทร สะรุโณ<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
16 กุมภาพันธ์ 2564</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9785<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6037">ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6002</link>
				<pubDate>Wed, 03 Feb 2021 02:00:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6002</guid>
				<description><![CDATA[<p>ตอนที่ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนกับใบกำกับภาษี      บทความในเรื่องนี้จะเป็นการแบ่งปันเรื่องราวที่ได้รับจากประสบการณ์ทำงาน ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ปร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6002">ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอนที่ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนกับใบกำกับภาษี</strong></p>
<p><code>     </code>บทความในเรื่องนี้จะเป็นการแบ่งปันเรื่องราวที่ได้รับจากประสบการณ์ทำงาน ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีซื้อตาม<strong>ใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี</strong> หรือที่เรียกกันว่า <strong>“ใบกำกับภาษีปลอม”</strong> ที่กฎหมายไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรียกกันว่า <strong>“ภาษีซื้อต้องห้าม”</strong> มาใช้ในการคำนวณภาษีที่ต้องนำส่ง<strong><u>โดยไม่รู้ตัว</u></strong></p>
<p><code>     </code>ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ คือการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง<strong><u>โดยไม่รู้ตัว</u></strong> เนื่องจาก ลักษณะของใบกำกับภาษีปลอมตามแนวทางของกรมสรรพากรนั้น ไม่ได้หมายความถึงการทำเอกสารปลอมขึ้นมา หรือเอกสารอันเป็นเท็จ หรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับตัวใบกำกับภาษีตามที่ผู้ประกอบการหลาย ๆ รายเข้าใจเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการกระทำอื่น ๆ อีกด้วยซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในตอนต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนหลายรายนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้<strong><u>โดยไม่รู้ตัว</u></strong>นั่นเอง</p>
<p><code>     </code>ดังนั้น หากผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีซื้อต้องห้าม ที่เกิดจากการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งแล้วปรากฏว่าเจ้าพนักงานสรรพากรตรวจสอบพบ ก็จะนำมาสู่การปรับปรุงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง ซึ่งจะต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่ขาด เสียเบี้ยปรับถึง 2 เท่า และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ชำระขาดไปอีกด้วย</p>
<p><code>     </code>มาถึงตรงนี้ หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยแล้วว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนคืออะไร ใบกำกับภาษีคืออะไร ภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีที่ต้องนำส่งคืออะไร ดังนั้น ในตอนนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้กันก่อน</p>
<p><strong><code>     </code>1. ผู้ประกอบการจดทะเบียน</strong> คือ ผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร ซึ่งเมื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วก็จะได้รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ. 20 และมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร</p>
<p><code>     </code>ตามกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทยประเภทที่ไม่ได้รับยกเว้น และ<strong>มีรายได้จากการประกอบกิจการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายได้เกินจำนวนดังกล่าว</strong> ซึ่งสามารถศึกษาได้จากบทความ <strong>“<a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2807" target="_blank" rel="noopener noreferrer">ภาษีมูลค่าเพิ่ม เรื่องใกล้ตัวผู้ขายสินค้าและให้บริการ</a>”</strong></p>
<p><strong><code>     </code>2. ใบกำกับภาษี</strong> คือ เอกสารหลักฐานสำคัญในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องจัดทำโดยมีรายการในใบกำกับภาษีตามที่กฎหมายกำหนด และส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเมื่อเกิด<strong>ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)</strong><sup>1</sup> เช่น เมื่อส่งมอบสินค้า หรือชำระราคาสินค้า หรือได้ใช้บริการ หรือได้รับชำระค่าบริการ แล้วแต่กรณี ใบกำกับภาษีจึงเป็นเอกสารสำคัญเพื่อใช้ควบคุม และบันทึกจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มในระบบที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องนำไปชำระต่อกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด</p>
<p><strong><code>     </code>3. หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียน</strong></p>
<p><code>          </code><strong>3.1 หน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เรียกเก็บ<strong>ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการ</strong>เมื่อเกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)<sup>2</sup> โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บในส่วนนี้เรียกว่า<strong>ภาษีขาย</strong><sup>3</sup> และในส่วนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซื้อสินค้าหรือรับบริการมาซึ่งถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนรายอื่นเรียกเก็บนั้นจะเรียกว่า<strong>ภาษีซื้อ</strong><sup>4</sup></p>
<p><code>          </code><strong>3.2 หน้าที่ออกใบกำกับภาษี</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ก็จะมีหน้าที่ในการออกใบกำกับภาษี (ใบกำกับภาษีขาย) ในขณะที่เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)</p>
<p><code>          </code><strong>3.3 หน้าที่จัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด<sup>5</sup> โดยจัดทำเป็นรายเดือนเนื่องจากรอบในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจะคำนวณเป็นรายเดือน ซึ่งจะเรียกว่า <strong>“เดือนภาษี”</strong> โดยรายงานภาษีดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นการสรุปรายการ ใบกำกับภาษี มูลค่าสินค้าหรือบริการ จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งในส่วนของภาษีซื้อและภาษีขายเพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างสะดวก</p>
<p><code>          </code>นอกจากนี้ <strong>เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้า</strong>ก็ยังมีหน้าที่ในการจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ หรือที่เรียกกันว่า <strong>“Stock”</strong> เพื่อนำไปตรวจสอบยืนยันกับรายการซื้อหรือขายตามรายงานภาษีข้างต้น ว่ามีการซื้อหรือขาย และมีสินค้าคงเหลือถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่</p>
<p><code>          </code><strong>3.4 หน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มของแต่ละเดือนภาษีต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น สำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการในเดือนภาษีมกราคม 2564 จะต้องนำส่งภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564</p>
<p><code>          </code>ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำส่งคำนวณโดยนำภาษีขายในแต่ละเดือนภาษีหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี<sup>6</sup> หากภาษีขายมากกว่าให้นำส่งต่อกรมสรรพากร แต่หากภาษีซื้อมากกว่าก็มีสิทธิจะนำไปเป็นเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีถัดไป หรือมีสิทธิขอคืนได้จากกรมสรรพากร <strong>ปรากฏตามแผนผัง VAT ดังนี้</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6012" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1.png" alt="" width="916" height="770" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1.png 916w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1-300x252.png 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1-768x646.png 768w" sizes="(max-width: 916px) 100vw, 916px" /></p>
<p><strong><code>     </code>ข้อสังเกต</strong> ในช่วงที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าให้ผู้บริโภคซึ่งราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 50 บาทนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากรก็จะเพิ่มขึ้น 3.50 บาท อันเท่ากับร้อยละ 7 ของ 50 บาทซึ่งเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของราคาสินค้านั่นเอง</p>
<p><code>     </code>นอกจากนี้ หากมีการขายสินค้าต่อไปเรื่อย ๆ กรมสรรพากรก็จะได้รับภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วกรมสรรพากรจะได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มในจำนวนร้อยละ 7 ของมูลค่าสินค้าที่ขายให้กับผู้บริโภคลำดับสุดท้าย</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<p><code>     </code>นาย จ. เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายเสื้อผ้าในประเทศไทย โดยซื้อสินค้ามาในราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วตัวละ 107 บาท (ค่าสินค้า 100 บาท ภาษีซื้อ 7 บาท) และต้องการขายสินค้าโดยมีกำไรตัวละ 50 บาท ดังนั้น นาย จ. จึงต้องตั้งราคาขายที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วตัวละ 160.50 บาท (ค่าสินค้า 150 บาท ภาษีขาย 10.50 บาท)</p>
<p><code>     </code>จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่า นาย จ. จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรจำนวน 3.50 บาท (ภาษีขาย 10.50 บาท – ภาษีซื้อ 7 บาท) และ<strong>จะมีกำไรจากการขายสินค้า 50 บาท ตามที่ตั้งไว้</strong></p>
<p><code>     </code>แต่อย่างไรก็ตาม หากนาย จ. <strong>นำภาษีซื้อต้องห้ามมาใช้</strong>นาย จ. ก็จะไม่สามารถนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้ นาย จ. จึงต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรเป็นเงินจำนวน 10.50 บาท (ภาษีขาย 10.50 บาท – ภาษีซื้อ 0 บาท) ดังนั้น นาย จ. <strong>จะเหลือกำไรเพียง 43 บาท</strong> (160.50 (ราคาขายรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) – 107 (ต้นทุนสินค้า) – 10.50 (ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง)) เท่านั้น</p>
<p><code>     </code>หรือหากนาย จ. <strong>ไม่เข้าใจในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong> โดยขายสินค้าไปในราคาที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มตัวละ 150 บาท (ค่าสินค้า 140.19 บาท ภาษีขาย 9.81 บาท ) นาย จ. <strong>ก็จะเหลือกำไรเพียงตัวละ 40.19 บาท</strong> เท่านั้น</p>
<p><code>     </code>มาถึงตรงนี้ ทางผู้เขียนหวังว่าท่านผู้อ่านและผู้ประกอบการจะตระหนักเห็นถึงความสำคัญในการทำความเข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และเริ่มเข้าใจในขั้นตอน สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่รายละเอียดทั้งในส่วนของลักษณะของใบกำกับภาษีปลอม ผลของการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ และแนวทางแก้ไขเมื่อนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ ซึ่งจะนำเสนอให้ติดตามในตอนต่อไป</p>
<p><sup>1</sup>มาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>2</sup>มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>3</sup>มาตรา 82/4 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>4</sup>มาตรา 82/4 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>5</sup>มาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>6</sup>มาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p style="text-align: center">วรินทร สะรุโณ<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
3 กุมภาพันธ์ 2564</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9785<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6002">ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 4</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5719</link>
				<pubDate>Tue, 30 Jun 2020 07:58:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5719</guid>
				<description><![CDATA[<p>วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด ตอนที่ 4 หลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5719">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p><u>ตอนที่ 4 หลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</u></p>
<p><code>     </code>จากตอนที่ 1-3 ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษี วิธีการและตัวอย่างในการคำนวณภาษี และสิทธิประโยชน์สำหรับการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามลำดับนั้น ในตอนนี้จะเป็นการกล่าวถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแต่ละประเภทว่าจะพิจารณาอย่างไร หากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประสงค์จะประกอบเกษตรกรรม หรือใช้เป็นที่อยู่อาศัย หรือใช้ประโยชน์อื่น ๆ จะต้องทำอย่างไร มีความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะได้รับการพิจารณาว่าจะเข้าลักษณะที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพหรือไม่ ดังนี้</p>
<p><code>     </code><strong>1. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม</strong></p>
<p><code>       </code>การใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในการประกอบเกษตรกรรมนั้น จะ<strong>พิจารณาจากสภาพการใช้ประโยชน์</strong>บนที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง<u>ตามจริง</u> หากเป็นการประกอบการเกษตรตามความหมายในระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริโภค จำหน่าย หรือใช้งานในฟาร์มแล้วให้ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม ทั้งนี้ เว้นแต่การทำการประมงและการทอผ้า</p>
<p><code>       </code>ในส่วนของพื้นที่ต่อเนื่องของพื้นที่หลักที่ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม <strong>หากไม่เกินกึ่งหนึ่งของพื้นที่หลัก</strong> ให้ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรมด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ</p>
<p><code>       </code>อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ต่อเนื่องที่ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรมทับซ้อนกับพื้นที่ต่อเนื่องที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้ถือว่าพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม ดังจะเห็นได้ว่า จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการเสียภาษีในอัตราการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรมซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย</p>
<p><code>       </code>ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ทั้งการปลูกพืชก็ดี เลี้ยงสัตว์ก็ดี ให้เป็นไปตามอัตราขั้นต่ำ ตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ลงวันที่ 30 มกราคม 2563</p>
<p><code>     </code><strong>2. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย</strong></p>
<p><code>       </code>การใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยนั้น จะ<strong>พิจารณาจากสภาพการใช้ประโยชน์</strong>บนที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง<u>ตามจริง</u> หากมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ทั้งที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือปรับปรุง ต่อเติม ให้ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เว้นแต่กรณี ดังนี้</p>
<p><code>       </code>2.1 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่สร้างเพื่อขายตามกฎหมายจัดสรรที่ดิน หรืออาคารชุด<br />
<code>       </code>2.2 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการโรงแรม หรือผู้ให้บริการเป็นที่พักชั่วคราวโดยมีค่าตอบแทน นอกจากการคิดค่าตอบแทนเป็นรายเดือนขึ้นไปหรือโฮมสเตย์<br />
<code>       </code>2.3 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่รอการขายของสถาบันการเงิน หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์</p>
<p><code>     </code><strong>3. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่น</strong></p>
<p><code>       </code>กรณีหากปรากฏว่าไม่เข้าลักษณะเป็นการใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบเกษตรกรรม หรือเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย จะเข้าลักษณะเป็นการใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น ใช้เพื่อประกอบกิจการ หรือเป็นสำนักงาน เป็นต้น</p>
<p><code>     </code><strong>4. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ</strong></p>
<p><code>       </code>ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพนั้น พิจารณาจากสภาพของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิประเทศ ความลาดชันของพื้นที่ สภาพดิน และการทำประโยชน์ของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบริเวณใกล้เคียง หากสามารถใช้ประโยชน์ได้แต่<u>ไม่มีการทำประโยชน์</u>หรือทิ้งร้างไว้ หรือ<u>ใช้ประโยชน์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์</u>การทำประโยชน์ <u>หรือไม่เหมาะกับสภาพที่ดิน</u>ดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแล้วแต่กรณี</p>
<p><code>       </code>ด้วยเหตุนี้ <u>หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าได้มีการซื้อที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมา โดยที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมสังคมเมือง หรือย่านชุมชน หรือย่านเศรษฐกิจ แต่ใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมดังกล่าว กรณีมีความเสี่ยงที่จะถูกประเมินว่าเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ</u></p>
<p><code>       </code>นอกจากนี้ ตามที่ได้มีการขยายระยะเวลาการดำเนินการตามกฎหมายสำหรับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับปีภาษี 2563 นั้น ทำให้จากเดิมที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องส่งแบบประเมินภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีและผู้เสียภาษีต้องชำระภายในเดือนเมษายนของปี ได้ถูกขยายออกไปโดยต้องส่งแบบประเมินภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีภายในเดือนมิถุนายน 2563 และผู้เสียภาษี<strong>มีหน้าที่ต้องชำระภาษีภายในเดือนสิงหาคม 2563</strong> ให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไป</p>
<p><code>       </code>อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียภาษีไม่อาจชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในคราวเดียวได้ทั้งหมด อาจยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีเป็นงวด งวดละเท่า ๆ กันก็ได้ ดังนี้</p>
<p><code>         </code><strong>งวดที่ 1</strong> ชำระภายในเดือนเมษายนของปี แต่สำหรับปีภาษี 2563 ขยายเป็นชำระภายในเดือนสิงหาคม 2563<br />
<code>         </code><strong>งวดที่ 2</strong> ชำระภายในเดือนพฤษภาคมของปี แต่สำหรับปีภาษี 2563 ขยายเป็นชำระภายในเดือนกันยายน 2563<br />
<code>         </code><strong>งวดที่ 3</strong> ชำระภายในเดือนมิถุนายนของปี แต่สำหรับปีภาษี 2563 ขยายเป็นชำระภายในเดือนตุลาคม 2563</p>
<p><code>       </code>ทั้งนี้ สำหรับกรณีที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้วแต่ไม่ชำระภาษีตามกำหนดเวลา จะมีโทษอย่างไร หรือหากไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งการประเมิน แล้วต้องการคัดค้านหรืออุทธรณ์จะต้องทำอย่างไรนั้น ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5719">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 3</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5623</link>
				<pubDate>Thu, 26 Mar 2020 01:02:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5623</guid>
				<description><![CDATA[<p>วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด ตอนที่ 3 สิทธิประโยชน์ทางภาษี จากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์แ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5623">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p><strong><u>ตอนที่ 3 สิทธิประโยชน์ทางภาษี</u></strong></p>
<p>จากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์และตัวอย่างในการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไว้นั้น ในตอนนี้จะเป็นการกล่าวถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งการยกเว้นฐานภาษี และการบรรเทาภาระภาษี สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์แต่ละประเภท ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p><strong>1. สิทธิประโยชน์ถาวร</strong></p>
<p>1.1 ยกเว้นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่บุคคลธรรมดาใช้ประกอบเกษตรกรรม ในแต่ละเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขตละ 50 ล้านบาท<sup>1</sup> โดยถือว่าที่ดินที่มีโฉนดติดกันเป็นที่ดิน 1 แปลง และให้นำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในแต่ละเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีมูลค่าสูงสุดมาหักยกเว้นก่อนตามลำดับ จากนั้นนำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เหลือไปคำนวณภาษีภายใต้หลัก <strong>&#8220;*รวมแปลงลดหย่อน แยกแปลงคำนวณ&#8221;</strong> เช่น</p>
<p>&#8211; นาย A เป็นเจ้าของที่ดิน ที่ใช้ในการประกอบเกษตรกรรมในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก. จำนวน 4 แปลง ดังนี้</p>
<p><code>     </code>แปลงที่ 1 ที่ดิน 3 โฉนด มูลค่ารวม 30 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 2 ที่ดิน 2 โฉนด มูลค่ารวม 15 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 3 ที่ดิน 2 โฉนด มูลค่ารวม 10 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 4 ที่ดิน 1 โฉนด มูลค่ารวม 5 ล้านบาท</p>
<p>สรุป นาย A มีที่ดินในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก. รวมทั้งสิ้น จำนวน 60 ล้านบาท* นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 50 ล้านบาทแรก ส่วนที่เกินจาก 50 ล้านบาทต้องนำไปเสียภาษีโดยแยกคำนวณรายแปลง* ดังนี้</p>
<p><code>     </code>แปลงที่ 1 – 2 ได้รับยกเว้นทั้งแปลง รวม 45 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 3 ได้รับยกเว้น 5 ล้านบาท (รวมกับ 2 แปลงแรก ได้รับยกเว้นครบ 50 ล้านบาทแล้ว) และในส่วนที่เหลือ 5 ล้านบาท นำไปคูณอัตราภาษีร้อยละ 0.01 เท่ากับ 500 บาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 4 จำนวน 5 ล้านบาท นำไปคูณอัตราภาษีร้อยละ 0.01 เท่ากับ 500 บาท</p>
<p>สรุป นาย A ต้องเสียภาษีสำหรับที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรมในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก. รวม 1,000 บาท</p>
<p>&#8211; นาย A เป็นเจ้าของที่ดิน ที่ใช้ในการประกอบเกษตรกรรมในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข. อีกจำนวน 3 แปลง ดังนี้</p>
<p><code>     </code>แปลงที่ 1 ที่ดิน 1 โฉนดมูลค่ารวม 10 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 2 ที่ดิน 2 โฉนดมูลค่ารวม 15 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 3 ที่ดิน 3 โฉนดมูลค่ารวม 10 ล้านบาท</p>
<p>สรุป นาย A มีที่ดินในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข. รวมทั้งสิ้น จำนวน 35 ล้านบาท นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 50 ล้านบาทแรก จึงไม่มีภาษีที่ต้องเสีย</p>
<p>1.2 ยกเว้นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลังหลัก เป็นจำนวน 50 ล้านบาท<sup>2</sup> เช่น</p>
<p><code>     </code>&#8211; นาย A สร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยบ้านและที่ดินดังกล่าวมีมูลค่ารวมกัน 70 ล้านบาท นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 50 ล้านบาทแรก ส่วนที่เกินจาก 50 ล้านบาทต้องนำไปเสียภาษี</p>
<p>1.3 ยกเว้นมูลค่าของสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลังหลัก เป็นจำนวน 10 ล้านบาท<sup>3</sup> เช่น</p>
<p><code>     </code>&#8211; นาย A สร้างบ้านของตนเองในที่ดินของบุคคลอื่น และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยบ้านหลังดังกล่าวมีมูลค่า 15 ล้านบาท นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 10 ล้านบาทแรก ส่วนที่เกินจาก 10 ล้านบาทต้องนำไปเสียภาษี</p>
<p><strong>2. สิทธิประโยชน์เฉพาะกาล (ชั่วคราว)</strong></p>
<p>2.1 ยกเว้นการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้ประกอบเกษตรกรรม โดยไม่พิจารณามูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นเวลา 3 ปีแรก<sup>4</sup> กล่าวคือ สำหรับการจัดเก็บในปีภาษี 2563-2565<br />
ดังนั้น ในช่วง 3 ปีแรกดังกล่าว ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้ประกอบเกษตรกรรม ไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด และเมื่อพ้นจากช่วง 3 ปีแรกไปแล้ว ให้นำหลักเกณฑ์ตามข้อ 1.1 มาใช้ต่อไป</p>
<p>2.2 บรรเทาภาระภาษีสำหรับจำนวนภาษีที่ต้องชำระในช่วง 3 ปีแรก<sup>5</sup> โดยหากต้องชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวสูงกว่า<strong>ภาษีโรงเรือนและที่ดิน</strong> หรือ<strong>ภาษีบำรุงท้องที่</strong>ในปีก่อน ส่วนต่างระหว่างภาษีดังกล่าวนั้นให้ชำระ ดังนี้</p>
<p><code>     </code>ปีแรก (2563) ชำระ 25% ของส่วนต่าง<br />
<code>     </code>ปีที่สอง (2564) ชำระ 50% ของส่วนต่าง<br />
<code>     </code>ปีที่สาม (2565) ชำระ 75% ของส่วนต่าง</p>
<p>เช่น ในปี 2562 นาย A ต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 100 บาท แต่ในปี 2563 นาย A ต้องชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำนวน 200 บาท เพราะฉะนั้นในปี 2563 นาย A ต้องเสียภาษีเท่ากับภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 100 บาท บวกกับ 25 บาท ( 25% ของ 100 บาท ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างภาษี 2 ประเภท (200 – 100) ดังนั้น นาย A จึงต้องเสียภาษีในปี 2563 เป็นเงินจำนวน 125 บาท</p>
<p><img class="aligncenter size-large wp-image-5622" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-1024x534.png" alt="" width="800" height="417" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-1024x534.png 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-300x156.png 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-768x400.png 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle.png 1193w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>สำหรับการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งได้มีการขยายระยะเวลาการดำเนินการตามกฎหมายออกไปนั้น ทำให้ปัจจุบันยังคงอยู่ในช่วงของการจัดทำบัญชีรายการ<strong>ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong>เพื่อประกาศและจัดส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับผู้เสียภาษีแต่ละรายทราบ โดยจากเดิมให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2562 ขยายออกเป็นภายในเดือนมีนาคม 2563 และขยายระยะเวลาการดำเนินการอื่น ๆ ตามกฎหมาย</p>
<p>หลังจากนั้น ก็จะเป็นช่วงของการประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง <strong>อัตราภาษี</strong> และรายละเอียดอื่น ๆ ที่จำเป็น โดยต้องประกาศให้แล้วเสร็จจากเดิมก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ขยายออกไปเป็นก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2563</p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว แต่ไม่ชำระภาษีตามกำหนดเวลา จะมีโทษอย่างไร หรือหากไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งการประเมิน <strong>แล้วต้องการคัดค้านหรืออุทธรณ์จะต้องทำอย่างไรนั้น</strong> ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p><sup>1</sup> มาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>2</sup> มาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>3</sup> มาตรา 41 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>4</sup> มาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>5</sup> มาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับ<strong>กฎหมายภาษีอากร</strong> สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5623">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 22 Jan 2020 02:20:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5486</guid>
				<description><![CDATA[<p>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2 วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</strong></p>
<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p><strong>ตอนที่ 2 การคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong></p>
<p>จากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บ<strong>ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong>ไว้นั้น ในตอนนี้จะเป็นการนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายดังกล่าวที่อาจจะอ่านแล้วเข้าใจยาก มาลองคำนวณเพื่อเป็นตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น และเพื่อให้ผู้อ่านได้ลองปฏิบัติตามเพื่อหามูลค่าภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p>ตามที่พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 กำหนดให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ดังนั้น ในการคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินที่ต้องเสีย<strong>ภาษี</strong>จึงต้องคำนวณจากทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยการนำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) คูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังนี้</p>
<p><strong>1. การคำนวณมูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี)</strong></p>
<p>ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินต่อตารางวา คูณด้วยพื้นที่ดินทั้งแปลง จะได้เป็นมูลค่าของที่ดินทั้งแปลง ทั้งนี้ หากที่ดินหลายแปลงเป็นของเจ้าของคนเดียวกันและอยู่ติดกัน ให้รวมมูลค่าที่ดินแต่ละแปลงที่ติดกันเสมือนเป็นแปลงเดียวกัน เช่น<br />
นาย ก. มีที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ดิน 1 ไร่ (400 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 5,000 บาท คำนวณมูลค่าของที่ดิน (ฐานภาษี) ได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น ที่ดินดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 2,000,000 บาท</p>
<p><strong>2. การคำนวณมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี)</strong></p>
<p>ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของสิ่งปลูกสร้างต่อตารางเมตร คูณด้วยพื้นที่ใช้สอย หักด้วยค่าเสื่อมราคา จะได้เป็นมูลค่าของสิ่งปลูกสร้าง เช่น<br />
นาย ก. มีบ้านไม้ 1 หลัง พื้นที่ 300 ตารางเมตร ปลูกสร้างมาแล้ว 10 ปี ราคาประเมินตารางเมตรละ 10,000 บาท คำนวณมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) ได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>พื้นที่ใช้สอย คูณด้วยราคาประเมิน = 300 x 10,000 = 3,000,000</li>
<li>ปลูกสร้างมาแล้ว 10 ปี หักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 40 คิดมูลค่าที่เหลือเพียงร้อยละ 60 = 3,000,000 x 0.6 = 1,800,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 1,800,000 บาท</p>
<p>จากการคำนวณมูลค่าของที่ดิน ตามข้อ 1. และสิ่งปลูกสร้าง ตามข้อ 2. ดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่ามีมูลค่าฐานภาษีที่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีจำนวน 2,000,000 + 1,800,000 = 3,800,000 บาท</p>
<p><strong>3. การคำนวณจำนวนภาษีที่ต้องชำระ</strong></p>
<p>การคำนวณภาษี คำนวณโดยนำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) คูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังกล่าวข้างต้น เช่น<br />
กรณีหากปรากฏว่า ส่วนของตัวบ้านได้ตั้งอยู่บนที่ดินตามข้อ 1. โดยมีบริเวณที่ใช้ปลูกบ้านและเป็นที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องรวม 400 ตารางวา (ทั้งแปลง) และใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยโดยมีชื่อในทะเบียนบ้าน (บ้านหลังหลัก) จะคำนวณภาษีที่ต้องชำระได้ ดังนี้<br />
มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (บ้านหลังหลัก) = 3,800,000 x 0.0003 (ร้อยละ 0.03)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ = 1,140 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านหลังหลัก ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) 50 ล้านบาทแรก เมื่อนาย ก. มีมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมไม่เกิน 50 ล้านบาท จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>4. การคำนวณมูลค่าที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์หลายประเภท</strong></p>
<p>กรณีที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์หลายประเภทนั้น จะต้องคำนวณภาษีตามส่วนของการใช้ประโยชน์แต่ละประเภท ดังนี้</p>
<p>4.1 นาย ก. มีที่ดิน 3 แปลง ซึ่งอยู่ติดกัน ดังนี้</p>
<ul>
<li>แปลงที่ 1 เนื้อที่ดิน 1 ไร่ (400 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 5,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 2 เนื้อที่ดิน 3 ไร่ (1,200 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 10,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 1,200 x 10,000 = 12,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 10 ไร่ (4,000 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 4,000 x 12,000 = 48,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ทั้งนี้ เนื่องจากเข้าลักษณะเป็นที่ดินหลายแปลงของเจ้าของคนเดียวกันและอยู่ติดกัน จึงต้องรวมมูลค่าที่ดินแต่ละแปลงที่ติดกันเสมือนเป็นแปลงเดียวกัน</p>
<p>ดังนั้น ที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 2,000,000 + 12,000,000 + 48,000,000 = 62,000,000 บาท</p>
<p>4.2 นาย ก. มีบ้านไม้ 1 หลัง ตั้งอยู่บนที่ดินแปลง ที่ 1 ตามข้อ 2. ซึ่งมีมูลค่า (ฐานภาษี) จำนวน 1,800,000 บาท</p>
<p>4.3 นาย ก. ใช้ที่ดินแปลงที่ 2 ทั้งจำนวน 3 ไร่ และแปลงที่ 3 อีกจำนวน 2 ไร่ เพื่อประกอบเกษตรกรรม โดยขุดสระน้ำเลี้ยงปลา ปลูกพืชสวน และทำปศุสัตว์</p>
<p>4.4 นาย ก. ใช้ที่ดินแปลงที่ 3 จำนวน 8 ไร่ เพื่อสร้างอาคารและให้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ โดยอาคารดังกล่าวมีจำนวน 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยชั้นละ 1,000 ตารางเมตร ราคาประเมินตารางเมตรละ 1,500 บาท และก่อสร้างมาแล้ว 15 ปี</p>
<p>จากข้อเท็จจริงเมื่อปรากฏว่าที่ดินซึ่งติดต่อกันเป็นแปลงเดียวนั้น ได้มีการใช้ประโยชน์หลายประเภท ในการคำนวณภาษีจึงต้องแยกส่วนของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามการใช้ประโยชน์ เพื่อให้ได้มูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) แต่ละส่วนตามการใช้ประโยชน์ แล้วคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังนี้</p>
<p><strong>1. คำนวณมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี)</strong></p>
<p><strong>1.1 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัย</strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 1 (ทั้งแปลง) มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
<li>บ้านไม้ 1 หลัง มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) = 3,000,000 x 0.6 = 1,800,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยจึงมีจำนวน 2,000,000 + 1,800,000 = 3,800,000 บาท</p>
<p><strong>1.2 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม</strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 2 (ทั้งแปลง) มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 1,200 x 10,000 = 12,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 2 ไร่ (800 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 800 x 12,000 = 9,600,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ประกอบเกษตรกรรมจึงมีจำนวน 12,000,000 + 9,600,000 = 21,600,000 บาท</p>
<p><strong>1.3 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ </strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 8 ไร่ (3,200 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 3,200 x 12,000 = 38,400,000 บาท</li>
<li>อาคารให้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ โดยอาคารดังกล่าวมีจำนวน 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยชั้นละ 1,000 ตารางเมตร และก่อสร้างมาแล้ว 15 ปี<br />
พื้นที่ใช้สอย 1,000 x 5 = 5,000 คูณด้วยราคาประเมิน = 5,000 x 15,000 = 75,000,000</li>
<li>ปลูกสร้างมาแล้ว 15 ปี หักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 20 คิดมูลค่าที่เหลือเพียงร้อยละ 80 = 75,000,000 x 0.8 = 60,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์อื่น ๆ จึงมีจำนวน 38,400,000 + 60,000,000= 98,400,000 บาท</p>
<p><strong>2. คำนวณจำนวนภาษีที่ต้องชำระ</strong></p>
<p><strong>2.1 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัย</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (บ้านหลังหลัก) = 3,800,000 x 0.0003 (ร้อยละ 0.03)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ = 1,140 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านหลังหลัก ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) 50 ล้านบาทแรก เมื่อนาย ก. มีมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมไม่เกิน 50 ล้านบาท จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>2.2 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี<code>     </code>= 21,600,000 x 0.0001 (ร้อยละ 0.01)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ<code>                      </code>= 2,160 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม ใน 3 ปีแรก ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาที่ใช้เพื่อประกอบเกษตรกรรม ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) ทั้งหมด จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>2.3 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (อัตราก้าวหน้า)<br />
50,000,000 x 0.003 (ร้อยละ 0.3) = 150,000 บาท<br />
48,400,000 x 0.004 (ร้อยละ 0.4) = 193,600 บาท<br />
ภาษีที่ต้องชำระ <code>             </code>= 343,600 บาท</p>
<p>ดังนั้น ที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าวจึงต้องเสียภาษีทั้งหมด เป็นเงินจำนวน 343,600 บาท</p>
<p>สำหรับการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลังจากจัดทำและแจ้งบัญชีรายการทรัพย์สินแล้ว ก็จะมีการคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว แล้วแจ้งการประเมินภาษีมายังผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งหากได้รับแจ้งการประเมินมาแล้ว ก็ลองนำหลักเกณฑ์การคำนวณดังกล่าวไปลองคำนวณว่าตรงกับหนังสือแจ้งการประเมิน และข้อเท็จจริงทั้งเนื้อที่และลักษณะการใช้ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งหากพบว่าไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์การคำนวณดังกล่าวข้างต้น อันทำให้เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องเสียภาษีไม่ถูกต้อง ก็สามารถดำเนินการยื่นคำร้องเพื่อขอแก้ไขให้ถูกต้องได้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน</p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไร และจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และหากมีการคัดค้านแล้วมีคำสั่งออกมาแต่ยังไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไรนั้น ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับ<strong>กฎหมายภาษีอากร</strong> สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 1</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5243</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5243#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 26 Dec 2019 09:11:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5243</guid>
				<description><![CDATA[<p>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 1 วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5243">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 1</strong></p>
<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p><strong>ตอนที่ 1 หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong></p>
<p>ตามที่พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 เริ่มใช้บังคับเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562<br />
และกำหนดให้เริ่มจัดเก็บภาษีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 นั้น ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดเก็บไว้ ดังนี้</p>
<p><strong>1 ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี</strong></p>
<p>1.1 ที่ดิน &#8211; หมายถึง พื้นดิน รวมถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย<br />
1.2 สิ่งปลูกสร้าง &#8211; โรงเรือน อาคาร ตึก หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น<br />
และรวมถึงห้องชุดหรือแพที่บุคคลอาจใช้อยู่อาศัยได้ หรือที่มีไว้เพื่อหาผลประโยชน์ หรือใช้สอยได้ เช่น<br />
ใช้เป็นที่เก็บสินค้า หรือประกอบอุตสาหกรรม หรือพาณิชยกรรม</p>
<p><strong>2 ผู้มีหน้าที่เสียภาษี</strong></p>
<p>2.1 เจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งสามารถพิจารณาได้ตามเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินแต่ละประเภท<br />
2.2 ผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ<br />
2.3 ผู้มีหน้าที่ชำระภาษีแทนผู้เสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้</p>
<p><strong>3 ฐานภาษี</strong> หมายถึง มูลค่าทั้งหมดของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้</p>
<p>3.1 ที่ดิน – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ต่อตารางวาของกรมที่ดิน คูณด้วยพื้นที่ ได้เท่าใดเป็นฐานภาษีของที่ดิน<br />
ทั้งนี้ กรณีที่ดินหลายแปลงอยู่ติดกันและเป็นเจ้าของเดียวกัน ให้คำนวณมูลค่าที่ดินทั้งหมดรวมกันเป็นฐานภาษี<br />
3.2 สิ่งปลูกสร้าง – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างต่อตารางเมตร คูณด้วยพื้นที่สำหรับใช้ทำประโยชน์<br />
แล้วหักค่าเสื่อมราคา ได้เท่าใดเป็นฐานภาษี<br />
3.3 อาคารชุด หรือห้องชุด – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์อาคารชุด หรือห้องชุด เป็นฐานภาษี</p>
<p><strong>4 อัตราภาษี</strong></p>
<p>อัตราภาษีแบ่งตามประเภทการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สิน โดยใน 2 ปีแรก (2563 – 2564)<br />
จะจัดเก็บตามอัตราภาษีก้าวหน้า ดังนี้<br />
4.1 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม จะมีอัตราภาษีต่ำสุด โดยเริ่มต้นที่ล้านละ 100<br />
บาท สูงสุดที่ล้านละ 1,000 บาท และยกเว้นภาษีให้บุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใน 3 ปีแรก ทั้งนี้<br />
การประกอบเกษตรกรรมต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายจะใช้บังคับต่อไป<br />
4.2 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทย่อย ดังนี้<br />
4.2.1 บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน<br />
(บ้านหลังหลัก) เริ่มต้นที่ล้านละ 300 บาท สูงสุดที่ล้านละ 1,000 บาท และจะได้รับยกเว้นฐานภาษี 50<br />
ล้านบาทแรก</p>
<p>4.2.2 บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่อในทะเบียนบ้าน<br />
(เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง) เริ่มต้นที่ล้านละ 200 บาท สูงสุดที่ล้านละ 1,000 บาท และจะได้รับยกเว้นฐานภาษี<br />
10 ล้านบาทแรก<br />
4.2.3 บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยกรณีอื่น (บ้านหลังรอง)<br />
เริ่มต้นที่ล้านละ 200 บาท สูงสุดที่ล้านละ 1,000 บาท แต่จะไม่ได้รับยกเว้นฐานภาษี</p>
<p>4.3 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น ประกอบธุรกิจ ใช้เป็นที่ตั้งโรงงาน สำนักงาน เป็นต้น<br />
เริ่มต้นที่ล้านละ 3,000 บาท สูงสุดที่ล้านละ 7,000 บาท<br />
4.4 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ เริ่มต้นที่ล้านละ 3,000 บาท<br />
สูงสุดที่ล้านละ 7,000 บาท โดยจะมีการเพิ่มอัตราภาษี<br />
กรณีทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพติดต่อกันเกินกว่า 3 ปี<br />
สำหรับการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษีดังกล่าวนั้น<br />
อยู่ระหว่างการจัดทำและแจ้งบัญชีรายการทรัพย์สิน (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรืออาคารชุด)<br />
เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีรับทราบทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีและดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง หลังจากนั้น<br />
ก็จะมีการแจ้งการประเมินภาษีมายังผู้มีหน้าที่เสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และให้ชำระภาษีภายในเดือนเมษายน<br />
2563 แต่ปัจจุบันตามหนังสือการขยายกำหนดเวลาดำเนินการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ของกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 11<br />
ธันวาคม 2562 ได้มีการขยายเวลาการแจ้งการประเมินออกไปเป็นภายในเดือนมิถุนายน 2563<br />
และเวลาการชำระภาษีภายในเดือนสิงหาคม 2563</p>
<p><img class="aligncenter size-large wp-image-5247" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/law_land-1024x535.jpg" alt="" width="800" height="418" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/law_land-1024x535.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/law_land-300x157.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/law_land-768x401.jpg 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/law_land.jpg 1308w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไร<br />
เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีแล้วจะต้องดำเนินการอย่างไร และหากไม่เห็นด้วยจะต้องดำเนินการอย่างไรนั้น<br />
ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725 Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5243">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5243/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายนและตุลาคม 2562</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/4727</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/4727#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 17 Oct 2019 04:50:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=4727</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 104 เดือนกันยายนและตุลาคม 2562 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/4727">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายนและตุลาคม 2562</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
DLO’S Tax Newsletter</p>
<p style="text-align: right;">ฉบับที่ 104 เดือนกันยายนและตุลาคม 2562</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p>1. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนจากการฝากเงินในประเทศ<br />
2. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ หรือผลตอบแทนจากการฝากเงินในประเทศ<br />
3. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p>1. มาตรการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม<br />
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ<br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2561<br />
ระหว่าง บริษัท จ. โจทก์<br />
กรมสรรพากร จำเลย<br />
เรื่อง ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีได้รับเงินชดเชยจากการตกลงกันเลิกสัญญา</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p><strong>1. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนจากการฝากเงินในประเทศ</strong></p>
<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 351) กำหนดหลักเกณ์ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในประเทศ หรือดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือผลตอบแทนเงินฝากที่ได้รับจากการฝากเงินตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นการฝากเงินในประเทศตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 664) พ.ศ. 2561 ดังนี้</p>
<p>1. ได้รับจากบัญชีเงินฝากที่ผู้มีเงินได้เปิดขึ้นใหม่โดยเฉพาะแยกต่างหากจากบัญชีเงินฝากประเภทอื่น และผู้มีเงินได้ต้องมีบัญชีเงินฝากที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นี้บัญชีเดียว<br />
2. ต้องเป็นการฝากตามวงเงินและภายในระยะเวลาที่กำหนดในแต่ละเดือน จะขาดการฝาก หรือฝากไม่ครบตามวงเงินที่กำหนด หรือฝากล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนด กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือทุกกรณีรวมกันเกินสองเดือนไม่ได้<br />
3. ชื่อบัญชีเงินฝากจะต้องเป็นชื่อของผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากนั้น แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลและกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง<br />
4. กรณีที่ผู้มีเงินได้ถอนเงินฝากตามข้อ 1 ก่อนครบกำหนดจ่ายคืนเงินฝาก ผู้มีเงินได้เป็นอันหมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากดังกล่าว<br />
5. กรณีสามีภริยาเป็นผู้ฝากเงินร่วมกันและไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นเงินฝากของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือว่าเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้ของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง<br />
6. ผู้ฝากเงินต้องแจ้งเลขประจำตัวประชาชน หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรต่อธนาคารหรือสหกรณ์ออมทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ผู้รับฝากเมื่อเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าว<br />
7. ธนาคารหรือสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝาก ต้องส่งข้อมูลของผู้ฝากเงินต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ตั้งอยู่แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ สำหรับรอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ให้ส่งภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2mYRtT6" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2mYRtT6</a></p>
<p><strong>2. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ หรือผลตอบแทนจากการฝากเงินในประเทศ</strong></p>
<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 352) กำหนดหลักเกณ์ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำหรือผลตอบแทนเงินฝาก ตามหลักการของศาสนาอิสลามที่ได้รับจากการฝากเงินกับธนาคารในประเทศ ตามข้อ 2 (69) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ดังนี้</p>
<p>1. ได้รับจากการฝากเงินกับธนาคารในประเทศที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป แต่เมื่อรวมกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทหรือผลตอบแทนเงินฝากแล้ว ต้องมีจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 30,000 บาทตลอดปีภาษีนั้น และผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนเงินฝากดังกล่าวเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์<br />
2. ชื่อบัญชีเงินฝากต้องเป็นชื่อของผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากนั้น แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลและกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง<br />
3. กรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากตามข้อ 1 รวมกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันหรือผลตอบแทนเงินฝาก มีจำนวนทั้งสิ้นเกิน 30,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น ให้ธนาคารผู้จ่าย หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทั้งจำนวน และนำส่งสรรพากร<br />
4. กรณีสามีภริยาเป็นผู้ฝากเงินร่วมกันและไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นเงินฝากของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือว่าเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้ของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง<br />
5. ผู้ฝากเงินต้องแจ้งเลขประจำตัวประชาชน หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรต่อธนาคารหรือสหกรณ์ออมทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ผู้รับฝากเมื่อเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าว<br />
6. ผู้มีเงินได้ซึ่งได้รับดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากตามต้องแจ้งข้อมูลของผู้มีเงินได้ตามหนังสือแจ้งการขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา<br />
7. ธนาคารผู้จ่ายต้องส่งข้อมูลของผู้มีเงินได้ที่แจ้งต่อธนาคารตามข้อ 6 และข้อมูลการฝากเงินของผู้มีเงินได้ต่อกรมสรรพากร ภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป เว้นแต่รอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ให้ส่งภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2n3qS7x" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2n3qS7x</a></p>
<p><strong>3. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย</strong></p>
<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 353) กำหนดหลักเกณ์ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ดังนี้</p>
<p>1. ผู้มีเงินได้ต้องมิใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล<br />
2. อสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 5,000,000 บาท และต้องไม่ใช่กรณีซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีการแยกสัญญาซื้อขายที่ดินและสัญญาก่อสร้างออกจากกัน<br />
3. ต้องเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามจำนวนที่จ่ายจริง และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ให้แล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562<br />
4. ต้องใช้สิทธิยกเว้นเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี 2562 ที่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีเงินได้ในปี 2563<br />
5. ผู้มีเงินได้ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง<br />
มาก่อน<br />
6. ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เท่าจำนวนที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์จริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท<br />
7. กรณีที่หลายคนร่วมกันซื้ออสังหาริมทรัพย์ ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทุกคน โดยเฉลี่ยตามส่วนกรรมสิทธิ์ของแต่ละคน แต่รวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินจำนวนที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์จริงและไม่เกิน 200,000 บาท<br />
8. กรณีที่สามีภริยาร่วมกันซื้ออสังหาริมทรัพย์ และต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ การได้รับสิทธิยกเว้น ภาษีเงินได้ให้ใช้หลักเกณฑ์ตามข้อ 7 โดยยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน ดังนี้<br />
(ก) ถ้าต่างฝ่ายต่างยื่นรายการ ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีเงินได้<br />
(ข) ถ้ายื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน ให้ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ส่วนของตน และได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ส่วนของสามีหรือภริยาด้วย<br />
9. กรณีที่สามีภริยาร่วมกันซื้ออสังหาริมทรัพย์ หากมีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เต็มจำนวนที่ได้จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท<br />
10. ผู้มีเงินได้ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ แต่ไม่รวมถึงกรณีที่ผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตาย หรืออสังหาริมทรัพย์นั้นสิ้นสภาพไปทั้งหมด<br />
11. ให้ผู้มีเงินได้มีสิทธินำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีไปคำนวณหักจากเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2n51Chn" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2n51Chn</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p><strong>1. มาตรการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการกำหนดขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้ยังคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563<br />
ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป<br />
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ<br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2561<br />
ระหว่าง บริษัท จ. โจทก์<br />
กรมสรรพากร จำเลย<br />
เรื่อง ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีได้รับเงินชดเชยจากการตกลงกันเลิกสัญญา</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกิจการให้เช่าแผงตลาดสดและให้บริการเกี่ยวกับสาธารณูปโภค โดยโจทก์เช่าที่ดินจาก A เป็นระยะเวลา 15 ปี เพื่อนำมาทำแผงค้าตลาดสดแล้วเปิดให้บุคคลทั่วไปเช่าเป็นตลาดและแผงลอยมาเป็นเวลา 3 ปี แต่โจทก์ขาดทุนจากการประกอบกิจการจึงไม่ได้ชำระค่าเช่าตามสัญญาแต่อย่างใด<br />
ต่อมา บริษัท B ต้องการเช่าที่ดินดังกล่าวโดยเสนอค่าตอบแทนให้แก่ A เป็นจำนวนสูงกว่าที่ A ตกลงไว้กับโจทก์ A จึงบอกเลิกสัญญาเช่าต่อโจทก์ จากนั้น ทั้ง 3 ฝ่ายจึงทำบันทึกข้อตกลงกันว่า โจทก์และ A ตกลงเลิกสัญญาเช่าต่อกัน และบริษัท B จะชำระเงินให้แก่โจทก์ 90,000,000 บาท เพื่อตอบแทนที่โจทก์ตกลงเลิกสัญญาเช่า และจัดการรื้อถอนอาคาร สิ่งปลูกสร้าง พร้อมทั้งให้ผู้เช่าแผงลอยออกจากตลาด แล้วให้ B เช่าที่ดินต่อจากโจทก์</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> เงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัท B อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> บันทึกข้อตกลงดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โจทก์กับ A ทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญาเช่าด้วยความสมัครใจ มิใช่เกิดจากการผิดสัญญา ทั้งยังมีข้อตกลงที่จะไม่เรียกร้อยค่าเช่า ค่าเสียหายใด ๆ ต่อกัน และ B ซึ่งมิใช่คู่สัญญาเดิมจะชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ ด้วยเหตุนี้ การที่ A บอกเลิกสัญญาโจทก์นั้นจึงเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางเท่านั้น เงินค่าตอบเทนจำนวน 90,000,000 บาท จึงไม่ถือเป็นเงินชดเชยค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาเช่าตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนที่ B จ่ายให้แก่โจทก์เพื่อเลิกสัญญาเช่ากับ A อันถือเป็นค่าบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 ประกอบมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวเนื่องจาก ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้การขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดนิยามความหมายของคำว่า “บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า ซึ่งการพิจารณาลักษณะของสัญญาหรือการกระทำใด ๆ ว่าจะเข้าลักษณะเป็นการให้บริการหรือไม่นั้น ย่อมจะต้องพิจารณาจากลักษณะ หรือเนื้อหาของสัญญาหรือธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงเป็นสำคัญ ว่าคู่สัญญามีเจตนาในการทำสัญญาที่แท้จริงเป็นอย่างไร ไม่ใช่พิจารณาเพียงแต่ตัวอักษรในสัญญาหรือชื่อของของสัญญาเป็นหลัก ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาของแต่ละคดี ๆ ในฉบับก่อน ๆ ซึ่งได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาและเจตนาที่แท้จริงของการทำนิติกรรมเป็นสำคัญ<br />
จากกรณีพิพาทดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาที่แท้จริงของการแสดงเจตนาทำนิติกรรมของคู่สัญญาเป็นสำคัญ และเมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าโจทก์ได้รับเงินจากบุคคลภายนอกเพื่อเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ยอมเลิกสัญญากับผู้ให้เช่าซึ่งเข้าลักษณะเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์ที่มีมูลค่าได้ การกระทำดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงต้องนำเงินค่าตอบแทนดังกล่าวไปเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากโจทก์ได้รับค่าเสียหาย เนื่องจาก A เป็นฝ่ายผิดสัญญาเป็นผลให้มีการเลิกสัญญาต่อกันจริง เงินที่โจทก์ได้รับดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นค่าเสียหายจากการเลิกสัญญาอันไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม</p>
<p>ดังนั้น ในการทำนิติกรรมหรือธุรกรรมใด ๆ คู่สัญญาจึงต้องพิจารณาจากลักษณะ หรือเนื้อหาของสัญญาหรือธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงและอยู่ภายใต้หลักสุจริตเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์และป้องกันความเสียหายของคู่สัญญาเอง</p>
<p>นายวรินทร สะรุโณ</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9760</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/4727">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายนและตุลาคม 2562</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/4727/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
