<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jan 2026 07:09:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ธันวาคม 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 27 Jan 2026 07:09:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8865</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter ฉบับที่ 173 เดือนธันวาคม 2568 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ธันวาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 173</strong><strong> เดือนธันวาคม 2568</strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ในราชอาณาจักร </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>กฎกระทรวงฉบับที่ 400 (พ.ศ. 2568) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ในราชอาณาจักร ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งแสนบาทในแต่ละปีภาษี โดยผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร หรือใบรับตามมาตรา 105 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4blUP98">https://bit.ly/4blUP98</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการยกเว้นรายจ่ายค่าที่พักโรงแรม ค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม หรือค่าบริการร้านอาหารในราชอาณาจักร</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>กฎกระทรวงฉบับที่ 401 (พ.ศ. 2568) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นรายจ่ายค่าที่พักโรงแรม ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย ค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม หรือค่าบริการร้านอาหารในราชอาณาจักร สำหรับการเดินทางในราชอาณาจักร ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยสามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบกระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4pWswRZ">https://bit.ly/4pWswRZ</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3</strong><strong>. ขยายเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี และการนำส่งภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ฉบับที่ 9) ได้ขยายเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี และการนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงิได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ออกไปอีก 8 วัน เพื่อสนับสนุนการใช้งานระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/45y64Yb">https://bit.ly/45y64Yb</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>4</strong><strong>. หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการพิจารณาคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) เรื่อง กำหนดอัตราร้อยละของค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการพิจารณาคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ ทั้งนี้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้นในหรือหลัง วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4bhjFqB">https://bit.ly/4bhjFqB</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong>          </strong>&#8211;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ณัฏฐณิชา ศรีเจริญวณิชกุล</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ธันวาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ประกาศแล้ว ! กฎหมายลำดับรอง 3 ฉบับ ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/8842</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/8842#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 03 Nov 2025 09:37:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเผยแพร่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8842</guid>
				<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา อธิบดีกรมสรรพากรได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 24 และมาตรา 25 แห่งพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 (Top-up Tax [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8842">ประกาศแล้ว ! กฎหมายลำดับรอง 3 ฉบับ ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา อธิบดีกรมสรรพากรได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 24 และมาตรา 25 แห่งพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 (Top-up Tax) ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร จำนวน 3 ฉบับ เพื่อกำหนดบทนิยามที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้</p>
<p><strong>1.ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) เรื่อง กำหนดรายชื่อประเทศที่หลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไป เป็นมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับ</strong></p>
<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรข้างต้น ได้กำหนดรายชื่อประเทศที่หลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไปในประเทศนั้น ๆ เป็นมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับตามความใน (2) ของบทนิยามคำว่า <strong><em>“มาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับ”</em></strong> ตามมาตรา 24 แห่งพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จำนวน 17 ประเทศ โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8844" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/11/01edited.jpg" alt="" width="725" height="367" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/11/01edited.jpg 725w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/11/01edited-300x152.jpg 300w" sizes="(max-width: 725px) 100vw, 725px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2.ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดลักษณะภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ ที่ไม่เป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่าย </strong></p>
<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรข้างต้น ได้กำหนดลักษณะของภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ ที่ไม่เป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่าย ตามความใน (4) ของวรรคสองของบทนิยามคำว่า <strong><em>“ภาษีที่อยู่ในขอบข่าย”</em></strong> ตามมาตรา 24 แห่งพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><u>ภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ที่ไม่รวมเป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่ายตามความ ในมาตรา 24 นั้น จะต้องเป็นภาษีแบบอิมพิวเทชั่นที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์</u></strong> โดยภาษีแบบอิมพิวเทชั่นที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และภาษีแบบอิมพิวเทชั่นที่เป็นไปตามเกณฑ์ มีลักษณะดังต่อไปนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8845" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/11/02new.jpg" alt="" width="660" height="952" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/11/02new.jpg 660w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/11/02new-208x300.jpg 208w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>3.ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 3) เรื่อง การพิจารณาประเทศที่ตั้งของนิติบุคคล ที่มีหลายแหล่งที่ตั้งและของนิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะ</strong></p>
<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรข้างต้น ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาประเทศที่ตั้งของนิติบุคคลที่มีแหล่งที่ตั้งมากกว่าหนึ่งประเทศ และในการพิจารณาแหล่งที่ตั้งของนิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะ ตามมาตรา 25 แห่งพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>1.คำนิยามที่เกี่ยวข้อง</strong></p>
<p><strong>“<em>นิติบุคคลประเภทโฟลธรู”</em></strong><em> (Flow-through Entity) หมายความว่า <u>นิติบุคคลที่ไม่ได้มีสถานะในทางภาษีอากรที่จะมีรายได้ รายจ่าย กำไร หรือขาดทุนในประเทศที่นิติบุคคลนั้นก่อตั้งขึ้น </u>เว้นแต่ นิติบุคคลดังกล่าวเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีและต้องเสียภาษีที่อยู่ในขอบข่ายจากรายได้หรือกำไรในประเทศอื่น ทั้งนี้ ให้ถือว่านิติบุคคลรายหนึ่งไม่ได้มีสถานะในทางภาษีอากรที่จะมีรายได้ รายจ่าย กำไร หรือ ขาดทุน หากกฎหมายของประเทศที่พิจารณาสถานะของนิติบุคคลนั้นได้ถือว่ารายได้ รายจ่าย กำไร หรือขาดทุนของนิติบุคคลดังกล่าวได้รับโดยหรือเกิดขึ้นแก่ผู้มีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของในนิติบุคคลนั้น ตามส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของ </em></p>
<p><strong><em>“กฎการจัดเก็บภาษีโดยคำนวณจากเงินได้ของนิติบุคคลต่างชาติซึ่งถูกควบคุม”</em></strong><em> หมายความว่า กฎเกณฑ์ที่จัดเก็บภาษีจากผู้ถือหุ้นโดยตรงหรือโดยอ้อมในนิติบุคคลต่างชาติ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง โดยคำนวณจากส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของที่ผู้ถือหุ้นมีอยู่ในกำไรของนิติบุคคลต่างชาตินั้น ไม่ว่ากำไรนั้นจะมีการจำหน่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือไม่ก็ตาม แต่ไม่รวมถึง กฎการรวมเงินได้ (</em><em>Income Inclusion Rule) ตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2.การพิจารณาประเทศที่ตั้งของนิติบุคคล</strong></p>
<p><strong>2.1 กรณีนิติบุคคลหนึ่งที่ไม่ใช่นิติบุคคลประเภทโฟลธรูได้ตั้งอยู่ในหลายประเทศ </strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8846" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/11/3edited.jpg" alt="" width="803" height="573" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/11/3edited.jpg 803w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/11/3edited-300x214.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/11/3edited-768x548.jpg 768w" sizes="(max-width: 803px) 100vw, 803px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2.2 กรณีนิติบุคคลไม่อยู่ในบังคับของกฎการรวมเงินได้ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ในประเทศที่นิติบุคคลนั้นตั้งอยู่ตามข้อ 2.1</strong></p>
<p>กรณีที่ได้พิจารณาประเทศที่เป็นที่ตั้งของนิติบุคคลหนึ่งตามข้อ 2.1 แล้ว ปรากฏว่า นิติบุคคลนั้นไม่อยู่ในบังคับของกฎการรวมเงินได้ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ในประเทศที่นิติบุคคลนั้นตั้งอยู่ตามข้อ 2.1 แต่มีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของในนิติบุคคลอื่น ให้ถือว่านิติบุคคลดังกล่าวตั้งอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ที่นิติบุคคลนั้นได้ตั้งอยู่เพื่อวัตถุประสงค์ของการเสียภาษีส่วนเพิ่มตามกฎการรวมเงินได้ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ เว้นแต่ต้องห้ามตาม <strong>DTA</strong> ที่บังคับใช้ระหว่างกัน</p>
<p><strong>2.3 กรณีของนิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะที่เป็นนิติบุคคลประเภทโฟลธรู </strong></p>
<p>กรณีของนิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะที่เป็นนิติบุคคลประเภทโฟลธรู ให้พิจารณาประเทศที่ตั้งของนิติบุคคลดังกล่าวดังต่อไปนี้</p>
<p>(1) ในกรณีที่นิติบุคคลประเภทโฟลธรู เป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ หรืออยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มตามกฎการรวมเงินได้ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ให้นิติบุคคลประเภทโฟลธรูนั้นตั้งอยู่ในประเทศที่นิติบุคคลดังกล่าวก่อตั้งขึ้น</p>
<p>(2) ในกรณีอื่นนอกเหนือจาก (1) ให้ถือว่านิติบุคคลประเภทโฟลธรูตั้งอยู่ในประเทศที่แยกเป็นเอกเทศจากประเทศอื่น</p>
<p>ทั้งนี้ ประกาศอธิบดีทั้งสามฉบับนี้ ให้ใช้บังคับสำหรับการพิจารณาหน้าที่การเสียภาษีส่วนเพิ่ม สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป</p>
<p>ที่มา <a href="https://www.rd.go.th/67365/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8.html">https://www.rd.go.th/67365/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8.html</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8842">ประกาศแล้ว ! กฎหมายลำดับรอง 3 ฉบับ ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/8842/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ตุลาคม 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 15 Oct 2025 07:43:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8829</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter &#160; ฉบับที่ 171 เดือนตุลาคม 2568   กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ตุลาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 171 เดือนตุลาคม 2568</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 798) พ.ศ. 2568 กำหนดมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.1 สิทธิประโยชน์ทางภาษี</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่ไม่ไช่เป็นการซ่อมแชมให้คงสภาพเดิมตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เป็นจำนวนดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(1) ร้อยละ 100 ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง สำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ผลิตหรือประกอบในประเทศไทย</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(2) ร้อยละ 50 ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง สำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ประกอบสำเร็จรูปและนำเข้ามาทั้งคัน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.2 ลักษณะของยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่</strong> ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(1) เป็นรถโดยสารหรือรถบรรทุกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(ก) กรณีรถโดยสาร ต้องเป็นรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ได้แก่ รถปรับอากาศพิเศษ รถปรับอากาศ รถที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ รถ 2 ชั้น รถกึ่งพ่วง และรถโดยสารเฉพาะกิจ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(ข) กรณีรถบรรทุก ต้องเป็นรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของตามลักษณะที่กำหนดที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ได้แก่ รถกระบะบรรทุก รถตู้บรรทุก รถบรรทุกของเหลว รถบรรทุกวัสดุอันตราย รถบรรทุกเฉพาะกิจ และรถลากจูง</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(2) ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(3) เป็นรถที่นำมาหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้การตามประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(4) ไม่เป็นรถที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นตามพระราชกฤษฎีกาอื่นที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(5) ไม่เป็นรถที่นำไปใช้ในกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc798.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc798.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับ</strong><strong>ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล</strong></p>
<p>กฎกระทรวงฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) กำหนดให้ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลที่ได้กระทำในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล กระทำผ่านนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือที่ได้โอนให้แก่ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 &#8211; ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2572</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/mr399A.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/mr399A.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3.ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 (พ.ศ. 2568) กำหนดให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 6.3 สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc799.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc799.pdf</a></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong>กรมสรรพากรลงนาม </strong><strong>MOU </strong><strong>กับกรมการขนส่งทางบก ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อยกระดับการจัดเก็บภาษี</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 อธิบดีกรมสรรพากรและอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ณ กรมสรรพากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอากรให้ครอบคลุมและเป็นธรรม ควบคู่กับการยกระดับการให้บริการประชาชนของทั้งสองหน่วยงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p>โดย MOU ดังกล่าว ส่วนหนึ่งจัดทำขึ้น เพื่อให้กรมสรรพากรสามารถนำข้อมูลตามพระราชบัญญัติรถยนต์และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก เช่น ข้อมูลการจดทะเบียน ข้อมูลการขนส่งและตรวจสภาพรถ มาบูรณาการกับข้อมูลภายในและข้อมูลภายนอกที่กรมสรรพากรได้รับจากหน่วยงานอื่น ด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย เพื่อนำผลลัพธ์ไปใช้ในการสำรวจและตรวจสอบภาษีการขยายฐานการจัดเก็บภาษีอากร ให้ครอบคลุมกลุ่มบุคคลที่มีเงินได้ รวมถึงพิจารณาความเสี่ยงเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2568thai/news37_2568.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2568thai/news37_2568.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</u></strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาฎีกาที่ 1140/2547        </strong></p>
<p>ระหว่าง   บริษัท ซ จำกัด                       โจทก์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong> <strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>กรมสรรพากร                        จำเลย</p>
<p>เรื่อง การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล</p>
<p><u>ประเด็นข้อพิพาท</u>    : การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะที่ประเมินว่า โจทก์แสดงรายได้ขายขาดไปโดยคำนวณมูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าถือเป็นการขายสินค้าต้องนำมาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นชอบหรือไม่</p>
<p><u>คำพิพากษา</u>           : การที่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ตรวจสอบเอกสารบัญชีคุมสินค้าของโจทก์ซึ่งมีทั้งรายการสินค้าที่ขาดและเกินจากบัญชี โดยนำเอามูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าตามที่โจทก์ตรวจนับเองมาคำนวณเป็นรายได้เท่ากับยอดขายสินค้า โดยถือว่าโจทก์ขายสินค้าดังกล่าวแล้วไม่ลงบัญชีหรือลงบัญชีต่ำไป แต่เมื่อโจทก์ชี้แจงถึงเหตุที่สินค้าขาดหายไปจากบัญชีคุมสินค้าหลายประการ เจ้าพนักงานของจำเลยก็ยอมให้โจทก์นำรายการสินค้าที่เกินจากบัญชีมาหักออกจากรายการสินค้าที่ขาดจากบัญชีสำหรับสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วแก้รายการที่โจทก์ยื่นไว้เดิมว่าโจทก์มีรายได้จากการขายสินค้าที่ขาดจำนวนในบัญชีคุมสินค้านั้น เป็นวิธีประเมินด้วยการตรวจสอบพยานหลักฐานที่ปรากฏตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร มิได้ประเมินตามมาตรา 77/1(8)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกต้อง</p>
<p><u>ความเห็นของผู้เขียน</u> : ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาข้างต้น เนื่องจากในการประกอบกิจการขายสินค้า หากมีการขายสินค้าโจทก์จะต้องรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีคุมสินค้า (Stock) ให้ถูกต้องและสอดคล้องกับสินค้าที่ตนได้ขายไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีรายการสินค้าและวัตถุดิบขาดหรือเกินไปจากบัญชีคุมสินค้า จึงอาจพิจารณาได้ว่า โจทก์ขายสินค้าดังกล่าวแล้วไม่ลงบัญชีหรือลงบัญชีต่ำไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้และรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อโจทก์ไม่อาจชี้แจงต่อเจ้าพนักงานได้อย่างครบถ้วน เจ้าพนักงานสรรพากรย่อมมีอำนาจประเมินว่า โจทก์แสดงรายได้ขายขาดไปโดยคำนวณมูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าถือเป็นการขายสินค้าต้องนำมาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ใช่กรณีที่เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณาว่า โจทก์มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 77/1 (8)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร ที่เข้าลักษณะตามคำนิยามของคำว่า “ขาย” ในหมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น ในการพิจารณาหรือตีความเกี่ยวกับประเด็นทางภาษีอากรจะต้องพิจารณาและตีความตามประเภทภาษีและบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ได้กำหนดไว้สำหรับประเด็นนั้นๆ อย่างเคร่งครัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>เมษยา สีลาวรรณ</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ตุลาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>สำนักกฎหมายธรรมนิติ ได้รับเกียรติในการบรรยายผ่านระบบออนไลน์ แก่บุคลากรฝ่าย ทรัพยากรบุคคล (HR) และบุคลากรบริษัทในเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/8819</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/8819#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 30 Sep 2025 03:03:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมนิติในข่าว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8819</guid>
				<description><![CDATA[<p>สำนักกฎหมายธรรมนิติ ได้รับเกียรติจาก ดร.ดวงใจ สินธุสังข์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสสายการบริหารทรัพยากรบุคคลกลาง บมจ.กรุงเทพดุสิตเว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8819">สำนักกฎหมายธรรมนิติ ได้รับเกียรติในการบรรยายผ่านระบบออนไลน์ แก่บุคลากรฝ่าย ทรัพยากรบุคคล (HR) และบุคลากรบริษัทในเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>สำนักกฎหมายธรรมนิติ ได้รับเกียรติจาก ดร.ดวงใจ สินธุสังข์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสสายการบริหารทรัพยากรบุคคลกลาง บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ให้จัดการฝึกอบรมในโครงการกฎหมายสำหรับพนักงาน แก่พนักงานบริษัทในเครือฯ โดยระบบ online ในหัวข้อ “โสดแล้วไง&#8230; รู้กฎหมายไว้จะได้ไม่โดนหลอก”  โดย คุณวันวิสา ศิลาทอง กรรมการบริหาร บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ณ โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8821" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โสดแล้วไง1.jpg" alt="" width="768" height="576" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โสดแล้วไง1.jpg 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โสดแล้วไง1-300x225.jpg 300w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8823" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โสดแล้วไง2.jpg" alt="" width="768" height="576" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โสดแล้วไง2.jpg 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โสดแล้วไง2-300x225.jpg 300w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8822" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โสดแล้วไง1-1.jpg" alt="" width="768" height="576" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โสดแล้วไง1-1.jpg 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โสดแล้วไง1-1-300x225.jpg 300w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8819">สำนักกฎหมายธรรมนิติ ได้รับเกียรติในการบรรยายผ่านระบบออนไลน์ แก่บุคลากรฝ่าย ทรัพยากรบุคคล (HR) และบุคลากรบริษัทในเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/8819/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>5 ข้อ ที่ผู้ประกอบการควรรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/8809</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/8809#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 26 Sep 2025 04:11:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเผยแพร่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8809</guid>
				<description><![CDATA[<p>ข้อ 1 จัดเตรียมคำร้องที่ใช้ในการยื่นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม      1.1 ขอคืนเป็นเครดิตภาษี      เป็นกรณีที่ผู้ประกอบการขอคืนภาษีในรูปแบบการใช้เป็ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8809">5 ข้อ ที่ผู้ประกอบการควรรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ข้อ 1 จัดเตรียมคำร้องที่ใช้ในการยื่นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.1 ขอคืนเป็นเครดิตภาษี</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เป็นกรณีที่ผู้ประกอบการขอคืนภาษีในรูปแบบการใช้เป็นเครดิตภาษีเพื่อยกไปใช้ในเดือนภาษีถัดไป โดยยื่นแบบ ภ.พ.30 กรณีที่เป็นการยื่นปกติเท่านั้น หากเป็นการยื่น ภ.พ.30 เพิ่มเติม ต้องขอคืนเป็นเงินสด</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.2 ขอคืนเป็นเงินสด </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>กรณีผู้ประกอบการประสงค์จะขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินสด สามารถขอคืนด้วยแบบแสดงรายการต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>          </code></strong></span><u>1.2.1</u><u> แบบ ภ.พ.30 หรือยื่นแบบ ภ.พ. 30 เพิ่มเติม</u></strong> และมีภาษีต้องขอคืน ส่วนใหญ่เป็นกรณีผู้ประกอบการมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย หรือ มีการยื่นยอดขายและภาษีขายไว้เกิน หรือยื่นยอดซื้อและภาษีซื้อไว้ขาดไป แล้วแต่กรณี</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>          </code></strong></span><u>1.2.2</u><u> แบบ ค.10</u> เฉพาะกรณีต่อไปนี้</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>          </code></strong></span></strong>1) ขอคืนเป็นเครดิตไว้ แต่ไม่ได้นำไปใช้ในเดือนภาษีถัดไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>          </code></strong></span></strong>2) ไม่ลงลายมือชื่อในแบบ ภ.พ.30</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>          </code></strong></span></strong>3) ยื่นแบบ ภ.พ.30 ชําระภาษีไว้ซ้ำ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>          </code></strong></span></strong>4) ยื่นแบบ ภ.พ.30 โดยแสดงยอดขายและยอดซื้อไว้ถูกต้อง แต่แสดงภาษีขายไว้เกินหรือแสดงภาษีซื้อไว้ขาด</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>          </code></strong></span></strong>5) ไม่มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 แต่ได้ชำระภาษีไว้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>          </code></strong></span></strong>6) กรณีอื่นที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ในการขอคืนด้วย แบบ ภ.พ.30</p>
<p><strong>ข้อ 2 ระยะเวลาที่มีสิทธิขอคืน</strong></p>
<p>ผู้ประกอบการมีสิทธิยื่นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 3 ปี นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น หรือนับแต่วันที่ชำระภาษี ผ่านช่องท่างการขอคืนภาษี ดังนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2.1 ยื่นคำร้องขอคืนผ่านอินเทอร์เน็ต <a href="https://efiling.rd.go.th/">https://efiling.rd.go.th/</a> ยื่นผ่าน E-FILING</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2.2 ยื่นคำร้องขอคืนด้วยแบบกระดาษ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2.2.1 ยื่นด้วยแบบ ภ.พ.30 ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่ได้รับอนุมัติให้ยื่นแบบรวม</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2.2.2 ยื่นด้วยแบบ ค. 10 ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือกองบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ (LTO) (เฉพาะกรณีรายที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ LTO)</p>
<p>ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะต้องยื่นคำร้องแยกเป็นรายสถานประกอบการ เว้นแต่ได้รับอนุมัติให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกัน</p>
<p><strong>ข้อ 3 เอกสารที่ต้องจัดเตรียมเบื้องต้น</strong></p>
<p>ส่วนใหญ่ในการขอเอกสารเจ้าพนักงานสรรพากรจะมีหนังสือแจ้งรายการเอกสารที่ผู้ประกอบการจะต้องจัดเตรียมอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ อาจมีการขอให้จัดเตรียมเอกสาร ไฟล์ข้อมูลอื่นๆ เพื่อประกอบการตรวจสอบประเด็นที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม โดยสรุปรายการเบื้องต้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการดังนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.1 รายงานภาษีขายและสำเนาใบกำกับภาษี</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.2 รายงานภาษีซื้อและต้นฉบับใบกำกับภาษีซื้อ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.3 รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (ธุรกิจบริการไม่ต้องจัดทำ)</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.4 รายการเดินบัญชี / หลักฐานการจ่ายเงิน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.5 หลักฐานการบันทึกบัญชี เช่น GL TB อื่นๆ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.6 สัญญาหรือบันทึกข้อตกลง หรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการเพิ่มเติม เช่น</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.6.1 ธุรกิจส่งออกสินค้า ให้จัดเตรียมเอกสารหลักฐานตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543 เช่น สำเนาใบขนสินค้าขาออก หลักฐานการชำระเงินเช่น หลักฐานการเปิด LC</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.6.2 ธุรกิจโรงแรม ให้จัดเตรียมเอกสารหลักฐาน เช่น บัตรทะเบียนผู้พักโรงแรม (ร.ร.3) สัญญาการเช่าหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.6.3 ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ให้จัดเตรียมเอกสารหลักฐาน เช่น สัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย สัญญาจองรถยนต์ หรือใบสั่งจองรถยนต์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.6.4 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ให้จัดเตรียมเอกสารหลักฐาน เช่น สัญญาจ้าง BOQ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.7 เอกสารเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางภาษีอื่น เช่น หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคค ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์</p>
<p><strong>ข้อ 4 การเข้าพบเจ้าพนักงานสรรพากร การตรวจสอบ และผลการยื่นขอคืนภาษี </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>4.1 การเข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อชี้แจงและส่งมอบเอกสาร ผู้ประกอบการสามารถเข้าพบเจ้าพนักงานด้วยตนเองตามช่องทางที่เจ้าพนักงานสรรพากรแจ้งไว้ หรือกรณีไม่สามารถเข้าพบเจ้าพนักงานสรรพากรด้วยตนเองได้ ผู้ประกอบการสามารถมอบอำนาจแก่ผู้ที่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการ พร้อมปิดอากรแสตมป์หนังสือมอบอำนาจได้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>4.2 ในการตรวจสอบการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เจ้าพนักงานสรรพากรอาจตรวจสอบขยายผลไปถึงประเด็นทางภาษีอื่นๆ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเตรียมเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติม รวมทั้งหากมีประเด็นความผิด อาจต้องรับผิดในการเสียภาษี เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามกฎหมาย</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>4.3 กรณีเจ้าพนักงานสรรพากรตรวจสอบแล้ว <strong>ไม่พบความผิด</strong> ผู้ประกอบการจะได้<u>รับภาษีคืนตามจำนวน</u>ที่ได้ยื่นแบบขอคืนภาษีไว้ แต่หากเจ้าพนักงานสรรพากรตรวจสอบ<strong>พบประเด็นความผิด</strong> ผู้ประกอบการอาจได้รับภาษี<u>คืนน้อยกว่า</u>จำนวนที่ได้ยื่นแบบขอคืนภาษีไว้ หรืออาจ<u>ไม่ได้รับคืน</u>ภาษีเลย หรืออาจ<u>ถูกประเมินให้เสียภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม</u>ตามกฎหมายต่อไป</p>
<p><strong>ข้อ 5 การยื่นอุทธรณ์</strong></p>
<p>หากผลการตรวจสอบพบประเด็นความผิด หรือหากไม่เห็นด้วยกับผลการคืนภาษี ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำร้องขออุทธรณ์ได้ โดยใช้แบบคําอุทธรณ์ (ภ.ส.6) ต่อสำนักงานสรรพากรภาคที่รับผิดชอบ หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือ LTO (กรณีอยู่ภายใต้การกำกับดูแล) และต้องยื่นคำร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ดังนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>5.1 ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีอากร (ค.20) หรือหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร (ค.30)</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>5.2 ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.72/ ภ.พ.72.1) หรือหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73/ ภ.พ.73.1)</p>
<p>นอกจากนี้ หากมีการพิจารณาวินิจฉัยในชั้นคณะกรรมการอุทธรณ์แล้ว ผู้ประกอบการยังไม่เห็นด้วย อาจดำเนินคดีทางศาลต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/lorkhor/newspr/2025/vat_refund.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/lorkhor/newspr/2025/vat_refund.pdf</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8809">5 ข้อ ที่ผู้ประกอบการควรรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/8809/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>กรมสรรพากรลงนาม MOU กับกรมการขนส่งทางบก ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อยกระดับการจัดเก็บภาษี</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/8806</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/8806#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 25 Sep 2025 06:28:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเผยแพร่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8806</guid>
				<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 อธิบดีกรมสรรพากรและอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ณ กรมสรรพากร เพื่อเพิ่มปร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8806">กรมสรรพากรลงนาม MOU กับกรมการขนส่งทางบก ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อยกระดับการจัดเก็บภาษี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 อธิบดีกรมสรรพากรและอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ณ กรมสรรพากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอากรให้ครอบคลุมและเป็นธรรม ควบคู่กับการยกระดับการให้บริการประชาชนของทั้งสองหน่วยงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p>โดย MOU ดังกล่าว ส่วนหนึ่งจัดทำขึ้น เพื่อให้<u>กรมสรรพากรสามารถนำข้อมูลตามพระราชบัญญัติรถยนต์และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก เช่น ข้อมูลการจดทะเบียน ข้อมูลการขนส่งและตรวจสภาพรถ มาบูรณาการ</u>กับข้อมูลภายในและข้อมูลภายนอกที่กรมสรรพากรได้รับจากหน่วยงานอื่น ด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย เพื่อนำผลลัพธ์ไปใช้ในการสำรวจและตรวจสอบภาษีการขยายฐานการจัดเก็บภาษีอากร ให้ครอบคลุมกลุ่มบุคคลที่มีเงินได้ รวมถึงพิจารณาความเสี่ยงเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2568thai/news37_2568.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2568thai/news37_2568.pdf</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8806">กรมสรรพากรลงนาม MOU กับกรมการขนส่งทางบก ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อยกระดับการจัดเก็บภาษี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/8806/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8801</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8801#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 24 Sep 2025 06:32:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8801</guid>
				<description><![CDATA[<p>กรมสรรพากรได้ประกาศใช้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งพระราชกำหนดดังกล่าวจัด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8801">ภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>กรมสรรพากรได้ประกาศใช้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งพระราชกำหนดดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อรองรับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules) ซึ่งเป็นแนวทางสากลที่เห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคีสมาชิกของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไร (Inclusive Framework on Base Erosion and Proft Shifting)</p>
<p>วัตถุประสงค์หลักของมาตรการดังกล่าว คือเพื่อรับรองว่า อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่จากการประกอบกิจการในแต่ละประเทศนั้นต้องไม่น้อยกว่า 15% หากน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวในประเทศใด ประเทศอื่นที่ปรับใช้มาตรการดังกล่าวมีสิทธิจัดเก็บภาษีส่วนที่ยังขาดอยู่ หรือที่เรียกว่า &#8220;ภาษีส่วนเพิ่ม&#8221; (Top-up Tax) แทนได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้เขียนจึงขออธิบายหลักเกณฑ์เบื้องต้นของพระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของแนวทางการบังคับใช้ภาษีส่วนเพิ่มในประเทศไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>1.ผู้มีหน้าที่เสียภาษี</strong> ได้แก่ <u>นิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย</u>ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีรายได้รวมทั้งหมดตามงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติดังกล่าวไม่น้อยกว่าจำนวนเงินตราไทยเทียบเท่า 750 ล้านยูโร อย่างน้อย2 รอบระยะเวลาบัญชีในช่วง 4 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้ารอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันที่พิจารณาหน้าที่การเสียภาษีส่วนเพิ่ม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2.ฐานภาษี</strong> คือ <u>ภาษีส่วนเพิ่มสำหรับแต่ละกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่เกิดขึ้นในประเทศที่จัดเก็บภาษีต่ำ</u></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>3.</strong><strong>ผู้มีหน้าที่ยื่นรายงานข้อมูล</strong> ได้แก่ <u>นิติบุคคลในเครือทุกรายที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติมีหน้าที่ยื่นรายงานข้อมูล</u>เว้นแต่จะมอบหมายให้นิติบุคคลในเครืออื่นที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกันและตั้งอยู่ในประเทศไทยยื่นรายงานข้อมูล และแบบการชำระภาษีส่วนเพิ่มต่อกรมสรรพากร โดยนิติบุคคลในเครือที่ได้รับมอบหมายจะต้องแจ้งชื่อของนิติบุคคลในเครือผู้มอบหมาย พร้อมทั้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคลในเครือดังกล่าวต่อกรมสรรพากรพร้อมกับการยื่นข้อมูลของนิติบุคคลในเครือที่ได้รับมอบหมายนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>4. รายการที่ต้องยื่นต่อกรมสรรพากร</strong> ได้แก่ 1) รายงานข้อมูล (Notification) 2) แบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Information Return)<strong><u>และ</u></strong> 3) แบบแสดงรายการและชำระภาษีส่วนเพิ่ม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>5. ระยะเวลาในการยื่นแบบ</strong> คือ 15 เดือน นับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด และสามารถขยายได้อีก 3 เดือน เป็น 18 เดือน สำหรับการยื่นในปีแรก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>6. เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และบทกำหนดโทษ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>1) กรณีไม่ยื่นแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ <u>ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องเสีย</u></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2) กรณีไม่ชำระภาษีส่วนเพิ่มภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด <u>ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องเสีย โดยไม่รวมเบี้ยปรับ</u></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3) กรณีไม่ยื่นรายงานหรือรายการที่ต้องยื่น โดยไม่มีเหตุอันสมควร <u>ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท</u></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั้งนี้ ปัจจุบัน กรมสรรพากรยังไม่ได้ออกกฎหมายลำดับรองเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ผู้อ่านจึงอาจพิจารณาติดตามกฎหมายต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/prk2567.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/prk2567.pdf</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8801">ภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8801/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/press-releases/8795</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/press-releases/8795#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 23 Sep 2025 07:47:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเผยแพร่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8795</guid>
				<description><![CDATA[<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 798) พ.ศ. 2568 กำหนดมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้ &#038;nbs [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/press-releases/8795">มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 798) พ.ศ. 2568 กำหนดมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>1.สิทธิประโยชน์ทางภาษี</strong></p>
<p>ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่ไม่ไช่เป็นการซ่อมแชมให้คงสภาพเดิมตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จ่ายไป<strong><u>ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568</u></strong> เป็นจำนวนดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>(1) ร้อยละ 100</strong> ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง สำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่<strong><u>ผลิตหรือประกอบ</u></strong>ในประเทศไทย</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>(2) ร้อยละ 50</strong> ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง สำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่<strong><u>ประกอบสำเร็จรูปและนำเข้ามาทั้งคัน</u></strong></p>
<p><strong>2.ลักษณะของยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ </strong>ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(1) เป็นรถโดยสารหรือรถบรรทุกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(ก) กรณีรถโดยสาร ต้องเป็นรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ได้แก่ รถปรับอากาศพิเศษ รถปรับอากาศ รถที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ รถ 2 ชั้น รถกึ่งพ่วง และรถโดยสารเฉพาะกิจ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(ข) กรณีรถบรรทุก ต้องเป็นรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของตามลักษณะที่กำหนดที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ได้แก่ รถกระบะบรรทุก รถตู้บรรทุก รถบรรทุกของเหลว รถบรรทุกวัสดุอันตราย รถบรรทุกเฉพาะกิจ และรถลากจูง</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(2) ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(3) เป็นรถที่นำมาหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้การตามประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(4) ไม่เป็นรถที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นตามพระราชกฤษฎีกาอื่นที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(5) ไม่เป็นรถที่นำไปใช้ในกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั้งนี้ รายละเอียดเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด</p>
<p>ที่มา : <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc798.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc798.pdf</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/press-releases/8795">มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/press-releases/8795/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 08:53:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8789</guid>
				<description><![CDATA[<p>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เกี่ยวกับกรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3) &#160; คำถาม : หากถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแล้ว ผู้ขับขี่จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><u>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เกี่ยวกับกรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</u></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<ol>
<li><strong>คำถาม </strong><strong>: </strong><strong>หากถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแล้ว ผู้ขับขี่จะสามารถไปขอใบอนุญาตฉบับใหม่ทันทีเลยได้หรือไม่ หรือจะต้องใช้เวลารอไปอีกกี่ปีจึงจะสามารถขอออกอนุญาตขับรถฉบับใหม่ได้</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : กรณีที่ผู้ขับขี่ถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง หากผู้ขับขี่จะไปขอออกใบอนุญาตฉบับใหม่ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ผู้ขับขี่จะยังไม่สามารถขอออกใบอนุญาตขับรถฉบับใหม่ได้ทันที เนื่องจากการที่ศาลสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ นั้นมีผลกระทบถึงใบอนุญาตขับรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ด้วยเพราะตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 4 (32) ได้ให้นิยามของใบอนุญาตขับขี่เอาไว้ว่า “ใบอนุญาตขับขี่” หมายความว่า ใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์&#8230; ฉะนั้นเมื่อศาลมีคำสั่งเพิกถอนใบขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ แล้วจึงถือว่าผู้ขับขี่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ ฯ ด้วย ดังนั้นหากผู้ขับขี่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแล้ว หากประสงค์จะมาขอออกใบอนุญาตฉบับใหม่ภายหลังจากถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ขับขี่จะยังไม่สามารถขอออกใบอนุญาตฉบับใหม่ทันทีได้ แต่จะต้องรอให้ครบกำหนดเวลา 3 ปี นับจากวันที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตเสียก่อน เนื่องจากพระราชบัญญัติรถยนต์ ฯ มาตรา 46 (9) บัญญัติเอาไว้ว่า &#8220;มาตรา 46 (9) ผู้ขอใบอนุญาตขับรถต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม&#8230;ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ เว้นแต่ได้พ้นกำหนดสามปีไปแล้วนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ โดยให้อธิบดีกำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาการออกใบอนุญาตขับรถไว้ด้วย&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="2">
<li><strong>คำถาม </strong> : <strong>ผลที่ตามมาหากฝ่าฝืนขับขี่รถในระหว่างถูกศาลสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : หากผู้ขับขี่ได้ขับขี่รถในระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ซึ่งถือว่าเป็นกรณีที่ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา มาตรา 31/1 ที่บัญญัติว่า “มาตรา 31/1 ในขณะขับรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวและต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อขอตรวจ” และจะต้องรับโทษทางพินัยตามมาตรา 152 ที่บัญญัติว่า “มาตรา 152 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา&#8230;มาตรา 31/1&#8230;มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 1,000 บาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="3">
<li><strong>คำถาม </strong><strong> : </strong><strong>กรณีที่ผู้ขับขี่ได้ขับขี่รถภายหลังจากที่ได้กระทำความผิดฐานขับขี่รถในขณะเมาสุราและถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดพร้อมทั้งถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่แล้ว หากต่อมาผู้ขับขี่ฝ่าฝืนขับขี่รถในระหว่างถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ขับขี่จะต้องโทษทางกฎหมายหรือไม่ อย่างไร</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : กรณีเช่นนี้ถือผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนมีความผิดและจะต้องรับโทษจำคุกและ/หรือโทษปรับตามกฎหมาย เนื่องจากตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 162 วรรคสาม ได้บัญญัติเอาไว้ว่า “162 วรรคสาม ผู้ใดขับขี่รถในระหว่างที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามคำสั่งของศาล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ถอดคำพิพากษาภาษี Ep.32 ภาษีโรงเรือนและที่ดิน</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/8784</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/8784#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 02 Sep 2025 08:29:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ถอดคำพิพากษาภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8784</guid>
				<description><![CDATA[<p>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8941/2560 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2538 ถึงปีภาษี 2547 เมื่อวันที่ 28  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/8784">ถอดคำพิพากษาภาษี Ep.32 ภาษีโรงเรือนและที่ดิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ </strong><strong>8941/2560</strong></p>
<p>โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2538 ถึงปีภาษี 2547 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 ซึ่งตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 และ 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ยื่นแบบพิมพ์แสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามมาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (1) ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 คือนับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ในแต่ละปี พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินไปถึงโจทก์เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2548 แม้โจทก์เคยฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการประเมินดังกล่าวมาแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 81/2555 ของศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลดังกล่าวพิพากษาให้เพิกถอนการแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน เนื่องจากใบแจ้งรายการประเมินขาดรายละเอียด เหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้วก็ตาม ก็เห็นได้ว่า ศาลภาษีอากรกลางมิได้พิพากษาเพิกถอนการประเมินอันเป็นคำสั่งทางปกครองแต่อย่างใด และแม้การประเมินภาษีโรงเรือนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จะไม่ได้จัดให้มีเหตุผลตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังกล่าว ก็มีผลให้จำเลยที่ 1 สามารถจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบในภายหลังได้ โดยไม่มีข้อจำกัดที่ต้องกระทำก่อนจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดที่ถูกเพิกถอนไปแล้ว การที่จำเลยที่ 1 จัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบภายหลังย่อมมีผลให้ถือว่า การประเมินครั้งแรกที่แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2548 ที่ขาดเหตุผลมาแต่เดิมนั้นไม่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่สมบูรณ์ ถือได้ว่าการประเมินดังกล่าวสมบูรณ์มาแต่เดิมแล้ว การแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมในภายหลังเป็นเพียงวิธีการในการจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบภายหลังที่ทำให้ไม่เป็นเหตุให้การประเมินแต่เดิมนั้นไม่สมบูรณ์เท่านั้น มิได้ถือเป็นการประเมินใหม่ในภายหลังตามที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด</p>
<p><strong>คำถาม  </strong> การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ไม่ได้จัดให้มีเหตุผลตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 ซึ่งศาลเคยพิพากษาให้เพิกถอนการแจ้งการประเมินแล้ว ภายหลังพนักงานเจ้าหน้าที่จะสามารถจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไปได้หรือไม่ มีผลอย่างไร</p>
<p><strong>คำตอบ</strong></p>
<p>แม้โจทก์เคยฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการประเมินและศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนการแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าว เนื่องจากใบแจ้งรายการประเมินขาดรายละเอียด เหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่ศาลภาษีอากรกลางมิได้พิพากษาเพิกถอนการประเมินอันเป็นคำสั่งทางปกครองแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงสามารถจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบในภายหลังได้ โดยไม่มีข้อจำกัดที่ต้องกระทำก่อนจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดที่ถูกเพิกถอนไปแล้ว การที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 จัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบภายหลังย่อมมีผลให้ถือว่า การประเมินที่ขาดเหตุผลมาแต่เดิมนั้นไม่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่สมบูรณ์ ถือได้ว่าการประเมินดังกล่าวสมบูรณ์มาแต่เดิมแล้ว</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8786" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โลโก้-ถาม-ตอบ-ep.32.jpg" alt="" width="800" height="800" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โลโก้-ถาม-ตอบ-ep.32.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โลโก้-ถาม-ตอบ-ep.32-300x300.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โลโก้-ถาม-ตอบ-ep.32-150x150.jpg 150w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/09/โลโก้-ถาม-ตอบ-ep.32-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/8784">ถอดคำพิพากษาภาษี Ep.32 ภาษีโรงเรือนและที่ดิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/8784/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
