<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ที่ปรึกษาภาษี &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/tag/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 04 Feb 2021 02:13:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6002</link>
				<pubDate>Wed, 03 Feb 2021 02:00:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6002</guid>
				<description><![CDATA[<p>ตอนที่ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนกับใบกำกับภาษี      บทความในเรื่องนี้จะเป็นการแบ่งปันเรื่องราวที่ได้รับจากประสบการณ์ทำงาน ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ปร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6002">ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอนที่ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนกับใบกำกับภาษี</strong></p>
<p><code>     </code>บทความในเรื่องนี้จะเป็นการแบ่งปันเรื่องราวที่ได้รับจากประสบการณ์ทำงาน ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีซื้อตาม<strong>ใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี</strong> หรือที่เรียกกันว่า <strong>“ใบกำกับภาษีปลอม”</strong> ที่กฎหมายไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรียกกันว่า <strong>“ภาษีซื้อต้องห้าม”</strong> มาใช้ในการคำนวณภาษีที่ต้องนำส่ง<strong><u>โดยไม่รู้ตัว</u></strong></p>
<p><code>     </code>ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ คือการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง<strong><u>โดยไม่รู้ตัว</u></strong> เนื่องจาก ลักษณะของใบกำกับภาษีปลอมตามแนวทางของกรมสรรพากรนั้น ไม่ได้หมายความถึงการทำเอกสารปลอมขึ้นมา หรือเอกสารอันเป็นเท็จ หรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับตัวใบกำกับภาษีตามที่ผู้ประกอบการหลาย ๆ รายเข้าใจเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการกระทำอื่น ๆ อีกด้วยซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในตอนต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนหลายรายนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้<strong><u>โดยไม่รู้ตัว</u></strong>นั่นเอง</p>
<p><code>     </code>ดังนั้น หากผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีซื้อต้องห้าม ที่เกิดจากการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งแล้วปรากฏว่าเจ้าพนักงานสรรพากรตรวจสอบพบ ก็จะนำมาสู่การปรับปรุงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง ซึ่งจะต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่ขาด เสียเบี้ยปรับถึง 2 เท่า และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ชำระขาดไปอีกด้วย</p>
<p><code>     </code>มาถึงตรงนี้ หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยแล้วว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนคืออะไร ใบกำกับภาษีคืออะไร ภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีที่ต้องนำส่งคืออะไร ดังนั้น ในตอนนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้กันก่อน</p>
<p><strong><code>     </code>1. ผู้ประกอบการจดทะเบียน</strong> คือ ผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร ซึ่งเมื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วก็จะได้รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ. 20 และมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร</p>
<p><code>     </code>ตามกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทยประเภทที่ไม่ได้รับยกเว้น และ<strong>มีรายได้จากการประกอบกิจการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายได้เกินจำนวนดังกล่าว</strong> ซึ่งสามารถศึกษาได้จากบทความ <strong>“<a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2807" target="_blank" rel="noopener noreferrer">ภาษีมูลค่าเพิ่ม เรื่องใกล้ตัวผู้ขายสินค้าและให้บริการ</a>”</strong></p>
<p><strong><code>     </code>2. ใบกำกับภาษี</strong> คือ เอกสารหลักฐานสำคัญในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องจัดทำโดยมีรายการในใบกำกับภาษีตามที่กฎหมายกำหนด และส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเมื่อเกิด<strong>ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)</strong><sup>1</sup> เช่น เมื่อส่งมอบสินค้า หรือชำระราคาสินค้า หรือได้ใช้บริการ หรือได้รับชำระค่าบริการ แล้วแต่กรณี ใบกำกับภาษีจึงเป็นเอกสารสำคัญเพื่อใช้ควบคุม และบันทึกจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มในระบบที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องนำไปชำระต่อกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด</p>
<p><strong><code>     </code>3. หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียน</strong></p>
<p><code>          </code><strong>3.1 หน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เรียกเก็บ<strong>ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการ</strong>เมื่อเกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)<sup>2</sup> โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บในส่วนนี้เรียกว่า<strong>ภาษีขาย</strong><sup>3</sup> และในส่วนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซื้อสินค้าหรือรับบริการมาซึ่งถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนรายอื่นเรียกเก็บนั้นจะเรียกว่า<strong>ภาษีซื้อ</strong><sup>4</sup></p>
<p><code>          </code><strong>3.2 หน้าที่ออกใบกำกับภาษี</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ก็จะมีหน้าที่ในการออกใบกำกับภาษี (ใบกำกับภาษีขาย) ในขณะที่เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)</p>
<p><code>          </code><strong>3.3 หน้าที่จัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด<sup>5</sup> โดยจัดทำเป็นรายเดือนเนื่องจากรอบในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจะคำนวณเป็นรายเดือน ซึ่งจะเรียกว่า <strong>“เดือนภาษี”</strong> โดยรายงานภาษีดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นการสรุปรายการ ใบกำกับภาษี มูลค่าสินค้าหรือบริการ จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งในส่วนของภาษีซื้อและภาษีขายเพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างสะดวก</p>
<p><code>          </code>นอกจากนี้ <strong>เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้า</strong>ก็ยังมีหน้าที่ในการจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ หรือที่เรียกกันว่า <strong>“Stock”</strong> เพื่อนำไปตรวจสอบยืนยันกับรายการซื้อหรือขายตามรายงานภาษีข้างต้น ว่ามีการซื้อหรือขาย และมีสินค้าคงเหลือถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่</p>
<p><code>          </code><strong>3.4 หน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong><br />
<code>          </code>ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มของแต่ละเดือนภาษีต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น สำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการในเดือนภาษีมกราคม 2564 จะต้องนำส่งภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564</p>
<p><code>          </code>ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำส่งคำนวณโดยนำภาษีขายในแต่ละเดือนภาษีหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี<sup>6</sup> หากภาษีขายมากกว่าให้นำส่งต่อกรมสรรพากร แต่หากภาษีซื้อมากกว่าก็มีสิทธิจะนำไปเป็นเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีถัดไป หรือมีสิทธิขอคืนได้จากกรมสรรพากร <strong>ปรากฏตามแผนผัง VAT ดังนี้</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6012" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1.png" alt="" width="916" height="770" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1.png 916w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1-300x252.png 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/02/tax-article-3Feb64-vat-1-768x646.png 768w" sizes="(max-width: 916px) 100vw, 916px" /></p>
<p><strong><code>     </code>ข้อสังเกต</strong> ในช่วงที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าให้ผู้บริโภคซึ่งราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 50 บาทนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากรก็จะเพิ่มขึ้น 3.50 บาท อันเท่ากับร้อยละ 7 ของ 50 บาทซึ่งเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของราคาสินค้านั่นเอง</p>
<p><code>     </code>นอกจากนี้ หากมีการขายสินค้าต่อไปเรื่อย ๆ กรมสรรพากรก็จะได้รับภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วกรมสรรพากรจะได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มในจำนวนร้อยละ 7 ของมูลค่าสินค้าที่ขายให้กับผู้บริโภคลำดับสุดท้าย</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<p><code>     </code>นาย จ. เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายเสื้อผ้าในประเทศไทย โดยซื้อสินค้ามาในราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วตัวละ 107 บาท (ค่าสินค้า 100 บาท ภาษีซื้อ 7 บาท) และต้องการขายสินค้าโดยมีกำไรตัวละ 50 บาท ดังนั้น นาย จ. จึงต้องตั้งราคาขายที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วตัวละ 160.50 บาท (ค่าสินค้า 150 บาท ภาษีขาย 10.50 บาท)</p>
<p><code>     </code>จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่า นาย จ. จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรจำนวน 3.50 บาท (ภาษีขาย 10.50 บาท – ภาษีซื้อ 7 บาท) และ<strong>จะมีกำไรจากการขายสินค้า 50 บาท ตามที่ตั้งไว้</strong></p>
<p><code>     </code>แต่อย่างไรก็ตาม หากนาย จ. <strong>นำภาษีซื้อต้องห้ามมาใช้</strong>นาย จ. ก็จะไม่สามารถนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้ นาย จ. จึงต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรเป็นเงินจำนวน 10.50 บาท (ภาษีขาย 10.50 บาท – ภาษีซื้อ 0 บาท) ดังนั้น นาย จ. <strong>จะเหลือกำไรเพียง 43 บาท</strong> (160.50 (ราคาขายรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) – 107 (ต้นทุนสินค้า) – 10.50 (ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง)) เท่านั้น</p>
<p><code>     </code>หรือหากนาย จ. <strong>ไม่เข้าใจในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong> โดยขายสินค้าไปในราคาที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มตัวละ 150 บาท (ค่าสินค้า 140.19 บาท ภาษีขาย 9.81 บาท ) นาย จ. <strong>ก็จะเหลือกำไรเพียงตัวละ 40.19 บาท</strong> เท่านั้น</p>
<p><code>     </code>มาถึงตรงนี้ ทางผู้เขียนหวังว่าท่านผู้อ่านและผู้ประกอบการจะตระหนักเห็นถึงความสำคัญในการทำความเข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และเริ่มเข้าใจในขั้นตอน สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่รายละเอียดทั้งในส่วนของลักษณะของใบกำกับภาษีปลอม ผลของการนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ และแนวทางแก้ไขเมื่อนำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ ซึ่งจะนำเสนอให้ติดตามในตอนต่อไป</p>
<p><sup>1</sup>มาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>2</sup>มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>3</sup>มาตรา 82/4 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>4</sup>มาตรา 82/4 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>5</sup>มาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>6</sup>มาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p style="text-align: center">วรินทร สะรุโณ<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
3 กุมภาพันธ์ 2564</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9785<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6002">ระวัง!! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโดยไม่รู้ตัว มีโทษถึงเจ๊ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>Update!!! กฎหมาย Transfer Pricing กรณียื่นแบบ Disclosure form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2563 เป็นต้นไป</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/5987</link>
				<pubDate>Thu, 28 Jan 2021 07:19:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[นภัทร วงศ์ลิมปิยะรัตน์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเผยแพร่]]></category>
		<category><![CDATA[Transfer Pricing]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5987</guid>
				<description><![CDATA[<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับการยื่นแบบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/5987">Update!!! กฎหมาย Transfer Pricing กรณียื่นแบบ Disclosure form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2563 เป็นต้นไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับการยื่นแบบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี</strong> ที่ประกาศเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับการยื่นแบบรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี หรือ Disclosure form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2563 เป็นต้นไป โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้</p>
<p>1. แต่เดิมบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถยื่น Disclosure form ได้ทั้งในรูปแบบกระดาษ และผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ปัจจุบัน กฎหมายวางแนวทางให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ยื่น Disclosure form ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากรเป็นหลัก โดยสามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้</p>
<p>1.1 ยื่นแบบ Disclosure form ทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร <a href="https://www.rd.go.th/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">www.rd.go.th</a> โดยตรง ผ่านการ log in โดยใช้ชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ที่ได้รับจากการลงทะเบียนเข้าใช้ระบบของกรมสรรพากร</p>
<p>1.2 ยื่นแบบ Disclosure form ทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร <a href="https://www.rd.go.th/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">www.rd.go.th</a> ผ่านระบบบริการ Tax Single Sign On ของกระทรวงการคลัง <a href="https://etax.mof.go.th" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://etax.mof.go.th</a> โดยใช้ชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ที่ได้รับจากการลงทะเบียนเข้าใช้ระบบบริการ Tax Single Sign On ของกระทรวงการคลัง</p>
<p><code>     </code>ทั้งนี้ การยื่นแบบ Disclosure form จะสมบูรณ์ต่อเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับหมายเลขอ้างอิงการยื่นแบบ จากระบบการยื่นแบบ Disclosure form</p>
<p>2. ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร จนไม่สามารถดำเนินการตามข้อ 1. ได้ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นแบบ Disclosure form โดยใช้แบบที่พิมพ์จากระบบทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร <a href="https://www.rd.go.th/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">www.rd.go.th</a> พร้อมทั้งแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรถึงเหตุอันสมควรจนไม่สามารถดำเนินการได้ พร้อมการยื่นแบบรายงานดังกล่าว ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งอยู่</p>
<p><code>     </code>ทั้งนี้ การยื่นแบบ Disclosure form ตามวิธีการข้อ 2. นี้จะสมบูรณ์ต่อเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับใบรับการยื่นแบบรายงานนั้นจากกรมสรรพากร</p>
<p>ที่มา <a href="https://bit.ly/3t4V1ks" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/3t4V1ks</a></p>
<p>นภัทร วงศ์ลิมปิยะรัตน์<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/5987">Update!!! กฎหมาย Transfer Pricing กรณียื่นแบบ Disclosure form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2563 เป็นต้นไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 2 ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5817</link>
				<pubDate>Wed, 26 Aug 2020 08:16:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[สกาวบุญ คุณสุข]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ขอคืนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ขอคืนภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5817</guid>
				<description><![CDATA[<p>สกาวบุญ คุณสุข บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด      ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องการขอคืนภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไปแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5817">การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 2 ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">สกาวบุญ คุณสุข<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p><code>     </code>ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่อง<strong><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5712" target="_blank" rel="noopener noreferrer">การขอคืนภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล</a></strong>ไปแล้ว ในตอนนี้เราจึงมาว่ากันต่อในเรื่องการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ</p>
<p><code>     </code>ในการดำเนินการทางภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะของผู้ประกอบกิจการ อาจมีกรณีที่ผู้ประกอบกิจการเสียภาษีเกินไปกว่าที่ต้องเสีย นำส่งภาษีไว้เกิน หรือเสียภาษีไปโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ดังนั้น กรมสรรพากรจึงมีมาตรการในการคืนภาษีอากรให้แก่บุคคลดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร โดยผู้เขียนได้สรุปหลักเกณฑ์ในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 84/1และ 84/2 แห่งประมวลรัษฎากร และการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/11 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้</p>
<p><strong>การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong></p>
<p><strong>1. ผู้ที่มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong></p>
<p><code>     </code>ในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ผู้ที่มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งมีเหตุให้ขอคืนภาษีได้ดังนี้</p>
<p><code>     </code>1.1 มีเครดิตภาษีเหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษี<br />
<code>     </code>1.2 เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เกิน ผิด หรือ ซ้ำ<br />
<code>     </code>1.3 มีหน้าที่นำส่งภาษีโดยได้นำส่งภาษีไว้เกิน ผิด หรือ ซ้ำ<br />
<code>     </code>1.4 ไม่มีหน้าที่เสียภาษีแต่ได้ชำระภาษีไว้</p>
<p><strong>2. วิธีการขอคืนภาษีอากร</strong></p>
<p><code>     </code>ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม อาจขอคืนภาษีด้วยวิธีการดังต่อไปนี้</p>
<p><code>     </code>2.1 ยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร (“ภ.พ.30”) โดยลงลายมือชื่อในช่อง “การขอคืนภาษี” เพื่อใช้เป็นคำร้องในการขอคืนภาษี ในกรณีดังนี้<br />
<code>          </code>1) กรณีมีภาษีที่ชำระเกินในแต่ละเดือนภาษี และไม่ประสงค์จะใช้เครดิตภาษีในเดือนภาษีถัดไป<br />
<code>          </code>2) กรณีมีภาษีที่ชำระเกินตามการยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม เนื่องจากยื่นแบบ ภ.พ.30 ไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน<sup>1</sup> เช่น ยื่นแบบ ภ.พ.30 โดยที่แสดงยอดซื้อหรือภาษีซื้อไว้ขาด แสดงยอดขายหรือภาษีขายไว้เกิน<br />
<code>     </code>2.2 ยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามแบบคำร้องขอคืนภาษีอากร (“ค. 10”) ในกรณีดังนี้<br />
<code>          </code>1) กรณีมีภาษีที่ชำระเกินในเดือนภาษี แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่อง “การขอคืนภาษี” ตามแบบแสดงรายการภาษี ภ.พ.30 และไม่ได้นำภาษีชำระเกินนั้นไปใช้เครดิตภาษีในเดือนถัดไป<br />
<code>          </code>2) กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำเดือนภาษี โดยที่แสดงภาษีขายไว้เกินและ/หรือแสดงภาษีซื้อไว้ขาด โดยยอดขายและยอดซื้อถูกต้อง<br />
<code>          </code>3) กรณีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีจากยอดรายรับ หรือเป็นผู้นำส่งภาษี ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำเดือนภาษีและชำระภาษีไว้ซ้ำ</p>
<p><strong>3. กำหนดเวลายื่นขอคืนภาษี</strong></p>
<p><code>     </code>ในการยื่นคำร้องขอคืนภาษี มาตรา 84/1 และ 84/2 แห่งประมวลรัษฎากรได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ดังนี้</p>
<p><code>     </code>3.1 กรณีการขายสินค้าหรือการให้บริการ<br />
<code>          </code>1) การขายสินค้าหรือการให้บริการซึ่งผู้ประกอบการอาจยื่นคำร้องขอคืนภาษีพร้อมกับภ.พ.30 ตามข้อ 2.1 ได้ แต่ไม่ได้ยื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามแบบค.10 ได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น<sup>2</sup><br />
<code>          </code>2) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีอื่น เช่น บริษัท A เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ขายสินค้าและได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว แต่มีเหตุที่จะต้องได้ภาษีคืนเพราะบริษัท A ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้านั้น กรณีนี้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ได้ชำระภาษี<sup>3</sup><br />
<code>     </code>3.2 กรณีนําเข้า ผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตามกฎหมายศุลกากรหรือเป็นคดีในศาล ให้ยื่นคําร้องภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคําวินิจฉัยข้อโต้แย้งอากรขาเข้าเป็นหนังสือ หรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลซึ่งคดีถึงที่สุด<sup>4</sup></p>
<p><strong>การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ</strong></p>
<p><code>     </code>สำหรับการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/11 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ผู้ประกอบกิจการที่มีหน้าที่เสียภาษีซึ่งได้ชำระภาษีไว้เกินหรือผิด หรือซ้ำ หรือผู้ไม่มีหน้าที่เสียภาษีแต่ได้ชำระภาษีไว้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีภายใน 3 ปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี โดยยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามแบบ ค.10</p>
<p><code>     </code>ในตอนสุดท้าย ผู้เขียนจะนำเสนอเรื่องการขอคืนเงินอากร/อากรแสตมป์ โดยจะมีเนื้อหา และหลักเกณฑ์อย่างไรบ้างนั้น ท่านสามารถติดตามได้ในตอนต่อไปค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p><sup>3</sup>มาตรา 84/1(2) แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>4</sup>มาตรา 84/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5817">การขอคืนภาษีอากร ตอนที่ 2 ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 4</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5719</link>
				<pubDate>Tue, 30 Jun 2020 07:58:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5719</guid>
				<description><![CDATA[<p>วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด ตอนที่ 4 หลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5719">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p><u>ตอนที่ 4 หลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</u></p>
<p><code>     </code>จากตอนที่ 1-3 ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษี วิธีการและตัวอย่างในการคำนวณภาษี และสิทธิประโยชน์สำหรับการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามลำดับนั้น ในตอนนี้จะเป็นการกล่าวถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแต่ละประเภทว่าจะพิจารณาอย่างไร หากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประสงค์จะประกอบเกษตรกรรม หรือใช้เป็นที่อยู่อาศัย หรือใช้ประโยชน์อื่น ๆ จะต้องทำอย่างไร มีความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะได้รับการพิจารณาว่าจะเข้าลักษณะที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพหรือไม่ ดังนี้</p>
<p><code>     </code><strong>1. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม</strong></p>
<p><code>       </code>การใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในการประกอบเกษตรกรรมนั้น จะ<strong>พิจารณาจากสภาพการใช้ประโยชน์</strong>บนที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง<u>ตามจริง</u> หากเป็นการประกอบการเกษตรตามความหมายในระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริโภค จำหน่าย หรือใช้งานในฟาร์มแล้วให้ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม ทั้งนี้ เว้นแต่การทำการประมงและการทอผ้า</p>
<p><code>       </code>ในส่วนของพื้นที่ต่อเนื่องของพื้นที่หลักที่ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม <strong>หากไม่เกินกึ่งหนึ่งของพื้นที่หลัก</strong> ให้ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรมด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ</p>
<p><code>       </code>อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ต่อเนื่องที่ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรมทับซ้อนกับพื้นที่ต่อเนื่องที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้ถือว่าพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรม ดังจะเห็นได้ว่า จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการเสียภาษีในอัตราการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบเกษตรกรรมซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย</p>
<p><code>       </code>ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ทั้งการปลูกพืชก็ดี เลี้ยงสัตว์ก็ดี ให้เป็นไปตามอัตราขั้นต่ำ ตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ลงวันที่ 30 มกราคม 2563</p>
<p><code>     </code><strong>2. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย</strong></p>
<p><code>       </code>การใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยนั้น จะ<strong>พิจารณาจากสภาพการใช้ประโยชน์</strong>บนที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง<u>ตามจริง</u> หากมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ทั้งที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือปรับปรุง ต่อเติม ให้ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เว้นแต่กรณี ดังนี้</p>
<p><code>       </code>2.1 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการที่สร้างเพื่อขายตามกฎหมายจัดสรรที่ดิน หรืออาคารชุด<br />
<code>       </code>2.2 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของผู้ประกอบการโรงแรม หรือผู้ให้บริการเป็นที่พักชั่วคราวโดยมีค่าตอบแทน นอกจากการคิดค่าตอบแทนเป็นรายเดือนขึ้นไปหรือโฮมสเตย์<br />
<code>       </code>2.3 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่รอการขายของสถาบันการเงิน หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์</p>
<p><code>     </code><strong>3. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่น</strong></p>
<p><code>       </code>กรณีหากปรากฏว่าไม่เข้าลักษณะเป็นการใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบเกษตรกรรม หรือเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย จะเข้าลักษณะเป็นการใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น ใช้เพื่อประกอบกิจการ หรือเป็นสำนักงาน เป็นต้น</p>
<p><code>     </code><strong>4. การพิจารณาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ</strong></p>
<p><code>       </code>ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพนั้น พิจารณาจากสภาพของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิประเทศ ความลาดชันของพื้นที่ สภาพดิน และการทำประโยชน์ของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบริเวณใกล้เคียง หากสามารถใช้ประโยชน์ได้แต่<u>ไม่มีการทำประโยชน์</u>หรือทิ้งร้างไว้ หรือ<u>ใช้ประโยชน์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์</u>การทำประโยชน์ <u>หรือไม่เหมาะกับสภาพที่ดิน</u>ดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแล้วแต่กรณี</p>
<p><code>       </code>ด้วยเหตุนี้ <u>หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าได้มีการซื้อที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมา โดยที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมสังคมเมือง หรือย่านชุมชน หรือย่านเศรษฐกิจ แต่ใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมดังกล่าว กรณีมีความเสี่ยงที่จะถูกประเมินว่าเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ</u></p>
<p><code>       </code>นอกจากนี้ ตามที่ได้มีการขยายระยะเวลาการดำเนินการตามกฎหมายสำหรับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับปีภาษี 2563 นั้น ทำให้จากเดิมที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องส่งแบบประเมินภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีและผู้เสียภาษีต้องชำระภายในเดือนเมษายนของปี ได้ถูกขยายออกไปโดยต้องส่งแบบประเมินภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีภายในเดือนมิถุนายน 2563 และผู้เสียภาษี<strong>มีหน้าที่ต้องชำระภาษีภายในเดือนสิงหาคม 2563</strong> ให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไป</p>
<p><code>       </code>อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียภาษีไม่อาจชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในคราวเดียวได้ทั้งหมด อาจยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีเป็นงวด งวดละเท่า ๆ กันก็ได้ ดังนี้</p>
<p><code>         </code><strong>งวดที่ 1</strong> ชำระภายในเดือนเมษายนของปี แต่สำหรับปีภาษี 2563 ขยายเป็นชำระภายในเดือนสิงหาคม 2563<br />
<code>         </code><strong>งวดที่ 2</strong> ชำระภายในเดือนพฤษภาคมของปี แต่สำหรับปีภาษี 2563 ขยายเป็นชำระภายในเดือนกันยายน 2563<br />
<code>         </code><strong>งวดที่ 3</strong> ชำระภายในเดือนมิถุนายนของปี แต่สำหรับปีภาษี 2563 ขยายเป็นชำระภายในเดือนตุลาคม 2563</p>
<p><code>       </code>ทั้งนี้ สำหรับกรณีที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้วแต่ไม่ชำระภาษีตามกำหนดเวลา จะมีโทษอย่างไร หรือหากไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งการประเมิน แล้วต้องการคัดค้านหรืออุทธรณ์จะต้องทำอย่างไรนั้น ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5719">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 4</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 3</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5623</link>
				<pubDate>Thu, 26 Mar 2020 01:02:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรินทร สะรุโณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[บริการภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5623</guid>
				<description><![CDATA[<p>วรินทร สะรุโณ อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด ตอนที่ 3 สิทธิประโยชน์ทางภาษี จากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์แ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5623">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">วรินทร สะรุโณ<br />
อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p><strong><u>ตอนที่ 3 สิทธิประโยชน์ทางภาษี</u></strong></p>
<p>จากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์และตัวอย่างในการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไว้นั้น ในตอนนี้จะเป็นการกล่าวถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งการยกเว้นฐานภาษี และการบรรเทาภาระภาษี สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์แต่ละประเภท ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p><strong>1. สิทธิประโยชน์ถาวร</strong></p>
<p>1.1 ยกเว้นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่บุคคลธรรมดาใช้ประกอบเกษตรกรรม ในแต่ละเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขตละ 50 ล้านบาท<sup>1</sup> โดยถือว่าที่ดินที่มีโฉนดติดกันเป็นที่ดิน 1 แปลง และให้นำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในแต่ละเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีมูลค่าสูงสุดมาหักยกเว้นก่อนตามลำดับ จากนั้นนำมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เหลือไปคำนวณภาษีภายใต้หลัก <strong>&#8220;*รวมแปลงลดหย่อน แยกแปลงคำนวณ&#8221;</strong> เช่น</p>
<p>&#8211; นาย A เป็นเจ้าของที่ดิน ที่ใช้ในการประกอบเกษตรกรรมในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก. จำนวน 4 แปลง ดังนี้</p>
<p><code>     </code>แปลงที่ 1 ที่ดิน 3 โฉนด มูลค่ารวม 30 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 2 ที่ดิน 2 โฉนด มูลค่ารวม 15 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 3 ที่ดิน 2 โฉนด มูลค่ารวม 10 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 4 ที่ดิน 1 โฉนด มูลค่ารวม 5 ล้านบาท</p>
<p>สรุป นาย A มีที่ดินในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก. รวมทั้งสิ้น จำนวน 60 ล้านบาท* นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 50 ล้านบาทแรก ส่วนที่เกินจาก 50 ล้านบาทต้องนำไปเสียภาษีโดยแยกคำนวณรายแปลง* ดังนี้</p>
<p><code>     </code>แปลงที่ 1 – 2 ได้รับยกเว้นทั้งแปลง รวม 45 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 3 ได้รับยกเว้น 5 ล้านบาท (รวมกับ 2 แปลงแรก ได้รับยกเว้นครบ 50 ล้านบาทแล้ว) และในส่วนที่เหลือ 5 ล้านบาท นำไปคูณอัตราภาษีร้อยละ 0.01 เท่ากับ 500 บาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 4 จำนวน 5 ล้านบาท นำไปคูณอัตราภาษีร้อยละ 0.01 เท่ากับ 500 บาท</p>
<p>สรุป นาย A ต้องเสียภาษีสำหรับที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรมในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก. รวม 1,000 บาท</p>
<p>&#8211; นาย A เป็นเจ้าของที่ดิน ที่ใช้ในการประกอบเกษตรกรรมในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข. อีกจำนวน 3 แปลง ดังนี้</p>
<p><code>     </code>แปลงที่ 1 ที่ดิน 1 โฉนดมูลค่ารวม 10 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 2 ที่ดิน 2 โฉนดมูลค่ารวม 15 ล้านบาท<br />
<code>     </code>แปลงที่ 3 ที่ดิน 3 โฉนดมูลค่ารวม 10 ล้านบาท</p>
<p>สรุป นาย A มีที่ดินในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข. รวมทั้งสิ้น จำนวน 35 ล้านบาท นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 50 ล้านบาทแรก จึงไม่มีภาษีที่ต้องเสีย</p>
<p>1.2 ยกเว้นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลังหลัก เป็นจำนวน 50 ล้านบาท<sup>2</sup> เช่น</p>
<p><code>     </code>&#8211; นาย A สร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยบ้านและที่ดินดังกล่าวมีมูลค่ารวมกัน 70 ล้านบาท นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 50 ล้านบาทแรก ส่วนที่เกินจาก 50 ล้านบาทต้องนำไปเสียภาษี</p>
<p>1.3 ยกเว้นมูลค่าของสิ่งปลูกสร้าง (ฐานภาษี) สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลังหลัก เป็นจำนวน 10 ล้านบาท<sup>3</sup> เช่น</p>
<p><code>     </code>&#8211; นาย A สร้างบ้านของตนเองในที่ดินของบุคคลอื่น และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยบ้านหลังดังกล่าวมีมูลค่า 15 ล้านบาท นาย A ได้รับยกเว้นฐานภาษี 10 ล้านบาทแรก ส่วนที่เกินจาก 10 ล้านบาทต้องนำไปเสียภาษี</p>
<p><strong>2. สิทธิประโยชน์เฉพาะกาล (ชั่วคราว)</strong></p>
<p>2.1 ยกเว้นการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้ประกอบเกษตรกรรม โดยไม่พิจารณามูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นเวลา 3 ปีแรก<sup>4</sup> กล่าวคือ สำหรับการจัดเก็บในปีภาษี 2563-2565<br />
ดังนั้น ในช่วง 3 ปีแรกดังกล่าว ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดาใช้ประกอบเกษตรกรรม ไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด และเมื่อพ้นจากช่วง 3 ปีแรกไปแล้ว ให้นำหลักเกณฑ์ตามข้อ 1.1 มาใช้ต่อไป</p>
<p>2.2 บรรเทาภาระภาษีสำหรับจำนวนภาษีที่ต้องชำระในช่วง 3 ปีแรก<sup>5</sup> โดยหากต้องชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวสูงกว่า<strong>ภาษีโรงเรือนและที่ดิน</strong> หรือ<strong>ภาษีบำรุงท้องที่</strong>ในปีก่อน ส่วนต่างระหว่างภาษีดังกล่าวนั้นให้ชำระ ดังนี้</p>
<p><code>     </code>ปีแรก (2563) ชำระ 25% ของส่วนต่าง<br />
<code>     </code>ปีที่สอง (2564) ชำระ 50% ของส่วนต่าง<br />
<code>     </code>ปีที่สาม (2565) ชำระ 75% ของส่วนต่าง</p>
<p>เช่น ในปี 2562 นาย A ต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 100 บาท แต่ในปี 2563 นาย A ต้องชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำนวน 200 บาท เพราะฉะนั้นในปี 2563 นาย A ต้องเสียภาษีเท่ากับภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 100 บาท บวกกับ 25 บาท ( 25% ของ 100 บาท ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างภาษี 2 ประเภท (200 – 100) ดังนั้น นาย A จึงต้องเสียภาษีในปี 2563 เป็นเงินจำนวน 125 บาท</p>
<p><img class="aligncenter size-large wp-image-5622" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-1024x534.png" alt="" width="800" height="417" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-1024x534.png 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-300x156.png 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle-768x400.png 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2020/03/26-march-63_TaxArticle.png 1193w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>สำหรับการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งได้มีการขยายระยะเวลาการดำเนินการตามกฎหมายออกไปนั้น ทำให้ปัจจุบันยังคงอยู่ในช่วงของการจัดทำบัญชีรายการ<strong>ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</strong>เพื่อประกาศและจัดส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับผู้เสียภาษีแต่ละรายทราบ โดยจากเดิมให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2562 ขยายออกเป็นภายในเดือนมีนาคม 2563 และขยายระยะเวลาการดำเนินการอื่น ๆ ตามกฎหมาย</p>
<p>หลังจากนั้น ก็จะเป็นช่วงของการประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง <strong>อัตราภาษี</strong> และรายละเอียดอื่น ๆ ที่จำเป็น โดยต้องประกาศให้แล้วเสร็จจากเดิมก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ขยายออกไปเป็นก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2563</p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว แต่ไม่ชำระภาษีตามกำหนดเวลา จะมีโทษอย่างไร หรือหากไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งการประเมิน <strong>แล้วต้องการคัดค้านหรืออุทธรณ์จะต้องทำอย่างไรนั้น</strong> ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ/ค่ะ</p>
<p><sup>1</sup> มาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>2</sup> มาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>3</sup> มาตรา 41 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>4</sup> มาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562<br />
<sup>5</sup> มาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับ<strong>กฎหมายภาษีอากร</strong> สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725<br />
Email: warinthorns@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5623">ประเด็นร้อนแรงสำหรับอสังหาริมทรัพย์ กับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตอนที่ 3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 10 Jan 2020 00:31:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษาภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[นักท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีมูลค่าเพิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักกฎหมายธรรมนิติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5276</guid>
				<description><![CDATA[<p>ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด เมื่อวันที่  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276">ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</strong></p>
<p style="text-align: right;">อชิรญาณ์ สุทธิสุนทรินทร์<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้ออกกฎหมายสำหรับการขอคืน<strong>ภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong> โดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทาง Application Programming Interface ให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้า โดยให้นักท่องเที่ยวไปขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ง่ายยิ่งขึ้น</p>
<p>จากเดิมที่ผู้ประกอบการจะต้องทำคำร้องเป็นหนังสือ และให้ต้นฉบับแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ที่สนามบินประทับตรารับรอง ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน จากนี้ไป ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตยื่นคำร้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้แล้ว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการทำ <strong>VAT Refund</strong> ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติง่ายดายขึ้น และมีขั้นตอนที่น้อยลง ผู้ประกอบการที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยว อาจใช้ช่องทางนี้เป็นการดึงดูดให้<strong>นักท่องเที่ยว</strong>มาซื้อสินค้าจากตนได้มากขึ้น เพราะการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจะสะดวกมากขึ้น</p>
<p><strong>ผู้ประกอบการจะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้</strong><br />
1. เป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม<br />
2. ไม่เคยมีประวัติเป็นผู้ออกหรือใช้ใบกำกับภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย<br />
3. มีเครื่องมือที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับกรมสรรพากร แบบ Real Time ได้</p>
<p>หากมีคุณสมบัติครบ ก็สามารถยื่นขออนุมัติเพื่อจัดทำคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้เลย</p>
<p><strong>ส่วนวิธีการจัดทำคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีดังนี้</strong><br />
1. ออกใบกำกับภาษีให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมระบุเลขที่หนังสือเดินทางลงในใบกำกับภาษี<br />
2. รับรองรายการสินค้า และจัดทำแบบ ภ.พ.10 ผ่านระบบงานคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว (e-VAT Refund for Tourists)<br />
3. นำส่งแบบคำร้องให้กรมสรรพากรทางอินเตอร์เน็ต ผ่าน Application Programming Interface เพื่อขอหมายเลขอ้างอิง<br />
4. ส่งมอบหลักฐานการนำส่งแบบคำร้องให้นักท่องเที่ยว เพื่อนำไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจรับรองคำร้องต่อไป<br />
รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ : <a href="https://bit.ly/2tFT43K" target="_blank" rel="noopener noreferrer">https://bit.ly/2tFT43K</a></p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่<br />
<strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9725 Email: achirayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276">ลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/5276/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
