<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สำนักกฎหมายธรรมนิติ &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 22 Mar 2023 07:20:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5712</link>
				<pubDate>Fri, 12 Jun 2020 07:51:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[สกาวบุญ คุณสุข]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[ขอคืนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5712</guid>
				<description><![CDATA[<p>การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สกาวบุญ คุณสุข บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด ในการเสียภาษีเงินได้ของบุคคลธรร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5712">การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>การขอคืนภาษีอากร</strong><br />
<strong>ตอนที่ 1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล</strong></p>
<p style="text-align: right;">สกาวบุญ คุณสุข<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p>ในการเสียภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล อาจมีกรณีที่ผู้เสียภาษีได้เสียภาษีเกินไปกว่าที่ต้องเสีย หรือเสียไปโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ทั้งจากการชำระเอง หรือถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ดังนั้น กรมสรรพากรจึงมีมาตรการในการคืนภาษีอากรให้แก่ผู้บุคคลดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร โดยผู้เขียนได้สรุปหลักเกณฑ์ในการขอคืนภาษีเงินได้ตามมาตรา 63 และ 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้</p>
<p><strong>1. กรณีตามมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร</strong><br />
<code>     </code>1.1 ผู้ที่มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้ตามมาตรา 63 มี 2 กรณี ได้แก่<br />
<code>        </code>กรณี 1 เป็นผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี<br />
<code>        </code>กรณี 2 เป็นผู้ที่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งไว้แล้ว โดยไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี เช่น เป็นบุคคลธรรมดามีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินทุกประเภท (ตามมาตรา 40(1)-(8)) ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วไม่เกิน 120,000 บาท<br />
<code>     </code>1.2 ระยะเวลาในการขอคืนภาษีเงินได้ของผู้มีสิทธิตามมาตรา 63 เป็นดังนี้<br />
<code>        </code>&#8211; สำหรับกรณีที่ 1 ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เช่น บริษัทจำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 – 31 ธันวาคม 2558 มีภาษีที่ถูกหักไว้เกิน เมื่อบริษัทจำกัดมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 68 บริษัทจำกัดดังกล่าวต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2562<br />
<code>        </code>&#8211; สำหรับกรณีที่ 2 ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดจากปีที่ถูกหักภาษีไว้ เช่น ในปี 2558 นาย ก. ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน และถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ นาย ก. ต้องยื่นคำร้องขอคืนภายในวันที่ 31 มีนาคม 2562</p>
<p><strong>2. กรณีตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร</strong><br />
<code>     </code>การขอคืนภาษีอากรตามมาตรา 27 ตรีนี้ เป็นการขอคืนภาษีอากรตามบททั่วไปแห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น สำหรับการขอคืนภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล <u>หากมิใช่การขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 63 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้ว ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีอากรสามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรได้ตามมาตรานี้</u> เช่น กรณีได้เสียหรือนำส่งภาษีเงินได้ไว้เกิน เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการ หรือจากการประเมินภาษีเงินได้ของเจ้าพนักงานประเมิน หรือกรณีที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย<br />
<code>     </code>โดยการขอคืนภาษีอากรตามกรณีนี้ ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่<br />
<code>     </code>2.1 ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้ยื่นรายการ เมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือได้ยื่นรายการภายในเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ<br />
<code>     </code>2.2 ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้อุทธรณ์การประเมินภาษี หรือฟ้องเป็นคดีในศาล และเป็นผลให้มีสิทธิขอคืนภาษี ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี</p>
<p><strong>3. วิธีการขอคืนภาษีอากร</strong><br />
<code>     </code>3.1 ยื่นคำร้องขอคืนภาษีต่อเจ้าพนักงานประเมิน ตามแบบแสดงรายการที่ยื่น เช่น ภ.ง.ด. 90, ภ.ง.ด. 91, ภ.ง.ด. 50, ภ.ง.ด. 52 และภ.ง.ด. 55 หรือ<br />
<code>     </code>3.2 ยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามแบบ ค. 10<br />
<code>     </code>ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีอาจดำเนินการยื่นขอคืนภาษีต่อสรรพากรโดยตรง หรือผ่านเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นของกรมสรรพากรก็ได้</p>
<p><code>     </code>สำหรับการขอคืนภาษีอากรประเภทภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ จะมีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ รวมถึงระยะเวลาในการขอคืนอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5712">การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610</link>
				<pubDate>Fri, 13 Mar 2020 01:57:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[เมษยา สีลาวรรณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5610</guid>
				<description><![CDATA[<p>เมษยา สีลาวรรณ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด สืบเนื่องจากบทความตอนที่ 1 เรื่อง Update!!!… 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610">Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">เมษยา สีลาวรรณ<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p>สืบเนื่องจากบทความตอนที่ 1 เรื่อง <a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217" target="_blank" rel="noopener noreferrer">Update!!!… 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</a> ที่ผู้เขียนได้นำเสนอไปก่อนหน้าแล้ว ซึ่งหนึ่งในประเด็นร้อนแรงที่ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่หลายบริษัทกำลังดำเนินการจัดเตรียมข้อมูลอยู่นั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องข้อมูลที่ต้องกรอกลงในรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร หรือ Disclosure Form<sup>1</sup> ซึ่งต้องยื่นพร้อม ภ.ง.ด.50 ในอีกไม่กี่เดือนนี้ หลายท่านคงมีความกังวลใจว่า จะกรอกข้อมูลอย่างไร ต้องใช้ข้อมูลส่วนใดบ้าง โดยเฉพาะนักบัญชีที่มีหน้าที่ต้องรวบรวมข้อมูลและยื่นต่อกรมสรรพากร เนื่องจากหากกรอกข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้ว อาจต้องถูกปรับสูงสุดถึง 2 แสนบาท ในครั้งนี้ผู้เขียนจึงขอนำเสนอสิ่งที่ท่านต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form ดังนี้</p>
<p><strong>1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน</strong></p>
<p>ท่านจะต้องกรอกข้อมูลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันกับบริษัทท่านใน Disclosure Form ส่วน ก โดยไม่คำนึงถึงว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น จะมีการทำธุรกรรมกับบริษัทท่านในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 หรือไม่</p>
<p>บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ บริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะดังต่อไปนี้<sup>2</sup></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5612" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1.jpg" alt="" width="800" height="500" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1-300x188.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/13-march-63_transferprincing_part2_1-768x480.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>สำหรับการพิจารณาบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 นั้น กรมสรรพากรจะพิจารณาเฉพาะ ลักษณะความสัมพันธ์ตามลักษณะที่ 1 และ 2 เท่านั้น ดังนั้น ท่านจะต้องพิจารณาบริษัทในเครือเดียวกันกับท่านว่า บริษัทดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่</p>
<p>อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาลักษณะความสัมพันธ์ทั้งสองลักษณะนั้น ท่านจะต้องพิจารณาทั้งการถือหุ้น<strong>ทางตรงและทางอ้อม (ย้ำ!!!)</strong> ซึ่งหากบริษัทท่านมีโครงสร้างการถือหุ้นที่ไม่ซับซ้อน หรือมีเพียงการถือหุ้นโดยนิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งทางตรงไม่น้อยกว่า 50% ของทุนทั้งหมด ก็เป็นการง่ายในการพิจารณา สำหรับการกรอก Disclosure Form แต่ในทางกลับกัน หากบริษัทท่านมีโครงสร้างการถือหุ้นหลายชั้นหรือมีความซับซ้อนมาก ท่านจะต้องพิจารณาทั้งการถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมร่วมด้วย ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้</p>
<p><strong>ตัวอย่าง บริษัทที่มีความสัมพันธ์กันกับบริษัท ก</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5647" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1.jpg" alt="" width="1024" height="423" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1-300x124.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/transfer-pricing-part2-2-edit-1-768x317.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า การพิจารณาความสัมพันธ์ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน มีความสำคัญมากในการวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูล ท่านจึงต้องพิจารณาข้อมูลสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทท่านและบริษัทในเครือเดียวกันอย่างละเอียดทั้งที่เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทยและต่างประเทศ และไล่สายจนสุดความสัมพันธ์ทุกชั้น ซึ่งอาจจะต้องให้เวลาในการพิจารณาส่วนนี้พอสมควรทีเดียว แต่อย่างไรก็ดีข้อมูลบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ที่ท่านจัดเตรียมนี้ ท่านสามารถนำไปเป็นฐานข้อมูลในการกรอก Disclosure Form ในปีต่อๆ ไป รวมถึงสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำเอกสาร / หลักฐานสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างกัน (TP Document) ได้ด้วย โดยไม่จำต้องจัดเตรียมซ้ำซ้อนหลายคราว เพียงแต่ท่านจะต้องรวบรวมเอกสาร/ข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการจัดทำเอกสาร / หลักฐานที่กฎหมายจะประกาศต่อไป</p>
<p><strong>2. มูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี</strong></p>
<p>เมื่อท่านพิจารณาได้แล้วว่า บริษัทในเครือเดียวกันบริษัทใดบ้างที่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ส่วนที่ท่านต้องจัดเตรียมข้อมูลต่อไปคือ การรวบรวมมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี 2562 กรณีที่บริษัทมีการทำธุรกรรมกับบริษัทในเครือเดียวกัน ซึ่งท่านต้องกรอกข้อมูลในส่วน ข ของ Disclosure Form โดยข้อมูลที่ท่านต้องรวบรวมมีรายการดังต่อไปนี้</p>
<p>2.1 รายได้โดยตรงจากการประกอบกิจการ<br />
2.2 รายได้อื่น<br />
2.3 ซื้อวัตถุดิบ/สินค้า<br />
2.4 ซื้อที่ดินอาคารและอุปกรณ์<br />
2.5 รายจ่ายอื่น เช่น ค่าสิทธิ ค่านายหน้า ดอกเบี้ยจ่าย เป็นต้น<br />
2.6 จำนวนเงินกู้ยืม ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี<br />
2.7 จำนวนเงินให้กู้ยืม ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี</p>
<p>ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในคำอธิบายประกอบการกรอกแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (Disclosure Form) ที่ <a href="https://bit.ly/2IHRenb" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2IHRenb</a></p>
<p>จากที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้น น่าจะพอเป็นแนวทางให้กับท่านในการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการจัดทำ <strong>Disclosure Form</strong> ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 นี้ ส่วนข้อมูลที่ท่านต้องจัดเตรียมในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป จะต้องติดตามกฎหมายและแนวทางของ<strong>กรมสรรพากร</strong>และผู้เขียนจะอัพเดตข้อมูลให้ท่านทราบต่อไป</p>
<hr />
<p><sup>1</sup>ตามมาตรา 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>2</sup>ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับ<strong>กฎหมายภาษีอากร</strong> สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9716<br />
Email: maysayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610">Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>แนวทางปฏิบัติของนายจ้างในการเฝ้าระวังโรคโควิด 19 (COVID-19)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/5601</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/5601#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 03 Mar 2020 03:41:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐณิชา เกื้อจรูญ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[พระราชบัญญัติโรคติดต่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด 19]]></category>
		<category><![CDATA[โรคติดต่ออันตราย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5601</guid>
				<description><![CDATA[<p>“แนวทางปฏิบัติของนายจ้างในการเฝ้าระวังโรคโควิด 19 (COVID-19)”    ณัฏฐณิชา  เกื้อจรูญ                                                         [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/5601">แนวทางปฏิบัติของนายจ้างในการเฝ้าระวังโรคโควิด 19 (COVID-19)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><u>“แนวทางปฏิบัติของนายจ้างในการเฝ้าระวังโรคโควิด 19 (COVID-<em>19</em>)”</u></strong></p>
<p style="text-align: right;">   ณัฏฐณิชา  เกื้อจรูญ</p>
<p style="text-align: right;">                                                                                                                      บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: left;">จากสถานการณ์โรค<strong>โควิด 19 (COVID-<em>19</em><em>)</em></strong> ซึ่งยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย จำนวน ผู้ติดเชื้อโรคโควิด 19 ในหลายประเทศยังคงพุ่งไม่หยุดอย่างต่อเนื่องและอาจจะยังไม่สามารถควบคุมได้ในขณะนี้ และยิ่งเกิดกรณีมีผู้แพร่เชื้อแบบ super spreader โดยมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการคัดกรองด้วยแล้ว ย่อมทำให้การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำได้โดยยาก ส่งผลกระทบให้การใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลกถูกปรับเปลี่ยนไปในทันทีแต่ในขณะเดียวกันผู้คนส่วนใหญ่ยังคงต้องทำงาน พบปะผู้คน ผู้ประกอบการยังคงต้องดำเนินกิจการต่อไปภายใต้ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับโรค<strong>โควิด 19</strong> อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มมีความกังวลและได้มีการประกาศและ/หรือคำสั่งใช้มาตราในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เพื่อให้ลูกจ้างปฏิบัติตามแนวนโยบายของแต่ละสถานประกอบการแล้ว ซึ่ง ณ ปัจจุบันโรคโควิด 19 (COVID-<em>19</em><em>)</em> ได้ถูกกำหนดให้เป็นโรคติดต่ออันตรายตาม<strong>พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558</strong> เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออันตรายและมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายแล้ว (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563) โดยในส่วนของสถานประกอบการกฎหมายได้กำหนดให้ปฏิบัติ ดังนี้</p>
<ul>
<li>ให้เจ้าของ หรือผู้ควบคุมสถานประกอบการหรือสถานที่อื่นใด พบผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตรายดังกล่าวเกิดขึ้นในสถานที่นั้นแจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อสังกัดกรมควบคุมโรคในราชการบริหารส่วนกลางหรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ภายใน 3 ชั่วโมง นับแต่พบผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยหรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจแจ้งภายใน 3 ชั่วโมงได้ ให้แจ้งต่อ เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อดังกล่าวทันทีที่สามารถทำได้</li>
<li>การแจ้งสามารถดำเนินการด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง คือ แจ้งโดยตรงต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ทางโทรศัพท์ ทางโทรสาร เป็นหนังสือ ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์</li>
<li>การแจ้งด้วยตามวิธีการดังกล่าวข้างต้นอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดของชื่อ ที่อยู่และสถานที่ทำงาน ของตน ความสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย ชื่อ อายุ เพศ สัญชาติ ที่อยู่ปัจจุบันและอาการสำคัญของผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย</li>
</ul>
<p>ดังนั้น  ผู้ประกอบการและบุคลากรในสถานประกอบการจะต้องช่วยกันสอดส่องและเฝ้าระวังโรคติดต่ออันตรายดังกล่าว หากพบผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตรายดังกล่าวเกิดขึ้นในสถานประกอบการ เจ้าของ หรือผู้ควบคุมสถานประกอบการจะต้องปฏิบัติตามมาตรการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ข้างต้นเพื่อให้  เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อดำเนินการป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออันตรายตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายโดยเร็วต่อไป เพราะมิฉะนั้นแล้ว หากเจ้าของหรือผู้ควบคุมสถานประกอบการไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าวนอกจากจะเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นเพราะอาจเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตรายดังกล่าวที่อาจไม่สามารถป้องกันและควบคุมได้แล้ว อาจมีโทษอาญาต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาทอีกด้วย</p>
<p><strong><u>กฎหมายที่เกี่ยวข้อง </u></strong></p>
<p><strong>พระราชบัญญัติ โรคติดต่อ พ.ศ. 2558</strong></p>
<p><strong>        มาตรา 31</strong> ในกรณีที่มีโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หรือโรคระบาดเกิดขึ้น ให้บุคคลดังต่อไปนี้แจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ</p>
<p>(4) เจ้าของ หรือผู้ควบคุมสถานประกอบการหรือสถานที่อื่นใด ในกรณีที่พบผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่อดังกล่าวเกิดขึ้นในสถานที่นั้น</p>
<p>หลักเกณฑ์ และวิธีการแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ</p>
<p><strong>        มาตรา 50</strong> ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งตามมาตรา 31 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท</p>
<p><strong>        ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งในกรณีที่มีโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หรือโรคระบาดเกิดขึ้น พ.ศ. 2560 ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2560 </strong></p>
<p><strong>        ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ.2563 ฉบับลงวันที่  29 กุมภาพันธ์ 2563  </strong></p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ 0-2680-9749<br />
Email: nattanichark@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/5601">แนวทางปฏิบัติของนายจ้างในการเฝ้าระวังโรคโควิด 19 (COVID-19)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/5601/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ทรัพย์อิงสิทธิ  ทรัพยสิทธิชนิดใหม่ของไทย</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/5583</link>
				<pubDate>Wed, 26 Feb 2020 02:20:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[โกสินทร์ เตชะดิลก]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[กู้ยืมเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยสิทธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพย์อิงสิทธิ]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>
		<category><![CDATA[หลักประกัน]]></category>
		<category><![CDATA[อสังหาริมทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[เช่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5583</guid>
				<description><![CDATA[<p>โกสินทร์ เตชะดิลก บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด &#160;      เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 ประเทศไทยได้ออก พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ.2562 โดยใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/5583">ทรัพย์อิงสิทธิ  ทรัพยสิทธิชนิดใหม่ของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">โกสินทร์ เตชะดิลก<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><code>     </code>เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 ประเทศไทยได้ออก พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ.2562 โดยให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันที่กฎหมายประกาศใช้</p>
<p><code>     </code>เหตุผลและวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายนี้ เพราะการเช่าทรัพย์ตามกฎหมายมีลักษณะเป็นสิทธิตามสัญญาที่ใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาหรือบุคคลสิทธิ และมีข้อจำกัดบางอย่างในการนำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่อาจนำทรัพย์ที่เช่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า การประกาศใช้ พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธินี้ ก็เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการนำสิทธิในทรัพย์นั้นๆไปใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้อีกโดยเฉพาะกับชาวต่างชาติและยังสามารถโอนขายหรือแม้แต่กระทั่งตกทอดแก่ทายาทก็ได้ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่อยู่ในภาวะซบเซา ให้เกิดการตื่นตัวขึ้น</p>
<p><code>     </code><strong>ทรัพย์อิงสิทธิ</strong> คือ ทรัพย์สินหรือทรัพยสิทธิที่อิงจากการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสิทธิที่ติดอยู่กับตัวอสังหาริมทรัพย์เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วไม่ว่าจะเปลี่ยนตัวเจ้าของผู้ทรงสิทธิอย่างไร ทรัพย์อิงสิทธิก็ยังคงติดอยู่กับตัวอสังหาริมทรัพย์นั้น จนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาหรือถูกบอกเลิก<strong>ทรัพย์อิงสิทธิ</strong>นั้นๆ นอกจากนี้ ผู้ทรงสิทธิในทรัพย์อิงสิทธิยังมีสิทธิเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ยกเว้นสิทธิติดตามเอาคืน และสิทธิขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย</p>
<p><code>     </code>การก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิ จะเกิดขึ้นได้โดยเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ดำเนินการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมกับแสดงโฉนดที่ดินหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดแล้วแต่กรณี โดยต้องกำหนดเวลาของทรัพย์อิงสิทธิด้วยซึ่งจะมีเวลาได้ไม่เกิน 30 ปี และจะก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิเฉพาะบางส่วนในอสังหาริมทรัพย์ตามโฉนดที่ดินหรือบางส่วนตามกรรมสิทธิ์ห้องชุดไม่ได้ หากอสังหาริมทรัพย์ติดจำนองหรือใช้เป็นหลักประกันตามกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ หรือมีสิทธิใดๆที่จดทะเบียนในโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองกรรมสิทธิ์ห้องชุด จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับจำนอง ผู้รับหลักประกันหรือผู้มีสิทธินั้นก่อน เมื่อก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิขึ้นมาแล้ว จะเอาทรัพย์อิงสิทธิดังกล่าวมาแบ่งแยกออกจากกันไม่ได้ และจะนำไปรวมกับทรัพย์อิงสิทธิอื่นก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์จะดำเนินการก่อตั้งทรัพยสิทธิใดๆในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนทรัพย์อิงสิทธิอีกไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิ</p>
<p><code>     </code>ลักษณะสำคัญของทรัพย์อิงสิทธิ คือ ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิสามารถโอนสิทธิในทรัพย์อิงสิทธิให้กับบุคคลภายนอกได้ หรือใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้โดยการจำนอง หรือหลักประกันการกู้ยืมเงินได้ และสามารถตกทอดแก่ทายาททางมรดกก็ได้</p>
<p><code>     </code>การสิ้นสุดลงของ<strong>ทรัพย์อิงสิทธิ</strong> จะสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 30 ปีหรือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ หรือเฉพาะผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นที่สามารถยกเลิกทรัพย์อิงสิทธิก่อนครบกำหนดเวลาได้ ยกเว้นการยกเลิกนั้นจะกระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว และเมื่อทรัพย์อิงสิทธิระงับลง ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิต้องส่งมอบอสังหาริมทรัพย์คืนแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ตามสภาพที่เป็นอยู่ในเวลานั้น เว้นแต่จะมีการตกลงไว้เป็นอย่างอื่น</p>
<p><code>     </code>ในกรณีที่ทรัพย์อิงสิทธิสิ้นสุดลงโดยระยะเวลา 30 ปีไปแล้ว และคู่สัญญาประสงค์ที่จะต่อเวลาทรัพย์อิงสิทธินั้นออกไป เจ้าของอสังหาริมทรัพย์จะต้องนำอสังหาริมทรัพย์นั้นไปดำเนินการจดทะเบียนก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธินั้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะแตกต่างกับการเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดให้การเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นมีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี และสามารถต่อสัญญาได้อีกครั้งละไม่เกิน 30 ปี และผู้เช่ามีสิทธตามที่กำหนดเอาไว้ในสัญญาเช่าเท่านั้น ไม่สามารถเอาทรัพย์ที่เช่าใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้โดยการจำนอง หรือหลักประกันการกู้ยืมเงินได้ และไม่สามารถตกทอดแก่ทายาททางมรดกก็ได้</p>
<p><code>     </code>เมื่อทรัพย์อิงสิทธิสิ้นสุดลง ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิจะต้องส่งมอบอสังหาริมทรัพย์คืนให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ตามสภาพที่เป็นอยู่ในเวลานั้น เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น</p>
<p><code>     </code>เนื่องจากทรัพย์อิงสิทธิ ไม่ได้ปิดกั้นให้ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิต้องเป็นคนไทยเท่านั้น ดังนั้น ทรัพย์อิงสิทธิจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับบรรดาผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ ในการทำช่องทางการตลาดไปยังชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อที่อยู่อาศัย หรือลงทุนในเชิงพาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรมในประเทศไทย และที่สำคัญผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิสามารถนำเอาสิทธิในทรัพย์อิงสิทธินั้นออกไปใช้ประโยชน์โดยการใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้โดยการจำนอง หรือหลักประกันการกู้ยืมเงินได้ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของกฎหมายนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับใช้กฎหมายทรัพยสิทธิ สามารถติดต่อได้ที่<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ 0-2680-9761<br />
Email : kosint@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/5583">ทรัพย์อิงสิทธิ  ทรัพยสิทธิชนิดใหม่ของไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>การเลิกจ้างเนื่องจากนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/5563</link>
				<pubDate>Thu, 20 Feb 2020 09:36:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[ณัฏฐณิชา เกื้อจรูญ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5563</guid>
				<description><![CDATA[<p>&#8220;การเลิกจ้างเนื่องจากนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี&#8221; ณัฏฐณิชา เกื้อจรูญ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/5563">การเลิกจ้างเนื่องจากนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>&#8220;การเลิกจ้างเนื่องจากนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี&#8221;</strong></p>
<p style="text-align: right;">ณัฏฐณิชา เกื้อจรูญ<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p><code>     </code>ปัจจุบันโลกธุรกิจของเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามการพัฒนาของเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า อย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ผู้ประกอบการคงจะใช้วิธีการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการแบบเดิม ๆ อีกต่อไปไม่ได้ เพราะอาจไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคดิจิตอลนี้ได้อย่างเข้าถึง จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนนำเอาเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาทดแทนการใช้แรงงานคน ส่งผลกระทบให้ คนใช้แรงงานหลากหลายอาชีพ หลายองค์กร หลายหน่วยงาน ต้องถูกเลิกจ้างและทยอยหายไป เราจะเห็นได้ อย่างชัดเจนจากธุรกิจด้านการบริการ สถาบันการเงิน ค้าส่ง-ค้าปลีก งานประเภทเคาน์เตอร์เซอร์วิส เป็นต้น ซึ่งการ เลิกจ้างเนื่องจากการนำเอาเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาทดแทนการใช้แรงงานของลูกจ้างนั้น กฎหมายคุ้มครองแรงงานได้กำหนดบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ดังนี้</p>
<ul>
<li>นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างด้วยเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่ายหรือ การบริการ ต้องมีเหตุอันเนื่องมาจากการนำเอาเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรือเทคโนโลยี ทำให้ต้อง ลดจำนวนลูกจ้างลง</li>
<li>นายจ้างต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้างและรายชื่อลูกจ้างให้พนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง</li>
<li>นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดให้กับลูกจ้าง</li>
<li>กรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน ให้กับลูกจ้างด้วย</li>
</ul>
<p><code>     </code>การเลิกจ้างตามบทกฎหมายนี้ นอกจากลูกจ้างจะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแล้ว หากลูกจ้างคนใดทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามกฎหมายที่ลูกจ้างได้รับ ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำงานครบ 1 ปี แต่ค่าชดเชยดังกล่าวนี้รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน</p>
<p><code>     </code>ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษ กรณีระยะเวลาการทำงานของลูกจ้างไม่ครบ 1 ปี ถ้าเศษของระยะเวลาทำงานมากกว่า 180 วัน ให้นับเป็นการทำงานครบ 1 ปี</p>
<p><strong>กฎหมายที่เกี่ยวข้อง </strong></p>
<p><code>     </code><strong>พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541</strong></p>
<p><code>     </code><strong>มาตรา 121</strong>  ในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง ห้ามมิให้ นำมาตรา 17 วรรคสอง มาใช้บังคับ และให้นายจ้างแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้างและรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง</p>
<p><code>     </code>ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนดตาม วรรคหนึ่ง นอกจากจะได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 แล้ว ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานหกสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยด้วย</p>
<p><code>     </code>ในกรณีที่มีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามวรรคสองแล้ว ให้ถือว่านายจ้างได้จ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย</p>
<p><code>     </code><strong>มาตรา 122</strong>  ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างตามมาตรา 121 และลูกจ้างนั้นทำงานติดต่อกันเกินหกปีขึ้นไป ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทำงานครบหนึ่งปี หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสิบห้าวันสุดท้ายต่อการทำงานครบหนึ่งปีสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย แต่ค่าชดเชยตามมาตรานี้รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยหกสิบวันหรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงานสามร้อยหกสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย</p>
<p><code>     </code>เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษ กรณีระยะเวลาทำงานไม่ครบหนึ่งปี ถ้าเศษของระยะเวลาทำงานมากกว่า หนึ่งร้อยแปดสิบวัน ให้นับเป็นการทำงานครบหนึ่งปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับ<strong>กฎหมายแรงงาน</strong> สามารถติดต่อได้ที่<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ 0-2680-9749<br />
Email: nattanichark@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/5563">การเลิกจ้างเนื่องจากนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 22 Jan 2020 02:20:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5486</guid>
				<description><![CDATA[<p>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2 วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</strong></p>
<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p><strong>ตอนที่ 2 การคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong></p>
<p>จากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บ<strong>ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong>ไว้นั้น ในตอนนี้จะเป็นการนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายดังกล่าวที่อาจจะอ่านแล้วเข้าใจยาก มาลองคำนวณเพื่อเป็นตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น และเพื่อให้ผู้อ่านได้ลองปฏิบัติตามเพื่อหามูลค่าภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p>ตามที่พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 กำหนดให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ดังนั้น ในการคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินที่ต้องเสีย<strong>ภาษี</strong>จึงต้องคำนวณจากทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยการนำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) คูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังนี้</p>
<p><strong>1. การคำนวณมูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี)</strong></p>
<p>ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินต่อตารางวา คูณด้วยพื้นที่ดินทั้งแปลง จะได้เป็นมูลค่าของที่ดินทั้งแปลง ทั้งนี้ หากที่ดินหลายแปลงเป็นของเจ้าของคนเดียวกันและอยู่ติดกัน ให้รวมมูลค่าที่ดินแต่ละแปลงที่ติดกันเสมือนเป็นแปลงเดียวกัน เช่น<br />
นาย ก. มีที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ดิน 1 ไร่ (400 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 5,000 บาท คำนวณมูลค่าของที่ดิน (ฐานภาษี) ได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น ที่ดินดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 2,000,000 บาท</p>
<p><strong>2. การคำนวณมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี)</strong></p>
<p>ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของสิ่งปลูกสร้างต่อตารางเมตร คูณด้วยพื้นที่ใช้สอย หักด้วยค่าเสื่อมราคา จะได้เป็นมูลค่าของสิ่งปลูกสร้าง เช่น<br />
นาย ก. มีบ้านไม้ 1 หลัง พื้นที่ 300 ตารางเมตร ปลูกสร้างมาแล้ว 10 ปี ราคาประเมินตารางเมตรละ 10,000 บาท คำนวณมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) ได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>พื้นที่ใช้สอย คูณด้วยราคาประเมิน = 300 x 10,000 = 3,000,000</li>
<li>ปลูกสร้างมาแล้ว 10 ปี หักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 40 คิดมูลค่าที่เหลือเพียงร้อยละ 60 = 3,000,000 x 0.6 = 1,800,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 1,800,000 บาท</p>
<p>จากการคำนวณมูลค่าของที่ดิน ตามข้อ 1. และสิ่งปลูกสร้าง ตามข้อ 2. ดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่ามีมูลค่าฐานภาษีที่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีจำนวน 2,000,000 + 1,800,000 = 3,800,000 บาท</p>
<p><strong>3. การคำนวณจำนวนภาษีที่ต้องชำระ</strong></p>
<p>การคำนวณภาษี คำนวณโดยนำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) คูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังกล่าวข้างต้น เช่น<br />
กรณีหากปรากฏว่า ส่วนของตัวบ้านได้ตั้งอยู่บนที่ดินตามข้อ 1. โดยมีบริเวณที่ใช้ปลูกบ้านและเป็นที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องรวม 400 ตารางวา (ทั้งแปลง) และใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยโดยมีชื่อในทะเบียนบ้าน (บ้านหลังหลัก) จะคำนวณภาษีที่ต้องชำระได้ ดังนี้<br />
มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (บ้านหลังหลัก) = 3,800,000 x 0.0003 (ร้อยละ 0.03)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ = 1,140 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านหลังหลัก ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) 50 ล้านบาทแรก เมื่อนาย ก. มีมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมไม่เกิน 50 ล้านบาท จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>4. การคำนวณมูลค่าที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์หลายประเภท</strong></p>
<p>กรณีที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์หลายประเภทนั้น จะต้องคำนวณภาษีตามส่วนของการใช้ประโยชน์แต่ละประเภท ดังนี้</p>
<p>4.1 นาย ก. มีที่ดิน 3 แปลง ซึ่งอยู่ติดกัน ดังนี้</p>
<ul>
<li>แปลงที่ 1 เนื้อที่ดิน 1 ไร่ (400 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 5,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 2 เนื้อที่ดิน 3 ไร่ (1,200 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 10,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 1,200 x 10,000 = 12,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 10 ไร่ (4,000 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 4,000 x 12,000 = 48,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ทั้งนี้ เนื่องจากเข้าลักษณะเป็นที่ดินหลายแปลงของเจ้าของคนเดียวกันและอยู่ติดกัน จึงต้องรวมมูลค่าที่ดินแต่ละแปลงที่ติดกันเสมือนเป็นแปลงเดียวกัน</p>
<p>ดังนั้น ที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวจึงมีมูลค่า (ฐานภาษี) ที่จะนำไปคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) จำนวน 2,000,000 + 12,000,000 + 48,000,000 = 62,000,000 บาท</p>
<p>4.2 นาย ก. มีบ้านไม้ 1 หลัง ตั้งอยู่บนที่ดินแปลง ที่ 1 ตามข้อ 2. ซึ่งมีมูลค่า (ฐานภาษี) จำนวน 1,800,000 บาท</p>
<p>4.3 นาย ก. ใช้ที่ดินแปลงที่ 2 ทั้งจำนวน 3 ไร่ และแปลงที่ 3 อีกจำนวน 2 ไร่ เพื่อประกอบเกษตรกรรม โดยขุดสระน้ำเลี้ยงปลา ปลูกพืชสวน และทำปศุสัตว์</p>
<p>4.4 นาย ก. ใช้ที่ดินแปลงที่ 3 จำนวน 8 ไร่ เพื่อสร้างอาคารและให้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ โดยอาคารดังกล่าวมีจำนวน 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยชั้นละ 1,000 ตารางเมตร ราคาประเมินตารางเมตรละ 1,500 บาท และก่อสร้างมาแล้ว 15 ปี</p>
<p>จากข้อเท็จจริงเมื่อปรากฏว่าที่ดินซึ่งติดต่อกันเป็นแปลงเดียวนั้น ได้มีการใช้ประโยชน์หลายประเภท ในการคำนวณภาษีจึงต้องแยกส่วนของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามการใช้ประโยชน์ เพื่อให้ได้มูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) แต่ละส่วนตามการใช้ประโยชน์ แล้วคูณด้วยอัตราภาษี (ตามการใช้ประโยชน์) ดังนี้</p>
<p><strong>1. คำนวณมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี)</strong></p>
<p><strong>1.1 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัย</strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 1 (ทั้งแปลง) มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 400 x 5,000 = 2,000,000 บาท</li>
<li>บ้านไม้ 1 หลัง มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) = 3,000,000 x 0.6 = 1,800,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยจึงมีจำนวน 2,000,000 + 1,800,000 = 3,800,000 บาท</p>
<p><strong>1.2 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม</strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 2 (ทั้งแปลง) มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 1,200 x 10,000 = 12,000,000 บาท</li>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 2 ไร่ (800 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 800 x 12,000 = 9,600,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ประกอบเกษตรกรรมจึงมีจำนวน 12,000,000 + 9,600,000 = 21,600,000 บาท</p>
<p><strong>1.3 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ </strong></p>
<ul>
<li>แปลงที่ 3 เนื้อที่ดิน 8 ไร่ (3,200 ตารางวา) ราคาประเมินตารางวาละ 12,000 บาท<br />
มูลค่าที่ดิน (ฐานภาษี) = 3,200 x 12,000 = 38,400,000 บาท</li>
<li>อาคารให้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ โดยอาคารดังกล่าวมีจำนวน 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยชั้นละ 1,000 ตารางเมตร และก่อสร้างมาแล้ว 15 ปี<br />
พื้นที่ใช้สอย 1,000 x 5 = 5,000 คูณด้วยราคาประเมิน = 5,000 x 15,000 = 75,000,000</li>
<li>ปลูกสร้างมาแล้ว 15 ปี หักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 20 คิดมูลค่าที่เหลือเพียงร้อยละ 80 = 75,000,000 x 0.8 = 60,000,000 บาท</li>
</ul>
<p>ดังนั้น มูลค่าที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์อื่น ๆ จึงมีจำนวน 38,400,000 + 60,000,000= 98,400,000 บาท</p>
<p><strong>2. คำนวณจำนวนภาษีที่ต้องชำระ</strong></p>
<p><strong>2.1 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัย</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (บ้านหลังหลัก) = 3,800,000 x 0.0003 (ร้อยละ 0.03)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ = 1,140 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านหลังหลัก ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) 50 ล้านบาทแรก เมื่อนาย ก. มีมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมไม่เกิน 50 ล้านบาท จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>2.2 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี<code>     </code>= 21,600,000 x 0.0001 (ร้อยละ 0.01)<br />
ภาษีที่ต้องชำระ<code>                      </code>= 2,160 บาท<br />
** แต่อย่างไรก็ตาม ใน 3 ปีแรก ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาที่ใช้เพื่อประกอบเกษตรกรรม ได้รับยกเว้นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) ทั้งหมด จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี</p>
<p><strong>2.3 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ</strong></p>
<p>มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คูณด้วยอัตราภาษี (อัตราก้าวหน้า)<br />
50,000,000 x 0.003 (ร้อยละ 0.3) = 150,000 บาท<br />
48,400,000 x 0.004 (ร้อยละ 0.4) = 193,600 บาท<br />
ภาษีที่ต้องชำระ <code>             </code>= 343,600 บาท</p>
<p>ดังนั้น ที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าวจึงต้องเสียภาษีทั้งหมด เป็นเงินจำนวน 343,600 บาท</p>
<p>สำหรับการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลังจากจัดทำและแจ้งบัญชีรายการทรัพย์สินแล้ว ก็จะมีการคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว แล้วแจ้งการประเมินภาษีมายังผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งหากได้รับแจ้งการประเมินมาแล้ว ก็ลองนำหลักเกณฑ์การคำนวณดังกล่าวไปลองคำนวณว่าตรงกับหนังสือแจ้งการประเมิน และข้อเท็จจริงทั้งเนื้อที่และลักษณะการใช้ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งหากพบว่าไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์การคำนวณดังกล่าวข้างต้น อันทำให้เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องเสียภาษีไม่ถูกต้อง ก็สามารถดำเนินการยื่นคำร้องเพื่อขอแก้ไขให้ถูกต้องได้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน</p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไร และจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และหากมีการคัดค้านแล้วมีคำสั่งออกมาแต่ยังไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไรนั้น ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับ<strong>กฎหมายภาษีอากร</strong> สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5486/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>สำนักกฎหมายธรรมนิติพบปะลูกค้า ณ อาคาร PETRONAS Twin Towers ประเทศมาเลเซีย</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/in-the-news/5290</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/in-the-news/5290#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 13 Jan 2020 01:44:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมนิติในข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[PETRONAS]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5290</guid>
				<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563 เวลา 17.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) บริษัทในเครือธรรมนิติ นำโดย คุณดารารัตต์ พืชมงคล และคุณอติญา จาก บริษัท ธรรมนิติ จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/in-the-news/5290">สำนักกฎหมายธรรมนิติพบปะลูกค้า ณ อาคาร PETRONAS Twin Towers ประเทศมาเลเซีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5284" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_2.jpg" alt="" width="800" height="600" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_2.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_2-300x225.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_2-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563 เวลา 17.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) บริษัทในเครือ<strong>ธรรมนิติ</strong> นำโดย คุณดารารัตต์ พืชมงคล และคุณอติญา จาก บริษัท ธรรมนิติ จำกัด (มหาชน) , คุณณัฐภรณ์ และคุณบุณยวีร์ จาก บริษัท ฝึกอบรมและสัมมนาธรรมนิติ จำกัด และคุณกิตติรัฐ ฦาชา จาก<strong>สำนักภาษีอากร</strong> บริษัท <strong>สำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong> จำกัด เดินทางไปเข้าเยี่ยม พบปะกระชับความสัมพันธ์ และสวัสดีปีใหม่ 2020 กับคุณ Rozana Mohamed Sam และคณะ Group Tax Department Finance Division บริษัท PETROLIAM NASIONAL BERHAD (PETRONAS) (ลูกค้าของสำนักกฎหมายภาษีอากร บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด) ที่อาคาร PETRONAS Twin Towers ประเทศมาเลเซีย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5283" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_1.jpg" alt="" width="800" height="600" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_1.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_1-300x225.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_1-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5285" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_3.jpg" alt="" width="800" height="600" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_3.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_3-300x225.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_3-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5286" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_4.jpg" alt="" width="600" height="800" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_4.jpg 600w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_1_4-225x300.jpg 225w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/in-the-news/5290">สำนักกฎหมายธรรมนิติพบปะลูกค้า ณ อาคาร PETRONAS Twin Towers ประเทศมาเลเซีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/in-the-news/5290/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>คุณกิตติรัฐ ฦาชา นักกฎหมายภาษีอากร ได้รับเชิญเป็นวิทยากรงาน Malaysia Tax Policy Forum ประเทศมาเลเซีย</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/5292</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/5292#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 13 Jan 2020 01:13:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมนิติในข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5292</guid>
				<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563 เวลา 15.00 &#8211; 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) คุณกิตติรัฐ ฦาชา นักกฎหมายภาษีอากร บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/5292">คุณกิตติรัฐ ฦาชา นักกฎหมายภาษีอากร ได้รับเชิญเป็นวิทยากรงาน Malaysia Tax Policy Forum ประเทศมาเลเซีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5287" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_1.jpg" alt="" width="800" height="600" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_1.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_1-300x225.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_1-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563 เวลา 15.00 &#8211; 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) คุณกิตติรัฐ ฦาชา นักกฎหมายภาษีอากร บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด ได้รับเชิญเป็นวิทยากรร่วมกับคณะวิทยากรอื่นในหัวข้อ &#8220;Comparative Tax Analysis &#8211; How does Malaysia fare Compared to its Asian Neighbours? ภายใต้ Malaysia Tax Policy Forum &#8220;Strengthening Malaysia&#8217;s Fiscal Future&#8221; ณ ห้อง Mesmera Ballroom, The Every เมือง Putrajaya ประเทศ Malaysia จัดโดย International Strategy Institite (ISI) &lt;istrategyglobal.com&gt; คุณดารารัตต์ พืชมคล คุณอติญา บริษัท ธรรมนิติ จำกัด (มหาชน) คุณณัฐภรณ์ และคุณบุณยวีร์ บริษัท ฝึกอบรมและสัมมนาธรรมนิติ จำกัด ได้เข้าร่วมงานสัมมนาในงานดังกล่าวด้วย</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5289" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_3.jpg" alt="" width="800" height="600" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_3.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_3-300x225.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_3-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5288" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_2.jpg" alt="" width="800" height="600" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_2.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_2-300x225.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/01/news_2_2-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/5292">คุณกิตติรัฐ ฦาชา นักกฎหมายภาษีอากร ได้รับเชิญเป็นวิทยากรงาน Malaysia Tax Policy Forum ประเทศมาเลเซีย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/5292/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 10 Jan 2020 00:31:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[นักท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีมูลค่าเพิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5276</guid>
				<description><![CDATA[<p>ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด เมื่อวันที่  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276">ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</strong></p>
<p style="text-align: right;">อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้ออกกฎหมายสำหรับการขอคืน<strong>ภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong> โดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทาง Application Programming Interface ให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้า โดยให้นักท่องเที่ยวไปขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ง่ายยิ่งขึ้น</p>
<p>จากเดิมที่ผู้ประกอบการจะต้องทำคำร้องเป็นหนังสือ และให้ต้นฉบับแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ที่สนามบินประทับตรารับรอง ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน จากนี้ไป ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตยื่นคำร้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้แล้ว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการทำ <strong>VAT Refund</strong> ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติง่ายดายขึ้น และมีขั้นตอนที่น้อยลง ผู้ประกอบการที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยว อาจใช้ช่องทางนี้เป็นการดึงดูดให้<strong>นักท่องเที่ยว</strong>มาซื้อสินค้าจากตนได้มากขึ้น เพราะการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจะสะดวกมากขึ้น</p>
<p><strong>ผู้ประกอบการจะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้</strong><br />
1. เป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม<br />
2. ไม่เคยมีประวัติเป็นผู้ออกหรือใช้ใบกำกับภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย<br />
3. มีเครื่องมือที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับกรมสรรพากร แบบ Real Time ได้</p>
<p>หากมีคุณสมบัติครบ ก็สามารถยื่นขออนุมัติเพื่อจัดทำคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้เลย</p>
<p><strong>ส่วนวิธีการจัดทำคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีดังนี้</strong><br />
1. ออกใบกำกับภาษีให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมระบุเลขที่หนังสือเดินทางลงในใบกำกับภาษี<br />
2. รับรองรายการสินค้า และจัดทำแบบ ภ.พ.10 ผ่านระบบงานคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว (e-VAT Refund for Tourists)<br />
3. นำส่งแบบคำร้องให้กรมสรรพากรทางอินเตอร์เน็ต ผ่าน Application Programming Interface เพื่อขอหมายเลขอ้างอิง<br />
4. ส่งมอบหลักฐานการนำส่งแบบคำร้องให้นักท่องเที่ยว เพื่อนำไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจรับรองคำร้องต่อไป<br />
รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ : <a href="https://bit.ly/2tFT43K" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2tFT43K</a></p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725 Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276">ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ด่วน!! หลักเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5252</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5252#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 27 Dec 2019 02:28:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[สกาวบุญ คุณสุข]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพากร]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5252</guid>
				<description><![CDATA[<p>ด่วน!! หลักเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร &#160; สกาวบุญ คุณสุข บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด &#160; ตามที่กรมสรรพากรมีมาตรการใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5252">ด่วน!! หลักเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-5251" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-moneytransfer.jpg" alt="" width="800" height="600" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-moneytransfer.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-moneytransfer-300x225.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2019/12/tax-articles-moneytransfer-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ด่วน!! หลักเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">สกาวบุญ คุณสุข<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตามที่กรมสรรพากรมีมาตรการในการขยายฐานภาษี โดยการออกกฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการฝากหรือรับโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลแก่กรมสรรพากรแล้วนั้น</p>
<p>ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2562 กรมสรรพากรได้ออกกฎกระทรวงฉบับที่ 355 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการรายงานข้อมูล สรุปได้ดังนี้</p>
<p><strong>1. ลักษณะของธุรกรรม</strong></p>
<p>มี 2 ลักษณะ ได้แก่<br />
1. การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี<br />
2. การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง<br />
และมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี</p>
<p><strong>2. เกณฑ์การนับ</strong></p>
<p>นับจำนวนครั้งและจำนวนเงินทุกครั้งที่ได้มีการฝากหรือรับโอนผ่านบัญชีของบุคคลผู้เป็นเจ้าของบัญชี กรณีกระทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็นับเช่นเดียวกัน</p>
<p><strong>3. ผู้ที่มีหน้าที่รายงาน</strong></p>
<p>1. สถาบันการเงินของรัฐและเอกชน เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุน เป็นต้น<br />
2. ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Money ตามกฎหมายว่าด้วยระบบชำระเงิน เช่น TrueMoney Rabbit Line Pay เป็นต้น<br />
<strong>ตัวอย่าง:</strong> นาย A มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีของธนาคาร B 5 บัญชีมีการฝากและรับโอนผ่านบัญชีของนาย A ทั้ง 5 บัญชีรวมกัน (1) ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป หรือ (2) ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไปและมียอดรวมในการฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี ดังนั้น ธนาคาร B มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลของนาย A ให้แก่กรมกสรรพากร</p>
<p><strong>4. ข้อมูลที่จะถูกรายงานต่อกรมสรรพากร</strong></p>
<p>1. เลขประจำตัวประชาชน เลขที่หนังสือเดินทาง เลขทะเบียนนิติบุคคลเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรหรือสิ่งอื่นที่ใช้ในการระบุตัวบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ<br />
2. ชื่อและชื่อสกุลของบุคคลธรรมดา ชื่อของห้างหุ้นส่วนสามัญชื่อของคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือชื่อนิติบุคคล<br />
3. จำนวนครั้งของการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน<br />
4. จำนวนเงินที่ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน<br />
5. เลขบัญชีทุกบัญชีที่มีการฝากหรือรับโอนเงิน</p>
<p><strong>5. การรายงาน</strong></p>
<p>ผู้มีหน้าที่รายงานต้องจัดทำรายงานภายในเดือนมีนาคมของทุกปี โดยรายงานข้อมูลซึ่งอยู่ในความครอบครองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ในปีที่ล่วงมาแล้ว และให้มีการรายงานครั้งแรกในวันที่ 31 มีนาคม 2563 โดยรายงานข้อมูลเฉพาะธุรกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24-31 ธันวาคม พ.ศ. 2562</p>
<p><strong>สรุป</strong></p>
<p>กฎหมายฉบับนี้เพียงกำหนดให้ผู้มีหน้าที่ เช่น ธนาคาร ต้องส่งข้อมูลของบุคคลที่เข้าตามหลักเกณฑ์ให้แก่กรมสรรพากร ส่วนบุคคลทั่วไปแล้วควรต้องรู้ว่าตนเองอยู่ในเกณฑ์ของบุคคลผู้มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะที่จะถูกส่งข้อมูลไปยังกรมสรรพากรหรือไม่ เพื่อเตรียมพร้อมและวางแผนในการจัดการเงินที่อยู่ในบัญชีธนาคารหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่อไป และที่สำคัญหากปรากฏว่ามีรายได้ต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท อาจต้องถูกบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอีกด้วย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5252">ด่วน!! หลักเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5252/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
