<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/author/achirayas/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 06 May 2021 04:29:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนพฤษภาคม 2564</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/6170</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/6170#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 06 May 2021 04:28:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6170</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 118 เดือนพฤษภาคม 2564 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. การยกเว้นภาษีเงินได้ตามโครงการที่ได [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/6170">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนพฤษภาคม 2564</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
<strong>DLO’S Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 118 เดือนพฤษภาคม 2564</strong></p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong><br />
1. การยกเว้นภาษีเงินได้ตามโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนหรือประโยชน์เพิ่มจากภาครัฐ</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
1. มาตรการทางภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันการเงินประชาชน</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>2137/2561<br />
ระหว่าง<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>บริษัท บ. จำกัด<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>โจทก์<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>กรมสรรพากร<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จำเลย<br />
เรื่อง การขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p><strong>1. การยกเว้นภาษีเงินได้ตามโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนหรือประโยชน์เพิ่มจากภาครัฐ</strong></p>
<p><code>     </code>กฎกระทรวง (ฉบับที่ 372) พ.ศ. 2564 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากภาครัฐ ดังนี้</p>
<p><code>     </code>1. เงินสนับสนุนที่ได้รับตามมาตรการชดเชยรายได้แก่ลูกจ้างของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ หรือผู้ได้รับผลกระทบอื่น ๆ ของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) โครงการเพื่อช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้แก่ประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงการคลัง และโครงการชดเชยรายได้แก่ลูกจ้างของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ซึ่งยังไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา ของกระทรวงแรงงาน</p>
<p><code>     </code>2. เงินสนับสนุนหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับตามโครงการเราเที่ยวด้วยกัน</p>
<p><code>     </code>3. ประโยชน์อื่นใดที่ได้รับเป็นค่าซื้อแพกเกจทัวร์จากผู้ประกอบการนำเที่ยว ตามโครงการกำลังใจ</p>
<p><code>     </code>4. ประโยชน์อื่นใดที่ได้รับเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการคนละครึ่ง</p>
<p><code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2Rs2Q5h" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2Rs2Q5h</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p><strong>1. มาตรการทางภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันการเงินประชาชน</strong></p>
<p><code>     </code>เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการยกเว้นภาษีอันเกี่ยวกับสถาบันการเงินประชาชน ดังนี้</p>
<p><code>     </code>1. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับเงินได้ มูลค่าของฐานภาษี รายรับ หรือการกระทำตราสาร อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนสถานะขององค์กรการเงินชุมชนไปเป็นสถาบันการเงินประชาชน</p>
<p><code>     </code>2. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่สมาชิกของสถาบันการเงินประชาชน สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับจากสถาบันการเงินประชาชนทุกบัญชีรวมกันของสมาชิกแต่ละราย รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 20,000 บาท ตลอดปีภาษี</p>
<p><code>     </code>3. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่สมาชิกของสถาบันการเงินประชาชน สำหรับเงินได้ที่เป็นเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนที่ได้รับจากการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันการเงินประชาชน</p>
<p><code>     </code>4. ยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับตราสารที่สถาบันการเงินประชาชนออกให้กับสมาชิกใน การทำธุรกรรม</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>2137/2561<br />
ระหว่าง<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>บริษัท บ. จำกัด<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>โจทก์<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>กรมสรรพากร<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จำเลย<br />
เรื่อง : การขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> คำสั่งอนุมัติให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังมีผลเมื่อใด</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> โจทก์มีรายรับเกิน 1.8 ล้านตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 ในเดือนธันวาคมโจทก์ได้มีการออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อ แต่โจทก์ยังไม่ได้ไปยื่นขอจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มภายในเดือนดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 โจทก์ได้ไปยื่นขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังพร้อมทั้งยื่นแบบ ภ.พ. 30 สำหรับเดือนธันวาคม 2556 เจ้าพนักงานสรรพากรรับคำขอและให้โจทก์ชำระค่าปรับเนื่องจากการยื่นคำขอย้อนหลังด้วย แต่วันที่ 8 มีนาคม 2557 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม อ้างว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำภาษีตามใบกำกับภาษีซื้อมาใช้ได้ ต้องรับผิดค่าภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้งดเบี้ยปรับจากการประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์</p>
<p><code>     </code>ต่อมา เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2557 โจทก์ยื่นหนังสือขออนุมัติเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังตามมาตรา 85 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2557 กรมสรรพากรก็ได้อนุมัติให้โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556</p>
<p><code>     </code>กรมสรรพากรอ้างว่า คำสั่งอนุมัติให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังนั้น เป็นคำสั่งที่ออกมาภายหลังที่กรมสรรพากรได้ออกหนังสือแจ้งการประเมินและภายหลังที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินแล้ว จึงไม่มีผลลบล้างการประเมินและการพิจารณาอุทธรณ์ได้ โจทก์จึงยื่นแบบภ.พ. 30 โดยยังไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ยังคงต้องรับผิดตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> ศาลฎีกาเห็นว่า ตามมาตรา 85 วรรคสี่ ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการที่ได้ประกอบกิจการโดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยได้มีการออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงาน ยื่นแบบแสดงรายการ และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา สามารถขออนุมัติเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง จำเลยพิจารณาแล้วอนุมัติให้โจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556 ดังนั้น ผลของการอนุมัติถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันดังกล่าว จึงมีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีได้ โดยโจทก์ไม่ต้องรับผิดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (1) แห่งประมวลรัษฎากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย พิพากษาให้งดเบี้ยปรับทั้งหมดแก่โจทก์</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกา แม้ว่าขณะที่โจทก์ออกใบกำกับภาษีและยื่นแบบภ.พ.30 โจทก์ยังไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะมีสิทธินำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายและยื่นแบบแสดงภ.พ.30 ก็ตาม แต่ในเมื่อภายหลัง โจทก์ได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนย้อนหลัง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556 แล้ว การใด ๆ ที่โจทก์ได้กระทำขึ้นภายหลังที่ได้รับอนุมัติดังกล่าวก็ต้องถือว่าโจทก์ได้กระทำไปโดยมีสิทธิตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่เกิดจากการประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยอีก</p>
<p><code>     </code>แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินภาษีของกรมสรรพากรว่าไม่ถูกต้องตั้งแต่ชั้นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่โจทก์เพียงอุทธรณ์เพื่อของดเบี้ยปรับเท่านั้น จึงทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินได้ ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะเพิกถอนการประเมินภาษีได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนก่อนที่จะนำมาฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งถ้าหากโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีว่าไม่ถูกต้องต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ศาลก็อาจจะเพิกถอนการประเมินของกรมสรรพากร เป็นเหตุให้โจทก์สามารถขอค่าภาษีที่ได้ชำระตามหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวคืนได้อีกด้วย</p>
<p style="text-align: center;">นางสาวอชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9725<br />
Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/6170">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนพฤษภาคม 2564</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/6170/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมีนาคมและเมษายน 2564</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/6162</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/6162#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 06 May 2021 04:01:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6162</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 117 เดือนมีนาคมและเมษายน 2564 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/6162">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมีนาคมและเมษายน 2564</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
<strong>DLO’S Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 117 เดือนมีนาคมและเมษายน 2564</strong></p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong><br />
1. จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (e-Service)<br />
2. ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนและการถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ<br />
3. ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
-ไม่มี-</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>&nbsp;&nbsp;</code>2567/2560<br />
ระหว่าง<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>บริษัท ม. จำกัด<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>โจทก์<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>กรมสรรพากร<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จำเลย<br />
เรื่อง การให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p><strong>1. จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (e-Service)</strong></p>
<p><code>     </code>พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 53) พ.ศ. 2564 กำหนดให้ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศแก่ผู้ใช้บริการซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าบริการนั้นโดยคำนวณจากภาษีขายโดยไม่ให้หักภาษีซื้อ หรือในกรณีที่ผู้ประกอบการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม ให้ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์แลพตฟอร์มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการดังกล่าว<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3f0wvKS" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3f0wvKS</a></p>
<p><strong>2. ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนและการถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ</strong></p>
<p><code>     </code>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 401) ได้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมาย โดยผู้มีเงินได้ต้องมีหนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุนจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่แสดงได้ว่ามีการจ่ายเงินเข้ากองทุน<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/317JZho" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/317JZho</a></p>
<p><strong>3. ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ</strong></p>
<p><code>     </code>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 402) ได้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/393yEDk" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/393yEDk</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
-ไม่มี-</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>&nbsp;&nbsp;</code>2567/2560<br />
ระหว่าง<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>บริษัท ม. จำกัด<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>โจทก์<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>กรมสรรพากร<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จำเลย</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> ดอกเบี้ยที่ผู้ได้รับคืนเงินอากรให้เริ่มคิดตั้งแต่วันใด และหากมีการคืนเงินล่าช้า ผู้ได้รับเงินคืนมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยผิดนัดหรือไม่</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อจำเลย แต่จำเลยมีคำสั่งไม่คืนเงินภาษีตามคำร้องแก่โจทก์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลย จากนั้นจำเลยจึงได้มีหนังสือเรียกให้โจทก์เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารเพิ่มเติมหลายครั้งจนเป็นที่พอใจแก่จำเลย และจำเลยมีคำสั่งยกเลิกหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีอากรและมีหนังสือแจ้งคืนเงินอาภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์เท่านั้น โดยจำเลยแจ้งคืนเงินภาษีแก่โจทก์เกินกว่ากำหนดเวลา 3 เดือนนับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำร้อง โจทก์จึงมีสิทธิดีรับดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดระยะเวลา 3 เดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร จนถึงวันที่ลงในคำสั่งคืนเงินภาษีอากร ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร แต่จำเลยไม่ได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์แต่อย่างใด แม้โจทก์จะทำหนังสือขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ก็ตาม แต่จำเลยก็ยังคงเพิกเฉย</p>
<p><code>     </code>จำเลยอ้างว่า ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ข้อ 2 กำหนดว่า ถ้าผู้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรไม่นำส่งเอกสารให้แก่เจ้าพนักงานภายในเวลาที่กำหนด ให้ระงับการคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันสุดท้ายของเวลาที่เจ้าพนักงานสั่งให้ส่งเอกสาร เมื่อปรากฏว่า โจทก์นำส่งเอกสารเกินกว่ากำหนดระยะเวลาที่เจ้าพนักงานกำหนดในหนังสือ กรณีจึงต้องเริ่มคำนวณดอกเบี้ยตั้งแต่พ้นกำหนดระยะเวลา 3 เดือนนับแต่โจทก์ส่งเอกสารครบจนถึงวันที่ลงนามในคำสั่งคืนเงินภาษีอากร ซึ่งหากนับจากวันที่โจทก์ส่งเอกสารจนถึงวันที่ลงในคำสั่งคืนเงินภาษีอากร ยังไม่พ้นกำหนดเวลา 3 เดือน โจทก์ก็จะไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในช่วงเวลานั้นแต่อย่างใด โจทก์คงได้รับดอกเบี้ยเฉพาะที่คำนวณตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนด 3 เดือนนับแต่ยื่นคำร้อง จนถึงวันที่ลงนามในหนังสือแจ้งคืนภาษีอากรเท่านั้น และจำเลยได้ให้ดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์หลังจากที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลแล้ว</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีคืนเงินภาษีอากรที่ต้องชำระตามแบบแสดงรายการให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันครบกำหนดระยะเวลา 3 เดือนนับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน มิใช่คำนวณตั้งแต่พ้นกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่ส่งเอกสารครบนั้น ตามที่จำเลยอ้าง เนื่องจากการเรียกเอกสารให้ตรวจสอบของเจ้าพนักงานนั้น มีเพียงให้ระงับการคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันสุดท้ายของเวลาที่เจ้าพนักงานสั่ง ซึ่งเมื่อนับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำร้องจนถึงวันที่ลงนามในคำสั่งคืนเงินเป็นระยะเวลาที่พ้นกำหนด 3 เดือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ย และถ้าหากคำสั่งเรียกให้ส่งเอกสารของจำเลย มีกำหนดระยะเวลาน้อยกว่า 15 วัน คำสั่งดังกล่าวก็จะถือว่าไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง จึงมีผลทำให้การคิดดอกเบี้ยนั้นไม่ระงับ แม้ผู้ขอคืนภาษีจะนำส่งเอกสารเกินกำหนดเวลาดังกล่าวก็ตาม</p>
<p><code>     </code>นอกจากนี้ เนื่องจากจำเลยโอนเงินค่าภาษีและดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืน ล่าช้ากว่าวันที่ลงในหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร จะถือว่าเป็นการทำให้โจทก์เสียหายและเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหายในส่วนนี้ด้วย จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดอกเบี้ยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยังค้างจ่ายแก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนภาษีจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นว่า เนื่องจากตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดว่า “ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง” และกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ข้อ 1 (2) กำหนดให้ “กรณีคืนเงินภาษีอากรที่ชำระตามแบบแสดงรายการ ไม่ว่าจะชำระพร้อมกับการยื่นหรือไม่ ให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร” เป็นการกำหนดไว้อย่างชัดเจนให้การคำนวณเริ่มคำนวณตั้งแต่พ้นกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร ด้วยประสงค์ให้เจ้าพนักงานกรมสรรพากรไม่ประวิงเวลาในการตรวจสอบและดำเนินการคืนเงินภาษีอากรให้กับผู้ขอคืน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายที่อาจกระทบต่อเงินทุนหมุนเวียนของการประกอบกิจการแก่ผู้ขอคืนภาษี</p>
<p><code>     </code>ผู้เขียนจึงเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ว่า เจ้าพนักงานสรรพากรไม่สามารถนำวรรคสามของกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ข้อ 1 (2) ที่ให้ระงับการคิดดอกเบี้ยกรณีผู้ขอคืนภาษีไม่ส่งเอกสารในกำหนดเวลาที่เจ้าพนักงานกำหนดมาตีความในทางที่เป็นประโยชน์ต่อกรมสรรพากร เพราะจะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการประวิงเวลาในการดำเนินการตามคำร้องขอคืนได้ และยิ่งเห็นด้วยกับการกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดให้แก่โจทก์ เพราะเป็นการป้องกันมิให้กรมสรรพากรออกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีแต่ไม่ยอมโอนเงินคืนให้กับผู้ขอคืนเพราะเหตุต้องการหลีกเลี่ยงการเสียดอกเบี้ยตามประมวลรัษฎากรอีกส่วนหนึ่ง</p>
<p><code>     </code>แต่อย่างไรก็ตาม จากการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2564 ที่ได้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจากเดิมคือ ร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราที่กำหนดในมาตรา 7 แห่งประมวลรัษฎากร บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 5) ทำให้กระทบต่ออัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ผู้ขอคืนภาษีอากรมีสิทธิได้รับ หากกรมสรรพากรคืนเงินภาษีอากรล่าช้ากว่าวันที่ลงในหนังสือแจ้งคืนเงินภาษี</p>
<p style="text-align: center;">นางสาวอชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9725<br />
Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/6162">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมีนาคมและเมษายน 2564</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/6162/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกุมภาพันธ์ 2564</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6147</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6147#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 30 Apr 2021 04:43:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6147</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 116 เดือนกุมภาพันธ์ 2564 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. การปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6147">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกุมภาพันธ์ 2564</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
<strong>DLO’S Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 116 เดือนกุมภาพันธ์ 2564</strong></p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong><br />
1. การปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคให้แก่กองทุนวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม<br />
2. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์<br />
3. การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>13006/2558<br />
ระหว่าง<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>บริษัท อ. จำกัด<code>&nbsp;&nbsp;</code>โจทก์<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>กรมสรรพากร<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จำเลย<br />
เรื่อง สัญญาฝากทรัพย์</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong><br />
<strong>1. การปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน</strong><br />
<code>     </code>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400) ได้กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และมีข้อกำหนดทางด้านการพาณิชย์หรือการเงินระหว่างกันแตกต่างไปจากที่ควรจะกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระ ในลักษณะที่เชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไร อีกทั้ง การปรับปรุงดังกล่าวให้ใช้วิธีการกำหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้ว ดังนี้<br />
<code>     </code>(1) วิธีการเปรียบเทียบราคาที่มิได้ถูกควบคุม (Comparable Uncontrolled Price Method)<br />
<code>     </code>(2) วิธีราคาขายต่อ (Resale Price Method)<br />
<code>     </code>(3) วิธีราคาบวกทุนกำไรส่วนเพิ่ม (Cost Plus Method)<br />
<code>     </code>(4) วิธีอัตรากำไรสุทธิที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม (Transactional Net Margin Method)<br />
<code>     </code>(5) วิธีแบ่งสรรกำไรของธุรกรรม (Transactional Profit Split Method)<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ประกาศอธิบดีกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3c5yehV" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3c5yehV</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
<strong>1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคให้แก่กองทุนวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบมาตรวิทยา และกองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เป็นจำนวน 2 เท่า<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2ONlYtK" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2ONlYtK</a></p>
<p><strong>2. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ ขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนพัฒนาระบบ e – Tax Invoice &amp; e – Receipt และระบบ e – Withholding Tax และเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการใช้บริการ e – Withholding Tax ของผู้ใช้บริการได้จำนวน 2 เท่าของที่จ่ายจริง สำหรับรายจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565<br />
<code>     </code>ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตราร้อยละ 3 เหลืออัตราร้อยละ 2 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบ e – Withholding Tax ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 361 (พ.ศ. 2563) ออกไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565<br />
และกำหนดให้ลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในส่วนที่มีอัตราร้อยละ 5 เหลืออัตราร้อยละ 2 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบ e – Withholding Tax ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2ONlYtK" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2ONlYtK</a></p>
<p><strong>3. การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญในกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) โดยปรับปรุงวงเงินสำหรับการจำหน่ายหนี้สูญ ในรอบระยะเวลาบัญชี 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ดังนี้<br />
<code>     </code>1. การจำหน่ายหนี้สูญในข้อ 4 จากเดิมมีจำนวนเกิน 500,000 บาท ขึ้นไป เป็นเกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป<br />
<code>     </code>2. การจำหน่ายหนี้สูญในข้อ 5 จากเดิมมีจำนวนไม่เกิน 500,000 บาท ขึ้นไป เป็นไม่เกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป<br />
<code>     </code>3. การจำหน่ายหนี้สูญในข้อ 6 จากเดิมมีจำนวนไม่เกิน 100,000 บาท เป็นไม่เกิน 200,000 บาท<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3cT2g7D" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3cT2g7D</a></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>13006/2558<br />
ระหว่าง<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>บริษัท อ. จำกัด<code>&nbsp;&nbsp;</code>โจทก์<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>กรมสรรพากร<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จำเลย<br />
เรื่อง : สัญญาฝากทรัพย์</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> สัญญาที่พิพาทมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์หรือสัญญาฝากทรัพย์</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> โจทก์ทำสัญญาให้ตลาดแห่งหนึ่งเช่าคลังสินค้าเพื่อเป็นสถานที่เก็บรักษาข้าวสาร ใช้ชื่อว่า สัญญาเช่าคลังสินค้า โจทก์มีหน้าที่หายามเพื่อรักษาความปลอดภัยในคลังสินค้า แต่การครอบครองและดูแลสินค้า รวมถึงการถือครองกุญแจของคลังสินค้าเป็นของผู้เช่า โดยผู้เช่าสามารถนำสินค้าเข้าหรือออกคลังสินค้าได้ตลอดเวลา เมื่อมีคนร้ายมาขโมยสินค้าในคลังสินค้า ผู้เช่าก็เป็นคนแจ้งความและดำเนินคดี ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ มิใช่สัญญาฝากทรัพย์ จึงถือเป็นการให้บริการที่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ต) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><code>     </code>อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรเห็นว่า สัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ แต่เข้าลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์ ซึ่งเป็นการให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อโจทก์ไม่ได้นำรายรับซึ่งเป็นค่าบริการรับฝากทรัพย์ไว้ในคลังสินค้ามายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) โดยแสดงยอดขายไว้ขาด จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับเป็นจำนวน 1 เท่า และเงินเพิ่ม</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> ศาลฎีกา เห็นว่า แม้สัญญาระหว่างโจทก์และตลาดจะใช้คำว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นสัญญาประเภทใดนั้น จะต้องดูจากเนื้อหาสาระของข้อตกลงเป็นสำคัญ หาใช่ดูแต่เพียงชื่อของสัญญาไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาสัญญาดังกล่าวแล้ว ข้อสัญญากำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องทำให้คลังสินค้ามีคุณภาพเพียงพอต่อการรองรับน้ำหนักข้าวสารที่กำหนด ต้องจัดหาคนงานที่มีความชำนาญเพื่อทำการขนย้ายข้าวสารให้ผู้เช่า และต้องขนย้ายได้ทันทีและตลอดเวลาตามคำสั่งของผู้เช่า ถ้าคนงานไม่พอโจทก์ก็ต้องหาเพิ่ม ทั้งต้องจัดหายามมาเพื่อรักษาความปลอดภัยของสินค้าอีกด้วย ข้อสัญญาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า โจทก์มิได้ส่งมอบการครอบครองให้ผู้เช่ามีอิสระในการใช้คลังสินค้าเยี่ยงสิทธิผู้เช่าอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไป แต่โจทก์ยังคงควบคุมดูแลและดำเนินการต่าง ๆ ภายในคลังสินค้าตลอดเวลา โดยใช้ความระมัดระวังและฝีมือเพื่อรักษาสินค้าในฐานะผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขาย</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นว่า เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว เนื่องจากการกระทำกิจการใด ๆ จะเข้าลักษณะเป็นสัญญาประเภทใดและต้องเสียภาษีอย่างไรนั้น ในทางกฎหมายจะต้องดูจากข้อเท็จจริงและเนื้อหาสาระของกิจการนั้นเป็นสาระสำคัญ มิใช่พิจารณาจากชื่อของสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าเนื้อหาสาระของกิจการนั้นมุ่งเน้นถึงการเก็บรักษาสินค้าเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการส่งมอบการครอบครองในคลังสินค้า กรณีจึงเข้าลักษณะเป็นการให้บริการฝากทรัพย์อันอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม</p>
<p><code>     </code>นอกจากนี้ ผู้เขียนเห็นว่าในปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่ยังคงสำคัญผิดเกี่ยวกับการทำสัญญาอยู่ว่าชื่อของสัญญาจะเป็นสาระสำคัญยิ่งกว่าเนื้อหาสาระของสัญญา แต่ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ในคำพิพากษามาหลายฉบับอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้วว่า จะต้องพิจารณาถึงเนื้อหาของสัญญาเป็นหลัก มิใช่พิจารณาเพียงแค่ชื่อของสัญญาเพียงอย่างเดียว หากเนื้อหาของสัญญาและชื่อของสัญญาไม่ตรงกันแล้ว จะต้องยึดเนื้อหาของสัญญาเป็นสำคัญก่อนเสมอ ด้วยเหตุนี้ หากพิจารณาจากชื่อสัญญาเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้ตีความในสัญญานั้นผิดไปเป็นอีกสัญญาหนึ่งอันส่งผลต่อการเสียภาษีที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน</p>
<p><code>     </code>อย่างไรก็ดี การจัดเก็บภาษีจากสัญญานั้น มีหลายส่วนที่จัดเก็บจากลักษณะของสัญญาเป็นสำคัญ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ทำให้ผู้เสียภาษีต้องตีความสัญญาต่าง ๆ ให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะสามารถคำนวณภาระภาษีที่จะต้องเสียให้ถูกต้องตามไปด้วย หากมีการตีความสัญญาผิดพลาดไปไม่ตรงกับความเป็นจริงแล้ว อาจจะทำให้ภาระภาษีที่คำนวณได้นั้นผิดพลาดไป และผู้เสียภาษีก็ต้องรับผิดในการชำระเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่เกิดจากการชำระภาษีที่ผิดพลาดด้วย</p>
<p style="text-align: center;">นางสาวอชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์</p>
<p style="text-align: left;">หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9725<br />
Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6147">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกุมภาพันธ์ 2564</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/6147/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมกราคม 2564</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/6022</link>
				<pubDate>Wed, 10 Feb 2021 05:09:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6022</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 115 เดือนมกราคม 2564 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. หลักเกณฑ์และวิธีการ การหักลดหย่อนสำห [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/6022">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมกราคม 2564</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
<strong>DLO’S Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 115 เดือนมกราคม 2564</strong></p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p>1. หลักเกณฑ์และวิธีการ การหักลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืม<br />
2. หลักเกณฑ์และวิธีการ ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย โดยจำนองที่อยู่อาศัยนั้นเป็นประกันการกู้ยืม<br />
3. หลักเกณฑ์และวิธีการ ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย<br />
4. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่นิติบุคคล สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
1. -ไม่มี-</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code> </code>9150/2560<br />
ระหว่าง<code>         </code>บริษัท ด. จำกัด<code>     </code>โจทก์<br />
<code>              </code>กรมสรรพากร<code>      </code>จำเลย<br />
เรื่อง ภาระภาษีของผู้รับจ้างในสัญญาจ้างทำของกรณีที่มีการแยกค่าสัมภาระและค่าติดตั้งออกจากกัน</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p><strong>1. หลักเกณฑ์และวิธีการ การหักลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืม</strong><br />
<code>     </code>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 396) กำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่จะหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ต้องมีหลักฐานจากเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ยืมที่พิสูจน์ได้ว่า ได้มีการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมเงินด้วย<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/35kzAla" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/35kzAla</a></p>
<p><strong>2. หลักเกณฑ์และวิธีการ ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย โดยจำนองที่อยู่อาศัยนั้นเป็นประกันการกู้ยืม</strong><br />
<code>     </code>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 397) กำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่จะหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมยืมเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีหลักฐานจากเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ยืมที่พิสูจน์ได้ว่า ได้มีการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมเงินด้วย<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2LcCGAO" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2LcCGAO</a></p>
<p><strong>3. หลักเกณฑ์และวิธีการ ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย</strong><br />
<code>     </code>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 398) กำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่จะหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมยืมเพื่อที่อยู่อาศัยต้องมีหลักฐานจากเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ยืมที่พิสูจน์ได้ว่า ได้มีการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมเงินด้วย<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3npplC8" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3npplC8</a></p>
<p><strong>4. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่นิติบุคคล สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19</strong><br />
<code>     </code>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 399) กำหนดให้นิติบุคคลที่จะได้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายที่เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 เฉพาะดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2563 ถึง 31 ธ.ค. 2563 ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้<br />
<code>     </code>1. มีรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการในรอบบัญชี 12 เดือนสุดท้าย ก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2562 ไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีการจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน<br />
<code>     </code>2. มีการยื่นรายการภาษีเงินได้สำหรับรอบระยะเวลาตาม 1. ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด<br />
<code>     </code>3. ต้องแสดงความยินยอมต่อสถาบันการเงินผู้ให้กู้ เพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดเงินกู้ยืมที่ผู้กู้ได้รับต่อกรมสรรพากร<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2JTeOkW" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2JTeOkW</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
1. -ไม่มี-</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code> </code>9150/2560<br />
ระหว่าง<code>         </code>บริษัท ด. จำกัด<code>     </code>โจทก์<br />
<code>              </code>กรมสรรพากร<code>      </code>จำเลย<br />
เรื่อง ภาระภาษีของผู้รับจ้างในสัญญาจ้างทำของกรณีที่มีการแยกค่าสัมภาระและค่าติดตั้งออกจากกัน</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> กรณีที่มีการแยกค่าสัมภาระและค่าติดตั้งออกจากกัน จะเป็นสัญญาซื้อขายสินค้าแยกกับสัญญาจ้างทำของหรือไม่</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> โจทก์เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศฝรั่งเศส มีสำนักงานสาขาในประเทศไทย โจทก์ทำสัญญาค้าร่วมกับกิจการร่วมค้า J ซึ่งประกอบด้วยบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทย 2 บริษัท จากนั้นกิจการค้าร่วมเข้าทำสัญญาเป็นผู้รับจ้างจัดหาและติดตั้งสินค้าให้กับบริษัทในประเทศไทย ซึ่งโจทก์อ้างว่า การทำสัญญาดังกล่าว คู่สัญญามีเจตนาแยกงานออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของการซื้อขายที่โจทก์เป็นผู้ผลิตในประเทศฝรั่งเศสแล้วขายและได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าสินค้าจากผู้ว่าจ้าง และส่วนของการจ้างทำของซึ่งงานเกิดขึ้นในเทศไทย โดยกิจการร่วมค้า J จะเป็นผู้ดำเนินพิธีการศุลกากร ส่งมอบ และติดตั้งสินค้าดังกล่าวให้กับผู้ว่าจ้าง โดยมีการแยกค่าตอบแทนของงานทั้ง 2 ส่วนออกจากกัน สัญญาดังกล่าวจึงสามารถแยกเป็นสัญญาซื้อขายและสัญญาจ้างทำของได้อย่างชัดเจน ต่อมากิจการร่วมค้า J ประสบปัญหาด้านการเงินไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาได้ สำนักงานสาขาของโจทก์ในประเทศไทยจึงเข้าดำเนินการแทนเฉพาะในส่วนของสัญญาจ้างทำของ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินได้หรือกำไรเฉพาะที่เกิดขึ้นจากการรับจ้างทำของซึ่งเป็นของสำนักงานสาขาไทยประเทศไทยมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย แต่ไม่ต้องนำเงินได้จากการขายสินค้ามาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย เนื่องจากได้รับยกเว้น</p>
<p><code>     </code>กรมสรรพากรให้การว่า ในการลงนามทำสัญญาซื้อขายดังกล่าว ผู้จัดการสาขาในประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการทั้งสิ้น กรณีของโจทก์จึงเป็นการขายสินค้าผ่านสถานประกอบการสาขาในประเทศไทย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิในประเทศไทยตามมาตรา 66 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ไม่ส่งมอบเอกสารต้นทุนสินค้าให้กับกรมสรรพากรตรวจสอบ เจ้าพนักงานจึงไม่สามารถหากำไรสุทธิได้ จึงได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร คำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับทั้งหมดก่อนหักรายจ่ายใด ๆ</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์และกิจการร่วมค้า J ได้ลงนามในสัญญาฉบับเดียวกัน และสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจ้างทำของจนสำเร็จที่ตกลงให้ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระ ไม่มีข้อความที่ระบุว่าคู่สัญญามีเจตนาแยกเป็นสัญญาซื้อขายกับสัญญาจ้างทำของออกจากกัน ทั้งการติดตั้งสินค้ายังเป็นสาระสำคัญของการว่าจ้างอีกด้วย แม้การจัดหาสินค้าจะเกิดขึ้นในต่างประเทศ เนื่องจากสินค้าผลิตจากโรงงานในต่างประเทศของโจทก์ อีกทั้ง ตามข้อตกลงกิจการค้าร่วมระหว่างโจทก์และกิจการร่วมค้า J ยังระบุให้เป็นการรับผิดร่วมกันและแทนกันต่อบริษัทผู้ว่าจ้างอีกด้วย ซึ่งเห็นได้จาก โจทก์ได้ให้สำนักงานสาขารับผิดชอบหน้าที่แทนกิจการร่วมค้า J เมื่อกิจการร่วมค้า J ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ หากเป็นการแยกหน้าที่โดยเด็ดขาดแล้ว โจทก์ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องดำเนินการแทนกิจการร่วมค้า J เช่นนี้ การแยกค่าตอบแทนออกจากกันนั้น ทำไปเพื่อประโยชน์ในการเสนอราคาให้กับบริษัทผู้ว่าจ้างเท่านั้น ดังนั้น การจัดหาสินค้าจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจรับจ้างทำของในประเทศไทยของโจทก์ ค่าสินค้าจึงเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจในประเทศไทย</p>
<p><code>     </code>นอกจากนี้ ผู้จัดการสาขาของโจทก์ยังเป็นผู้เจรจาเกี่ยวกับส่วนลดของค่าสินค้าดังกล่าวกับบริษัทผู้ว่าจ้าง และยังเป็นผู้ลงนามในสัญญาดังกล่าวอีกด้วย แสดงให้เห็นว่า สำนักงานสาขาของโจทก์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่การเจรจาต่อรองทำสัญญา จึงเข้าลักษณะที่โจทก์มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ตามข้อ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อน มิใช่เป็นการลงนามแทนเพื่อความสะดวกตามที่โจทก์อ้าง และสำนักงานสาขายังรับผิดชอบเกี่ยวกับการติดตั้งสินค้าทั้งหมด ซึ่งเป็นการประกอบธุรกิจตามสัญญาเดียวกันที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่า สำนักงานสาขาเป็นสถานประกอบการถาวรของโจทก์เฉพาะการรับจ้างทำของเท่านั้น กรณีจึงถือว่า โจทก์ประกอบธุรกิจในส่วนการจัดหาสินค้าตามสัญญาโดยผ่านสถานประกอบการถาวรประเภทสาขาของโจทก์ เมื่อโจทก์เป็นวิสาหกิจต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผ่านสถานประกอบการถาวร กำไรของโจทก์จึงย่อมต้องเสียภาษีในประเทศไทย ตามข้อ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อน ดังนั้น กำไรจากการจัดหาสินค้าย่อมต้องถือเป็นกำไรของสถานประกอบการถาวรของโจทก์ด้วยทั้งหมด</p>
<p><code>     </code>เมื่อโจทก์ไม่ยอมส่งมอบเอกสารต้นทุนสินค้าให้กับกรมสรรพากรตรวจสอบ ทำให้เจ้าพนักงานไม่สามารถหากำไรสุทธิในส่วนการจัดหาสินค้าของโจทก์ได้ และกรณีย่อมถือว่ารายได้ทั้งหมดของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้นไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิได้ไปด้วย เนื่องจากกำไรสุทธิจะต้องคำนวณจากรายได้และรายจ่ายจากกิจการทุกส่วนของโจทก์ ไม่ใช่แยกการคำนวณเป็นรายกิจการไป ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานสรรพากรประเมินภาษีของโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับทั้งหมดก่อนหักรายจ่ายใด ๆ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงนับว่าถูกต้องแล้ว</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกา เนื่องจากตามข้อเท็จจริงแล้วนั้น โจทก์และกิจการร่วมค้า J ทำสัญญากับบริษัทในประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การติดตั้งสินค้าจนสามารถใช้งานได้ โดยผู้รับจ้างมีหน้าที่จัดหาสินค้าหรือสัมภาระดังกล่าว และเนื่องจากว่าสินค้าดังกล่าวผลิตในต่างประเทศ โจทก์และกิจการร่วมค้า J จึงแบ่งหน้าที่ตามสัญญาดังกล่าวกัน ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างโจทก์และกิจการร่วมค้า J เท่านั้น มิได้มีผลกระทบต่อสัญญาที่ทำกับบริษัทในประเทศไทย จนทำให้สัญญาดังกล่าวแบ่งแยกออกเป็นสัญญาซื้อขายสินค้าและสัญญาจ้างทำของ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด เห็นได้จาก โจทก์ยังคงต้องรับผิดในสัญญาดังกล่าวหากไม่สามารถติดตั้งสินค้าดังกล่าวได้ ดังนั้น เมื่อเป็นสัญญาจ้างทำของสัญญาเดียวมิได้มีการแบ่งแยก การจัดหาสินค้าของโจทก์จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามสัญญาจ้างทำของนั้น จึงถือว่า โจทก์ได้ประกอบธุรกิจผ่านทางสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย โจทก์ต้องเสียภาษีจากกำไรทั้งหมดที่เกิดจากกิจการของสถานประกอบการถาวรนั้นในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงกำไรจากมูลค่าของสินค้าและการติดตั้งสินค้านั้นด้วย</p>
<p><code>     </code>ด้วยเหตุนี้ หากต้องการแยกสัญญาออกเป็น 2 สัญญา โดยแบ่งการดำเนินงานและความรับผิดออกจากการอย่างชัดเจนแล้ว ก็ควรจะจัดทำสัญญาออกเป็น 2 ฉบับ มิใช่ทำเป็นสัญญาฉบับเดียว เพราะแม้จะมีการแยกราคาสินค้าออกจากราคาการติดตั้งสินค้า หรือแบ่งแยกหน้าที่ในสัญญากันแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อตกลงกันเองระหว่างผู้รับจ้าง ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ว่าจ้างแต่อย่างใด เพราะผู้รับจ้างก็ยังคงต้องรับผิดต่อผู้ว่าจ้างร่วมกันอยู่เช่นเดิม</p>
<p style="text-align: center;"><strong>นางสาวอชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์</strong></p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9725<br />
Email: <a href="mailto:achirayas@dlo.co.th" target="_blank" rel="noopener noreferrer">achirayas@dlo.co.th</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/6022">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมกราคม 2564</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม 2563</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5955</link>
				<pubDate>Fri, 15 Jan 2021 01:57:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5955</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 114 เดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม 2563 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. ยกเว้นภาษีเงินได้เท่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5955">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
<strong>DLO’S Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 114 เดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม 2563</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p style="text-align: left;">1. ยกเว้นภาษีเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการตามมาตรการ “ช้อปดีมีคืน”<br />
2. การปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน<br />
3. การกำหนดจำนวนรายได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร<br />
4. ยกเว้นภาษีเงินได้ของวิสาหกิจชุมชน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8942/2560<br />
ระหว่าง<code>         </code>บริษัท ด. จำกัด<code>     </code>โจทก์<br />
<code>             </code>กรมสรรพากร<code>       </code>จำเลย<br />
เรื่อง การออกใบลดหนี้ และใบกำกับภาษี</p>
<p style="text-align: left;"><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>1. ยกเว้นภาษีเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการตามมาตรการ “ช้อปดีมีคืน”</strong><br />
<code>     </code>กฎกระทรวง ฉบับที่ 368 (พ.ศ. 2563) กำหนดยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการในราชอาณาจักรให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินสามหมื่นบาท ระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2XjQagn">https://bit.ly/2XjQagn</a></p>
<p style="text-align: left;"><strong>2. การปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน</strong><br />
<code>     </code>กฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563) กำหนดลักษณะที่เชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไรของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และกำหนดหลักเกณ์และวิธีการสำหรับให้เจ้าพนักงานประเมินปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทดังกล่าว<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2XlufWh">https://bit.ly/2XlufWh </a></p>
<p style="text-align: left;"><strong>3. การกำหนดจำนวนรายได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร</strong><br />
<code>     </code>กฎกระทรวง ฉบับที่ 370 (พ.ศ. 2563) กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมีรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการไม่เกิน 200 ล้านบาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา 71 ตรี โดยให้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีหลังวันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/38rnXuo">https://bit.ly/38rnXuo </a></p>
<p style="text-align: left;"><strong>4. ยกเว้นภาษีเงินได้ของวิสาหกิจชุมชน</strong><br />
<code>     </code>กฎกระทรวง ฉบับที่ 371 (พ.ศ. 2563) กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ของวิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลซึ่งมีเงินได้ไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี และได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึง 31 ธันวาคม 2565<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3s5wOKh">https://bit.ly/3s5wOKh </a></p>
<p style="text-align: left;"><strong>คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8942/2560<br />
ระหว่าง<code>         </code>บริษัท ด.<code>     </code>โจทก์<br />
<code>             </code>กรมสรรพากร<code>   </code>จำเลย<br />
เรื่อง : การออกใบลดหนี้ และใบกำกับภาษี</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> การส่งมอบสินค้าเพื่อทดแทนที่เสียหาย จะต้องออกใบกำกับภาษีหรือไม่</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> โจทก์ขายสินค้าให้กับบริษัท ท. โดยได้รับชำระเงินและออกใบกำกับภาษีให้กับผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้น พบว่ามีสินค้าบางส่วนที่เสียหาย โจทก์จึงนำเข้าสินค้าตัวใหม่มาเพื่อทดแทนสินค้าที่เสียหายไป โดยไม่ได้มีการออกใบลดหนี้สำหรับการรับคืนสินค้าที่เสียหายและไม่ได้ออกใบกำกับภาษีสำหรับการส่งมอบสินค้าใหม่เพื่อทดแทน โจทก์จึงต้องรับผิดชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี ตามมาตรา 89 (5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยโจทก์อ้างว่า กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อ เนื่องจากตามสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ในสินค้าจะโอนต่อเมื่อมีการติดตั้ง ตรวจรับ และออกใบตรวจรับงานขั้นสุดท้ายเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องออกใบลดหนี้และใบกำกับภาษีฉบับใหม่</p>
<p style="text-align: left;"><strong>คำพิพากษา :</strong> ศาลฎีกา เห็นว่า ตามมาตรา 77/1 (8) และมาตรา 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากรนั้น หากผู้ขายได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ โดยส่งมอบสินค้าหรือได้รับชำระราคาสินค้าหรือได้ออกใบกำกับภาษีแล้ว ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมเกิดขึ้นแล้ว โดยไม่ต้องพิจารณาถึงการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาซื้อขายตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ผู้ซื้อย่อมนำใบกำกับภาษีไปใช้สำหรับการขอคืนภาษีหรือเครดิตภาษีในเดือนภาษีนั้นได้ และผู้ขายที่ออกใบกำกับภาษีมีหน้าที่นำภาษีขายไปเสียภาษีในเดือนภาษีนั้น และในทางบัญชีสินค้าคงเหลือของผู้ขายก็ต้องมีการตัดยอดสินค้าที่ขายไปออกจากบัญชีสินค้าคงเหลือให้ตรงกับยอดสินค้าที่มีอยู่จริง เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่</p>
<p><code>     </code>เมื่อโจทก์ได้มีการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ และออกใบกำกับภาษีพร้อมกับใบ Delivery note เพื่อนำมาเรียกเก็บเงินนั้น ย่อมเกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ที่โจทก์ส่งมอบสินค้า รับชำระราคาสินค้า หรือออกใบกำกับภาษีแล้ว และโจทก์ไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการออกใบกำกับภาษีเพื่อประโยชน์ในการเรียกเก็บเงินอย่างเดียว โดยไม่เกี่ยวกับการใช้ในทางระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม</p>
<p><code>     </code>นอกจากนี้ ใบกำกับภาษีดังกล่าวต้องใช้กับสินค้าจำนวนนั้นเท่านั้น หากภายหลังพบว่า สินค้าเสียหายซึ่งโจทก์จะต้องรับผิดชอบเปลี่ยนของใหม่ให้และรับคืนสินค้าที่เสียหายกลับมา โจทก์มีหน้าที่ต้องออกใบลดหนี้สำหรับสินค้าที่เสียหายนั้นและนำภาษีขายที่คำนวณจากสินค้าที่เสียหายมาหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีที่มีการออกใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 ประกอบมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.80/2542 และเมื่อมีการนำสินค้าใหม่มาทดแทนในส่วนที่เสียหายก็ต้องมีการออกใบกำกับภาษีสำหรับสินค้าใหม่ที่นำมาทดแทนเพื่อให้ตรงกับการเสียภาษีซื้อจากการนำเข้าสินค้าใหม่ดังกล่าว และนำไปตัดยอดจากบัญชีสินค้าคงเหลือเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกัน</p>
<p><code>     </code>เมื่อปรากฏว่า โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าจำนวนใหม่ทดแทนที่เสียหายซึ่งได้มีการออกใบกำกับภาษีไปก่อนหน้านี้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีตั้งแต่เมื่อมีการส่งมอบสินค้าใหม่โดยไม่ต้องคำนึงว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ การประเมินภาษีของจำเลยจึงชอบแล้ว</p>
<p style="text-align: left;"><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกา เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบพยานในชั้นศาลได้ความว่า โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าและเรียกชำระราคาสินค้าจากผู้ซื้อแล้ว อีกทั้งได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ความรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้าย่อมเกิดขึ้นแล้วตามมาตรา 78 แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ต้องพิจารณาว่ากรรมสิทธิ์ในสินค้าจะโอนไปตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาหรือไม่ หากภายหลังมีการรับคืนสินค้าเพราะว่าเกิดความเสียหาย โจทก์ก็ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ การออกใบลดหนี้ เนื่องจากเกิดกรณีที่มีเหตุให้โจทก์สามารถออกใบลดหนี้ได้ ตามมาตรา 82/10 (3) แห่งประมวลรัษฎากร และหากโจทก์ส่งมอบสินค้าใหม่ให้ผู้ซื้อทดแทนที่เสียหาย โจทก์ก็ต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับการส่งมอบสินค้าเพื่อทดแทนนั้น เนื่องจากเข้าลักษณะเป็นการขาย ตามมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ไม่ได้ออกใบกำกับภาษี จึงต้องรับผิดตามมาตรา 89 (5) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><code>     </code>แต่หากเป็นกรณีที่โจทก์ยังไม่ได้ส่งมอบสินค้า หรือรับชำระราคาสินค้า หรือออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อ ซึ่งยังไม่เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วในระหว่างนั้นพบว่าสินค้าที่นำเข้ามาชำรุดเสียหาย โจทก์จึงได้นำเข้าสินค้าใหม่มาทดแทนสินค้าที่เสียหายเพื่อส่งมอบให้ผู้ซื้อต่อไปนั้น โจทก์ก็ไม่มีหน้าที่ต้องออกใบลดหนี้แต่อย่างใด โดยโจทก์จะต้องออกใบกำกับภาษีให้กับผู้ซื้อเมื่อความรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า หรือรับชำระราคาสินค้า หรือออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อ ตามมาตรา 78 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><code>     </code>สำหรับสินค้าที่เสียหายนั้น หากโจทก์ได้ทำลายสินค้าซึ่งเสียหายนั้นตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดแล้ว จะไม่ถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าสินค้าที่ได้ทำลาย และมีสิทธิตัดต้นทุนที่เหลือเป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรีแห่งประมวลรัษฎากร เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายสินค้าแล้วให้มีบุคคลอย่างน้อยประกอบด้วย ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลายเพื่อใช้เป็น หลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งเชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 เรื่อง แนวทางปฏิบัติ กรณีการทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิสินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก</p>
<p style="text-align: center;">นางสาวอชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9725<br />
Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5955">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายน 2563</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5935</link>
				<pubDate>Tue, 22 Dec 2020 03:06:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5935</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 113 เดือนกันยายน 2563 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการจำหน่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5935">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายน 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
DLO’S Tax Newsletter</p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 113 เดือนกันยายน 2563</strong></p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong><br />
1. สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของเจ้าหนี้อื่น<br />
2. ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย<br />
3. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักรและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องจักรในระบบอัตโนมัติ เป็นจำนวน 2 เท่า<br />
4. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย สำหรับค่าจ้างลูกจ้างที่มีทักษะสูง เป็นจำนวน 1.5 เท่า<br />
5. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายในการฝึกอบรมลูกจ้าง เป็นจำนวน 2.5 เท่า<br />
6. ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการบริจาคให้แก่สถานศึกษาผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ เป็นจำนวน 2 เท่า<br />
7. ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
1. มาตรการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9144/2560<br />
ระหว่าง<code>         </code>บริษัท พ. จำกัด<code>     </code>โจทก์<br />
<code>             </code>กรมสรรพากร<code>       </code>จำเลย<br />
เรื่อง การเพิ่มทุนและลดทุน</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p><strong>1. สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของเจ้าหนี้อื่น</strong><br />
<code>     </code>กฎกระทรวง ฉบับที่ 367 (พ.ศ. 2563) ได้ประกาศยกเลิกความในข้อ 6 จัตวาเดิม และได้กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของเจ้าหนี้อื่น สำหรับหนี้ส่วนที่ได้ปลดให้แก่ลูกหนี้อันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3c79tjF" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3c79tjF</a></p>
<p><strong>2. ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย</strong><br />
<code>     </code>คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 328/2563 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราสำหรับการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับผู้มีเงินได้ประเภทต่าง ๆ อาทิ บุคคลธรรมดา นิติบุคคลในหลายกรณี โดยเงินได้ที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ให้หักไว้อัตราร้อยละ 2.0<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2FK3Sny" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2FK3Sny</a></p>
<p><strong>3. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักรและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องจักรในระบบอัตโนมัติ เป็นจำนวน 2 เท่า</strong><br />
<code>     </code>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 710) พ.ศ. 2563 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักรและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องจักรในระบบอัตโนมัติ ที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็นจำนวน 2 เท่า<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3kUppZC" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3kUppZC</a></p>
<p><strong>4. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย สำหรับค่าจ้างลูกจ้างที่มีทักษะสูง เป็นจำนวน 1.5 เท่า</strong><br />
<code>     </code>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 711) พ.ศ. 2563 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย สำหรับรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นเงินเดือนตามสัญญาจ้างแรงงานให้แก่ลูกจ้างที่มีทักษะสูง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็นจำนวน 1.5 เท่า<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2KtASTr" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2KtASTr</a></p>
<p><strong>5. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายในการฝึกอบรมลูกจ้าง เป็นจำนวน 2.5 เท่า</strong><br />
<code>     </code>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 712) พ.ศ. 2563 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรายจ่ายในการส่งลูกจ้างเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรม หรือจัดฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้าง ในหลักสูตรที่ได้รับการรับรอง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2563 เป็นจำนวน 2.5 เท่า<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3nEljGD" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3nEljGD</a></p>
<p><strong>6. ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการบริจาคให้แก่สถานศึกษาผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ เป็นจำนวน 2 เท่า</strong><br />
<code>     </code>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 713) พ.ศ. 2563 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล สำหรับการบริจาคให้แก่สถานศึกษาผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เป็นจำนวน 2 เท่าของเงิน หรือรายจ่ายที่บริจาค แล้วแต่กรณี<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/36RlGXJ" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/36RlGXJ</a></p>
<p><strong>7. ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong><br />
<code>     </code>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 715) พ.ศ. 2563 กำหนดให้ขยายระยะเวลาและคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่นแล้ว) สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/35KDaFO" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/35KDaFO</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
<strong>1. การกำหนดจำนวนรายได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการของลักษณะ การดำเนินการด้านการพาณิชย์หรือการเงินที่เชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไรระหว่างกันของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน<br />
<code>     </code>และเห็นชอบหลักการยกเว้นให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายได้ต่อรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสองร้อยล้านบาทไม่ต้องรายงานข้อมูลและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี โดยให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3kNaFM2" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3kNaFM2</a></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9144/2560<br />
ระหว่าง<code>         </code>บริษัท พ. จำกัด<code>     </code>โจทก์<br />
<code>             </code>กรมสรรพากร<code>       </code>จำเลย<br />
เรื่อง การเพิ่มทุนและลดทุน</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> การเพิ่มทุนและลดทุนเพื่ออำพรางการให้เปล่า</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> บริษัท พ. ซื้อหุ้นในบริษัท ส. เป็นจำนวน ร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด และบริษัททั้งสองมีกรรมการส่วนใหญ่เป็นชุดเดียวกันและมีสถานประกอบการอยู่ที่เดียวกัน ในปี 2539 – 2543 บริษัท ส. ได้กู้ยืมเงินจากบริษัท พ. และมีดอกเบี้ยค้างจ่ายจำนวนมาก โดยในช่วงเวลาเดียวกันบริษัท ส. ได้ทำการเพิ่มทุนและลดทุนหลายครั้ง โดยบริษัท พ. ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ส. เช่น</p>
<p><code>     </code>1. ปี 2542 บริษัท ส. ลดทุนจำนวน 97,000,000 บาท แต่ต่อมาก็เพิ่มทุน 97,000,000 บาท โดยบริษัท พ.เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมด ด้วยวิธีแปลงหนี้เป็นทุน<br />
<code>     </code>2. ปี 2543 บริษัท ส. เพิ่มทุนอีก 87,000,000 บาท และบริษัท พ. เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดด้วยการชำระเป็นเงินสด แต่เพียงแค่สองเดือนต่อมาบริษัท ส. ก็ได้ลดทุนลงจำนวน 87,000,000 บาท</p>
<p><code>     </code>นอกจากนี้ ในปี 2546 บริษัท พ. ยังขายหุ้นที่ถือในบริษัท ส. จำนวน 60,000 หุ้น ให้กับบริษัทบริษัทในเครือ ในราคาหุ้นละ 151 บาท มีต้นทุนของหุ้นที่ขาย หุ้นละ 520.94 บาท โดยลงบัญชีว่ามีผลขาดทุนจากการขายหุ้นดังกล่าวจำนวน 22,510,855.26 บาท</p>
<p><code>     </code>เจ้าพนักงานตรวจสอบและประเมินภาษีบริษัท พ. ด้วยเหตุที่ว่า การที่บริษัท พ. ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัท ส. เป็นการหลีกเลี่ยงการให้กู้ยืมเงิน อันมีผลต่อรายได้ดอกเบี้ย และการลดทุนเป็นการหลีกเลี่ยงการคืนเงินกู้ยืม จึงเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต บริษัท พ. แสดงรายรับและรายจ่ายไม่เป็นไปตามประมวลรัษฎากร และมีความเห็นว่าเงินลงทุนในหุ้นที่ขายมีจำนวน หุ้นละ 75 บาท จึงประเมินรายได้จากผลกำไรจากการขายหุ้นจำนวน 4,460,000 บาท ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และบวกกลับผลขาดทุนในการขายหุ้น เนื่องจากเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> ศาลฎีกาเห็นว่า การที่บริษัท พ. ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมดในบริษัท ส. ทำให้การเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัท ส. ย่อมเป็นการเพิ่มทุนและลดทุนเฉพาะในส่วนของบริษัท พ. เกือบทั้งจำนวน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มทุนและลดทุนเป็นจำนวนมากในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน จำนวนเดียวกัน โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าบริษัท ส. มีความจำเป็นในทางการค้าหรือแผนการดำเนินงานทางธุรกิจที่จะต้องเพิ่มหรือลดทุนอย่างไร นอกจากนี้ หลังจากที่บริษัท ส. มีความสามารถในการทำกำไรหรือมีผลประกอบการดีขึ้นเรื่อย ๆ บริษัท พ. ย่อมต้องหวังผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลจากการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวในอนาคต แต่บริษัท พ. กลับขายหุ้นดังกล่าวให้กับบริษัทในเครือ อันเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของการลงทุนอีกด้วย</p>
<p><code>     </code>พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า บริษัท พ. มีเจตนาสร้างขั้นตอนการเพิ่มทุนและลดทุนในบริษัท ส. เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงที่จะให้ความช่วยเหลือในลักษณะเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือเพื่อให้เงินซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัท ส. ได้รับจากบริษัท พ. ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินหรือรายได้เนื่องจากการประกอบกิจการซึ่งบริษัท ส. จะต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนบริษัท พ. ก็เลี่ยงจากการให้เงินช่วยเหลือหรือเงินให้เปล่าแก่บริษัท ส. มาเป็นการซื้อหุ้นเพิ่มทุน เพื่อลดหนี้ของบริษัท ส. โดยให้บริษัท ส. นำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปชำระหนี้ที่บริษัท พ. เคยให้กู้ยืม ส่งผลให้บริษัท พ. ไม่ต้องมีรายได้ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัท พ. เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลง และบริษัท พ. ยังสามารถนำผลขาดทุนที่เกิดจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนและลดทุนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ดังนั้น ผลขาดทุนที่เกิดจากการหุ้นให้กับบริษัทในเครือ จำนวน 22,510,855.26 บาท จึงมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ และเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><code>     </code>การเพิ่มทุนและลดทุนดังกล่าว ซึ่งทำให้ต้นทุนต่อหุ้นของเงินลงทุนในบริษัท ส. ของบริษัท พ. สูงขึ้นจากราคาที่ซื้อมาราคาหุ้นละ 75 บาท เป็นราคาหุ้นละ 520.94 บาท และทำให้บริษัท พ. อ้างว่ามีผลขาดทุนจากการขายหุ้นนั้น เมื่อการเพิ่มทุนและลดทุนดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อบิดเบือนและหลีกเลี่ยงการให้เงินเปล่าแก่บริษัท ส. แล้ว บริษัท พ. จึงไม่สามารถนำผลของการเพิ่มทุนและลดทุนดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นต้นทุนเงินลงทุนของบริษัท พ. ได้ แต่จะต้องใช้ราคาถัวเฉลี่ยของราคาหุ้นที่ไม่รวมผลของการเพิ่มทุนและลดทุนในช่วงเวลาดังกล่าว คำนวณได้เป็นราคาหุ้นละ 60.94 บาท ทำให้แท้จริงแล้วบริษัท พ. มีกำไรจากการขายหุ้น 4,812,347.36 บาท การประเมินรายได้เพิ่มเติมจำนวน 4,812,347.36 บาท และการบวกกลับรายจ่ายต้องห้ามจำนวน 22,510,855.26 บาท ของกรมสรรพากรจึงชอบแล้ว</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกา เนื่องจากตามมาตรา 65 ตรี (13) ที่ไม่ให้ถือรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ กำหนดไว้เพื่อป้องกันมิให้บริษัทหรือนิติบุคคลใดสร้างรายจ่ายที่ไม่จำเป็นขึ้น เพื่อทำให้กำไรในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลง ทำให้บริษัทนั้นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงตามไปด้วย เพราะฉะนั้น หากบริษัท พ. ให้เงินสนับสนุนแก่บริษัท ส. โดยที่ไม่มีเหตุอันสมควร บริษัท พ. ก็ไม่สามารถนำเงินให้เปล่าดังกล่าวมาบันทึกเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิได้ นอกจากนี้ หากบริษัท พ. ให้การสนับสนุนบริษัท ส. ในรูปแบบของการให้กู้ยืมเงิน บริษัท พ. จำเป็นต้องเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากบริษัท ส. ด้วย และดอกเบี้ยที่ได้รับก็จะถือเป็นรายได้ของบริษัท พ. ที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิ ซึ่งทำให้บริษัท พ. ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น หากกำไรของกิจการเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><code>     </code>แต่การซื้อหุ้นเพิ่มทุนนั้นไม่เหมือนกันกับกรณีที่กล่าวมาแล้ว เนื่องจากหากบริษัท พ. ลงทุนในบริษัท ส. ด้วยวิธีการซื้อหุ้นเพิ่มทุนแล้ว เงินส่วนที่บริษัท พ. ชำระค่าหุ้นไปจะไม่ถือว่าเป็นการให้เปล่าและการให้กู้ยืมเงิน แต่จะเข้าลักษณะที่บริษัท พ. ซื้อทรัพย์สิน คือ หุ้น ซึ่งมีราคาเท่ากับจำนวนเงินที่บริษัท พ. ได้จ่ายไป และบริษัท ส. ได้รับเงินจากการขายหุ้นก็ไม่ต้องบันทึกเป็นรายได้ของบริษัท ส. แต่เข้าลักษณะของส่วนผู้ถือหุ้น ด้วยเหตุนี้ หากบริษัท ส. ทำการลดทุนในภายหลัง ทำให้มูลค่าหุ้นที่บริษัท พ. ถืออยู่นั้นลดลง เมื่อบริษัท พ. ขายหุ้นดังกล่าวให้กับบริษัทอื่น บริษัท พ. ก็สามารถนำผลเสียหายจากการขายหุ้นดังกล่าวมาลงเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิได้ ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การกระทำของบริษัท พ. และบริษัท ส. เป็นการร่วมกันสร้างขั้นตอนการเพิ่มทุนและลดทุนที่ไม่จำเป็นขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดรายได้และเพิ่มรายจ่ายของทั้งสองบริษัท ทำให้กำไรสุทธิของบริษัท พ. มีจำนวนลดลง และส่อเจตนาที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงได้พิจารณาที่ไม่ลดหรืองดเบี้ยปรับให้กับบริษัท พ.</p>
<p><code>     </code>ผู้เขียนเห็นว่า การกระทำของบริษัท พ. นั้น มิใช่การวางแผนเพื่อให้สามารถเสียภาษีให้น้อยลง เนื่องจากการวางแผนภาษีนั้น คือการวิเคราะห์และพิจารณาถึงสิทธิตามกฎหมายของผู้เสียภาษีว่ามีทางใดที่สามารถทำให้เสียภาษีได้น้อยที่สุด แต่วิธีการนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้ มิใช่เป็นการวางแผนเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีด้วยวิธีที่ผิดกฎหมายและไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่กล่าวมาข้างต้น การวางแผนภาษีที่ดีจึงควรกระทำโดยที่นักวิชาชีพที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านภาษีอากร มิฉะนั้น จะมีความเสี่ยงที่กรมสรรพากรจะตรวจพบความผิดปกติ และนำไปสู่การประเมินภาษีอากรในที่สุด</p>
<p style="text-align: center;">นางสาวอชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9725<br />
Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5935">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนกันยายน 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนสิงหาคม 2563</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5885</link>
				<pubDate>Mon, 05 Oct 2020 01:28:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5885</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 112 เดือนสิงหาคม 2563 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5885">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนสิงหาคม 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
<strong>DLO’S Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 112 เดือนสิงหาคม 2563</strong></p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p>1. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ตามมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นจำนวน 1.5 เท่า<br />
2. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับค่าจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม เป็นจำนวน 3 เท่า<br />
3. ยกเว้นภาษีจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้สถาบันการเงินและลูกหนี้อื่น</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p>1. มาตรการปรับปรุงและกำหนดอัตราภาษีป้ายขึ้นใหม่</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>5659/2561<br />
ระหว่าง<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>บริษัท ล. จำกัด<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>โจทก์<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>กรมสรรพากร<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จำเลย<br />
เรื่อง เงินรางวัล ส่วนลด ประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p><strong>1. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ตามมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นจำนวน 1.5 เท่า</strong><br />
<code>     </code>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 707) พ.ศ. 2563 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ตามมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด 19 เฉพาะดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็นจำนวน 1.5 เท่า<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3mrTfGA" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3mrTfGA</a></p>
<p><strong>2. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับค่าจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม เป็นจำนวน 3 เท่า</strong><br />
<code>     </code>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 708) พ.ศ. 2563 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคมในเดือนเมษายน 2563 ถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ตามจำนวนที่จ่ายจริงและลูกจ้างได้รับค่าจ้างนั้นไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท เป็นจำนวน 3 เท่า<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3hvkr3v" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3hvkr3v</a></p>
<p><strong>3. ยกเว้นภาษีจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้</strong><br />
<code>     </code>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 709) พ.ศ. 2563 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ อันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้สถาบันการเงิน และลูกหนี้อื่น ๆ<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2E4kFRA" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2E4kFRA</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p><strong>1. มาตรการปรับปรุงและกำหนดอัตราภาษีป้ายขึ้นใหม่</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการปรับปรุงอัตราภาษีป้ายเดิม และกำหนดอัตราภาษีป้ายขึ้นใหม่สำหรับป้ายที่ใช้เครื่องจักรกล ป้ายอักษรวิ่ง และป้ายจออิเล็กทรอนิกส์ที่มีการโฆษณามากกว่าหนึ่งภาพในหกสิบวินาที โดยกำหนดให้อัตราภาษีป้ายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/32yFttV" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/32yFttV</a></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>5659/2561<br />
ระหว่าง<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>บริษัท ล. จำกัด<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>โจทก์<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>กรมสรรพากร<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จำเลย<br />
เรื่อง เงินรางวัล ส่วนลด ประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> เงินสนับสนุนการขายที่จ่ายให้ตัวแทนจำหน่ายเป็นการให้บริการด้านโฆษณาหรือไม่</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> บริษัท ล. จำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ โดยสั่งซื้อรถยนต์จากบริษัท ต. จำกัด และนำไปขายต่อให้กับผู้ซื้อลำดับสุดท้าย ซึ่งเข้าลักษณะเป็นตัวแทนจำหน่าย บริษัท ล. ได้รับเงินสนับสนุนสำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดการส่งเสริมการขายเป็นจำนวนร้อยละ 80 ของจำนวนค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่บริษัท ล. ได้จ่ายไปในการจัดงานส่งเสริมการขายแต่ละครั้ง เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า เงินสนับสนุนดังกล่าวที่บริษัท ล. ได้รับนั้น เข้าลักษณะเป็นค่าบริการด้านการโฆษณาเพื่อให้รถยนต์ของบริษัท ต. ผู้ผลิตเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น บริษัท ล. จึงถือเป็นผู้ให้บริการที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้รับบริการ เมื่อบริษัท ล. มิได้นำค่าบริการดังกล่าวมารวมเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้ประเมินเบี้ยปรับแก่บริษัท ล.</p>
<p><code>     </code>บริษัท ล. อ้างว่า เงินสนับสนุนดังกล่าว เป็นเงินที่บริษัท ต. ให้เปล่า โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ และบริษัท ล. ไม่มีหน้าที่ดำเนินการสิ่งใดตอบแทน การส่งเสริมการขายที่จัดขึ้น บริษัท ล. เป็นผู้วางแผนและจัดการเองทั้งหมด ทั้งยังออกจ่ายใช้จ่ายทดรองไปก่อน ซึ่งหากค่าใช้จ่ายเกินกว่าเงินสนับสนุนที่ตั้งงบประมาณไว้ บริษัท ล. ก็จะไม่ได้รับเงินในส่วนต่างดังกล่าวนั้น การส่งเสริมการขายจึงมีวัตุประสงค์เพื่อประโยชน์ของบริษัท ล. โดยเฉพาะ เงินสนับสนุนดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ซึ่งบริษัท ล. ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณมูลค่าฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> บริษัท ต. ผู้จัดจำหน่ายได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเพื่อจัดกิจกรรมที่จะให้เงินสนับสนุนไว้เพียงกว้าง ๆ เท่านั้น ส่วนรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการ บริษัท ล. ตัวแทนจำหน่ายเป็นผู้คิดและดำเนินการทั้งหมด โดยได้เน้นให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มยอดขายของบริษัท ล. เป็นสำคัญ และบริษัท ล. เป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายไปก่อนแล้วค่อยนำมาเบิกคืนทีหลังอีกด้วย การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาสินค้าจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าใจถึงคุณสมบัติของสินค้าและตัดสินใจซื้อสินค้าจากบริษัท ล. ส่วนประโยชน์ที่บริษัท ต. ได้รับนั้น เป็นการได้รับประโยชน์โดยปริยายเท่านั้น เพราะเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าจากบริษัท ล. เพิ่มมากขึ้น บริษัท ล. ก็ย่อมสั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ต. เพิ่มขึ้นตามไปด้วยอยู่แล้ว</p>
<p><code>     </code>นอกจากนี้ หากบริษัท ล. รับจ้างโฆษณาสินค้าให้แก่บริษัท ต. จริงก็ควรคิดค่าจ้างมากกว่าค่าใช้จ่ายที่บริษัท ล. ได้จ่ายไป แต่บริษัท ล. กลับได้รับเงินเพียงร้อยละ 80 เท่านั้น จึงไม่สมเหตุสมผลที่จะถือว่าเป็นการรับจ้างโฆษณา เงินสนับสนุนที่บริษัท ต. จ่ายให้กับบริษัท ล. ทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มยอดขายจนบริษัท ต. ได้ประโยชน์จากยอดขายไปด้วย เป็นเงินสนับสนุนการขายที่บริษัท ต. จ่ายให้บริษัท ล. ซึ่งซื้อรถยนต์ไปขายต่อ เพื่อให้มีผลต่อการขายรถยนต์ดังกล่าวของบริษัท ล. ให้ได้มากขึ้น ไม่ใช่ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนการให้บริการโฆษณาโดยบริษัท ล. แต่อย่างใด แต่เข้าลักษณะเป็นเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย บริษัท ล. จึงไม่ต้องนำเงินสนับสนุนดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกา เนื่องจากตามปกติของการประกอบธุรกิจแล้ว ผู้ประกอบการย่อมต้องการให้สินค้าหรือบริการของตนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เพื่อขยายขอบเขตของผู้สนใจที่จะมาซื้อสินค้าหรือบริการของตน จึงต้องมีการลงทุนด้านการประชาสัมพันธ์และการโฆษณาเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิต หรือว่าตัวแทนจำหน่ายก็ตาม ย่อมต้องการให้สินค้าของตนเป็นที่สนใจให้ได้มากที่สุดเท่านั้น</p>
<p><code>     </code>การที่บริษัท ล. ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย ประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาสินค้า โดยมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายนั้น แม้บริษัท ล. จะได้รับเงินสนับสนุนการจัดกิจกรรมมาจากบริษัท ต. ผู้ ผลิตสินค้าก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะพิจารณาว่าเป็นการรับจ้างหรือการให้บริการด้านโฆษณาได้อย่างแน่นอน แต่จะต้องพิจารณาถึงลักษณะของการจัดกิจกรรมและจำนวนเงินสนับสนุนที่ได้รับด้วย ดังเช่นที่ศาลฎีกาเห็นว่า หากเป็นการรับจ้างจริง จำนวนเงินสนับสนุนที่ได้รับควรจะต้องมีจำนวนมากกว่าค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไป เนื่องจาก โดยหลักแล้วไม่มีผู้ประกอบการใดที่จะให้บริการแล้วเกิดผลขาดทุนอย่างแน่นอน ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏเช่นนี้ พฤติการณ์ที่บริษัท ล. ได้รับเงินสนับสนุนจึงไม่เข้าลักษณะเป็นการให้บริการแต่อย่างใด</p>
<p><code>     </code>ในทางกลับกัน หากเป็นการให้เงินสนับสนุนให้ตัวแทนจำหน่ายจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายตามแผนการ วิธีการที่บริษัทผู้ผลิตเป็นผู้กำหนดรายละเอียดแล้ว ก็จะเข้าลักษณะเป็นการให้บริการด้านการโฆษณา เนื่องจากบริษัทผู้จ่ายเงินสนับสนุนมีอำนาจที่จะควบคุมการจัดกิจกรรม และตัวแทนจำหน่ายไม่มีอิสระในการจัดกิจกรรมของตน จึงเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของบริษัทผู้จ่ายเงินสนับสนุน มิใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวแทนจำหน่ายโดยเฉพาะ จึงมีความเสี่ยงอย่างมากที่เจ้าพนักงานสรรพากรจะเห็นว่าการได้รับเงินสนับสนุนดังกล่าว เกิดจากการให้บริการด้านโฆษณาที่จะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าฐานภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><strong>นางสาวอชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์</strong></p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ 0-2680-9751, 0-2680-9725<br />
Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5885">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนสิงหาคม 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมิถุนายน 2563</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5839</link>
				<pubDate>Thu, 24 Sep 2020 05:10:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5839</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 110 เดือนมิถุนายน 2563 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรั [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5839">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมิถุนายน 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
<strong>DLO’S Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 110 เดือนมิถุนายน 2563</strong></p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p>1. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยที่ได้รับตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและส่งเสริมการบริโภคในประเทศ หรือชิมช้อปใช้<br />
2. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF พิเศษ)</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p>1. มาตรการภาษีเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ (Thailand Plus Package)</p>
<p><strong>คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>     </code>6735/2559<br />
<strong>ระหว่าง</strong><code>             </code>บริษัท ส. จำกัด<code>     </code>โจทก์<br />
<code>                  </code>กรมสรรพากร<code>      </code>จำเลย<br />
<strong>เรื่อง :</strong> ดอกเบี้ยในเงินภาษีอากรคืน</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p><strong>1. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยที่ได้รับตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและส่งเสริมการบริโภคในประเทศ หรือชิมช้อปใช้</strong></p>
<p><code>     </code>กฎกระทรวง ฉบับที่ 362 (พ.ศ. 2563) กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยที่ได้รับตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและส่งเสริมการบริโภคในประเทศ หรือชิมช้อปใช้ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/36DeRZl" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/36DeRZl</a></p>
<p><strong>2. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF พิเศษ)</strong></p>
<p><code>     </code>กฎกระทรวง ฉบับที่ 363 (พ.ศ. 2563) กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออมตามจำนวนที่จริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ สำหรับการซื้อหน่วยลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2Ag0rSN" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2Ag0rSN</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p><strong>1. มาตรการภาษีเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ (Thailand Plus Package)</strong></p>
<p><code>     </code>เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ (Thailand Plus Package) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลดังนี้<br />
<code>     </code>1. สำหรับการลงทุนตามโครงการลงทุนในระบบอัตโนมัติเป็นจำนวน 2 เท่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563<br />
<code>     </code>2. สำหรับรายจ่ายที่เป็นเงินเดือนให้แก่ลูกจ้างที่มีทักษะสูงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ ตามสัญญาจ้างแรงงานในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็นจำนวน 1.5 เท่า<br />
ทั้งนี้ เฉพาะที่จ่ายจริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อเดือน<br />
<code>     </code>3. สำหรับรายจ่ายที่ใช้ในการฝึกอบรม หรือส่งลูกจ้างเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3gw7RC0" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3gw7RC0</a></p>
<p><strong>คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>     </code>6735/2559<br />
<strong>ระหว่าง</strong><code>             </code>บริษัท ส. จำกัด<code>     </code>โจทก์<br />
<code>                  </code>กรมสรรพากร<code>     </code>จำเลย<br />
<strong>เรื่อง</strong> : ดอกเบี้ยในเงินภาษีอากรคืน</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> บริษัท ส. มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในเงินภาษีอากรคืนหรือไม่</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> บริษัท ส. ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ประจำเดือนภาษีมิถุนายน 2551 เพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินสด เนื่องจากบริษัท ส. มีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายเป็นเครดิตภาษีที่ชำระเกินและพันยอดสะสมยกมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 ต่อมากรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.72) จำนวน 91,618,809.58 บาท โดยได้หักกลบลบหนี้ค่าภาษีที่บริษัท ส. ต้องชำระของปี 2549 และ 2551 คงเหลือเงินคืน 77,584,628.79 บาท แต่ไม่พิจารณาให้ดอกเบี้ยในเงินภาษีอากรคืน กรณีคืนเงินภาษีอากรที่ชำระตามแบบแสดงรายการตามข้อ 1 (2) และข้อ 1 วรรคสองของกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) แก่บริษัท ส.</p>
<p><code>     </code>กรมสรรพากรอ้างว่า กรณีคืนเงินภาษีอากรที่ชำระตามแบบแสดงรายการตามข้อ 1 (2) และข้อ 1 วรรคสองของกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) นั้น จะต้องเป็นกรณีขอคืนเงินภาษีที่ชำระตามแบบ ภ.พ.30 ที่ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อเท่านั้น แต่ที่บริษัท ส. ขอคืนนั้นเป็นการยื่นขอคืนภาษีที่พันยอดสะสมยกมาซึ่งเกิดจากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายโดยไม่มีการชำระภาษีไว้ มิใช่เป็นการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท ส. ชำระไว้เกิน จึงไม่ใช่การขอคืนภาษีที่ชำระตามแบบ ภ.พ. 30 บริษัท ส. จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยตามมาตรา 84/3 ประกอบมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร หรือหากบริษัท ส. มีสิทธิได้รับดอกเบี้ย ก็คงได้รับเฉพาะดอกเบี้ยที่คิดจากจำนวนภาษีคงเหลือหลังจากการหักกลบลบหนี้แล้ว</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> ศาลฎีกา เห็นว่า ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ที่กำหนดให้กรณีหากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีถัดไปนั้น รวมไปถึงกรณีที่บริษัท ส. ยื่นคำร้องขอคืนอันเกิดจากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายหรือมีเครดิตภาษียกมาด้วย เนื่องจากต่างก็เป็นกรณีคืนเงินภาษีอากรที่ชำระตามแบบแสดงรายการตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) มิใช่เป็นดังที่จำเลยเข้าใจว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระพร้อมแบบ ภ.พ.30 จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เพราะหากเป็นเช่นนั้น บริษัท ส. จะไม่มีจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืน แต่กลับต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอีกด้วย และเป็นการตีความกฎหมายที่เป็นผลร้ายต่อผู้เสียภาษีอากรให้แก่รัฐ</p>
<p><code>     </code>นอกจากนี้ ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร ยังบัญญัติให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของเงินภาษีที่ได้รับคืน ดังนั้น จำนวนเงินภาษีที่บริษัท ส. ได้รับคืนจึงหมายถึงจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมสรรพการอนุมัติให้คืนแก่บริษัท ส. และใช้จำนวนนี้เป็นฐานในการคำนวณดอกเบี้ย หาใช่จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากได้มีการหักกลบลบหนี้กันภายหลังจากการมีคำสั่งแจ้งคืนเงินไม่ บริษัท ส. จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในเงินภาษีอากรคืนในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของเงินจำนวน 91,618,809.58 บาท</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกา ด้วยเหตุที่ว่า การตีความบทบัญญัติของกฎหมายที่กรมสรรพากรอ้างว่า “กรณีคืนเงินภาษีอากรที่ชำระตามแบบแสดงรายการตามข้อ 1 (2) และข้อ 1 วรรคสองของกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) นั้น จะต้องเป็นกรณีขอคืนเงินภาษีที่ชำระตามแบบ ภ.พ.30 ที่ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อเท่านั้น” เป็นการตีความเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ และเป็นการตีความที่ปิดช่องทางมิให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากการขอคืนภาษีได้เลย เนื่องจากหากเดือนภาษีใดมีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ผู้เสียภาษีก็จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนต่างนั้น ๆ และไม่มีภาษีที่สามารถขอคืนได้ในตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น การที่ผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะสามารถขอคืนภาษีได้ จึงต้องเป็นกรณีที่มีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย และถึงแม้ว่าจะเกิดจากเครดิตภาษีที่ผู้เสียภาษีสะสมยกมาจากเดือนภาษีก่อน ๆ ก็ตาม เมื่อผู้เสียภาษีตัดสินใจที่จะขอคืนภาษีดังกล่าว ผู้เสียภาษีก็มีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดให้ไว้ และจำนวนดอกเบี้ยจะต้องคำนวณจากเงินภาษีอากรที่ผู้เสียภาษีมีสิทธิได้รับคืน ก็คือจำนวนที่ระบุไว้ในหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร การหักกลับลบหนี้นั้น เป็นกรณีที่เกิดขึ้นภายหลังและไม่ได้ทำให้จำนวนเงินภาษีอากรที่ผู้เสียภาษีมีสิทธิได้รับลดลงแต่อย่างใด ดังนั้น การคิดดอกเบี้ยจึงไม่สามารถนำจำนวนเงินภาษีอากรที่คงเหลือจากการหักกลับลบหนี้มาเป็นฐานในการคำนวณดอกเบี้ยได้</p>
<p><code>     </code>ผู้เขียนเห็นว่า หากท่านเป็นผู้ประกอบการที่มีสิทธิขอคืนเงินภาษีอากรและได้ยื่นคำร้องเพื่อขอคืนเงินภาษีอากรตามกฎหมาย เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีจากกรมสรรพากรแล้ว ท่านควรตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนเงินที่ได้รับคืน และจำนวนดอกเบี้ยว่าถูกต้องตามสิทธิที่ท่านพึงมีหรือไม่ หากไม่แล้ว ท่านก็มีสิทธิที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้ได้รับตามสิทธิของท่านต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><strong>นางสาวอชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์</strong></p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9760<br />
Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/5839">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนมิถุนายน 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนพฤษภาคม 2563</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/5707</link>
				<pubDate>Wed, 10 Jun 2020 05:47:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5707</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 109 เดือนพฤษภาคม 2563 ข่าวภาษี 1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคให้แก่สภาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/5707">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนพฤษภาคม 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
DLO’S Tax Newsletter</p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 109 เดือนพฤษภาคม 2563</strong></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคให้แก่สภากาชาดไทย<br />
2. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพ</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>&nbsp;&nbsp;</code>12538/2557<br />
ระหว่าง<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>บริษัท บ.<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>โจทก์<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>กรมสรรพากร<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จำเลย<br />
เรื่อง ราคาตลาดสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
<strong>1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคให้แก่สภากาชาดไทย</strong><br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการหักค่าลดหย่อน หรือหักรายจ่าย และยกเว้นภาษีภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ อันเกิดจากการบริจาคเงิน หรือทรัพย์สินแล้วแต่กรณี ให้กับสภากาชาดไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ได้เป็นจำนวน 2 เท่า<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2A18N0b" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2A18N0b</a></p>
<p><strong>2. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพ</strong><br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 25 ของรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพตามที่กฎหมายกำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2A18N0b" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2A18N0b</a></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>&nbsp;&nbsp;</code>12538/2557<br />
ระหว่าง<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>บริษัท บ.<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>โจทก์<br />
<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>กรมสรรพากร<code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จำเลย<br />
เรื่อง : ราคาตลาดสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> ราคาขายอสังหาริมทรัพย์ตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายเป็นราคาตลาด อันถือเป็นรายรับในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> บริษัท บ. กำหนดราคาขายห้องชุดโดยคำนวณจากต้นทุนของโครงการรวมกับอัตรากำไรที่บริษัท บ. กำหนดไว้เป็นราคาขาย แต่เนื่องจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีการแข่งขันกันสูงและภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น บริษัท บ. จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดราคาขายต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อให้บริษัท บ. สามารถขายห้องชุดที่ก่อสร้างเสร็จแล้วได้ อันจะทำให้กิจการของบริษัท บ. ดำเนินต่อไปได้ โดยบริษัท บ. ขายห้องชุดในราคานี้ให้แก่ผู้ซื้อทุกรายอย่างเท่าเทียมกันและถือว่าเป็นราคาตลาดที่แท้จริง ณ ขณะที่มีการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขาย และเป็นราคาเดียวกับราคาที่ปรากฏในสัญญาซื้อขายในวันจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน</p>
<p><code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกรมสรรพากรเห็นว่าเป็นการขายต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ใช้อยู่ในวันโอน และเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินรายได้ของบริษัท บ. เพิ่มขึ้นโดยกำหนดให้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้อยู่ในวันโอนเป็นรายได้ของบริษัท</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> ศาลฎีกา เห็นว่า บทบัญญัติของประมวลรัษฎากรในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคลมิได้กำหนดนิยามคำว่า “ราคาตลาด” ไว้ แต่เมื่อพิจารณาแล้วคงมีความหมายในทำนองเดียวกับมาตรา 91/1 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบทบัญญัติในส่วนของภาษีธุรกิจเฉพาะที่กำหนดนิยามว่า “ราคาตลาด คือ ราคาสินค้าที่มีการซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง โดยราคาตลาดในแต่ละช่วงเวลาย่อมอาจเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อราคาสินค้านั้น”</p>
<p><code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>จากการพิจารณาข้อโต้แย้งของคู่ความ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดินที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น ย่อมเห็นได้ว่า การออกราคาประเมินดังกล่าวมีรายละเอียดหลักเกณฑ์และเหตุผลที่น่าจะแสดงถึงราคาซื้อขายทรัพย์สินที่ปกติได้อย่างหนึ่ง โดยบริษัท บ. ก็มิได้โต้แย้งราคาประเมินดังกล่าว ประกอบกับบริษัท บ. ไม่นำสืบพยานหลักฐานแสดงรายละเอียดให้เห็นว่า ราคาขายห้องชุดที่บริษัท บ. ทำสัญญาซื้อขายกับลูกค้าและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มาจากต้นทุนของบริษัท บ. อย่างไร ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจนั้นมีผลกระทบที่เป็นเหตุให้บริษัท บ. กำหนดราคาดังกล่าวอย่างไร จึงปราศจากพยานหลักฐานและเหตุผลสนับสนุนว่าข้ออ้างของบริษัท บ. น่าเชื่อถือ</p>
<p><code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าห้องชุดบางห้องยังมีราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายสูงกว่าราคาประเมิน ซึ่งเป็นข้อพิรุธต่อข้ออ้างของบริษัท บ. ที่อ้างว่า ได้ทำสัญญาจดทะเบียนโอนห้องชุดกับลูกค้าในราคาเท่ากับราคาตามสัญญาจะซื้อจะขาย และแสดงให้เห็นว่าบริษัท บ. ขายห้องชุดได้ในราคาสูงกว่าราคาที่ทำสัญญาและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า ราคาห้องชุดตามที่บริษัท บ. ทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ควรซื้อขายกันตามปกติในขณะนั้น และไม่น่าเชื่อว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาตลาดในขณะนั้นหรือเป็นการขายห้องชุดโดยมีราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควร และไม่มีเหตุผลที่เชื่อได้ว่า การที่กรมสรรพากรถือเอาราคาประเมินดังกล่าวเป็นราคาตลาดนั้นไม่ชอบแต่อย่างใด</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกา เนื่องจาก ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนกรณีที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ด้วยเหตุนี้ หากบริษัท บ. ประสงค์จะขายห้องชุดในราคาต่ำกว่าราคาขายปกติ หรือราคาตลาด บริษัท บ. ย่อมต้องแสดงถึงเหตุอันสมควรในการขายต่ำกว่าราคาขายปกติ หรือราคาตลาดนั้น เพื่อพิสูจน์ว่ามีความจำเป็นเพียงใดที่จะต้องขายในราคาดังกล่าว หรือหากไม่ขายตามราคาดังกล่าวแล้ว จะได้รับความเสียหายต่อการประกอบกิจการอย่างไร</p>
<p><code>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</code>แต่อย่างไรก็ตาม จากการสืบพยานของบริษัท บ. ที่ไม่อาจชี้แจงหรือแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าบริษัท บ. มีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องขายห้องชุดต่ำกว่าราคาขายปกติหรือราคาตลาด หรือราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้อยู่ในวันโอนนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ประกอบกับตามเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายปรากฎว่ามีการกำหนดราคาสูงกว่าราคาประเมิน กรณีจึงเป็นข้อพิรุธอันสำคัญที่ทำให้ศาลไม่เชื่อว่าบริษัท บ. ขายห้องชุดต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควร จึงพิจารณาให้ถือเอาราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้อยู่ในวันโอนเป็นรายได้ของบริษัท บ.</p>
<p style="text-align: center;"><strong>นางสาวอชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9760<br />
Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/5707">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนพฤษภาคม 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนเมษายน 2563</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/5700</link>
				<pubDate>Wed, 10 Jun 2020 05:03:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5700</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 108 เดือนเมษายน 2563 กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/5700">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนเมษายน 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong><br />
<strong>DLO’S Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 108 เดือนเมษายน 2563</strong></p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong><br />
1. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้จากผลิตภัณฑ์กองทุนรวม<br />
2. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยที่ได้รับตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ<br />
3. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่ได้รับตามมาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย</p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
1. มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2562<br />
2. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ<br />
3. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคเพื่อแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)<br />
4. มาตรการสร้างความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุน<br />
5. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>  </code>10773/2557<br />
ระหว่าง<code>          </code>บริษัท อ. จำกัด<code>        </code>โจทก์<br />
<code>              </code>กรมสรรพากร<code>         </code>จำเลย<br />
เรื่อง ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong><br />
<strong>1. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้จากผลิตภัณฑ์กองทุนรวม</strong><br />
กฎกระทรวง ฉบับที่ 357 (พ.ศ. 2563) แก้ไข เพิ่มเติมหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผลิตภัณฑ์กองทุนรวม ดังนี้<br />
<code>     </code>1. ยกเว้นเงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมคืนให้แก่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว เฉพาะที่ซื้อมาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือเพื่อการออม<br />
<code>     </code>2. ยกเว้นเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมิน เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาทสำหรับปีภาษีนั้น<br />
<code>     </code>3. ยกเว้นเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม ในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมิน เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 200,000 บาทสำหรับปีภาษีนั้น<br />
<code>     </code>4. ยกเว้นเงินได้สำหรับเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการออม ทั้งนี้ เฉพาะเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่คำนวณมาจากเงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามข้อ 3.<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3guVxll" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3guVxll</a></p>
<p><strong>2. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยที่ได้รับตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ</strong><br />
กฎกระทรวง ฉบับที่ 358 (พ.ศ. 2563) กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยที่ได้รับจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ขายสินค้าผ่านระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือมาตรการชิมช้อปใช้<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2zumW6x" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2zumW6x</a><br />
<strong>3. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่ได้รับตามมาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย</strong><br />
<code>     </code>กฎกระทรวง ฉบับที่ 360 (พ.ศ. 2563) กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่ได้รับตามมาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3cazlcI" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3cazlcI</a></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong><br />
<strong>1. มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2562</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินสนับสนุนและเงินชดเชยที่ผู้มีเงินได้ได้รับตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศและมาตรการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ อันเนื่องมาจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการผ่านระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3cD172k" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3cD172k</a></p>
<p><strong>2. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิที่เกิดจากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยตามโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็นเวลาสามรอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน โดยการเริ่มนับรอบระยะเวลาบัญชีแรกให้เริ่มนับรอบระยะเวลาบัญชีที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้ออกใบรับรองการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3cD172k" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3cD172k</a></p>
<p><strong>3. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคเพื่อแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคเพื่อแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไว้รัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังนี้<br />
<code>     </code>1. กำหนดให้บุคคลธรรมดาหักค่าลดหย่อนสำหรับเงินที่บริจาคให้แก่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการป้องกัน ระงับ ยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว<br />
<code>     </code>2. กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคให้แก่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการป้องกัน ระงับ ยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ<br />
<code>     </code>3. กำหนดให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบริจาคเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการป้องกัน ระงับ ยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)<br />
<code>     </code>4. การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งหมดข้างต้น มีผลใช้บังคับสำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร (e-Donation) ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2564<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2RYc9Yf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2RYc9Yf</a></p>
<p><strong>4. มาตรการสร้างความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุน</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการกำหนดให้บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนสำหรับค่าซื้อหน่วยลงทุนใน SSF ที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของ NAV ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2563 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท<br />
โดยกำหนดให้การหักลดหย่อนดังกล่าวแยกต่างหากจากวงเงินหักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนใน SSF กรณีปกติ และไม่อยู่ในเพดานวงเงินหักลดหย่อนรวมของค่าลดหย่อนอื่น ๆ<br />
และผู้ซื้อหน่วยลงทุนใน SSF ดังกล่าวต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปีเช่นเดียวกันกับการซื้อหน่วยลงทุนใน SSF กรณีปกติ<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2RYc9Yf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2RYc9Yf</a></p>
<p><strong>5. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา</strong><br />
<code>     </code>เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการบริจาคเงิน หรือทรัพย์สินหรือสินค้าเพื่อสนับสนุนการกีฬา ผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ให้แก่การกีฬาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด สมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” หรือกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย และกรมพลศึกษา ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป<br />
<code>     </code>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/3ea8Rtz" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3ea8Rtz</a></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong><br />
คำพิพากษาศาลฎีกาที่<code>  </code>10773/2557<br />
ระหว่าง<code>          </code>บริษัท อ. จำกัด<code>        </code>โจทก์<br />
<code>              </code>กรมสรรพากร<code>         </code>จำเลย<br />
เรื่อง ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท :</strong> ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ผู้ซื้อออกแทนถือเป็นรายได้พึงประเมินหรือไม่</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง :</strong> บริษัท อ. ตกลงขายอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อ โดยทำสัญญาตกลงกันให้ผู้ซื้อเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ทั้งจำนวน จึงทำให้บริษัท อ. ไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมการโอนจำนวนกึ่งหนึ่งตามมาตรา 457 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์<br />
<code>     </code>เจ้าพนักงานสรรพากรเห็นว่า การที่บริษัท อ. ผลักภาระให้ผู้ซื้อเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในส่วนที่บริษัท อ. ต้องชำระแทนนั้น เป็นกรณีเช่นเดียวกับการที่ผู้ซื้อออกค่าภาษีแทนให้ โดยถือเป็นประโยชน์อื่นที่ได้รับอันเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจาก ค่าธรรมเนียมการโอนดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่บริษัท อ. มีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมาย แต่เมื่อมีการตกลงเป็นอย่างอื่นโดยให้ผู้ซื้อออกแทนให้ กรณีจึงถือว่าบริษัท อ. ได้รับประโยชน์อย่างอื่นอันถือว่ามีรายได้สำหรับค่าธรรมเนียมการโอนดังกล่าวเพิ่มขึ้น ดังนั้น เจ้าพนักงานสรรพากรจึงมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีจากเงินได้ในส่วนนี้จากบริษัท อ. ได้</p>
<p><strong>คำพิพากษา :</strong> ศาลฎีกา เห็นว่า ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้พึงประเมินหมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวด 3 ภาษีเงินได้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน<br />
<code>     </code>ค่าธรรมเนียมในการโอนนั้น ตามมาตรา 457 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้ ผู้ซื้อและผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อบริษัท อ. ทำสัญญาให้ผู้ซื้อชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมด จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นอย่างอื่น และค่าธรรมเนียมดังกล่าวผู้ซื้อจ่ายให้แก่กรมที่ดิน ไม่ใช่การจ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้บริษัท อ. ดังนั้น จึงไม่เป็นรายได้จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการของบริษัท อ. ค่าธรรมเนียมดังกล่าวย่อมไม่ถือเป็นประโยชน์อย่างอื่นซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินที่บริษัท อ. ได้รับ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ที่บริษัท อ. ต้องนำไปถือเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล</p>
<p><strong>ความเห็น :</strong> ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกา แต่เนื่องจากตามแนวหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรตั้งแต่ปี 2550 กรมสรรพากรเห็นว่า การที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ซื้อและผู้ขายรับผิดชอบค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์คนละครึ่งแล้วหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ต้องชำระเนื่องจากอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชำระแทนนั้น กรณีถือว่าฝ่ายที่ไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายที่ตนมีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมายได้รับประโยชน์อย่างอื่นอันอาจคำนวณได้เป็นเงิน ซึ่งเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ต้องนำประโยชน์หรือค่าธรรมเนียมส่วนที่อีกฝ่ายออกแทนให้ไปรวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ และสำหรับฝ่ายที่ออกค่าธรรมเนียมแทนให้นั้นก็มีสิทธินำค่าธรรมเนียมดังกล่าว มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้เช่นกัน ประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาจะมีผลผูกพันคู่ความในคดีเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันหรือผลกระทบต่อบุคคลภายนอกคดีซึ่งมิใช่คู่ความตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง</p>
<p><code>     </code>ด้วยเหตุนี้ หากผู้เสียภาษีไม่นำค่าธรรมเนียมที่อีกฝ่ายออกแทนให้มารวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้แล้ว อาจมีข้อโต้แย้งทางภาษีเกิดขึ้น โดยมีความเสี่ยงที่เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรจะมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเพื่อให้นำค่าธรรมเนียมการโอนดังกล่าวมาถือเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้ แต่หากผู้เสียภาษีไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว ก็ต้องใช้สิทธิในการอุทธรณ์การประเมินภาษี และฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><strong>นางสาวอชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9760<br />
Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/5700">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนเมษายน 2563</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
	</channel>
</rss>
