<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภาษี &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/tag/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 08 Jul 2020 08:18:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5712</link>
				<pubDate>Fri, 12 Jun 2020 07:51:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[สกาวบุญ คุณสุข]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[ขอคืนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5712</guid>
				<description><![CDATA[<p>การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สกาวบุญ คุณสุข บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด ในการเสียภาษีเงินได้ของบุคคลธรร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5712">การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>การขอคืนภาษีอากร</strong><br />
<strong>ตอนที่ 1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล</strong></p>
<p style="text-align: right;">สกาวบุญ คุณสุข<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p>ในการเสียภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล อาจมีกรณีที่ผู้เสียภาษีได้เสียภาษีเกินไปกว่าที่ต้องเสีย หรือเสียไปโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ทั้งจากการชำระเอง หรือถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ดังนั้น กรมสรรพากรจึงมีมาตรการในการคืนภาษีอากรให้แก่ผู้บุคคลดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร โดยผู้เขียนได้สรุปหลักเกณฑ์ในการขอคืนภาษีเงินได้ตามมาตรา 63 และ 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้</p>
<p><strong>1. กรณีตามมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร</strong><br />
<code>     </code>1.1 ผู้ที่มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้ตามมาตรา 63 มี 2 กรณี ได้แก่<br />
<code>        </code>กรณี 1 เป็นผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี<br />
<code>        </code>กรณี 2 เป็นผู้ที่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งไว้แล้ว โดยไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี เช่น เป็นบุคคลธรรมดามีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินทุกประเภท (ตามมาตรา 40(1)-(8)) ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วไม่เกิน 120,000 บาท<br />
<code>     </code>1.2 ระยะเวลาในการขอคืนภาษีเงินได้ของผู้มีสิทธิตามมาตรา 63 เป็นดังนี้<br />
<code>        </code>&#8211; สำหรับกรณีที่ 1 ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เช่น บริษัทจำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 – 31 ธันวาคม 2558 มีภาษีที่ถูกหักไว้เกิน เมื่อบริษัทจำกัดมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 68 บริษัทจำกัดดังกล่าวต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2562<br />
<code>        </code>&#8211; สำหรับกรณีที่ 2 ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดจากปีที่ถูกหักภาษีไว้ เช่น ในปี 2558 นาย ก. ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน และถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ นาย ก. ต้องยื่นคำร้องขอคืนภายในวันที่ 31 มีนาคม 2562</p>
<p><strong>2. กรณีตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร</strong><br />
<code>     </code>การขอคืนภาษีอากรตามมาตรา 27 ตรีนี้ เป็นการขอคืนภาษีอากรตามบททั่วไปแห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น สำหรับการขอคืนภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล <u>หากมิใช่การขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 63 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้ว ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีอากรสามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรได้ตามมาตรานี้</u> เช่น กรณีได้เสียหรือนำส่งภาษีเงินได้ไว้เกิน เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการ หรือจากการประเมินภาษีเงินได้ของเจ้าพนักงานประเมิน หรือกรณีที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย<br />
<code>     </code>โดยการขอคืนภาษีอากรตามกรณีนี้ ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่<br />
<code>     </code>2.1 ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้ยื่นรายการ เมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือได้ยื่นรายการภายในเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ<br />
<code>     </code>2.2 ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้อุทธรณ์การประเมินภาษี หรือฟ้องเป็นคดีในศาล และเป็นผลให้มีสิทธิขอคืนภาษี ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี</p>
<p><strong>3. วิธีการขอคืนภาษีอากร</strong><br />
<code>     </code>3.1 ยื่นคำร้องขอคืนภาษีต่อเจ้าพนักงานประเมิน ตามแบบแสดงรายการที่ยื่น เช่น ภ.ง.ด. 90, ภ.ง.ด. 91, ภ.ง.ด. 50, ภ.ง.ด. 52 และภ.ง.ด. 55 หรือ<br />
<code>     </code>3.2 ยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามแบบ ค. 10<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีอาจดำเนินการยื่นขอคืนภาษีต่อสรรพากรโดยตรง หรือผ่านเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นของกรมสรรพากรก็ได้</p>
<p><code>     </code>สำหรับการขอคืนภาษีอากรประเภทภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ จะมีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ รวมถึงระยะเวลาในการขอคืนอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5712">การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610</link>
				<pubDate>Fri, 13 Mar 2020 01:57:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[เมษยา สีลาวรรณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5610</guid>
				<description><![CDATA[<p>เมษยา สีลาวรรณ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด สืบเนื่องจากบทความตอนที่ 1 เรื่อง Update!!!… 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610">Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">เมษยา สีลาวรรณ<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p>สืบเนื่องจากบทความตอนที่ 1 เรื่อง <a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217" target="_blank" rel="noopener noreferrer">Update!!!… 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</a> ที่ผู้เขียนได้นำเสนอไปก่อนหน้าแล้ว ซึ่งหนึ่งในประเด็นร้อนแรงที่ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่หลายบริษัทกำลังดำเนินการจัดเตรียมข้อมูลอยู่นั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องข้อมูลที่ต้องกรอกลงในรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร หรือ Disclosure Form<sup>1</sup> ซึ่งต้องยื่นพร้อม ภ.ง.ด.50 ในอีกไม่กี่เดือนนี้ หลายท่านคงมีความกังวลใจว่า จะกรอกข้อมูลอย่างไร ต้องใช้ข้อมูลส่วนใดบ้าง โดยเฉพาะนักบัญชีที่มีหน้าที่ต้องรวบรวมข้อมูลและยื่นต่อกรมสรรพากร เนื่องจากหากกรอกข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้ว อาจต้องถูกปรับสูงสุดถึง 2 แสนบาท ในครั้งนี้ผู้เขียนจึงขอนำเสนอสิ่งที่ท่านต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form ดังนี้</p>
<p><strong>1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน</strong></p>
<p>ท่านจะต้องกรอกข้อมูลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันกับบริษัทท่านใน Disclosure Form ส่วน ก โดยไม่คำนึงถึงว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น จะมีการทำธุรกรรมกับบริษัทท่านในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 หรือไม่</p>
<p>บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ บริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะดังต่อไปนี้<sup>2</sup></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5612" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1.jpg" alt="" width="800" height="500" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1-300x188.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1-768x480.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>สำหรับการพิจารณาบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 นั้น กรมสรรพากรจะพิจารณาเฉพาะ ลักษณะความสัมพันธ์ตามลักษณะที่ 1 และ 2 เท่านั้น ดังนั้น ท่านจะต้องพิจารณาบริษัทในเครือเดียวกันกับท่านว่า บริษัทดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่</p>
<p>อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาลักษณะความสัมพันธ์ทั้งสองลักษณะนั้น ท่านจะต้องพิจารณาทั้งการถือหุ้น<strong>ทางตรงและทางอ้อม (ย้ำ!!!)</strong> ซึ่งหากบริษัทท่านมีโครงสร้างการถือหุ้นที่ไม่ซับซ้อน หรือมีเพียงการถือหุ้นโดยนิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งทางตรงไม่น้อยกว่า 50% ของทุนทั้งหมด ก็เป็นการง่ายในการพิจารณา สำหรับการกรอก Disclosure Form แต่ในทางกลับกัน หากบริษัทท่านมีโครงสร้างการถือหุ้นหลายชั้นหรือมีความซับซ้อนมาก ท่านจะต้องพิจารณาทั้งการถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมร่วมด้วย ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้</p>
<p><strong>ตัวอย่าง บริษัทที่มีความสัมพันธ์กันกับบริษัท ก</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5647" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1.jpg" alt="" width="1024" height="423" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1-300x124.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1-768x317.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า การพิจารณาความสัมพันธ์ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน มีความสำคัญมากในการวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูล ท่านจึงต้องพิจารณาข้อมูลสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทท่านและบริษัทในเครือเดียวกันอย่างละเอียดทั้งที่เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทยและต่างประเทศ และไล่สายจนสุดความสัมพันธ์ทุกชั้น ซึ่งอาจจะต้องให้เวลาในการพิจารณาส่วนนี้พอสมควรทีเดียว แต่อย่างไรก็ดีข้อมูลบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ที่ท่านจัดเตรียมนี้ ท่านสามารถนำไปเป็นฐานข้อมูลในการกรอก Disclosure Form ในปีต่อๆ ไป รวมถึงสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำเอกสาร / หลักฐานสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างกัน (TP Document) ได้ด้วย โดยไม่จำต้องจัดเตรียมซ้ำซ้อนหลายคราว เพียงแต่ท่านจะต้องรวบรวมเอกสาร/ข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการจัดทำเอกสาร / หลักฐานที่กฎหมายจะประกาศต่อไป</p>
<p><strong>2. มูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี</strong></p>
<p>เมื่อท่านพิจารณาได้แล้วว่า บริษัทในเครือเดียวกันบริษัทใดบ้างที่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ส่วนที่ท่านต้องจัดเตรียมข้อมูลต่อไปคือ การรวบรวมมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี 2562 กรณีที่บริษัทมีการทำธุรกรรมกับบริษัทในเครือเดียวกัน ซึ่งท่านต้องกรอกข้อมูลในส่วน ข ของ Disclosure Form โดยข้อมูลที่ท่านต้องรวบรวมมีรายการดังต่อไปนี้</p>
<p>2.1 รายได้โดยตรงจากการประกอบกิจการ<br />
2.2 รายได้อื่น<br />
2.3 ซื้อวัตถุดิบ/สินค้า<br />
2.4 ซื้อที่ดินอาคารและอุปกรณ์<br />
2.5 รายจ่ายอื่น เช่น ค่าสิทธิ ค่านายหน้า ดอกเบี้ยจ่าย เป็นต้น<br />
2.6 จำนวนเงินกู้ยืม ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี<br />
2.7 จำนวนเงินให้กู้ยืม ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี</p>
<p>ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในคำอธิบายประกอบการกรอกแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (Disclosure Form) ที่ <a href="https://bit.ly/2IHRenb" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2IHRenb</a></p>
<p>จากที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้น น่าจะพอเป็นแนวทางให้กับท่านในการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการจัดทำ <strong>Disclosure Form</strong> ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 นี้ ส่วนข้อมูลที่ท่านต้องจัดเตรียมในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป จะต้องติดตามกฎหมายและแนวทางของ<strong>กรมสรรพากร</strong>และผู้เขียนจะอัพเดตข้อมูลให้ท่านทราบต่อไป</p>
<hr />
<p><sup>1</sup>ตามมาตรา 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>2</sup>ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับ<strong>กฎหมายภาษีอากร</strong> สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9716<br />
Email: maysayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610">Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 22 Jan 2020 02:20:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5486</guid>
				<description><![CDATA[<p>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2 วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</strong></p>
<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p><strong>ตอนที่ 2 การคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong></p>
<p>จากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บ<strong>ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong>ไว้นั้น ในตอนนี้จะเป็นการนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายดังกล่าวที่อาจจะอ่านแล้วเข้าใจยาก มาลองคำนวณเพื่อเป็นตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น และเพื่อให้ผู้อ่านได้ลองปฏิบัติตามเพื่อหามูลค่าภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p>ตามที่พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 กำหนดให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ดังนั้น ในการคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินที่ต้องเสีย<strong>ภาษี</strong>จึงต้องคำนวณจากทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยการนำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) คูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังนี้</p>
<p><strong>1. การคำนวณมูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี)</strong></p>
<p>ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินต่อตารางวา คูณด้วยพื้นที่ดินทั้งแปลง จะได้เป็นมูลค่าของที่ดินทั้งแปลง ทั้งนี้ หากที่ดินหลายแปลงเป็นของเจ้าของคนเดียวกันและอยู่ติดกัน ให้รวมมูลค่าที่ดินแต่ละแปลงที่ติดกันเสมือนเป็นแปลงเดียวกัน เช่น<br />
นาย ก. มีที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ดิน 1 ไร่ (400 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 5,000 บาท คำนวณมูลค่าของที่ดิน (ฐานภาษี) ได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น ที่ดินดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 2,000,000 บาท</p>
<p><strong>2. การคำนวณมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี)</strong></p>
<p>ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของสิ่งปลูกสร้างต่อตารางเมตร คูณด้วยพื้นที่ใช้สอย หักด้วยค่าเสื่อมราคา จะได้เป็นมูลค่าของสิ่งปลูกสร้าง เช่น<br />
นาย ก. มีบ้านไม้ 1 หลัง พื้นที่ 300 ตารางเมตร ปลูกสร้างมาแล้ว 10 ปี ราคาประเมินตารางเมตรละ 10,000 บาท คำนวณมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) ได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>พื้นที่ใช้สอย คูณด้วยราคาประเมิน = 300 x 10,000 = 3,000,000</li>
<li>ปลูกสร้างมาแล้ว 10 ปี หักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 40 คิดมูลค่าที่เหลือเพียงร้อยละ 60 = 3,000,000 x 0.6 = 1,800,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 1,800,000 บาท</p>
<p>จากการคำนวณมูลค่าของที่ดิน ตามข้อ 1. และสิ่งปลูกสร้าง ตามข้อ 2. ดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่ามีมูลค่าฐานภาษีที่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีจำนวน 2,000,000 + 1,800,000 = 3,800,000 บาท</p>
<p><strong>3. การคำนวณจำนวนภาษีที่ต้องชำระ</strong></p>
<p>การคำนวณภาษี คำนวณโดยนำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) คูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังกล่าวข้างต้น เช่น<br />
กรณีหากปรากฏว่า ส่วนของตัวบ้านได้ตั้งอยู่บนที่ดินตามข้อ 1. โดยมีบริเวณที่ใช้ปลูกบ้านและเป็นที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องรวม 400 ตารางวา (ทั้งแปลง) และใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยโดยมีชื่อในทะเบียนบ้าน (บ้านหลังหลัก) จะคำนวณภาษีที่ต้องชำระได้ ดังนี้<br />
มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (บ้านหลังหลัก) = 3,800,000 x 0.0003 (ร้อยละ 0.03)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ = 1,140 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านหลังหลัก ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) 50 ล้านบาทแรก เมื่อนาย ก. มีมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมไม่เกิน 50 ล้านบาท จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>4. การคำนวณมูลค่าที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์หลายประเภท</strong></p>
<p>กรณีที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์หลายประเภทนั้น จะต้องคำนวณภาษีตามส่วนของการใช้ประโยชน์แต่ละประเภท ดังนี้</p>
<p>4.1 นาย ก. มีที่ดิน 3 แปลง ซึ่งอยู่ติดกัน ดังนี้</p>
<ul>
<li>แปลงที่ 1 เนื้อที่ดิน 1 ไร่ (400 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 5,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 2 เนื้อที่ดิน 3 ไร่ (1,200 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 10,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 1,200 x 10,000 = 12,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 10 ไร่ (4,000 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 4,000 x 12,000 = 48,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ทั้งนี้ เนื่องจากเข้าลักษณะเป็นที่ดินหลายแปลงของเจ้าของคนเดียวกันและอยู่ติดกัน จึงต้องรวมมูลค่าที่ดินแต่ละแปลงที่ติดกันเสมือนเป็นแปลงเดียวกัน</p>
<p>ดังนั้น ที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 2,000,000 + 12,000,000 + 48,000,000 = 62,000,000 บาท</p>
<p>4.2 นาย ก. มีบ้านไม้ 1 หลัง ตั้งอยู่บนที่ดินแปลง ที่ 1 ตามข้อ 2. ซึ่งมีมูลค่า (ฐานภาษี) จำนวน 1,800,000 บาท</p>
<p>4.3 นาย ก. ใช้ที่ดินแปลงที่ 2 ทั้งจำนวน 3 ไร่ และแปลงที่ 3 อีกจำนวน 2 ไร่ เพื่อประกอบเกษตรกรรม โดยขุดสระน้ำเลี้ยงปลา ปลูกพืชสวน และทำปศุสัตว์</p>
<p>4.4 นาย ก. ใช้ที่ดินแปลงที่ 3 จำนวน 8 ไร่ เพื่อสร้างอาคารและให้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ โดยอาคารดังกล่าวมีจำนวน 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยชั้นละ 1,000 ตารางเมตร ราคาประเมินตารางเมตรละ 1,500 บาท และก่อสร้างมาแล้ว 15 ปี</p>
<p>จากข้อเท็จจริงเมื่อปรากฏว่าที่ดินซึ่งติดต่อกันเป็นแปลงเดียวนั้น ได้มีการใช้ประโยชน์หลายประเภท ในการคำนวณภาษีจึงต้องแยกส่วนของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามการใช้ประโยชน์ เพื่อให้ได้มูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) แต่ละส่วนตามการใช้ประโยชน์ แล้วคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังนี้</p>
<p><strong>1. คำนวณมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี)</strong></p>
<p><strong>1.1 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัย</strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 1 (ทั้งแปลง) มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
<li>บ้านไม้ 1 หลัง มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) = 3,000,000 x 0.6 = 1,800,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยจึงมีจำนวน 2,000,000 + 1,800,000 = 3,800,000 บาท</p>
<p><strong>1.2 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม</strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 2 (ทั้งแปลง) มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 1,200 x 10,000 = 12,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 2 ไร่ (800 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 800 x 12,000 = 9,600,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ประกอบเกษตรกรรมจึงมีจำนวน 12,000,000 + 9,600,000 = 21,600,000 บาท</p>
<p><strong>1.3 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ </strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 8 ไร่ (3,200 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 3,200 x 12,000 = 38,400,000 บาท</li>
<li>อาคารให้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ โดยอาคารดังกล่าวมีจำนวน 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยชั้นละ 1,000 ตารางเมตร และก่อสร้างมาแล้ว 15 ปี<br />
พื้นที่ใช้สอย 1,000 x 5 = 5,000 คูณด้วยราคาประเมิน = 5,000 x 15,000 = 75,000,000</li>
<li>ปลูกสร้างมาแล้ว 15 ปี หักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 20 คิดมูลค่าที่เหลือเพียงร้อยละ 80 = 75,000,000 x 0.8 = 60,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์อื่น ๆ จึงมีจำนวน 38,400,000 + 60,000,000= 98,400,000 บาท</p>
<p><strong>2. คำนวณจำนวนภาษีที่ต้องชำระ</strong></p>
<p><strong>2.1 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัย</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (บ้านหลังหลัก) = 3,800,000 x 0.0003 (ร้อยละ 0.03)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ = 1,140 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านหลังหลัก ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) 50 ล้านบาทแรก เมื่อนาย ก. มีมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมไม่เกิน 50 ล้านบาท จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>2.2 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี<code>     </code>= 21,600,000 x 0.0001 (ร้อยละ 0.01)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ<code>                      </code>= 2,160 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม ใน 3 ปีแรก ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาที่ใช้เพื่อประกอบเกษตรกรรม ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) ทั้งหมด จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>2.3 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (อัตราก้าวหน้า)<br />
50,000,000 x 0.003 (ร้อยละ 0.3) = 150,000 บาท<br />
48,400,000 x 0.004 (ร้อยละ 0.4) = 193,600 บาท<br />
ภาษีที่ต้องชำระ <code>             </code>= 343,600 บาท</p>
<p>ดังนั้น ที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าวจึงต้องเสียภาษีทั้งหมด เป็นเงินจำนวน 343,600 บาท</p>
<p>สำหรับการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลังจากจัดทำและแจ้งบัญชีรายการทรัพย์สินแล้ว ก็จะมีการคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว แล้วแจ้งการประเมินภาษีมายังผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งหากได้รับแจ้งการประเมินมาแล้ว ก็ลองนำหลักเกณฑ์การคำนวณดังกล่าวไปลองคำนวณว่าตรงกับหนังสือแจ้งการประเมิน และข้อเท็จจริงทั้งเนื้อที่และลักษณะการใช้ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งหากพบว่าไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์การคำนวณดังกล่าวข้างต้น อันทำให้เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องเสียภาษีไม่ถูกต้อง ก็สามารถดำเนินการยื่นคำร้องเพื่อขอแก้ไขให้ถูกต้องได้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน</p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไร และจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และหากมีการคัดค้านแล้วมีคำสั่งออกมาแต่ยังไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไรนั้น ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับ<strong>กฎหมายภาษีอากร</strong> สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ด่วน!! หลักเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5252</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5252#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 27 Dec 2019 02:28:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[สกาวบุญ คุณสุข]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพากร]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5252</guid>
				<description><![CDATA[<p>ด่วน!! หลักเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร &#160; สกาวบุญ คุณสุข บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด &#160; ตามที่กรมสรรพากรมีมาตรการใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5252">ด่วน!! หลักเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5251" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-moneytransfer.jpg" alt="" width="800" height="600" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-moneytransfer.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-moneytransfer-300x225.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-moneytransfer-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ด่วน!! หลักเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">สกาวบุญ คุณสุข<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตามที่กรมสรรพากรมีมาตรการในการขยายฐานภาษี โดยการออกกฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการฝากหรือรับโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลแก่กรมสรรพากรแล้วนั้น</p>
<p>ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2562 กรมสรรพากรได้ออกกฎกระทรวงฉบับที่ 355 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการรายงานข้อมูล สรุปได้ดังนี้</p>
<p><strong>1. ลักษณะของธุรกรรม</strong></p>
<p>มี 2 ลักษณะ ได้แก่<br />
1. การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี<br />
2. การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง<br />
และมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี</p>
<p><strong>2. เกณฑ์การนับ</strong></p>
<p>นับจำนวนครั้งและจำนวนเงินทุกครั้งที่ได้มีการฝากหรือรับโอนผ่านบัญชีของบุคคลผู้เป็นเจ้าของบัญชี กรณีกระทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็นับเช่นเดียวกัน</p>
<p><strong>3. ผู้ที่มีหน้าที่รายงาน</strong></p>
<p>1. สถาบันการเงินของรัฐและเอกชน เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุน เป็นต้น<br />
2. ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Money ตามกฎหมายว่าด้วยระบบชำระเงิน เช่น TrueMoney Rabbit Line Pay เป็นต้น<br />
<strong>ตัวอย่าง:</strong> นาย A มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีของธนาคาร B 5 บัญชีมีการฝากและรับโอนผ่านบัญชีของนาย A ทั้ง 5 บัญชีรวมกัน (1) ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป หรือ (2) ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไปและมียอดรวมในการฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี ดังนั้น ธนาคาร B มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลของนาย A ให้แก่กรมกสรรพากร</p>
<p><strong>4. ข้อมูลที่จะถูกรายงานต่อกรมสรรพากร</strong></p>
<p>1. เลขประจำตัวประชาชน เลขที่หนังสือเดินทาง เลขทะเบียนนิติบุคคลเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรหรือสิ่งอื่นที่ใช้ในการระบุตัวบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ<br />
2. ชื่อและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดา ชื่อของห้างหุ้นส่วนสามัญชื่อของคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือชื่อนิติบุคคล<br />
3. จำนวนครั้งของการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน<br />
4. จำนวนเงินที่ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน<br />
5. เลขบัญชีทุกบัญชีที่มีการฝากหรือรับโอนเงิน</p>
<p><strong>5. การรายงาน</strong></p>
<p>ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดทำรายงานภายในเดือนมีนาคมของทุกปี โดยรายงานข้อมูลซึ่งอยู่ในความครอบครองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ในปีที่ล่วงมาแล้ว และให้มีการรายงานครั้งแรกในวันที่ 31 มีนาคม 2563 โดยรายงานข้อมูลเฉพาะธุรกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24-31 ธันวาคม พ.ศ. 2562</p>
<p><strong>สรุป</strong></p>
<p>กฎหมายฉบับนี้เพียงกำหนดให้ผู้มีหน้าที่ เช่น ธนาคาร ต้องส่งข้อมูลของบุคคลที่เข้าตามหลักเกณฑ์ให้แก่กรมสรรพากร ส่วนบุคคลทั่วไปแล้วควรต้องรู้ว่าตนเองอยู่ในเกณฑ์ของบุคคลผู้มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะที่จะถูกส่งข้อมูลไปยังกรมสรรพากรหรือไม่ เพื่อเตรียมพร้อมและวางแผนในการจัดการเงินที่อยู่ในบัญชีธนาคารหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่อไป และที่สำคัญหากปรากฏว่ามีรายได้ต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท อาจต้องถูกบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอีกด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5252">ด่วน!! หลักเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5252/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 1</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5243</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5243#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 26 Dec 2019 09:11:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5243</guid>
				<description><![CDATA[<p>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 1 วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5243">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 1</strong></p>
<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p><strong>ตอนที่ 1 หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong></p>
<p>ตามที่พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 เริ่มใช้บังคับเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562<br />
และกำหนดให้เริ่มจัดเก็บภาษีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 นั้น ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดเก็บไว้ ดังนี้</p>
<p><strong>1 ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี</strong></p>
<p>1.1 ที่ดิน &#8211; หมายถึง พื้นดิน รวมถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย<br />
1.2 สิ่งปลูกสร้าง &#8211; โรงเรือน อาคาร ตึก หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น<br />
และรวมถึงห้องชุดหรือแพที่บุคคลอาจใช้อยู่อาศัยได้ หรือที่มีไว้เพื่อหาผลประโยชน์ หรือใช้สอยได้ เช่น<br />
ใช้เป็นที่เก็บสินค้า หรือประกอบอุตสาหกรรม หรือพาณิชยกรรม</p>
<p><strong>2 ผู้มีหน้าที่เสียภาษี</strong></p>
<p>2.1 เจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งสามารถพิจารณาได้ตามเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินแต่ละประเภท<br />
2.2 ผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ<br />
2.3 ผู้มีหน้าที่ชำระภาษีแทนผู้เสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้</p>
<p><strong>3 ฐานภาษี</strong> หมายถึง มูลค่าทั้งหมดของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้</p>
<p>3.1 ที่ดิน – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ต่อตารางวาของกรมที่ดิน คูณด้วยพื้นที่ ได้เท่าใดเป็นฐานภาษีของที่ดิน<br />
ทั้งนี้ กรณีที่ดินหลายแปลงอยู่ติดกันและเป็นเจ้าของเดียวกัน ให้คำนวณมูลค่าที่ดินทั้งหมดรวมกันเป็นฐานภาษี<br />
3.2 สิ่งปลูกสร้าง – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างต่อตารางเมตร คูณด้วยพื้นที่สำหรับใช้ทำประโยชน์<br />
แล้วหักค่าเสื่อมราคา ได้เท่าใดเป็นฐานภาษี<br />
3.3 อาคารชุด หรือห้องชุด – ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์อาคารชุด หรือห้องชุด เป็นฐานภาษี</p>
<p><strong>4 อัตราภาษี</strong></p>
<p>อัตราภาษีแบ่งตามประเภทการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สิน โดยใน 2 ปีแรก (2563 – 2564)<br />
จะจัดเก็บตามอัตราภาษีก้าวหน้า ดังนี้<br />
4.1 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม จะมีอัตราภาษีต่ำสุด โดยเริ่มต้นที่ล้านละ 100<br />
บาท สูงสุดที่ล้านละ 1,000 บาท และยกเว้นภาษีให้บุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใน 3 ปีแรก ทั้งนี้<br />
การประกอบเกษตรกรรมต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายจะใช้บังคับต่อไป<br />
4.2 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทย่อย ดังนี้<br />
4.2.1 บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน<br />
(บ้านหลังหลัก) เริ่มต้นที่ล้านละ 300 บาท สูงสุดที่ล้านละ 1,000 บาท และจะได้รับยกเว้นฐานภาษี 50<br />
ล้านบาทแรก</p>
<p>4.2.2 บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่อในทะเบียนบ้าน<br />
(เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง) เริ่มต้นที่ล้านละ 200 บาท สูงสุดที่ล้านละ 1,000 บาท และจะได้รับยกเว้นฐานภาษี<br />
10 ล้านบาทแรก<br />
4.2.3 บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยกรณีอื่น (บ้านหลังรอง)<br />
เริ่มต้นที่ล้านละ 200 บาท สูงสุดที่ล้านละ 1,000 บาท แต่จะไม่ได้รับยกเว้นฐานภาษี</p>
<p>4.3 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น ประกอบธุรกิจ ใช้เป็นที่ตั้งโรงงาน สำนักงาน เป็นต้น<br />
เริ่มต้นที่ล้านละ 3,000 บาท สูงสุดที่ล้านละ 7,000 บาท<br />
4.4 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ เริ่มต้นที่ล้านละ 3,000 บาท<br />
สูงสุดที่ล้านละ 7,000 บาท โดยจะมีการเพิ่มอัตราภาษี<br />
กรณีทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพติดต่อกันเกินกว่า 3 ปี<br />
สำหรับการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษีดังกล่าวนั้น<br />
อยู่ระหว่างการจัดทำและแจ้งบัญชีรายการทรัพย์สิน (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรืออาคารชุด)<br />
เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีรับทราบทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีและดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง หลังจากนั้น<br />
ก็จะมีการแจ้งการประเมินภาษีมายังผู้มีหน้าที่เสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และให้ชำระภาษีภายในเดือนเมษายน<br />
2563 แต่ปัจจุบันตามหนังสือการขยายกำหนดเวลาดำเนินการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ของกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 11<br />
ธันวาคม 2562 ได้มีการขยายเวลาการแจ้งการประเมินออกไปเป็นภายในเดือนมิถุนายน 2563<br />
และเวลาการชำระภาษีภายในเดือนสิงหาคม 2563</p>
<p><img class="aligncenter size-large wp-image-5247" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/law_land-1024x535.jpg" alt="" width="800" height="418" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/law_land-1024x535.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/law_land-300x157.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/law_land-768x401.jpg 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/law_land.jpg 1308w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไร<br />
เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีแล้วจะต้องดำเนินการอย่างไร และหากไม่เห็นด้วยจะต้องดำเนินการอย่างไรนั้น<br />
ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725 Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5243">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5243/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>Update!!!&#8230; 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 25 Dec 2019 05:11:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[เมษยา สีลาวรรณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[Transfer Pricing]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ประมวลรัษฎากร]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5217</guid>
				<description><![CDATA[<p>&#160; Update!!!&#8230; 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing &#160; เมษยา สีลาวรรณ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217">Update!!!&#8230; 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5233" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-transferpricing.jpg" alt="" width="800" height="600" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-transferpricing.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-transferpricing-300x225.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-transferpricing-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>Update!!!&#8230; 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">เมษยา สีลาวรรณ<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สืบเนื่องการแก้ไขเพิ่มเติม<strong>ประมวลรัษฎากร</strong>เกี่ยวกับมาตรการป้องกันการกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ( <strong>Transfer Pricing</strong> ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีข้อกำหนดในการทำธุรกรรมระหว่างกันแตกต่างจากที่ควรกำหนดหากเป็นคู่ค้าอิสระ ในลักษณะถ่ายโอนกำไรระหว่างกัน ซึ่งมีผลใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป จึงต้องเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อย 5 หัวข้อดังนี้</p>
<p><strong>1. Transfer Pricing</strong></p>
<p><strong>Transfer Pricing</strong> หมายถึง การที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันทำธุรกรรมระหว่างกันแตกต่างจากที่ควรกำหนดหากเป็นคู่ค้าอิสระ ในลักษณะถ่ายโอนกำไร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นกรณีการกำหนดราคาซื้อขายสินค้า หรือให้บริการที่แตกต่างไปจากราคาตลาดนั่นเอง</p>
<p><strong>2. ลักษณะของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน[1]</strong></p>
<p>มีลักษณะต่อไปนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-large wp-image-5224" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/transfer_pricing_DLO-1-1024x497.jpg" alt="" width="800" height="388" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/transfer_pricing_DLO-1-1024x497.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/transfer_pricing_DLO-1-300x146.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/transfer_pricing_DLO-1-768x373.jpg 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/transfer_pricing_DLO-1.jpg 1378w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><strong>3. หน้าที่ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน[2]</strong></p>
<p>3.1 ยื่น Disclosure Form ซึ่งเป็นรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี เว้นแต่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีรายได้ไม่เกิน 200 ล้านบาทต่อปี</p>
<p>ยื่นเมื่อไหร่ ?</p>
<p>&#8211; ต้องยื่นต่อกรมสรรพากรภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี (ยื่นพร้อมแบบ ภ.ง.ด. 50) โดยจะเริ่มต้นยื่นครั้งแรกปี 2563 นี้</p>
<p>3.2 จัดเตรียมเอกสาร / หลักฐานสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างกัน ตามที่อธิบดีกำหนด (ปัจจุบันยังไม่ประกาศ)</p>
<p>เพื่ออะไร ?</p>
<p>&#8211; เตรียมพร้อมสำหรับให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบเอกสาร / หลักฐานดังกล่าวได้ภายใน 5 ปีนับแต่ยื่น Disclosure Form</p>
<p><strong>4. ใช้บังคับเมื่อไหร่</strong></p>
<p>ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป</p>
<p><strong>5. บทลงโทษ</strong></p>
<p><strong>ทางแพ่ง</strong>[3]</p>
<p>หากเจ้าพนักงานประเมินพบว่า มีข้อกำหนดในการทำธุรกรรมระหว่างกันแตกต่างจากที่ควรกำหนดหากเป็นคู่ค้าอิสระ (ไม่ใช่บริษัทในเครือเดียวกัน) ในลักษณะที่เชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปรับปรุงรายได้และรายจ่าย ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมกับต้องรับผิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้</p>
<p><strong>ทางอาญา</strong>[4]</p>
<p>หากไม่จัดทำรายงานหรือเอกสาร หรือจัดทำโดยแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท</p>
<p><strong>รายละเอียดเพิ่มเติม</strong><br />
1. พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 47)พ.ศ. 2561 ที่ <a href="https://bit.ly/2SmeuNm" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2SmeuNm</a><br />
2. Disclosure Form ที่ <a href="https://bit.ly/378Xaj1" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/378Xaj1</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
</strong>2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9716<br />
Email: maysayas@dlo.co.th</p>
<p>[1] มาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร<br />
[2] มาตรา 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร<br />
[3] มาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร<br />
[4] มาตรา 35 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217">Update!!!&#8230; 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายนและตุลาคม 2562</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/4727</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/4727#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 17 Oct 2019 04:50:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=4727</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 104 เดือนกันยายนและตุลาคม 2562 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/4727">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายนและตุลาคม 2562</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
DLO’S Tax Newsletter</p>
<p style="text-align: right;">ฉบับที่ 104 เดือนกันยายนและตุลาคม 2562</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p>1. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนจากการฝากเงินในประเทศ<br />
2. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ หรือผลตอบแทนจากการฝากเงินในประเทศ<br />
3. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p>1. มาตรการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม<br />
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ<br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2561<br />
ระหว่าง บริษัท จ. โจทก์<br />
กรมสรรพากร จำเลย<br />
เรื่อง ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีได้รับเงินชดเชยจากการตกลงกันเลิกสัญญา</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p><strong>1. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนจากการฝากเงินในประเทศ</strong></p>
<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 351) กำหนดหลักเกณ์ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในประเทศ หรือดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือผลตอบแทนเงินฝากที่ได้รับจากการฝากเงินตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นการฝากเงินในประเทศตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 664) พ.ศ. 2561 ดังนี้</p>
<p>1. ได้รับจากบัญชีเงินฝากที่ผู้มีเงินได้เปิดขึ้นใหม่โดยเฉพาะแยกต่างหากจากบัญชีเงินฝากประเภทอื่น และผู้มีเงินได้ต้องมีบัญชีเงินฝากที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นี้บัญชีเดียว<br />
2. ต้องเป็นการฝากตามวงเงินและภายในระยะเวลาที่กำหนดในแต่ละเดือน จะขาดการฝาก หรือฝากไม่ครบตามวงเงินที่กำหนด หรือฝากล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนด กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือทุกกรณีรวมกันเกินสองเดือนไม่ได้<br />
3. ชื่อบัญชีเงินฝากจะต้องเป็นชื่อของผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากนั้น แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลและกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง<br />
4. กรณีที่ผู้มีเงินได้ถอนเงินฝากตามข้อ 1 ก่อนครบกำหนดจ่ายคืนเงินฝาก ผู้มีเงินได้เป็นอันหมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากดังกล่าว<br />
5. กรณีสามีภริยาเป็นผู้ฝากเงินร่วมกันและไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นเงินฝากของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือว่าเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้ของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง<br />
6. ผู้ฝากเงินต้องแจ้งเลขประจำตัวประชาชน หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรต่อธนาคารหรือสหกรณ์ออมทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ผู้รับฝากเมื่อเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าว<br />
7. ธนาคารหรือสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝาก ต้องส่งข้อมูลของผู้ฝากเงินต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ตั้งอยู่แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ สำหรับรอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ให้ส่งภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2mYRtT6" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2mYRtT6</a></p>
<p><strong>2. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ หรือผลตอบแทนจากการฝากเงินในประเทศ</strong></p>
<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 352) กำหนดหลักเกณ์ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำหรือผลตอบแทนเงินฝาก ตามหลักการของศาสนาอิสลามที่ได้รับจากการฝากเงินกับธนาคารในประเทศ ตามข้อ 2 (69) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ดังนี้</p>
<p>1. ได้รับจากการฝากเงินกับธนาคารในประเทศที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป แต่เมื่อรวมกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทหรือผลตอบแทนเงินฝากแล้ว ต้องมีจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 30,000 บาทตลอดปีภาษีนั้น และผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนเงินฝากดังกล่าวเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์<br />
2. ชื่อบัญชีเงินฝากต้องเป็นชื่อของผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากนั้น แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลและกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง<br />
3. กรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากตามข้อ 1 รวมกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันหรือผลตอบแทนเงินฝาก มีจำนวนทั้งสิ้นเกิน 30,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น ให้ธนาคารผู้จ่าย หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทั้งจำนวน และนำส่งสรรพากร<br />
4. กรณีสามีภริยาเป็นผู้ฝากเงินร่วมกันและไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นเงินฝากของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือว่าเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้ของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง<br />
5. ผู้ฝากเงินต้องแจ้งเลขประจำตัวประชาชน หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรต่อธนาคารหรือสหกรณ์ออมทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ผู้รับฝากเมื่อเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าว<br />
6. ผู้มีเงินได้ซึ่งได้รับดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากตามต้องแจ้งข้อมูลของผู้มีเงินได้ตามหนังสือแจ้งการขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา<br />
7. ธนาคารผู้จ่ายต้องส่งข้อมูลของผู้มีเงินได้ที่แจ้งต่อธนาคารตามข้อ 6 และข้อมูลการฝากเงินของผู้มีเงินได้ต่อกรมสรรพากร ภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป เว้นแต่รอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ให้ส่งภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2n3qS7x" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2n3qS7x</a></p>
<p><strong>3. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย</strong></p>
<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 353) กำหนดหลักเกณ์ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ดังนี้</p>
<p>1. ผู้มีเงินได้ต้องมิใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล<br />
2. อสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 5,000,000 บาท และต้องไม่ใช่กรณีซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีการแยกสัญญาซื้อขายที่ดินและสัญญาก่อสร้างออกจากกัน<br />
3. ต้องเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามจำนวนที่จ่ายจริง และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ให้แล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562<br />
4. ต้องใช้สิทธิยกเว้นเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี 2562 ที่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีเงินได้ในปี 2563<br />
5. ผู้มีเงินได้ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง<br />
มาก่อน<br />
6. ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เท่าจำนวนที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์จริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท<br />
7. กรณีที่หลายคนร่วมกันซื้ออสังหาริมทรัพย์ ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทุกคน โดยเฉลี่ยตามส่วนกรรมสิทธิ์ของแต่ละคน แต่รวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินจำนวนที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์จริงและไม่เกิน 200,000 บาท<br />
8. กรณีที่สามีภริยาร่วมกันซื้ออสังหาริมทรัพย์ และต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ การได้รับสิทธิยกเว้น ภาษีเงินได้ให้ใช้หลักเกณฑ์ตามข้อ 7 โดยยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน ดังนี้<br />
(ก) ถ้าต่างฝ่ายต่างยื่นรายการ ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีเงินได้<br />
(ข) ถ้ายื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน ให้ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ส่วนของตน และได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ส่วนของสามีหรือภริยาด้วย<br />
9. กรณีที่สามีภริยาร่วมกันซื้ออสังหาริมทรัพย์ หากมีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เต็มจำนวนที่ได้จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท<br />
10. ผู้มีเงินได้ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ แต่ไม่รวมถึงกรณีที่ผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตาย หรืออสังหาริมทรัพย์นั้นสิ้นสภาพไปทั้งหมด<br />
11. ให้ผู้มีเงินได้มีสิทธินำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีไปคำนวณหักจากเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2n51Chn" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2n51Chn</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p><strong>1. มาตรการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการกำหนดขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้ยังคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563<br />
ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป<br />
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ<br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2561<br />
ระหว่าง บริษัท จ. โจทก์<br />
กรมสรรพากร จำเลย<br />
เรื่อง ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีได้รับเงินชดเชยจากการตกลงกันเลิกสัญญา</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกิจการให้เช่าแผงตลาดสดและให้บริการเกี่ยวกับสาธารณูปโภค โดยโจทก์เช่าที่ดินจาก A เป็นระยะเวลา 15 ปี เพื่อนำมาทำแผงค้าตลาดสดแล้วเปิดให้บุคคลทั่วไปเช่าเป็นตลาดและแผงลอยมาเป็นเวลา 3 ปี แต่โจทก์ขาดทุนจากการประกอบกิจการจึงไม่ได้ชำระค่าเช่าตามสัญญาแต่อย่างใด<br />
ต่อมา บริษัท B ต้องการเช่าที่ดินดังกล่าวโดยเสนอค่าตอบแทนให้แก่ A เป็นจำนวนสูงกว่าที่ A ตกลงไว้กับโจทก์ A จึงบอกเลิกสัญญาเช่าต่อโจทก์ จากนั้น ทั้ง 3 ฝ่ายจึงทำบันทึกข้อตกลงกันว่า โจทก์และ A ตกลงเลิกสัญญาเช่าต่อกัน และบริษัท B จะชำระเงินให้แก่โจทก์ 90,000,000 บาท เพื่อตอบแทนที่โจทก์ตกลงเลิกสัญญาเช่า และจัดการรื้อถอนอาคาร สิ่งปลูกสร้าง พร้อมทั้งให้ผู้เช่าแผงลอยออกจากตลาด แล้วให้ B เช่าที่ดินต่อจากโจทก์</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> เงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัท B อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> บันทึกข้อตกลงดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โจทก์กับ A ทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญาเช่าด้วยความสมัครใจ มิใช่เกิดจากการผิดสัญญา ทั้งยังมีข้อตกลงที่จะไม่เรียกร้อยค่าเช่า ค่าเสียหายใด ๆ ต่อกัน และ B ซึ่งมิใช่คู่สัญญาเดิมจะชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ ด้วยเหตุนี้ การที่ A บอกเลิกสัญญาโจทก์นั้นจึงเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางเท่านั้น เงินค่าตอบเทนจำนวน 90,000,000 บาท จึงไม่ถือเป็นเงินชดเชยค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาเช่าตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนที่ B จ่ายให้แก่โจทก์เพื่อเลิกสัญญาเช่ากับ A อันถือเป็นค่าบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 ประกอบมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวเนื่องจาก ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้การขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดนิยามความหมายของคำว่า “บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า ซึ่งการพิจารณาลักษณะของสัญญาหรือการกระทำใด ๆ ว่าจะเข้าลักษณะเป็นการให้บริการหรือไม่นั้น ย่อมจะต้องพิจารณาจากลักษณะ หรือเนื้อหาของสัญญาหรือธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงเป็นสำคัญ ว่าคู่สัญญามีเจตนาในการทำสัญญาที่แท้จริงเป็นอย่างไร ไม่ใช่พิจารณาเพียงแต่ตัวอักษรในสัญญาหรือชื่อของของสัญญาเป็นหลัก ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาของแต่ละคดี ๆ ในฉบับก่อน ๆ ซึ่งได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาและเจตนาที่แท้จริงของการทำนิติกรรมเป็นสำคัญ<br />
จากกรณีพิพาทดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาที่แท้จริงของการแสดงเจตนาทำนิติกรรมของคู่สัญญาเป็นสำคัญ และเมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าโจทก์ได้รับเงินจากบุคคลภายนอกเพื่อเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ยอมเลิกสัญญากับผู้ให้เช่าซึ่งเข้าลักษณะเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์ที่มีมูลค่าได้ การกระทำดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงต้องนำเงินค่าตอบแทนดังกล่าวไปเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากโจทก์ได้รับค่าเสียหาย เนื่องจาก A เป็นฝ่ายผิดสัญญาเป็นผลให้มีการเลิกสัญญาต่อกันจริง เงินที่โจทก์ได้รับดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นค่าเสียหายจากการเลิกสัญญาอันไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม</p>
<p>ดังนั้น ในการทำนิติกรรมหรือธุรกรรมใด ๆ คู่สัญญาจึงต้องพิจารณาจากลักษณะ หรือเนื้อหาของสัญญาหรือธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงและอยู่ภายใต้หลักสุจริตเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์และป้องกันความเสียหายของคู่สัญญาเอง</p>
<p>นายวรินทร สะรุโณ</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9760</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/4727">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายนและตุลาคม 2562</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/4727/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ร้อนถึงโลกออนไลน์!!! จัดเก็บภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มาแล้วจ้า</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/2936</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/2936#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 19 Mar 2019 21:36:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[เมษยา สีลาวรรณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเผยแพร่]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2936</guid>
				<description><![CDATA[<p>ร้อนถึงโลกออนไลน์!!! จัดเก็บภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มาแล้วจ้า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 กำหนดให้สถาบันก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/2936">ร้อนถึงโลกออนไลน์!!! จัดเก็บภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มาแล้วจ้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ร้อนถึงโลกออนไลน์</strong><strong>!!! </strong><strong>จัดเก็บภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มาแล้วจ้า</strong></span></p>
<p>พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 กำหนดให้สถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่รายงานข้อมูลในปีที่ผ่านมาต่อกรมสรรพากร เกี่ยวกับบุคคลที่มีการทำธุรกรรมในลักษณะเฉพาะต่อไปนี้</p>
<p>1) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป หรือ</p>
<p>2) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง<strong><span style="text-decoration: underline;">และ</span></strong>มียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป</p>
<p>โดยกำหนดให้ต้องยื่นต่อกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี และให้รายงานข้อมูล<strong>ครั้งแรกภายในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563</strong> ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สนใจขอรับคำแนะนำและบริการที่ปรึกษากฎหมายภาษี สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด โทร.02-680-9751 และ 02-680-9760</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: <a href="https://bit.ly/2UJOdqT">ราชกิจจานุเบกษา </a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/2936">ร้อนถึงโลกออนไลน์!!! จัดเก็บภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มาแล้วจ้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/2936/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>เตรียมพร้อมรับมือพ.ร.บ. Transfer Pricing คาด บังคับใช้จริงปีหน้า</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2893</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2893#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 12 Nov 2018 18:53:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[เรณุกา ทองไพรวรรณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2893</guid>
				<description><![CDATA[<p>นางสาวเรณุกา ทองไพรวรรณ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด &#160; เตรียมพร้อมรับมือพ.ร.บ. Transfer Pricing คาด บังคับใช้จริงปีหน้า           ห [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2893">เตรียมพร้อมรับมือพ.ร.บ. Transfer Pricing คาด บังคับใช้จริงปีหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">นางสาวเรณุกา ทองไพรวรรณ<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เตรียมพร้อมรับมือพ.ร.บ. Transfer Pricing คาด บังคับใช้จริงปีหน้า</strong></p>
<p style="text-align: justify;">          หลังจากคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบและเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ. …เรื่อง มาตรการป้องกันการกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Transfer Pricing) ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 63/2561 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2561 ที่ประชุมได้พิจารณาร่างพ.ร.บ. Transfer Pricing แล้วลงมติเห็นสมควรประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในปี 2562</p>
<p style="text-align: center;"><img class=" size-full wp-image-2892" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2018/11/transfer-pricing-image.jpg" alt="" width="550" height="418" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2018/11/transfer-pricing-image.jpg 648w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2018/11/transfer-pricing-image-300x228.jpg 300w" sizes="(max-width: 550px) 100vw, 550px" /></p>
<p>          โดยร่างพ.ร.บ. Transfer Pricing เกิดขึ้นเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกำหนดราคาโอนสำหรับธุรกรรมระหว่างนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และเข้าข่ายลักษณะการขายสินค้าหรือให้บริการระหว่างกันโดยมีการถ่ายโอนกำไรเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีอากรที่พึงต้องเสีย ซึ่งร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน หมายถึง นิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคล<span style="text-decoration: underline;">ขึ้นไปที่มี</span>ความสัมพันธ์ในทางโครงสร้างการถือหุ้น ได้แก่ กรณีที่หนึ่ง นิติบุคคลหนึ่ง ถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของทุนทั้งหมด กรณีที่สอง คือ ผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลหนึ่งไม่น้อยว่าร้อยละ 50 ไปถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 หรือ นิติบุคคลหนึ่งมีความสัมพันธ์ในด้านทุน การจัดการ หรือการควบคุมในอีกนิติบุคคลหนึ่งในลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดำเนินการโดนอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่ง</p>
<p>          2. นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน หากมีข้อกำหนดด้านการพาณิชย์หรือการเงินระหว่างกันแตกต่างไปจากที่ควรได้กำหนด ในลักษณะที่เชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของนิติบุคคลดังกล่าวให้เหมาะสม เพื่อใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิ</p>
<p style="text-align: left;">          3. นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน จะต้องจัดทำรายงานข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบบัญชีตามที่อธิบดีกำหนด หากไม่จัดทำรายงานหรือจัดทำรายงาน แต่แสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะมีโทษในทางอาญา กล่าวคือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท</p>
<p style="text-align: left;">          4. เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดี อาจส่งหนังสือแจ้งแก่นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันเพื่อขอเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นเพิ่มเติมภายใน 5 ปี นับแต่วันที่นิติบุคคลได้ยื่นรายงานข้อมูลและมูลค่าธุรกรรม โดยนิติบุคคลจะต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติมภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความ เว้นแต่มีเหตุจำเป็น อธิบดีจะอนุญาตให้ขยายกำหนดเวลาออกไปได้ แต่ไม่เกิน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความ</p>
<p style="text-align: left;">          5. นิติบุคคลที่มีรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการไม่เกิน 200 ล้านบาท ไม่ต้องจัดทำรายงานข้อมูลและมูลค่าธุรกรรมระหว่างนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ต้องจัดทำรายงาน ก็ยังต้องมีข้อกำหนดทางด้านการพาณิชย์หรือการเงินระหว่างนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันไม่แตกต่างไปจากที่ควรได้กำหนด หากได้ทำธุรกรรมกับบริษัทที่เป็นอิสระ หากแตกต่าง เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปรับปรุงรายได้และรายจ่ายให้เหมาะสมเพื่อนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล</p>
<p style="text-align: left;">          6. หากนิติบุคคลถูกเจ้าพนักงานประเมินปรับปรุงรายได้และรายจ่าย เป็นเหตุให้นิติบุคคลต้องชำระภาษีหรือถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งเป็นจำนวนที่เกินกว่าต้องเสีย หรือ ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย นิติบุคคลดังกล่าวมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษี หรือ ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการปรับปรุงรายได้และรายจ่ายจากเจ้าพนักงานประเมินเป็นหนังสือ</p>
<p>          ร่างพ.ร.บ. Transfer Pricing ดังกล่าว เมื่อผ่านการพิจารณาและลงมติของสนช.แล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อพระองค์จะทรงลงพระปรมาภิไธยในลำดับต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ในระหว่างที่ร่างพ.ร.บ.Transfer Pricing อยู่ในขั้นตอนเพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจึงควรเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องการกำหนดข้อกำหนดระหว่างนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันในเรื่องการทำธุรกรรมหรือการเงินระหว่างกัน ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ดังเช่นกรณีนิติบุคคลทำธุรกรรมกับนิติบุคคลอื่นที่เป็นอิสระต่อกัน รวมถึงการจัดเตรียมเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นรายงานข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่าธุรกรรม เพื่อให้พร้อมรับกฎหมายใหม่ที่กำลังจะออกมาบังคับใช้ในไม่ช้า เพราะหากนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันไม่ว่าจะในทางโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือด้านทุน การจัดการ หรือการควบคุม มีการทำธุรกรรมระหว่างกันในลักษณะที่มีการถ่ายโอนกำไรโดยมีข้อกำหนดด้านการพาณิชย์หรือการเงินระหว่างกันแตกต่างกับกรณีทำธุรกรรมกับบริษัทที่เป็นอิสระ อาจถูกเจ้าพนักงานประเมินปรับปรุงรายได้และรายจ่ายให้เหมาะสม เป็นเหตุให้กิจการของท่านต้องเสียภาษีในจำนวนที่มากขึ้น อีกทั้ง<span style="text-decoration: underline;">หากกิจการขอ</span>งท่านเข้าลักษณะที่จะต้องจัดทำรายงานข้อมูลความสัมพันธ์ของนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกัน แล้วนิติบุคคลใดไม่จัดทำรายงาน หรือจัดทำไม่ถูกต้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร อาจมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญา คือ ระวางโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และมิใช่ว่าจ่ายค่าปรับ 2 แสนบาทแล้ว เรื่องจะจบลงง่ายๆ เนื่องจากกิจการที่ถูกประเมิน ยังมีความเสี่ยงที่จะเสียภาษีเพิ่มเติมจากธุรกรรมที่ทำระหว่างกัน เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากการถูกประเมินของเจ้าหน้าที่สรรพากรอีกด้วย</p>
<p style="text-align: left;">          ดังนั้น การเตรียมความพร้อมจึงเปรียบดั่งการป้องกันปัญหาไว้ล่วงหน้า โดยการจัดเตรียมเอกสารอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญ หากท่านต้องการเตรียมความพร้อมให้เหมาะสม ท่านอาจปรึกษานักกฎหมายหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้การจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสิ่งนี้คือวิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด</p>
<p>สนใจบริการด้านที่ปรึกษาภาษี กรุณาสอบถามรายละเอียดบริการเพิ่มเติมได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
02-6809753 ,02-6809708 , 02-6809760</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2893">เตรียมพร้อมรับมือพ.ร.บ. Transfer Pricing คาด บังคับใช้จริงปีหน้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2893/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้กรณีโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตร</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2574</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2574#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 19 Feb 2016 03:03:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[ธรดล จันทรศัพท์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2574</guid>
				<description><![CDATA[<p>ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้กรณีโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตร นายธรดล  จันทรศัพท์                                                               [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2574">ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้กรณีโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้กรณีโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตร</strong></p>
<p align="right">นายธรดล  จันทรศัพท์</p>
<p align="right">                                                                                                                                          ที่ปรึกษากฎหมายภาษีอากร<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p align="right">อีเมล์ : <a href="mailto:taradolc@dlo.co.th">taradolc@dlo.co.th</a></p>
<p>                เดิมทีกรณีบิดา มารดา โอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน ผู้โอนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมด<a title="" href="#_ftn1">[1]</a> แต่ต่อมาเนื่องจากรัฐบาลได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีการรับมรดก<a title="" href="#_ftn2">[2]</a>ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวส่งผลให้ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรโดยกำหนดภาระภาษีเกี่ยวกับการให้ควบคู่ไปด้วย ซึ่งในส่วนของภาระภาษีเกี่ยวกับการให้นั้นกฎหมายกำหนดให้การโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทนในปีหนึ่งๆนั้น หากอสังหาริมทรัพย์นั้นมี<strong>มูลค่าเกิน 20 ล้านบาท</strong><a title="" href="#_ftn3">[3]</a> บิดา มารดาผู้โอนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5<a title="" href="#_ftn4">[4]</a></p>
<p>จากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากรณีที่บิดา มารดา โอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทนในปีหนึ่งๆนั้น ประมวลรัษฎากรกำหนดเพดานขั้นสูงของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีคือต้องมีมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าข้อ 2(18) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ยังคงยกเว้นภาษีเงินได้จากกรณีดังกล่าวทั้งหมดโดยไม่ได้มีการกำหนดเพดานขั้นสูงของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่โอนไปแต่อย่างใด</p>
<p>ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นระหว่างมาตรา 42(26) ของประมวลรัษฎากรกับข้อ 2(18) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมารัฐบาลจึงได้ออกกฎกระทรวงฉบับที่ 312 (พ.ศ.2559) ยกเลิกข้อ 2(18) ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวโดยกำหนดไม่ให้เงินได้ที่เกิดจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทนได้รับยกเว้นภาษีเงินได้อีกต่อไป<a title="" href="#_ftn5">[5]</a></p>
<p>อย่างไรก็ดี ท่านผู้อ่านโปรดอย่าลืมว่าแม้จะมีกฎกระทรวงฉบับที่ 312 (พ.ศ.2559) กำหนดข้อความยกเลิกไว้เช่นนั้นแต่สำหรับภาระภาษีกรณีการโอนอสังหาริมทรัพย์ลักษณะนี้นั้น ท่านยังคงต้องกลับไปพิจารณาตามประมวลรัษฎากรที่แก้ไขใหม่ซึ่งผู้เขียนกล่าวไว้ในตอนต้นว่าเข้าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีหรือไม่ อย่างไร</p>
<p>เพื่อความเข้าใจ ผู้เขียนขอยกคำถาม คำตอบพอสังเขปดังนี้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">คำถาม</span> หากบิดา มารดาประสงค์จะโอนที่ดินมูลค่า 25 ล้านบาทให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายโดยให้เปล่า ต้องเสียภาษีหรือไม่ อย่างไร</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">คำตอบ</span> หากบิดา มารดาโอนที่ดินให้แก่บุตรก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 บิดา มารดาจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมดตามข้อ 2(18) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แต่หากบิดา มารดาโอนให้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นเวลาที่ประมวลรัษฎากรและกฎกระทรวงฉบับที่ 312 (พ.ศ.2559) ใช้บังคับ บิดา มารดา ผู้โอนจะได้รับยกเว้นเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทแต่ยังคงต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าที่ดินส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทนั้น</p>
<p>อนึ่ง อาจมีผู้อ่านบางท่านสงสัยว่าเหตุใดบิดา มารดาผู้โอนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆเพราะเป็นการให้เปล่าแก่บุตรของตนต้องกลายเป็นผู้เสียภาษี สำหรับเรื่องนี้นั้นมาตรา 41 ทวิของประมวลรัษฎากรได้กำหนดไว้ว่าการโอนทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนไม่ว่าผู้โอนและผู้รับโอนจะมีความสัมพันธ์พิเศษหรือไม่นั้นถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และมีหน้าที่ต้องเสียภาษี<a title="" href="#_ftn6">[6]</a>ด้วยเพราะหากกฎหมายไม่กำหนดเช่นนั้นแล้ว คู่สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์คงต่างจะจูงมือกันมาจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์และกล่าวอ้างว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีก็เป็นได้ ดังนั้น กฎหมายจึงถือว่าผู้โอนอสังหาริมทรัพย์แม้จะไม่มีค่าตอบแทนก็ตามถือว่าตนเป็นผู้ขายและได้รับเงินมา และเมื่อพิจารณาประกอบกับประมวลรัษฎากรมาตรา 39 ก็ได้กำหนดนิยามคำว่า “ขาย” ว่าหมายความว่าให้รวมถึงการให้ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่<a title="" href="#_ftn7">[7]</a> จากหลักกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นคำตอบว่าเหตุใดแม้ว่าบิดา มารดา โอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรโดยไม่มีค่าตอบแทนแต่ยังคงต้องเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้</p>
<p>สุดท้าย นี้ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านจะเข้าใจที่มา ที่ไปของการออกกฎกระทรวงฉบับที่ 312 (พ.ศ.2559) ตลอดจนมีความเข้าใจถึงภาระภาษีที่เกิดขึ้นจากกรณีบิดา มารดา โอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรของตน</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>
<hr align="left" size="1" width="33%" />
<div>
<p align="left"><a title="" href="#_ftnref1">[1]</a> กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ข้อ 2(18) ก่อนถูกยกเลิก</p>
</div>
<div>
<p align="left"><a title="" href="#_ftnref2">[2]</a> พรบ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558</p>
</div>
<div>
<p align="left"><a title="" href="#_ftnref3">[3]</a> ประมวลรัษฎากรมาตรา 42(26)</p>
</div>
<div>
<p align="left"><a title="" href="#_ftnref4">[4]</a> ประมวลรัษฎากรมาตรา 50(6)</p>
</div>
<div>
<p align="left"><a title="" href="#_ftnref5">[5]</a> กฎกระทรวงฉบับที่ 312 (พ.ศ.2559)</p>
</div>
<div>
<p align="left"><a title="" href="#_ftnref6">[6]</a> ประมวลรัษฎากรมาตรา 41 ทวิ</p>
</div>
<div>
<p align="left"><a title="" href="#_ftnref7">[7]</a> ประมวลรัษฎากรมาตรา 39</p>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2574">ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้กรณีโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2574/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
