<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กฎหมายภาษี &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/tag/%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 04 Feb 2021 02:13:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6002</link>
				<pubDate>Wed, 03 Feb 2021 02:00:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6002</guid>
				<description><![CDATA[<p>ตอนที่ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนกับใบกำกับภาษี      บทความในเรื่องนี้จะเป็นการแบ่งปันเรื่องราวที่ได้รับจากประสบการณ์ทำงาน ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ปร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6002">ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอนที่ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนกับใบกำกับภาษี</strong></p>
<p><code>     </code>บทความในเรื่องนี้จะเป็นการแบ่งปันเรื่องราวที่ได้รับจากประสบการณ์ทำงาน ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีซื้อตาม<strong>ใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี</strong> หรือที่เรียกกันว่า <strong>“ใบกำกับภาษีปลอม”</strong> ที่กฎหมายไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรียกกันว่า <strong>“ภาษีซื้อต้องห้าม”</strong> มาใช้ในการคำนวณภาษีที่ต้องนำส่ง<strong><u>โดยไม่รู้ตัว</u></strong></p>
<p><code>     </code>ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ คือการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง<strong><u>โดยไม่รู้ตัว</u></strong> เนื่องจาก ลักษณะของใบกำกับภาษีปลอมตามแนวทางของกรมสรรพากรนั้น ไม่ได้หมายความถึงการทำเอกสารปลอมขึ้นมา หรือเอกสารอันเป็นเท็จ หรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับตัวใบกำกับภาษีตามที่ผู้ประกอบการหลาย ๆ รายเข้าใจเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการกระทำอื่น ๆ อีกด้วยซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในตอนต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนหลายรายนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้<strong><u>โดยไม่รู้ตัว</u></strong>นั่นเอง</p>
<p><code>     </code>ดังนั้น หากผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีซื้อต้องห้าม ที่เกิดจากการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งแล้วปรากฏว่าเจ้าพนักงานสรรพากรตรวจสอบพบ ก็จะนำมาสู่การปรับปรุงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง ซึ่งจะต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่ขาด เสียเบี้ยปรับถึง 2 เท่า และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ชำระขาดไปอีกด้วย</p>
<p><code>     </code>มาถึงตรงนี้ หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยแล้วว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนคืออะไร ใบกำกับภาษีคืออะไร ภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีที่ต้องนำส่งคืออะไร ดังนั้น ในตอนนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้กันก่อน</p>
<p><strong><code>     </code>1. ผู้ประกอบการจดทะเบียน</strong> คือ ผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร ซึ่งเมื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วก็จะได้รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ. 20 และมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร</p>
<p><code>     </code>ตามกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทยประเภทที่ไม่ได้รับยกเว้น และ<strong>มีรายได้จากการประกอบกิจการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายได้เกินจำนวนดังกล่าว</strong> ซึ่งสามารถศึกษาได้จากบทความ <strong>“<a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2807" target="_blank" rel="noopener noreferrer">ภาษีมูลค่าเพิ่ม เรื่องใกล้ตัวผู้ขายสินค้าและให้บริการ</a>”</strong></p>
<p><strong><code>     </code>2. ใบกำกับภาษี</strong> คือ เอกสารหลักฐานสำคัญในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องจัดทำโดยมีรายการในใบกำกับภาษีตามที่กฎหมายกำหนด และส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเมื่อเกิด<strong>ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)</strong><sup>1</sup> เช่น เมื่อส่งมอบสินค้า หรือชำระราคาสินค้า หรือได้ใช้บริการ หรือได้รับชำระค่าบริการ แล้วแต่กรณี ใบกำกับภาษีจึงเป็นเอกสารสำคัญเพื่อใช้ควบคุม และบันทึกจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มในระบบที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องนำไปชำระต่อกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด</p>
<p><strong><code>     </code>3. หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียน</strong></p>
<p><code>          </code><strong>3.1 หน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เรียกเก็บ<strong>ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการ</strong>เมื่อเกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)<sup>2</sup> โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บในส่วนนี้เรียกว่า<strong>ภาษีขาย</strong><sup>3</sup> และในส่วนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซื้อสินค้าหรือรับบริการมาซึ่งถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนรายอื่นเรียกเก็บนั้นจะเรียกว่า<strong>ภาษีซื้อ</strong><sup>4</sup></p>
<p><code>          </code><strong>3.2 หน้าที่ออกใบกำกับภาษี</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ก็จะมีหน้าที่ในการออกใบกำกับภาษี (ใบกำกับภาษีขาย) ในขณะที่เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)</p>
<p><code>          </code><strong>3.3 หน้าที่จัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด<sup>5</sup> โดยจัดทำเป็นรายเดือนเนื่องจากรอบในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจะคำนวณเป็นรายเดือน ซึ่งจะเรียกว่า <strong>“เดือนภาษี”</strong> โดยรายงานภาษีดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นการสรุปรายการ ใบกำกับภาษี มูลค่าสินค้าหรือบริการ จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งในส่วนของภาษีซื้อและภาษีขายเพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างสะดวก</p>
<p><code>          </code>นอกจากนี้ <strong>เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้า</strong>ก็ยังมีหน้าที่ในการจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ หรือที่เรียกกันว่า <strong>“Stock”</strong> เพื่อนำไปตรวจสอบยืนยันกับรายการซื้อหรือขายตามรายงานภาษีข้างต้น ว่ามีการซื้อหรือขาย และมีสินค้าคงเหลือถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่</p>
<p><code>          </code><strong>3.4 หน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มของแต่ละเดือนภาษีต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น สำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการในเดือนภาษีมกราคม 2564 จะต้องนำส่งภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564</p>
<p><code>          </code>ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำส่งคำนวณโดยนำภาษีขายในแต่ละเดือนภาษีหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี<sup>6</sup> หากภาษีขายมากกว่าให้นำส่งต่อกรมสรรพากร แต่หากภาษีซื้อมากกว่าก็มีสิทธิจะนำไปเป็นเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีถัดไป หรือมีสิทธิขอคืนได้จากกรมสรรพากร <strong>ปรากฏตามแผนผัง VAT ดังนี้</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6012" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1.png" alt="" width="916" height="770" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1.png 916w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1-300x252.png 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1-768x646.png 768w" sizes="(max-width: 916px) 100vw, 916px" /></p>
<p><strong><code>     </code>ข้อสังเกต</strong> ในช่วงที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าให้ผู้บริโภคซึ่งราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 50 บาทนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากรก็จะเพิ่มขึ้น 3.50 บาท อันเท่ากับร้อยละ 7 ของ 50 บาทซึ่งเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของราคาสินค้านั่นเอง</p>
<p><code>     </code>นอกจากนี้ หากมีการขายสินค้าต่อไปเรื่อย ๆ กรมสรรพากรก็จะได้รับภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วกรมสรรพากรจะได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มในจำนวนร้อยละ 7 ของมูลค่าสินค้าที่ขายให้กับผู้บริโภคลำดับสุดท้าย</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<p><code>     </code>นาย จ. เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายเสื้อผ้าในประเทศไทย โดยซื้อสินค้ามาในราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วตัวละ 107 บาท (ค่าสินค้า 100 บาท ภาษีซื้อ 7 บาท) และต้องการขายสินค้าโดยมีกำไรตัวละ 50 บาท ดังนั้น นาย จ. จึงต้องตั้งราคาขายที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วตัวละ 160.50 บาท (ค่าสินค้า 150 บาท ภาษีขาย 10.50 บาท)</p>
<p><code>     </code>จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่า นาย จ. จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรจำนวน 3.50 บาท (ภาษีขาย 10.50 บาท – ภาษีซื้อ 7 บาท) และ<strong>จะมีกำไรจากการขายสินค้า 50 บาท ตามที่ตั้งไว้</strong></p>
<p><code>     </code>แต่อย่างไรก็ตาม หากนาย จ. <strong>นำภาษีซื้อต้องห้ามมาใช้</strong>นาย จ. ก็จะไม่สามารถนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้ นาย จ. จึงต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรเป็นเงินจำนวน 10.50 บาท (ภาษีขาย 10.50 บาท – ภาษีซื้อ 0 บาท) ดังนั้น นาย จ. <strong>จะเหลือกำไรเพียง 43 บาท</strong> (160.50 (ราคาขายรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) – 107 (ต้นทุนสินค้า) – 10.50 (ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง)) เท่านั้น</p>
<p><code>     </code>หรือหากนาย จ. <strong>ไม่เข้าใจในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong> โดยขายสินค้าไปในราคาที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มตัวละ 150 บาท (ค่าสินค้า 140.19 บาท ภาษีขาย 9.81 บาท ) นาย จ. <strong>ก็จะเหลือกำไรเพียงตัวละ 40.19 บาท</strong> เท่านั้น</p>
<p><code>     </code>มาถึงตรงนี้ ทางผู้เขียนหวังว่าท่านผู้อ่านและผู้ประกอบการจะตระหนักเห็นถึงความสำคัญในการทำความเข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และเริ่มเข้าใจในขั้นตอน สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่รายละเอียดทั้งในส่วนของลักษณะของใบกำกับภาษีปลอม ผลของการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ และแนวทางแก้ไขเมื่อนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ ซึ่งจะนำเสนอให้ติดตามในตอนต่อไป</p>
<p><sup>1</sup>มาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>2</sup>มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>3</sup>มาตรา 82/4 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>4</sup>มาตรา 82/4 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>5</sup>มาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>6</sup>มาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p style="text-align: center">วรินทร สะรุโณ<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
3 กุมภาพันธ์ 2564</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9785<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6002">ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>Update!!! กฎหมาย Transfer Pricing กรณียื่นแบบ Disclosure form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2563 เป็นต้นไป</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/5987</link>
				<pubDate>Thu, 28 Jan 2021 07:19:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[นภัทร วงศ์ลิมปิยะรัตน์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเผยแพร่]]></category>
		<category><![CDATA[Transfer Pricing]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5987</guid>
				<description><![CDATA[<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับการยื่นแบบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/5987">Update!!! กฎหมาย Transfer Pricing กรณียื่นแบบ Disclosure form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2563 เป็นต้นไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับการยื่นแบบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี</strong> ที่ประกาศเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับการยื่นแบบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี หรือ Disclosure form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2563 เป็นต้นไป โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้</p>
<p>1. แต่เดิมบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถยื่น Disclosure form ได้ทั้งในรูปแบบกระดาษ และผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ปัจจุบัน กฎหมายวางแนวทางให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ยื่น Disclosure form ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากรเป็นหลัก โดยสามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้</p>
<p>1.1 ยื่นแบบ Disclosure form ทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร <a href="https://www.rd.go.th/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">www.rd.go.th</a> โดยตรง ผ่านการ log in โดยใช้ชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ที่ได้รับจากการลงทะเบียนเข้าใช้ระบบของกรมสรรพากร</p>
<p>1.2 ยื่นแบบ Disclosure form ทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร <a href="https://www.rd.go.th/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">www.rd.go.th</a> ผ่านระบบบริการ Tax Single Sign On ของกระทรวงการคลัง <a href="https://etax.mof.go.th" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://etax.mof.go.th</a> โดยใช้ชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ที่ได้รับจากการลงทะเบียนเข้าใช้ระบบบริการ Tax Single Sign On ของกระทรวงการคลัง</p>
<p><code>     </code>ทั้งนี้ การยื่นแบบ Disclosure form จะสมบูรณ์ต่อเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับหมายเลขอ้างอิงการยื่นแบบ จากระบบการยื่นแบบ Disclosure form</p>
<p>2. ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร จนไม่สามารถดำเนินการตามข้อ 1. ได้ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นแบบ Disclosure form โดยใช้แบบที่พิมพ์จากระบบทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร <a href="https://www.rd.go.th/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">www.rd.go.th</a> พร้อมทั้งแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรถึงเหตุอันสมควรจนไม่สามารถดำเนินการได้ พร้อมการยื่นแบบรายงานดังกล่าว ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งอยู่</p>
<p><code>     </code>ทั้งนี้ การยื่นแบบ Disclosure form ตามวิธีการข้อ 2. นี้จะสมบูรณ์ต่อเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับใบรับการยื่นแบบรายงานนั้นจากกรมสรรพากร</p>
<p>ที่มา <a href="https://bit.ly/3t4V1ks" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3t4V1ks</a></p>
<p>นภัทร วงศ์ลิมปิยะรัตน์<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/5987">Update!!! กฎหมาย Transfer Pricing กรณียื่นแบบ Disclosure form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2563 เป็นต้นไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 2 ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5817</link>
				<pubDate>Wed, 26 Aug 2020 08:16:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[สกาวบุญ คุณสุข]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ขอคืนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ขอคืนภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5817</guid>
				<description><![CDATA[<p>สกาวบุญ คุณสุข บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด      ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องการขอคืนภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไปแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5817">การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 2 ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">สกาวบุญ คุณสุข<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p><code>     </code>ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่อง<strong><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5712" target="_blank" rel="noopener noreferrer">การขอคืนภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล</a></strong>ไปแล้ว ในตอนนี้เราจึงมาว่ากันต่อในเรื่องการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ</p>
<p><code>     </code>ในการดำเนินการทางภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะของผู้ประกอบกิจการ อาจมีกรณีที่ผู้ประกอบกิจการเสียภาษีเกินไปกว่าที่ต้องเสีย นำส่งภาษีไว้เกิน หรือเสียภาษีไปโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ดังนั้น กรมสรรพากรจึงมีมาตรการในการคืนภาษีอากรให้แก่บุคคลดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร โดยผู้เขียนได้สรุปหลักเกณฑ์ในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 84/1และ 84/2 แห่งประมวลรัษฎากร และการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/11 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้</p>
<p><strong>การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong></p>
<p><strong>1. ผู้ที่มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong></p>
<p><code>     </code>ในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ผู้ที่มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งมีเหตุให้ขอคืนภาษีได้ดังนี้</p>
<p><code>     </code>1.1 มีเครดิตภาษีเหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษี<br />
<code>     </code>1.2 เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เกิน ผิด หรือ ซ้ำ<br />
<code>     </code>1.3 มีหน้าที่นำส่งภาษีโดยได้นำส่งภาษีไว้เกิน ผิด หรือ ซ้ำ<br />
<code>     </code>1.4 ไม่มีหน้าที่เสียภาษีแต่ได้ชำระภาษีไว้</p>
<p><strong>2. วิธีการขอคืนภาษีอากร</strong></p>
<p><code>     </code>ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม อาจขอคืนภาษีด้วยวิธีการดังต่อไปนี้</p>
<p><code>     </code>2.1 ยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร (“ภ.พ.30”) โดยลงลายมือชื่อในช่อง “การขอคืนภาษี” เพื่อใช้เป็นคำร้องในการขอคืนภาษี ในกรณีดังนี้<br />
<code>          </code>1) กรณีมีภาษีที่ชำระเกินในแต่ละเดือนภาษี และไม่ประสงค์จะใช้เครดิตภาษีในเดือนภาษีถัดไป<br />
<code>          </code>2) กรณีมีภาษีที่ชำระเกินตามการยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม เนื่องจากยื่นแบบ ภ.พ.30 ไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน<sup>1</sup> เช่น ยื่นแบบ ภ.พ.30 โดยที่แสดงยอดซื้อหรือภาษีซื้อไว้ขาด แสดงยอดขายหรือภาษีขายไว้เกิน<br />
<code>     </code>2.2 ยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามแบบคำร้องขอคืนภาษีอากร (“ค. 10”) ในกรณีดังนี้<br />
<code>          </code>1) กรณีมีภาษีที่ชำระเกินในเดือนภาษี แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่อง “การขอคืนภาษี” ตามแบบแสดงรายการภาษี ภ.พ.30 และไม่ได้นำภาษีชำระเกินนั้นไปใช้เครดิตภาษีในเดือนถัดไป<br />
<code>          </code>2) กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำเดือนภาษี โดยที่แสดงภาษีขายไว้เกินและ/หรือแสดงภาษีซื้อไว้ขาด โดยยอดขายและยอดซื้อถูกต้อง<br />
<code>          </code>3) กรณีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีจากยอดรายรับ หรือเป็นผู้นำส่งภาษี ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำเดือนภาษีและชำระภาษีไว้ซ้ำ</p>
<p><strong>3. กำหนดเวลายื่นขอคืนภาษี</strong></p>
<p><code>     </code>ในการยื่นคำร้องขอคืนภาษี มาตรา 84/1 และ 84/2 แห่งประมวลรัษฎากรได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ดังนี้</p>
<p><code>     </code>3.1 กรณีการขายสินค้าหรือการให้บริการ<br />
<code>          </code>1) การขายสินค้าหรือการให้บริการซึ่งผู้ประกอบการอาจยื่นคำร้องขอคืนภาษีพร้อมกับภ.พ.30 ตามข้อ 2.1 ได้ แต่ไม่ได้ยื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามแบบค.10 ได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น<sup>2</sup><br />
<code>          </code>2) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีอื่น เช่น บริษัท A เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ขายสินค้าและได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว แต่มีเหตุที่จะต้องได้ภาษีคืนเพราะบริษัท A ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้านั้น กรณีนี้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ได้ชำระภาษี<sup>3</sup><br />
<code>     </code>3.2 กรณีนําเข้า ผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตามกฎหมายศุลกากรหรือเป็นคดีในศาล ให้ยื่นคําร้องภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคําวินิจฉัยข้อโต้แย้งอากรขาเข้าเป็นหนังสือ หรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลซึ่งคดีถึงที่สุด<sup>4</sup></p>
<p><strong>การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ</strong></p>
<p><code>     </code>สำหรับการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/11 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ผู้ประกอบกิจการที่มีหน้าที่เสียภาษีซึ่งได้ชำระภาษีไว้เกินหรือผิด หรือซ้ำ หรือผู้ไม่มีหน้าที่เสียภาษีแต่ได้ชำระภาษีไว้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีภายใน 3 ปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี โดยยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามแบบ ค.10</p>
<p><code>     </code>ในตอนสุดท้าย ผู้เขียนจะนำเสนอเรื่องการขอคืนเงินอากร/อากรแสตมป์ โดยจะมีเนื้อหา และหลักเกณฑ์อย่างไรบ้างนั้น ท่านสามารถติดตามได้ในตอนต่อไปค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p><sup>3</sup>มาตรา 84/1(2) แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>4</sup>มาตรา 84/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5817">การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 2 ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 4</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5719</link>
				<pubDate>Tue, 30 Jun 2020 07:58:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5719</guid>
				<description><![CDATA[<p>วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด ตอนที่ 4 หลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5719">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p><u>ตอนที่ 4 หลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</u></p>
<p><code>     </code>จากตอนที่ 1-3 ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษี วิธีการและตัวอย่างในการคำนวณภาษี และสิทธิประโยชน์สำหรับการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามลำดับนั้น ในตอนนี้จะเป็นการกล่าวถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแต่ละประเภทว่าจะพิจารณาอย่างไร หากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประสงค์จะประกอบเกษตรกรรม หรือใช้เป็นที่อยู่อาศัย หรือใช้ประโยชน์อื่น ๆ จะต้องทำอย่างไร มีความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะได้รับการพิจารณาว่าจะเข้าลักษณะที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพหรือไม่ ดังนี้</p>
<p><code>     </code><strong>1. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม</strong></p>
<p><code>       </code>การใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในการประกอบเกษตรกรรมนั้น จะ<strong>พิจารณาจากสภาพการใช้ประโยชน์</strong>บนที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง<u>ตามจริง</u> หากเป็นการประกอบการเกษตรตามความหมายในระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริโภค จำหน่าย หรือใช้งานในฟาร์มแล้วให้ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม ทั้งนี้ เว้นแต่การทำการประมงและการทอผ้า</p>
<p><code>       </code>ในส่วนของพื้นที่ต่อเนื่องของพื้นที่หลักที่ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม <strong>หากไม่เกินกึ่งหนึ่งของพื้นที่หลัก</strong> ให้ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรมด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ</p>
<p><code>       </code>อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ต่อเนื่องที่ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรมทับซ้อนกับพื้นที่ต่อเนื่องที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้ถือว่าพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม ดังจะเห็นได้ว่า จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการเสียภาษีในอัตราการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรมซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย</p>
<p><code>       </code>ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ทั้งการปลูกพืชก็ดี เลี้ยงสัตว์ก็ดี ให้เป็นไปตามอัตราขั้นต่ำ ตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ลงวันที่ 30 มกราคม 2563</p>
<p><code>     </code><strong>2. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย</strong></p>
<p><code>       </code>การใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยนั้น จะ<strong>พิจารณาจากสภาพการใช้ประโยชน์</strong>บนที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง<u>ตามจริง</u> หากมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ทั้งที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือปรับปรุง ต่อเติม ให้ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เว้นแต่กรณี ดังนี้</p>
<p><code>       </code>2.1 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่สร้างเพื่อขายตามกฎหมายจัดสรรที่ดิน หรืออาคารชุด<br />
<code>       </code>2.2 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการโรงแรม หรือผู้ให้บริการเป็นที่พักชั่วคราวโดยมีค่าตอบแทน นอกจากการคิดค่าตอบแทนเป็นรายเดือนขึ้นไปหรือโฮมสเตย์<br />
<code>       </code>2.3 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่รอการขายของสถาบันการเงิน หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์</p>
<p><code>     </code><strong>3. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่น</strong></p>
<p><code>       </code>กรณีหากปรากฏว่าไม่เข้าลักษณะเป็นการใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบเกษตรกรรม หรือเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย จะเข้าลักษณะเป็นการใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น ใช้เพื่อประกอบกิจการ หรือเป็นสำนักงาน เป็นต้น</p>
<p><code>     </code><strong>4. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ</strong></p>
<p><code>       </code>ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพนั้น พิจารณาจากสภาพของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิประเทศ ความลาดชันของพื้นที่ สภาพดิน และการทำประโยชน์ของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบริเวณใกล้เคียง หากสามารถใช้ประโยชน์ได้แต่<u>ไม่มีการทำประโยชน์</u>หรือทิ้งร้างไว้ หรือ<u>ใช้ประโยชน์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์</u>การทำประโยชน์ <u>หรือไม่เหมาะกับสภาพที่ดิน</u>ดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแล้วแต่กรณี</p>
<p><code>       </code>ด้วยเหตุนี้ <u>หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าได้มีการซื้อที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมา โดยที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมสังคมเมือง หรือย่านชุมชน หรือย่านเศรษฐกิจ แต่ใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมดังกล่าว กรณีมีความเสี่ยงที่จะถูกประเมินว่าเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ</u></p>
<p><code>       </code>นอกจากนี้ ตามที่ได้มีการขยายระยะเวลาการดำเนินการตามกฎหมายสำหรับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับปีภาษี 2563 นั้น ทำให้จากเดิมที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องส่งแบบประเมินภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีและผู้เสียภาษีต้องชำระภายในเดือนเมษายนของปี ได้ถูกขยายออกไปโดยต้องส่งแบบประเมินภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีภายในเดือนมิถุนายน 2563 และผู้เสียภาษี<strong>มีหน้าที่ต้องชำระภาษีภายในเดือนสิงหาคม 2563</strong> ให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไป</p>
<p><code>       </code>อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียภาษีไม่อาจชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในคราวเดียวได้ทั้งหมด อาจยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีเป็นงวด งวดละเท่า ๆ กันก็ได้ ดังนี้</p>
<p><code>         </code><strong>งวดที่ 1</strong> ชำระภายในเดือนเมษายนของปี แต่สำหรับปีภาษี 2563 ขยายเป็นชำระภายในเดือนสิงหาคม 2563<br />
<code>         </code><strong>งวดที่ 2</strong> ชำระภายในเดือนพฤษภาคมของปี แต่สำหรับปีภาษี 2563 ขยายเป็นชำระภายในเดือนกันยายน 2563<br />
<code>         </code><strong>งวดที่ 3</strong> ชำระภายในเดือนมิถุนายนของปี แต่สำหรับปีภาษี 2563 ขยายเป็นชำระภายในเดือนตุลาคม 2563</p>
<p><code>       </code>ทั้งนี้ สำหรับกรณีที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้วแต่ไม่ชำระภาษีตามกำหนดเวลา จะมีโทษอย่างไร หรือหากไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งการประเมิน แล้วต้องการคัดค้านหรืออุทธรณ์จะต้องทำอย่างไรนั้น ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5719">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 3</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5623</link>
				<pubDate>Thu, 26 Mar 2020 01:02:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5623</guid>
				<description><![CDATA[<p>วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด ตอนที่ 3 สิทธิประโยชน์ทางภาษี จากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์แ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5623">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p><strong><u>ตอนที่ 3 สิทธิประโยชน์ทางภาษี</u></strong></p>
<p>จากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์และตัวอย่างในการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไว้นั้น ในตอนนี้จะเป็นการกล่าวถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งการยกเว้นฐานภาษี และการบรรเทาภาระภาษี สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์แต่ละประเภท ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p><strong>1. สิทธิประโยชน์ถาวร</strong></p>
<p>1.1 ยกเว้นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่บุคคลธรรมดาใช้ประกอบเกษตรกรรม ในแต่ละเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขตละ 50 ล้านบาท<sup>1</sup> โดยถือว่าที่ดินที่มีโฉนดติดกันเป็นที่ดิน 1 แปลง และให้นำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในแต่ละเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีมูลค่าสูงสุดมาหักยกเว้นก่อนตามลำดับ จากนั้นนำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เหลือไปคำนวณภาษีภายใต้หลัก <strong>&#8220;*รวมแปลงลดหย่อน แยกแปลงคำนวณ&#8221;</strong> เช่น</p>
<p>&#8211; นาย A เป็นเจ้าของที่ดิน ที่ใช้ในการประกอบเกษตรกรรมในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก. จำนวน 4 แปลง ดังนี้</p>
<p><code>     </code>แปลงที่ 1 ที่ดิน 3 โฉนด มูลค่ารวม 30 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 2 ที่ดิน 2 โฉนด มูลค่ารวม 15 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 3 ที่ดิน 2 โฉนด มูลค่ารวม 10 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 4 ที่ดิน 1 โฉนด มูลค่ารวม 5 ล้านบาท</p>
<p>สรุป นาย A มีที่ดินในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก. รวมทั้งสิ้น จำนวน 60 ล้านบาท* นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 50 ล้านบาทแรก ส่วนที่เกินจาก 50 ล้านบาทต้องนำไปเสียภาษีโดยแยกคำนวณรายแปลง* ดังนี้</p>
<p><code>     </code>แปลงที่ 1 – 2 ได้รับยกเว้นทั้งแปลง รวม 45 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 3 ได้รับยกเว้น 5 ล้านบาท (รวมกับ 2 แปลงแรก ได้รับยกเว้นครบ 50 ล้านบาทแล้ว) และในส่วนที่เหลือ 5 ล้านบาท นำไปคูณอัตราภาษีร้อยละ 0.01 เท่ากับ 500 บาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 4 จำนวน 5 ล้านบาท นำไปคูณอัตราภาษีร้อยละ 0.01 เท่ากับ 500 บาท</p>
<p>สรุป นาย A ต้องเสียภาษีสำหรับที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรมในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก. รวม 1,000 บาท</p>
<p>&#8211; นาย A เป็นเจ้าของที่ดิน ที่ใช้ในการประกอบเกษตรกรรมในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข. อีกจำนวน 3 แปลง ดังนี้</p>
<p><code>     </code>แปลงที่ 1 ที่ดิน 1 โฉนดมูลค่ารวม 10 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 2 ที่ดิน 2 โฉนดมูลค่ารวม 15 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 3 ที่ดิน 3 โฉนดมูลค่ารวม 10 ล้านบาท</p>
<p>สรุป นาย A มีที่ดินในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข. รวมทั้งสิ้น จำนวน 35 ล้านบาท นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 50 ล้านบาทแรก จึงไม่มีภาษีที่ต้องเสีย</p>
<p>1.2 ยกเว้นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลังหลัก เป็นจำนวน 50 ล้านบาท<sup>2</sup> เช่น</p>
<p><code>     </code>&#8211; นาย A สร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยบ้านและที่ดินดังกล่าวมีมูลค่ารวมกัน 70 ล้านบาท นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 50 ล้านบาทแรก ส่วนที่เกินจาก 50 ล้านบาทต้องนำไปเสียภาษี</p>
<p>1.3 ยกเว้นมูลค่าของสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลังหลัก เป็นจำนวน 10 ล้านบาท<sup>3</sup> เช่น</p>
<p><code>     </code>&#8211; นาย A สร้างบ้านของตนเองในที่ดินของบุคคลอื่น และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยบ้านหลังดังกล่าวมีมูลค่า 15 ล้านบาท นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 10 ล้านบาทแรก ส่วนที่เกินจาก 10 ล้านบาทต้องนำไปเสียภาษี</p>
<p><strong>2. สิทธิประโยชน์เฉพาะกาล (ชั่วคราว)</strong></p>
<p>2.1 ยกเว้นการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้ประกอบเกษตรกรรม โดยไม่พิจารณามูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นเวลา 3 ปีแรก<sup>4</sup> กล่าวคือ สำหรับการจัดเก็บในปีภาษี 2563-2565<br />
ดังนั้น ในช่วง 3 ปีแรกดังกล่าว ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้ประกอบเกษตรกรรม ไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด และเมื่อพ้นจากช่วง 3 ปีแรกไปแล้ว ให้นำหลักเกณฑ์ตามข้อ 1.1 มาใช้ต่อไป</p>
<p>2.2 บรรเทาภาระภาษีสำหรับจำนวนภาษีที่ต้องชำระในช่วง 3 ปีแรก<sup>5</sup> โดยหากต้องชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวสูงกว่า<strong>ภาษีโรงเรือนและที่ดิน</strong> หรือ<strong>ภาษีบำรุงท้องที่</strong>ในปีก่อน ส่วนต่างระหว่างภาษีดังกล่าวนั้นให้ชำระ ดังนี้</p>
<p><code>     </code>ปีแรก (2563) ชำระ 25% ของส่วนต่าง<br />
<code>     </code>ปีที่สอง (2564) ชำระ 50% ของส่วนต่าง<br />
<code>     </code>ปีที่สาม (2565) ชำระ 75% ของส่วนต่าง</p>
<p>เช่น ในปี 2562 นาย A ต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 100 บาท แต่ในปี 2563 นาย A ต้องชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำนวน 200 บาท เพราะฉะนั้นในปี 2563 นาย A ต้องเสียภาษีเท่ากับภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 100 บาท บวกกับ 25 บาท ( 25% ของ 100 บาท ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างภาษี 2 ประเภท (200 – 100) ดังนั้น นาย A จึงต้องเสียภาษีในปี 2563 เป็นเงินจำนวน 125 บาท</p>
<p><img class="aligncenter size-large wp-image-5622" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-1024x534.png" alt="" width="800" height="417" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-1024x534.png 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-300x156.png 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-768x400.png 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle.png 1193w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>สำหรับการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งได้มีการขยายระยะเวลาการดำเนินการตามกฎหมายออกไปนั้น ทำให้ปัจจุบันยังคงอยู่ในช่วงของการจัดทำบัญชีรายการ<strong>ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong>เพื่อประกาศและจัดส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับผู้เสียภาษีแต่ละรายทราบ โดยจากเดิมให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2562 ขยายออกเป็นภายในเดือนมีนาคม 2563 และขยายระยะเวลาการดำเนินการอื่น ๆ ตามกฎหมาย</p>
<p>หลังจากนั้น ก็จะเป็นช่วงของการประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง <strong>อัตราภาษี</strong> และรายละเอียดอื่น ๆ ที่จำเป็น โดยต้องประกาศให้แล้วเสร็จจากเดิมก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ขยายออกไปเป็นก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2563</p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว แต่ไม่ชำระภาษีตามกำหนดเวลา จะมีโทษอย่างไร หรือหากไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งการประเมิน <strong>แล้วต้องการคัดค้านหรืออุทธรณ์จะต้องทำอย่างไรนั้น</strong> ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p><sup>1</sup> มาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>2</sup> มาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>3</sup> มาตรา 41 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>4</sup> มาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>5</sup> มาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับ<strong>กฎหมายภาษีอากร</strong> สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5623">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610</link>
				<pubDate>Fri, 13 Mar 2020 01:57:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[เมษยา สีลาวรรณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5610</guid>
				<description><![CDATA[<p>เมษยา สีลาวรรณ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด สืบเนื่องจากบทความตอนที่ 1 เรื่อง Update!!!… 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610">Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">เมษยา สีลาวรรณ<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p>สืบเนื่องจากบทความตอนที่ 1 เรื่อง <a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217" target="_blank" rel="noopener noreferrer">Update!!!… 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</a> ที่ผู้เขียนได้นำเสนอไปก่อนหน้าแล้ว ซึ่งหนึ่งในประเด็นร้อนแรงที่ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่หลายบริษัทกำลังดำเนินการจัดเตรียมข้อมูลอยู่นั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องข้อมูลที่ต้องกรอกลงในรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร หรือ Disclosure Form<sup>1</sup> ซึ่งต้องยื่นพร้อม ภ.ง.ด.50 ในอีกไม่กี่เดือนนี้ หลายท่านคงมีความกังวลใจว่า จะกรอกข้อมูลอย่างไร ต้องใช้ข้อมูลส่วนใดบ้าง โดยเฉพาะนักบัญชีที่มีหน้าที่ต้องรวบรวมข้อมูลและยื่นต่อกรมสรรพากร เนื่องจากหากกรอกข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้ว อาจต้องถูกปรับสูงสุดถึง 2 แสนบาท ในครั้งนี้ผู้เขียนจึงขอนำเสนอสิ่งที่ท่านต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form ดังนี้</p>
<p><strong>1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน</strong></p>
<p>ท่านจะต้องกรอกข้อมูลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันกับบริษัทท่านใน Disclosure Form ส่วน ก โดยไม่คำนึงถึงว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น จะมีการทำธุรกรรมกับบริษัทท่านในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 หรือไม่</p>
<p>บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ บริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะดังต่อไปนี้<sup>2</sup></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5612" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1.jpg" alt="" width="800" height="500" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1-300x188.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1-768x480.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>สำหรับการพิจารณาบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 นั้น กรมสรรพากรจะพิจารณาเฉพาะ ลักษณะความสัมพันธ์ตามลักษณะที่ 1 และ 2 เท่านั้น ดังนั้น ท่านจะต้องพิจารณาบริษัทในเครือเดียวกันกับท่านว่า บริษัทดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่</p>
<p>อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาลักษณะความสัมพันธ์ทั้งสองลักษณะนั้น ท่านจะต้องพิจารณาทั้งการถือหุ้น<strong>ทางตรงและทางอ้อม (ย้ำ!!!)</strong> ซึ่งหากบริษัทท่านมีโครงสร้างการถือหุ้นที่ไม่ซับซ้อน หรือมีเพียงการถือหุ้นโดยนิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งทางตรงไม่น้อยกว่า 50% ของทุนทั้งหมด ก็เป็นการง่ายในการพิจารณา สำหรับการกรอก Disclosure Form แต่ในทางกลับกัน หากบริษัทท่านมีโครงสร้างการถือหุ้นหลายชั้นหรือมีความซับซ้อนมาก ท่านจะต้องพิจารณาทั้งการถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมร่วมด้วย ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้</p>
<p><strong>ตัวอย่าง บริษัทที่มีความสัมพันธ์กันกับบริษัท ก</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5647" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1.jpg" alt="" width="1024" height="423" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1-300x124.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1-768x317.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า การพิจารณาความสัมพันธ์ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน มีความสำคัญมากในการวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูล ท่านจึงต้องพิจารณาข้อมูลสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทท่านและบริษัทในเครือเดียวกันอย่างละเอียดทั้งที่เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทยและต่างประเทศ และไล่สายจนสุดความสัมพันธ์ทุกชั้น ซึ่งอาจจะต้องให้เวลาในการพิจารณาส่วนนี้พอสมควรทีเดียว แต่อย่างไรก็ดีข้อมูลบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ที่ท่านจัดเตรียมนี้ ท่านสามารถนำไปเป็นฐานข้อมูลในการกรอก Disclosure Form ในปีต่อๆ ไป รวมถึงสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำเอกสาร / หลักฐานสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างกัน (TP Document) ได้ด้วย โดยไม่จำต้องจัดเตรียมซ้ำซ้อนหลายคราว เพียงแต่ท่านจะต้องรวบรวมเอกสาร/ข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการจัดทำเอกสาร / หลักฐานที่กฎหมายจะประกาศต่อไป</p>
<p><strong>2. มูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี</strong></p>
<p>เมื่อท่านพิจารณาได้แล้วว่า บริษัทในเครือเดียวกันบริษัทใดบ้างที่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ส่วนที่ท่านต้องจัดเตรียมข้อมูลต่อไปคือ การรวบรวมมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี 2562 กรณีที่บริษัทมีการทำธุรกรรมกับบริษัทในเครือเดียวกัน ซึ่งท่านต้องกรอกข้อมูลในส่วน ข ของ Disclosure Form โดยข้อมูลที่ท่านต้องรวบรวมมีรายการดังต่อไปนี้</p>
<p>2.1 รายได้โดยตรงจากการประกอบกิจการ<br />
2.2 รายได้อื่น<br />
2.3 ซื้อวัตถุดิบ/สินค้า<br />
2.4 ซื้อที่ดินอาคารและอุปกรณ์<br />
2.5 รายจ่ายอื่น เช่น ค่าสิทธิ ค่านายหน้า ดอกเบี้ยจ่าย เป็นต้น<br />
2.6 จำนวนเงินกู้ยืม ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี<br />
2.7 จำนวนเงินให้กู้ยืม ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี</p>
<p>ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในคำอธิบายประกอบการกรอกแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (Disclosure Form) ที่ <a href="https://bit.ly/2IHRenb" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2IHRenb</a></p>
<p>จากที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้น น่าจะพอเป็นแนวทางให้กับท่านในการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการจัดทำ <strong>Disclosure Form</strong> ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 นี้ ส่วนข้อมูลที่ท่านต้องจัดเตรียมในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป จะต้องติดตามกฎหมายและแนวทางของ<strong>กรมสรรพากร</strong>และผู้เขียนจะอัพเดตข้อมูลให้ท่านทราบต่อไป</p>
<hr />
<p><sup>1</sup>ตามมาตรา 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>2</sup>ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับ<strong>กฎหมายภาษีอากร</strong> สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9716<br />
Email: maysayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610">Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 22 Jan 2020 02:20:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5486</guid>
				<description><![CDATA[<p>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2 วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</strong></p>
<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p><strong>ตอนที่ 2 การคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong></p>
<p>จากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บ<strong>ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong>ไว้นั้น ในตอนนี้จะเป็นการนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายดังกล่าวที่อาจจะอ่านแล้วเข้าใจยาก มาลองคำนวณเพื่อเป็นตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น และเพื่อให้ผู้อ่านได้ลองปฏิบัติตามเพื่อหามูลค่าภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p>ตามที่พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 กำหนดให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ดังนั้น ในการคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินที่ต้องเสีย<strong>ภาษี</strong>จึงต้องคำนวณจากทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยการนำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) คูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังนี้</p>
<p><strong>1. การคำนวณมูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี)</strong></p>
<p>ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินต่อตารางวา คูณด้วยพื้นที่ดินทั้งแปลง จะได้เป็นมูลค่าของที่ดินทั้งแปลง ทั้งนี้ หากที่ดินหลายแปลงเป็นของเจ้าของคนเดียวกันและอยู่ติดกัน ให้รวมมูลค่าที่ดินแต่ละแปลงที่ติดกันเสมือนเป็นแปลงเดียวกัน เช่น<br />
นาย ก. มีที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ดิน 1 ไร่ (400 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 5,000 บาท คำนวณมูลค่าของที่ดิน (ฐานภาษี) ได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น ที่ดินดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 2,000,000 บาท</p>
<p><strong>2. การคำนวณมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี)</strong></p>
<p>ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของสิ่งปลูกสร้างต่อตารางเมตร คูณด้วยพื้นที่ใช้สอย หักด้วยค่าเสื่อมราคา จะได้เป็นมูลค่าของสิ่งปลูกสร้าง เช่น<br />
นาย ก. มีบ้านไม้ 1 หลัง พื้นที่ 300 ตารางเมตร ปลูกสร้างมาแล้ว 10 ปี ราคาประเมินตารางเมตรละ 10,000 บาท คำนวณมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) ได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>พื้นที่ใช้สอย คูณด้วยราคาประเมิน = 300 x 10,000 = 3,000,000</li>
<li>ปลูกสร้างมาแล้ว 10 ปี หักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 40 คิดมูลค่าที่เหลือเพียงร้อยละ 60 = 3,000,000 x 0.6 = 1,800,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 1,800,000 บาท</p>
<p>จากการคำนวณมูลค่าของที่ดิน ตามข้อ 1. และสิ่งปลูกสร้าง ตามข้อ 2. ดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่ามีมูลค่าฐานภาษีที่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีจำนวน 2,000,000 + 1,800,000 = 3,800,000 บาท</p>
<p><strong>3. การคำนวณจำนวนภาษีที่ต้องชำระ</strong></p>
<p>การคำนวณภาษี คำนวณโดยนำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) คูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังกล่าวข้างต้น เช่น<br />
กรณีหากปรากฏว่า ส่วนของตัวบ้านได้ตั้งอยู่บนที่ดินตามข้อ 1. โดยมีบริเวณที่ใช้ปลูกบ้านและเป็นที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องรวม 400 ตารางวา (ทั้งแปลง) และใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยโดยมีชื่อในทะเบียนบ้าน (บ้านหลังหลัก) จะคำนวณภาษีที่ต้องชำระได้ ดังนี้<br />
มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (บ้านหลังหลัก) = 3,800,000 x 0.0003 (ร้อยละ 0.03)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ = 1,140 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านหลังหลัก ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) 50 ล้านบาทแรก เมื่อนาย ก. มีมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมไม่เกิน 50 ล้านบาท จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>4. การคำนวณมูลค่าที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์หลายประเภท</strong></p>
<p>กรณีที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์หลายประเภทนั้น จะต้องคำนวณภาษีตามส่วนของการใช้ประโยชน์แต่ละประเภท ดังนี้</p>
<p>4.1 นาย ก. มีที่ดิน 3 แปลง ซึ่งอยู่ติดกัน ดังนี้</p>
<ul>
<li>แปลงที่ 1 เนื้อที่ดิน 1 ไร่ (400 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 5,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 2 เนื้อที่ดิน 3 ไร่ (1,200 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 10,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 1,200 x 10,000 = 12,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 10 ไร่ (4,000 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 4,000 x 12,000 = 48,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ทั้งนี้ เนื่องจากเข้าลักษณะเป็นที่ดินหลายแปลงของเจ้าของคนเดียวกันและอยู่ติดกัน จึงต้องรวมมูลค่าที่ดินแต่ละแปลงที่ติดกันเสมือนเป็นแปลงเดียวกัน</p>
<p>ดังนั้น ที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 2,000,000 + 12,000,000 + 48,000,000 = 62,000,000 บาท</p>
<p>4.2 นาย ก. มีบ้านไม้ 1 หลัง ตั้งอยู่บนที่ดินแปลง ที่ 1 ตามข้อ 2. ซึ่งมีมูลค่า (ฐานภาษี) จำนวน 1,800,000 บาท</p>
<p>4.3 นาย ก. ใช้ที่ดินแปลงที่ 2 ทั้งจำนวน 3 ไร่ และแปลงที่ 3 อีกจำนวน 2 ไร่ เพื่อประกอบเกษตรกรรม โดยขุดสระน้ำเลี้ยงปลา ปลูกพืชสวน และทำปศุสัตว์</p>
<p>4.4 นาย ก. ใช้ที่ดินแปลงที่ 3 จำนวน 8 ไร่ เพื่อสร้างอาคารและให้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ โดยอาคารดังกล่าวมีจำนวน 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยชั้นละ 1,000 ตารางเมตร ราคาประเมินตารางเมตรละ 1,500 บาท และก่อสร้างมาแล้ว 15 ปี</p>
<p>จากข้อเท็จจริงเมื่อปรากฏว่าที่ดินซึ่งติดต่อกันเป็นแปลงเดียวนั้น ได้มีการใช้ประโยชน์หลายประเภท ในการคำนวณภาษีจึงต้องแยกส่วนของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามการใช้ประโยชน์ เพื่อให้ได้มูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) แต่ละส่วนตามการใช้ประโยชน์ แล้วคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังนี้</p>
<p><strong>1. คำนวณมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี)</strong></p>
<p><strong>1.1 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัย</strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 1 (ทั้งแปลง) มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
<li>บ้านไม้ 1 หลัง มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) = 3,000,000 x 0.6 = 1,800,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยจึงมีจำนวน 2,000,000 + 1,800,000 = 3,800,000 บาท</p>
<p><strong>1.2 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม</strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 2 (ทั้งแปลง) มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 1,200 x 10,000 = 12,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 2 ไร่ (800 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 800 x 12,000 = 9,600,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ประกอบเกษตรกรรมจึงมีจำนวน 12,000,000 + 9,600,000 = 21,600,000 บาท</p>
<p><strong>1.3 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ </strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 8 ไร่ (3,200 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 3,200 x 12,000 = 38,400,000 บาท</li>
<li>อาคารให้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ โดยอาคารดังกล่าวมีจำนวน 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยชั้นละ 1,000 ตารางเมตร และก่อสร้างมาแล้ว 15 ปี<br />
พื้นที่ใช้สอย 1,000 x 5 = 5,000 คูณด้วยราคาประเมิน = 5,000 x 15,000 = 75,000,000</li>
<li>ปลูกสร้างมาแล้ว 15 ปี หักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 20 คิดมูลค่าที่เหลือเพียงร้อยละ 80 = 75,000,000 x 0.8 = 60,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์อื่น ๆ จึงมีจำนวน 38,400,000 + 60,000,000= 98,400,000 บาท</p>
<p><strong>2. คำนวณจำนวนภาษีที่ต้องชำระ</strong></p>
<p><strong>2.1 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัย</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (บ้านหลังหลัก) = 3,800,000 x 0.0003 (ร้อยละ 0.03)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ = 1,140 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านหลังหลัก ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) 50 ล้านบาทแรก เมื่อนาย ก. มีมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมไม่เกิน 50 ล้านบาท จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>2.2 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี<code>     </code>= 21,600,000 x 0.0001 (ร้อยละ 0.01)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ<code>                      </code>= 2,160 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม ใน 3 ปีแรก ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาที่ใช้เพื่อประกอบเกษตรกรรม ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) ทั้งหมด จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>2.3 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (อัตราก้าวหน้า)<br />
50,000,000 x 0.003 (ร้อยละ 0.3) = 150,000 บาท<br />
48,400,000 x 0.004 (ร้อยละ 0.4) = 193,600 บาท<br />
ภาษีที่ต้องชำระ <code>             </code>= 343,600 บาท</p>
<p>ดังนั้น ที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าวจึงต้องเสียภาษีทั้งหมด เป็นเงินจำนวน 343,600 บาท</p>
<p>สำหรับการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลังจากจัดทำและแจ้งบัญชีรายการทรัพย์สินแล้ว ก็จะมีการคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว แล้วแจ้งการประเมินภาษีมายังผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งหากได้รับแจ้งการประเมินมาแล้ว ก็ลองนำหลักเกณฑ์การคำนวณดังกล่าวไปลองคำนวณว่าตรงกับหนังสือแจ้งการประเมิน และข้อเท็จจริงทั้งเนื้อที่และลักษณะการใช้ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งหากพบว่าไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์การคำนวณดังกล่าวข้างต้น อันทำให้เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องเสียภาษีไม่ถูกต้อง ก็สามารถดำเนินการยื่นคำร้องเพื่อขอแก้ไขให้ถูกต้องได้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน</p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไร และจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และหากมีการคัดค้านแล้วมีคำสั่งออกมาแต่ยังไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไรนั้น ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับ<strong>กฎหมายภาษีอากร</strong> สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>หลักเกณฑ์การยกเว้นเงินได้สำหรับการจ่ายเบี้ยประกันภัย ตั้งแต่ปีภาษี 2563 เป็นต้นไป</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5377</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5377#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 14 Jan 2020 09:03:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[สกาวบุญ คุณสุข]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ประมวลรัษฎากร]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา]]></category>
		<category><![CDATA[เบี้ยประกันภัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5377</guid>
				<description><![CDATA[<p>หลักเกณฑ์การยกเว้นเงินได้สำหรับการจ่ายเบี้ยประกันภัย ตั้งแต่ปีภาษี 2563 เป็นต้นไป สกาวบุญ คุณสุข บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด ประมวลรัษฎ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5377">หลักเกณฑ์การยกเว้นเงินได้สำหรับการจ่ายเบี้ยประกันภัย ตั้งแต่ปีภาษี 2563 เป็นต้นไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>หลักเกณฑ์การยกเว้นเงินได้สำหรับการจ่ายเบี้ยประกันภัย ตั้งแต่ปีภาษี 2563 เป็นต้นไป</strong></p>
<p style="text-align: right;">สกาวบุญ คุณสุข<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p><strong>ประมวลรัษฎากร</strong>กำหนดหลักเกณฑ์บรรเทาภาระ<strong>ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</strong> โดยการกำหนดให้สามารถนำค่า<strong>เบี้ยประกันภัย</strong>ที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายไปมาหักเป็นค่าลดหย่อน และยกเว้นภาษีโดยการนำมาหักออกจากเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 กรมสรรพากรได้ออกประกาศ1กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการได้สิทธิในการยกเว้นภาษีดังกล่าว โดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้มีเงินได้ต้องแจ้งความประสงค์ที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีต่อผู้รับประกันภัย ทำนองเดียวกันกับการได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากการจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพที่กรมสรรพากรได้มีประกาศ2กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้เงินได้ต้องแจ้งความประสงค์ต่อผู้รับประกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว</p>
<p>เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย จึงขอสรุปเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์สำหรับการจ่ายเบี้ยประกันภัย ดังนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5376" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/table_vat_DLO.jpg" alt="" width="966" height="680" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/table_vat_DLO.jpg 966w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/table_vat_DLO-300x211.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/table_vat_DLO-768x541.jpg 768w" sizes="(max-width: 966px) 100vw, 966px" /></p>
<p>ดังนั้น ผู้มีเงินได้ท่านใดประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้น อย่าลืมแจ้งความประสงค์ไปยังผู้รับประกันหรือผู้รับฝากเงิน มิฉะนั้นจะไม่สามารถนำเบี้ยประกันภัยมาใช้สิทธิในการลดภาระภาษีได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>1 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 360) ถึง (ฉบับที่ 363)<br />
2 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 315)<br />
3 ข้อ 2(76) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร<br />
4 มาตรา 47(ง) แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 2(61) วรรคหนึ่ง แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร<br />
5 ข้อ 2(94) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร<br />
6 ข้อ 2(97) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร<br />
7 ข้อ 2(61) วรรคสอง แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5377">หลักเกณฑ์การยกเว้นเงินได้สำหรับการจ่ายเบี้ยประกันภัย ตั้งแต่ปีภาษี 2563 เป็นต้นไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5377/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 10 Jan 2020 00:31:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[นักท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีมูลค่าเพิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5276</guid>
				<description><![CDATA[<p>ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด เมื่อวันที่  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276">ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</strong></p>
<p style="text-align: right;">อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้ออกกฎหมายสำหรับการขอคืน<strong>ภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong> โดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทาง Application Programming Interface ให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้า โดยให้นักท่องเที่ยวไปขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ง่ายยิ่งขึ้น</p>
<p>จากเดิมที่ผู้ประกอบการจะต้องทำคำร้องเป็นหนังสือ และให้ต้นฉบับแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ที่สนามบินประทับตรารับรอง ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน จากนี้ไป ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตยื่นคำร้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้แล้ว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการทำ <strong>VAT Refund</strong> ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติง่ายดายขึ้น และมีขั้นตอนที่น้อยลง ผู้ประกอบการที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยว อาจใช้ช่องทางนี้เป็นการดึงดูดให้<strong>นักท่องเที่ยว</strong>มาซื้อสินค้าจากตนได้มากขึ้น เพราะการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจะสะดวกมากขึ้น</p>
<p><strong>ผู้ประกอบการจะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้</strong><br />
1. เป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม<br />
2. ไม่เคยมีประวัติเป็นผู้ออกหรือใช้ใบกำกับภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย<br />
3. มีเครื่องมือที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับกรมสรรพากร แบบ Real Time ได้</p>
<p>หากมีคุณสมบัติครบ ก็สามารถยื่นขออนุมัติเพื่อจัดทำคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้เลย</p>
<p><strong>ส่วนวิธีการจัดทำคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีดังนี้</strong><br />
1. ออกใบกำกับภาษีให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมระบุเลขที่หนังสือเดินทางลงในใบกำกับภาษี<br />
2. รับรองรายการสินค้า และจัดทำแบบ ภ.พ.10 ผ่านระบบงานคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว (e-VAT Refund for Tourists)<br />
3. นำส่งแบบคำร้องให้กรมสรรพากรทางอินเตอร์เน็ต ผ่าน Application Programming Interface เพื่อขอหมายเลขอ้างอิง<br />
4. ส่งมอบหลักฐานการนำส่งแบบคำร้องให้นักท่องเที่ยว เพื่อนำไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจรับรองคำร้องต่อไป<br />
รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ : <a href="https://bit.ly/2tFT43K" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2tFT43K</a></p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725 Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276">ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมกราคม 2563</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5265</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5265#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 07 Jan 2020 05:12:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ชิมช้อปใช้]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5265</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 105 เดือนมกราคม 2563 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การให้สิทธิปร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5265">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมกราคม 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
<strong>DLO’S Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 105 เดือนมกราคม 2563</strong></p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p>1. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค<br />
2. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ<br />
3. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริษัทการค้าระหว่างประเทศ<br />
4. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินบริจาคให้แก่โครงการภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม<br />
5. เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา<br />
6. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินได้ให้แก่กองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย<br />
7. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมอาคารและรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนโพดุล พายุโซนร้อนคาจิกิ หรือมรสุมตะวันตกเฉียงใต้</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p>1. มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ “ชิมช้อปใช้”<br />
2. มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง งดหรือลดเบี้ยปรับ และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์<br />
3. มาตรการภาษีสำหรับการบริจาคให้แก่สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ<br />
4. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของ SMEs (มาตรการพี่ช่วยน้อง)<br />
5. มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินชดเชยตามมาตรการส่งเสริมการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ และการนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์</p>
<p><strong>คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5450/2561<br />
ระหว่าง<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>นาย พ.<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>โจทก์<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>กรมสรรพากร<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จำเลย<br />
เรื่อง ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p><strong>1. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 685) พ.ศ. 2562 กำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2545 ดังนี้<br />
1.1 ให้ยกเลิกความใน (3) ของมาตรา 8 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน<br />
“(3) ค่าสิทธิที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือ เฉพาะค่าสิทธิที่เกิดจากผลการวิจัยและพัฒนาที่กระทำาขึ้นในประเทศไทย โดยสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคได้วิจัยและพัฒนาเองหรือผู้อื่นวิจัย และพัฒนา ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด ทั้งนี้ สำหรับค่าสิทธิที่ได้รับก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562”<br />
1.2 ให้ยกเลิกความในมาตรา 10/2 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน<br />
“มาตรา 10/2 ให้สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 10 ได้รับสิทธิลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 8 (1) และ (2) และมาตรา 9 จนถึงรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563”<br />
1.3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสามของมาตรา 11/1<br />
“ให้คนต่างด้าวซึ่งทำงานประจำสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคและยังคงได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ได้รับสิทธิลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562”<br />
1.4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 11/2 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน<br />
“มาตรา 11/2 ให้ลดอัตราภาษีเงินได้ตาม (ก) ของ (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ ให้แก่สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค สำหรับรายได้ที่ได้รับก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ดังต่อไปนี้<br />
(1) รายได้จากการให้บริการของสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคแก่วิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นในประเทศไทย<br />
(2) ดอกเบี้ยที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือ หรือสาขาต่างประเทศของสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค ทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมที่สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคได้กู้มาเพื่อให้กู้ยืมต่อ<br />
(3) ค่าสิทธิที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือ เฉพาะค่าสิทธิที่เกิดจากผลการวิจัยและพัฒนา ที่กระทำขึ้นในประเทศไทย โดยสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคได้วิจัยและพัฒนาเองหรือผู้อื่นวิจัยและพัฒนา<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด”<br />
1.5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 11/3 และมาตรา 11/4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 11/3 และมาตรา 11/4<br />
“มาตรา 11/3 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค สำหรับรายได้ที่ได้จากการให้บริการของสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคแก่วิสาหกิจในเครือที่อยู่ในต่างประเทศ หรือสาขาต่างประเทศของสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค และสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคต้องได้รับรายได้ดังกล่าวก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562<br />
มาตรา 11/4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคที่มีรายได้จากการให้บริการหรือค่าสิทธิตามที่กำหนดในมาตรา 11/2 วรรคสอง สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินปันผลที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค ต้องได้รับเงินปันผลดังกล่าวก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562”<br />
1.6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 11/11 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน<br />
“มาตรา 11/11 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินปันผลที่ได้รับจากสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคตามมาตรา 11/6 (6) ที่จ่ายจากรายได้จากการให้บริการหรือค่าสิทธิตามมาตรา 11/2 และเกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562<br />
เงินปันผลที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่งต้องจ่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563”<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/301DWd6" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/301DWd6</a></p>
<p><strong>2. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 686) พ.ศ. 2562 กำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 586) พ.ศ. 2558 ดังนี้<br />
1. ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา 6<br />
“ให้คนต่างด้าวซึ่งทำงานประจำสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศและยังคงได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ได้รับสิทธิลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562”<br />
2. ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน<br />
“มาตรา 7 ให้ลดอัตราภาษีเงินได้ตาม (ก) ของ (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลแห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ ให้แก่สำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ สำหรับรายได้ที่ได้รับก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ดังต่อไปนี้<br />
(1) รายได้จากการให้บริการด้านการบริหารหรือด้านเทคนิค การให้บริการสนับสนุน หรือการบริหารเงินแก่วิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย<br />
(2) ค่าสิทธิที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย เฉพาะค่าสิทธิที่เกิดจากผลการวิจัยและพัฒนาที่กระทำในประเทศไทย โดยสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศได้วิจัยและพัฒนาเอง หรือจ้างผู้อื่นวิจัยและพัฒนา ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด ทั้งนี้ สำหรับค่าสิทธิที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป”<br />
3. ให้ยกเลิกความในมาตรา 8 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน<br />
“มาตรา 8 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่สำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ สำหรับรายได้ที่ได้รับก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ดังต่อไปนี้<br />
(1) รายได้จากการให้บริการด้านการบริหารหรือด้านเทคนิค การให้บริการสนับสนุน หรือการบริหารเงินแก่วิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ<br />
(2) ค่าสิทธิที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ เฉพาะค่าสิทธิที่เกิดจากผลการวิจัยและพัฒนาที่กระทำขึ้นในประเทศไทย โดยสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศได้วิจัยและพัฒนาเองหรือจ้างผู้อื่นวิจัยและพัฒนา ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดทั้งนี้ สำหรับค่าสิทธิที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป<br />
(3) เงินปันผลที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ<br />
(4) รายได้จากการโอนหุ้นของวิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ทั้งนี้ เฉพาะการโอนหุ้นที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
(5) รายได้จากการจัดซื้อและขายสินค้าในต่างประเทศ โดยสินค้าดังกล่าวมิได้ถูกนำเข้ามา<br />
ในประเทศไทย หรือเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะการผ่านแดนหรือการถ่ายล าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศแก่นิติบุคคลที่ตั้งขึ้น<br />
ตามกฎหมายต่างประเทศที่ได้รับจากหรือในต่างประเทศ”<br />
4. ให้ยกเลิกความในมาตรา 11 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน<br />
“มาตรา 11 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย สำหรับรายได้ดังต่อไปนี้<br />
(1) เงินปันผลที่ได้รับจากสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศตามมาตรา 9 (4) ที่จ่ายจากรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 8 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ ต้องจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563<br />
(2) ดอกเบี้ยที่ได้รับจากสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ ทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมที่สำนักงานใหญ่ข้ามประเทศได้กู้มาเพื่อให้กู้ยืมต่อแก่วิสาหกิจในเครือที่เป็นการบริหารเงิน และต้องได้รับก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562”<br />
5. ให้ยกเลิกความในมาตรา 12 ให้ยกเลิกความในมาตรา 12<br />
“มาตรา 12 ให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่สำนักงานใหญ่ข้ามประเทศที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 9 สำหรับรายรับจากการบริหารเงินให้แก่วิสาหกิจในเครือที่ได้รับก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562”<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/37GriTu" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/37GriTu</a></p>
<p><strong>3. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริษัทการค้าระหว่างประเทศ</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 687) พ.ศ. 2562 กำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 587) พ.ศ. 2558 ดังนี้<br />
1. ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา 6<br />
“ให้คนต่างด้าวซึ่งทำงานประจำบริษัทการค้าระหว่างประเทศและยังคงได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่งได้รับสิทธิลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562”<br />
2. ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน<br />
“มาตรา 7 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทการค้าระหว่างประเทศ สำหรับรายได้จากการจัดซื้อและขายสินค้าในต่างประเทศ โดยสินค้าดังกล่าวมิได้ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย หรือเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะการผ่านแดน หรือการถ่ายลำตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศแก่นิติบุคคลในต่างประเทศที่ได้รับจากหรือในต่างประเทศ ทั้งนี้ บริษัทการค้าระหว่างประเทศต้องได้รับรายได้ดังกล่าวก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562”<br />
3. ให้ยกเลิกความในมาตรา 10 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน<br />
“มาตรา 10 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย สำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทการค้าระหว่างประเทศตามมาตรา 8 (3) ที่จ่ายจากรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 7 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562<br />
เงินปันผลที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่งต้องจ่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563”<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2SY01rA" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2SY01rA</a></p>
<p><strong>4. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินบริจาคให้แก่โครงการภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 688) พ.ศ. 2562 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เป็นจำนวนเงินเท่าที่บริจาคแก่โครงการภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากรแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2FAAoFn" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2FAAoFn</a></p>
<p><strong>5. เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</strong></p>
<p>กฎกระทรวงฉบับที่ 352 (พ.ศ. 2562) กำหนดให้เงินได้พึงประเมินดังนี้ ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา<br />
1. ดอกเบี้ยและรางวัลสลากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ แต่ไม่รวมถึงดอกเบี้ยซึ่งผู้รับมิใช่ผู้ทรงคนแรก ทั้งนี้ สำหรับสลากออมทรัพย์ที่ออกจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป<br />
2. ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทั้งนี้ สำหรับดอกเบี้ยที่คำนวณตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/36tBBKi" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/36tBBKi</a></p>
<p><strong>6. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินได้ให้แก่กองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย</strong></p>
<p>กฎกระทรวงฉบับที่ 353 (พ.ศ. 2562) กำหนดให้ผู้จ่ายซึ่งได้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) อันได้แก่ ดอกเบี้ยเงินพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ให้แก่กองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 15<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2MXjgxi" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2MXjgxi</a></p>
<p><strong>7. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมอาคารและรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนโพดุล พายุโซนร้อนคาจิกิ หรือมรสุมตะวันตกเฉียงใต้</strong></p>
<p>กฎกระทรวงฉบับที่ 354 (พ.ศ. 2562) กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมอาคารและรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนโพดุล พายุโซนร้อนคาจิกิ หรือมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ดังนี้<br />
1. เงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซม หรือค่าวัสดุ หรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมอาคาร หรือทรัพย์สินที่ประกอบติดตั้งกับตัวอาคาร หรือในที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคาร หรือในการซ่อมแซมห้องชุดในอาคารชุด หรือทรัพย์สินที่ประกอบติดตั้งกับห้องชุดในอาคารชุด และจ่ายระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 100,000 บาท<br />
2. กำหนดให้เงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก หรืออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถ และจ่ายระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 30,000 บาท<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/35qPZlf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/35qPZlf</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p><strong>1. มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ “ชิมช้อปใช้”</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ “ชิม<br />
ช้อปใช้” ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2562<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/304CGGd" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/304CGGd</a></p>
<p><strong>2. มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง งดหรือลดเบี้ยปรับ และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง งดหรือลดเบี้ยปรับ และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์ โดยมีสาระสำคัญดังนี้<br />
1. หลักการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง<br />
1.1 กำหนดให้ลดภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 50 ดังต่อไปนี้<br />
1.1.1 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาได้มาทางมรดก โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ทั้งนี้ ต้องได้รับโอนมรดกและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมก่อนวันที่ 13 มีนาคม 2562<br />
1.1.2 ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงผลิตไฟฟ้า และโรงผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ ให้รวมถึงที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นที่ใช้ประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับการผลิตไฟฟ้า<br />
1.2 กำหนดให้ลดภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 90 ดังต่อไปนี้<br />
1.2.1 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นอสังหาริมทรัพย์รอการขายของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น สถาบันการเงินประชาชน บริษัทบริหารสินทรัพย์ เป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของหน่วยงาน<br />
1.2.2 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโครงการจัดสรรเพื่ออยู่อาศัยหรืออุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินเป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินดังกล่าว<br />
1.2.3 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าว<br />
1.2.4 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว<br />
1.2.5 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน กฎหมายว่าด้วยอาคารชุด หรือกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแล้ว ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ขายเป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2562<br />
1.2.6 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในกิจการของสถาบันอุดมศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในกิจการของโรงเรียน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน<br />
1.2.7 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นสถานที่ให้บริการแก่ประชาชนเป็นการทั่วไป ได้แก่ เล่นกีฬา สวนสัตว์ สวนสนุกที่มีเครื่องเล่นที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย<br />
1.2.8 ที่จอดรถของการรถไฟฟ้า ที่ดินที่เป็นลานจอดรถสาธารณะในสถานีขนส่งผู้โดยสาร ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ตั้งของถนนหรือทางยกระดับ ที่เป็นทางพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือเป็นทางหลวงสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงสัมปทาน<br />
2. หลักการงดหรือลดเบี้ยปรับ ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการของดเบี้ยปรับของภาษีที่ค้างชำระสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ถูกยึดหรืออายัดตามกฎหมาย<br />
3. หลักการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์ ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์กำหนด ดังนี้<br />
3.1 กรณีที่ดิน<br />
3.1.1 ที่ดินที่มีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส. 3 ก.) ให้พนักงานประเมินเทียบเคียงราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินกับแปลงที่ดินใกล้เคียงที่มีสภาพคล้ายคลึงกัน<br />
3.1.2 ที่ดินที่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินอื่น หรือที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ให้พนักงานประเมินใช้ราคาที่ดินตามบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินรายเขตปกครองกรมธนารักษ์หรือสำนักงานกรมธนารักษ์พื้นที่จัดส่งให้เป็นฐานในการคำนวณภาษีของที่ดิน<br />
3.2 กรณีสิ่งปลูกสร้าง ให้พนักงานประเมินใช้ราคาสิ่งปลูกสร้างตามบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ของสิ่งปลูกสร้างที่กรมธนารักษ์หรือสำนักงานธนารักษ์พื้นที่จัดส่งให้ เป็นฐานในการคำนวณภาษีของสิ่งปลูกสร้าง และกรณีไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์ของสิ่งปลูกสร้างให้พนักงานประเมินเทียบเคียงราคาประเมินทุนทรัพย์ของสิ่งปลูกสร้างตามบัญชีเทียบเคียงสิ่งปลูกสร้างที่กรมธนารักษ์หรือสำนักงานธนารักษ์พื้นที่จัดส่งให้<br />
3.3 กรณีสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะอื่นซึ่งไม่สามารถเทียบเคียงตามบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ ให้พนักงานประเมินแจ้งให้เจ้าของสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวนำส่งเอกสารหรือหลักฐานแสดงมูลค่าสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบการพิจารณากำหนดราคาของสิ่งปลูกสร้างต่อ อปท.<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/304CGGd" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/304CGGd</a></p>
<p><strong>3. มาตรการภาษีสำหรับการบริจาคให้แก่สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ให้แก่สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/37FyZci" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/37FyZci</a></p>
<p><strong>4. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของ SMEs (มาตรการพี่ช่วยน้อง)</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการขยายระยะเวลาตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจจของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) (มาตรการพี่ช่วยน้อง) ออกไปอีก 2 ปี จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/37FyZci" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/37FyZci</a></p>
<p><strong>5. มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินชดเชยตามมาตรการส่งเสริมการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ และการนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการกำหนดให้เงินชดเชยที่ได้รับตามมาตรการส่งเสริมการชำระเงินด้วยบัตรเดบิตหรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น สำหรับการซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ เงินชดเชยดังกล่าวต้องมีจำนวนไม่เกินหนึ่งพันบาท<br />
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/37FyZci" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/37FyZci</a></p>
<p>คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ<br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5450/2561<br />
ระหว่าง              นาย พ.             โจทก์<br />
กรมสรรพากร     จำเลย<br />
เรื่อง ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์<br />
<strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมจากการขายที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่<br />
<strong>ข้อเท็จจริง :</strong> นาย พ. ขายที่ดินให้แก่นาย ส. ในราคา 3,500,000 บาท ซึ่งในวันจดทะเบียนโอนขายที่ดินต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินของสำนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานแจ้งราคาประเมินที่ดินดังกล่าวว่ามีราคาตารางวาละ 4,000 บาท รวมทั้งแปลงราคาประเมิน 3,154,800 บาท ค่าธรรมเนียม 63,079 บาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 122,740 บาท และอากรแสตมป์ 17,505 บาท และนาย พ. ได้ชำระตามที่เจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บครบถ้วนถูกต้องแล้ว</p>
<p>ต่อมาสำนักงานที่ดินอ้างว่า มีการเรียกเก็บและการชำระเงินค่าธรรมเนียม ภาษีเงินได้และอากรแสตมป์ไม่ถูกต้องขาดหายไป เนื่องจากขณะที่จดทะเบียนซื้อขาย ที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินตารางวาละ 45,000 บาท จากการเปลี่ยนแปลงราคาประเมินของกรมธนารักษ์ที่มีผลบังคับใช้ก่อนวันที่นาย พ.และ นาย ส. ทำการจดทะเบียนซื้อขายกัน รวมราคาประเมินที่แท้จริง 35,491,500 บาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียนแจ้งราคาประเมินที่ยังมิได้เปลี่ยนแปลงให้นาย พ.ทราบแทน เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือแจ้งให้นาย พ.นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม 4,115,984.98 บาท และเงินเพิ่ม 4,115,984.98 บาท รวม 8,21,969.96 บาท<br />
นาย พ.จึงฟ้องขอให้ศาลภาษีอากรเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าว โดยอ้างว่า นาย พ.ได้รับเงินจากการขายที่ดินเพียง 3,500,000 บาท ไม่ใช่ 35,491,500 บาท เงินได้พึงประเมินที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงต้องเป็นจำนวนเท่าที่นาย พ.ได้รับมาจากการขายที่ดินเท่านั้น</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> ศาลฎีกาเห็นว่า ตามมาตรา 49 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า “ในกรณีที่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยมีหรือไม่มีค่าตอบแทน ไม่ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายโดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น” เมื่อในวันที่นาย พ. โอนขายที่ดิน ตามบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์ ที่ดินแปลงดังกล่าวมีราคาประเมินตารางวาละ 45,000 บาท ดังนั้น ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนาย พ. จะต้องถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมาย โดยถือว่าราคาประเมินที่ดินดังกล่าวเป็นรายได้ของนาย พ. ไม่ว่านาย พ. และ นาย ส. จะซื้อขายที่ดินกันในราคาใดก็ตาม การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบแล้ว แต่มีเหตุให้ลดเงินเพิ่ม เนื่องจากการที่นาย พ.ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขาดไปนั้น เกิดจากความผิดพลาดของเจ้าพนักงานที่ดินที่แจ้งราคาประเมินต่ำกว่าราคาประเมินที่แท้จริง ซึ่งเป็นเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของนาย พ. กรณีจึงมีเหตุงดเงินเพิ่มแก่นาย พ.</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว เนื่องจากมาตรา 49 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้อยู่ในวันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา เมื่อราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินแปลงดังกล่าวได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็น ตารางวาละ 45,000 บาท ก่อนวันที่โอนกรรมสิทธิ์แล้ว ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงต้องคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงใหม่ และนาย พ. มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้อยู่ ณ วันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ดังนั้น ก่อนจะมีการจดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมใด ๆ คู่สัญญาอาจร่วมกันตรวจสอบราคาประเมินทุนทรัพย์ก่อนเพื่อป้องกันความผิดพลาดและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการชำระภาษีขาดไปจะเกิดจากการที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้แจ้งให้นาย พ. ทราบถึงราคาประเมินทุนทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงใหม่ และใช้อยู่ในวันที่โอนกรรมสิทธิ์นั้นก็ตาม แต่การนั้นก็เป็นคนละส่วนกับมูลค่าของที่ดินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีตามมาตรา 49 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ด้วยเหตุนี้ นาย พ. จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีส่วนที่ขาดตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน แต่ในส่วนความประมาทเลินเล่อของเจ้าพนักงานที่ดินในการปฏิบัติหน้าที่ ที่ทำให้นาย พ. ได้รับความเสียหายนั้น นาย พ. อาจใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เพื่อเยียวยาความเสียหายนั้นภายหลังได้</p>
<p>นอกจากนี้ ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกา จะเห็นได้ว่า กรณีดังกล่าวศาลฎีกาได้พิจารณางดเงินเพิ่มให้ เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าเป็นกรณีที่ไม่ได้เกิดจากเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี และไม่ได้เกิดจากความผิดของนาย พ. โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากกรณีทั่วไปที่เมื่อผู้เสียภาษีได้ชำระภาษีไม่ถูกต้อง ทั้งจากการไม่ยื่นแบบเพื่อเสียภาษีก็ดี ชำระภาษีขาดไปก็ดี นอกจากผู้เสียภาษีจะต้องรับผิดเสียภาษีให้ถูกต้องแล้ว ก็ยังต้องรับผิดในเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเป็นบทลงโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งอาจทำให้กระทบต่อการประกอบธุรกิจหรือสถานภาพทางการเงินของผู้เสียภาษีได้ ดังนั้น เมื่อการเสียภาษีเป็นหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว บุคคลทุกคนควรศึกษาวิธีการเสียภาษีให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย เพื่อที่จะป้องกันความเสี่ยงที่จะต้องรับผิดตามบทลงโทษดังกล่าวด้วย</p>
<p><strong>นางสาวอชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์</strong></p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9760<br />
Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5265">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมกราคม 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5265/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
