<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความภาษีอากร &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/category/tax-articles/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 01 Oct 2025 03:21:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>ภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8801</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8801#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 24 Sep 2025 06:32:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8801</guid>
				<description><![CDATA[<p>กรมสรรพากรได้ประกาศใช้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งพระราชกำหนดดังกล่าวจัด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8801">ภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>กรมสรรพากรได้ประกาศใช้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งพระราชกำหนดดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อรองรับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules) ซึ่งเป็นแนวทางสากลที่เห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคีสมาชิกของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไร (Inclusive Framework on Base Erosion and Proft Shifting)</p>
<p>วัตถุประสงค์หลักของมาตรการดังกล่าว คือเพื่อรับรองว่า อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่จากการประกอบกิจการในแต่ละประเทศนั้นต้องไม่น้อยกว่า 15% หากน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวในประเทศใด ประเทศอื่นที่ปรับใช้มาตรการดังกล่าวมีสิทธิจัดเก็บภาษีส่วนที่ยังขาดอยู่ หรือที่เรียกว่า &#8220;ภาษีส่วนเพิ่ม&#8221; (Top-up Tax) แทนได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้เขียนจึงขออธิบายหลักเกณฑ์เบื้องต้นของพระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของแนวทางการบังคับใช้ภาษีส่วนเพิ่มในประเทศไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>1.ผู้มีหน้าที่เสียภาษี</strong> ได้แก่ <u>นิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย</u>ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีรายได้รวมทั้งหมดตามงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติดังกล่าวไม่น้อยกว่าจำนวนเงินตราไทยเทียบเท่า 750 ล้านยูโร อย่างน้อย2 รอบระยะเวลาบัญชีในช่วง 4 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้ารอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันที่พิจารณาหน้าที่การเสียภาษีส่วนเพิ่ม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2.ฐานภาษี</strong> คือ <u>ภาษีส่วนเพิ่มสำหรับแต่ละกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่เกิดขึ้นในประเทศที่จัดเก็บภาษีต่ำ</u></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>3.</strong><strong>ผู้มีหน้าที่ยื่นรายงานข้อมูล</strong> ได้แก่ <u>นิติบุคคลในเครือทุกรายที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติมีหน้าที่ยื่นรายงานข้อมูล</u>เว้นแต่จะมอบหมายให้นิติบุคคลในเครืออื่นที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกันและตั้งอยู่ในประเทศไทยยื่นรายงานข้อมูล และแบบการชำระภาษีส่วนเพิ่มต่อกรมสรรพากร โดยนิติบุคคลในเครือที่ได้รับมอบหมายจะต้องแจ้งชื่อของนิติบุคคลในเครือผู้มอบหมาย พร้อมทั้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคลในเครือดังกล่าวต่อกรมสรรพากรพร้อมกับการยื่นข้อมูลของนิติบุคคลในเครือที่ได้รับมอบหมายนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>4. รายการที่ต้องยื่นต่อกรมสรรพากร</strong> ได้แก่ 1) รายงานข้อมูล (Notification) 2) แบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Information Return)<strong><u>และ</u></strong> 3) แบบแสดงรายการและชำระภาษีส่วนเพิ่ม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>5. ระยะเวลาในการยื่นแบบ</strong> คือ 15 เดือน นับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด และสามารถขยายได้อีก 3 เดือน เป็น 18 เดือน สำหรับการยื่นในปีแรก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>6. เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และบทกำหนดโทษ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>1) กรณีไม่ยื่นแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ <u>ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องเสีย</u></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2) กรณีไม่ชำระภาษีส่วนเพิ่มภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด <u>ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องเสีย โดยไม่รวมเบี้ยปรับ</u></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3) กรณีไม่ยื่นรายงานหรือรายการที่ต้องยื่น โดยไม่มีเหตุอันสมควร <u>ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท</u></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั้งนี้ ปัจจุบัน กรมสรรพากรยังไม่ได้ออกกฎหมายลำดับรองเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ผู้อ่านจึงอาจพิจารณาติดตามกฎหมายต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/prk2567.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/prk2567.pdf</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8801">ภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8801/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>Transfer Pricing ตอนที่ 6 ทบทวนการจัดทำ Disclosure Form</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 13 Nov 2024 08:11:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8419</guid>
				<description><![CDATA[<p>ตามที่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) อย่างเป็นทางการ ตามพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419">Transfer Pricing ตอนที่ 6 ทบทวนการจัดทำ Disclosure Form</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>ตามที่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) อย่างเป็นทางการ ตามพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 47 พ.ศ. 2561 โดยให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป ซึ่งระยะเวลาในการบังคับใช้ผ่านมากว่า 6 ปีแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า มีการดำเนินการตามกฎหมายที่ผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย ยังคงมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนและปฏิบัติไม่สอดคล้องกับแนวทางที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก เห็นได้จากการยื่นเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หรือข้อสอบถามและความเข้าใจที่แตกต่างจากกฎหมายและแนวทางที่กรมสรรพากรกำหนด อาทิ หน้าที่หรือแนวทางในการจัดทำรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี (Disclosure Form) หรือ เอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Local File) หรือรายการแจ้งข้อความตามรายงานข้อมูลรายประเทศ (Country-by-Country Report: CbCR)</p>
<p>ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอให้คำแนะนำและแนวทางเบื้องต้นในการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและแนวทางที่กรมสรรพากรกำหนด โดยในบทความตอนนี้ ผู้เขียนขอมุ่งเน้นในประเด็นการพิจารณาจัดทำ Disclosure Form สำหรับบริษัทก่อน เนื่องจากเป็นเอกสารเริ่มต้นในการจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ต่อไป</p>
<p><strong><u>A.ทบทวนผู้มีหน้าที่การยื่นแบบ Disclosure Form </u></strong></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-8426" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-1.jpg" alt="" width="704" height="147" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-1.jpg 704w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-1-300x63.jpg 300w" sizes="(max-width: 704px) 100vw, 704px" /> </strong></p>
<p><strong><u>ส่วนที่ 1</u></strong><strong> พิจารณาว่า บริษัทเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันหรือไม่</strong></p>
<p>ส่วนนี้ มักเกิดความเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการพิจารณาบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีทั้งสิ้น 3 ลักษณะ ดังนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8425" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-2.jpg" alt="" width="672" height="294" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-2.jpg 672w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-2-300x131.jpg 300w" sizes="(max-width: 672px) 100vw, 672px" /></p>
<p>*ลักษณะที่ 3 อยู่ระหว่างรอกฎกระทรวงประกาศกำหนด ยังไม่พิจารณา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในการพิจารณาจำนวนหุ้นตามลักษณะข้างต้น จะต้องพิจารณาถึงการถือหุ้นทั้งกลุ่มบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้นทางตรงหรือทางอ้อม หรือเป็นการถือหุ้นในนามบุคคลธรรมดาหรือในนามของบริษัท ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ของบริษัทนั้นๆ เท่านั้น ซึ่งจุดนี้มีบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่มากพอสมควร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอื่นๆ ที่ส่งผลให้กรอก Disclosure Form ไม่ถูกต้อง ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่างประเด็นดังกล่าว ดังนี้</p>
<p><strong><em><u>ตัวอย่าง </u></em></strong></p>
<ul>
<li>บางบริษัทมีการพิจารณาสัดส่วนหุ้นโดยพิจารณาเฉพาะตาม บอจ.5 เท่านั้น ซึ่งโดยหลักการแล้วจะต้องพิจารณาตรวจทานสัดส่วนหุ้นตามโครงสร้างการถือหุ้นของทั้งกลุ่มบริษัทไม่จำกัดเฉพาะใน บอจ. 5 กรณีดังกล่าวส่งผลให้บางบริษัทระบุใน Disclosure Form ว่า มีบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันโดยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50% เพียงบริษัทเดียวตาม บอจ.5 แต่เมื่อตรวจทานทั้งโครงสร้างการถือหุ้นของกลุ่มบริษัททั้งหมด พบว่า มีบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันกว่า 100 บริษัท</li>
<li>กรณีบริษัทมีผู้ถือหุ้นร่วมกัน จะต้องนับจำนวนหุ้นของผู้ถือหุ้นรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นที่เป็นบริษัทหรือบุคคลธรรมดา (คำว่า “ผู้ถือหุ้น” ตามความในมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งประมวลรัษฎากร (ลักษณะที่ 2) นั้น ได้หมายความครอบคลุมทั้งผู้ถือหุ้นรายบุคคลและผู้ถือหุ้นหลายบุคคลรวมกัน) ซึ่งกรณีดังกล่าว บริษัทคิดสัดส่วนหุ้นเฉพาะบริษัท หรือเฉพาะบุคคล ทำให้สัดส่วนหุ้นไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อคิดสัดส่วนรวมกันแล้วเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องระบุใน Disclosure Form เทียบเคียง ตัวอย่างจากแนวทางของกรมสรรพากรดังภาพด้านล่างนี้</li>
</ul>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8424" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-3.jpg" alt="" width="570" height="290" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-3.jpg 570w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-3-300x153.jpg 300w" sizes="(max-width: 570px) 100vw, 570px" /></p>
<p><strong><em><u>ข้อพิจารณา 1 </u></em></strong><strong><em><u>: </u></em></strong><strong><em>A Co. และ D Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันหรือไม่</em></strong></p>
<p><strong><em><u>แนวทางการพิจารณา </u></em></strong><strong><em><u>:</u></em></strong> <em>A Co. และD Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากนาย ก. ถือหุ้นโดยตรงร้อยละ 40 ใน D Co. และถือหุ้นโดยอ้อมร้อยละ 12 ใน D Co. ผ่าน C Co. รวมจำนวนการถือหุ้นใน D Co. ของ นาย ก. แล้วเป็นจำนวนร้อยละ 52 และนาย ก. ถือหุ้นโดยตรงใน A Co. ร้อยละ 80 จึงเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งประมวลรัษฎากร</em></p>
<p><em> </em></p>
<p><strong><em><u>ข้อพิจารณา 2 </u></em></strong><strong><em><u>:</u></em></strong><strong><em> B Co. และ D Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันหรือไม่</em></strong></p>
<p><strong><em><u>แนวทางการพิจารณา </u></em></strong><strong><em><u>:</u></em></strong><em>  </em><em>B Co. และ D Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากนาย ก. ถือหุ้นโดยตรงร้อยละ 40 ใน D Co. และถือหุ้นโดยอ้อมร้อยละ 12 ใน D Co. ผ่าน C Co. รวมจำนวนการถือหุ้นใน D Co. ของ นาย ฮ. แล้วเป็นจำนวนร้อยละ 52 และ B Co. มีผู้ถือหุ้นทางอ้อม เป็นบุคคลเดียวกันกับ D Co. คือ นาย ก. ซึ่ง นาย ก. ถือหุ้นโดยอ้อมร้อยละ 56 ใน B Co. ผ่าน A Co. จึงเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งประมวลรัษฎากร</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>บางบริษัทระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน เฉพาะบริษัทที่มีรายการธุรกรรมระหว่างกันในรอบระยะเวลาบัญชีเท่านั้น ซึ่งตามกฎหมายและแบบ Disclosure Form จะต้องระบุบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด (เฉพาะ Disclosure Form ส่วน ก) ไม่ว่าจะมีรายการธุรกรรมระหว่างกัน ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ก็ตาม</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ส่วนที่ 2</u></strong><strong> พิจารณารายได้ทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชี</strong></p>
<p>บริษัทมีรายได้ทั้งหมดที่ปรากฏ<u>ตามงบการเงิน</u>ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ของผู้มีหน้าที่ยื่นแบบ มากกว่า 200 ล้านบาท</p>
<p>ผู้มีหน้าที่ยื่น Disclosure Form จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดทั้งสองส่วนข้างต้น ดังนั้น แม้ว่า รายได้ของบริษัทจะถึง 200 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นแล้ว ไม่ถึงสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด บริษัทก็ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ หรือในทางกลับกัน แม้บริษัทจะเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน แต่รายได้ไม่ถึง 200 ล้านบาท ก็ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบเช่นกัน</p>
<p><strong><u>ข้อพึงระวัง</u></strong> กรณีการพิจารณาบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ที่ระบุใน Disclosure Form เมื่อบริษัทมีหน้าที่ยื่นแบบแล้ว จะต้องระบุบริษัททั้งหมดที่เข้าลักษณะที่มีความสัมพันธ์ โดยไม่คำนึงว่า บริษัทที่ระบุนั้น มีรายได้มากกว่า 200 ล้านบาทหรือไม่ และไม่ว่าบริษัทนั้นจะมีการทำธุรกรรมกับบริษัทหรือไม่ก็ตาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>B.ทบทวนการกรอกแบบ <u>Disclosure Form</u></strong></p>
<p><strong><u>ส่วน ก</u></strong> <strong>ระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งในและต่างประเทศ โดยจะต้องระบุบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ไม่ว่าจะมีรายการธุรกรรมระหว่างกันในรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งระบุรายการอื่นตามรายการที่กำหนดใน </strong><strong>Disclosure Form</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8423" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-4.jpg" alt="" width="696" height="150" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-4.jpg 696w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-4-300x65.jpg 300w" sizes="(max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p><strong><u>ส่วน ข</u></strong> <strong>ระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งในและต่างประเทศ เฉพาะบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันที่มีรายการธุรกรรมระหว่างกัน รวมทั้งระบุมูลค่ารวมของธุรกรรมตามที่กำหนดใน </strong><strong>Disclosure Form</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8422" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-5.jpg" alt="" width="683" height="91" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-5.jpg 683w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-5-300x40.jpg 300w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<p><strong><u>ส่วน ค</u></strong> <strong>ระบุข้อมูลอื่นๆ ตามที่แบบกำหนด</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8421" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-6.jpg" alt="" width="690" height="118" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-6.jpg 690w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-6-300x51.jpg 300w" sizes="(max-width: 690px) 100vw, 690px" /></p>
<p>อนึ่ง ข้อ 1. ให้ระบุว่า ผู้ยื่นแบบอยู่ในกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่อยู่ในบังคับต้องแจ้งข้อความตามรายงานข้อมูลรายประเทศ (County-by-Country Report: CbCR) ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 408) ใช่หรือไม่ โดยให้พิจารณา ดังนี้</p>
<ol>
<li>ผู้ยื่นแบบอยู่ในกลุ่มบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลข้ามชาติ หรือไม่</li>
<li>หากผู้ยื่นแบบอยู่ในกลุ่มบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลข้ามชาติตาม 1. แล้ว ให้พิจารณารายได้รวมทั้งหมด (Consolidated Group Revenue) ของกลุ่มบริษัทข้ามชาติดังกล่าวว่า ใน<u>รอบระยะเวลาบัญชีก่อน</u>รอบระยะเวลาบัญชีที่ต้องรายงานข้อมูลตาม CbCR นั้น ไม่น้อยกว่าจำนวนดังต่อไปนี้ ใช่หรือไม่</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong>(1) 28,000 ล้านบาท</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong>(2) จำนวนเฉลี่ยของ 28,000 ล้านบาท ซึ่งคำนวณตามจำนวนวันของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น (กรณีที่รอบ                     ระยะเวลาบัญชีดังกล่าวไม่ครบ 12 เดือน)</p>
<p>การพิจารณารอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่ต้องรายงานข้อมูลตาม CbCR เช่น ในกรณีที่ข้อมูลของรอบระยะเวลาบัญชีที่จะต้องรายงานใน CbCR คือ ข้อมูลของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 การพิจารณารายได้รวมทั้งหมดของกลุ่มบริษัทข้ามชาตินั้นให้พิจารณารอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว คือ รอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 เป็นต้น</p>
<p>ทั้งนี้ ผู้อ่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกรอกแบบ Disclosure Form ตามคำอธิบายประกอบการกรอกแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ของกรมสรรพากร (Disclosure Form) ตามลิงค์นี้ <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/cit/2565/DCF_Explanatory_Note_FY2022_Update.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/cit/2565/DCF_Explanatory_Note_FY2022_Update.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สุดท้ายนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้อ่านทุกท่านจะสามารถนำแนวทาง รวมทั้งกรณีศึกษาไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนแบบ Disclosure Form ที่บริษัทท่านได้ยื่นไปแล้ว พบว่า ดำเนินการคลาดเคลื่อนไป หรืออยู่ระหว่างการจัดเตรียมเพื่อยื่นต่อกรมสรรพากร ตลอดทั้งบริษัทที่เริ่มต้นศึกษาเนื่องจากเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่ต้องยื่นแบบ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ศึกษารายละเอียดจากบทความอื่นเพิ่มเติม</strong></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217">1. Update!!!… 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610">2. Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5782">3. Transfer Pricing ตอนที่ 3 คลายประเด็นสงสัยในการเตรียมข้อมูลสำหรับยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6099">4. Transfer Pricing ตอนที่ 4 รู้ก่อนและเตรียมความพร้อมก่อน กับหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้รายจ่าย</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/7701">5.Transfer Pricing ตอนที่ 5 การจัดเตรียมเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (TP Document)</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419">Transfer Pricing ตอนที่ 6 ทบทวนการจัดทำ Disclosure Form</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ภาษีการรับมรดก และภาษีจากการรับ – ให้</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8257</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8257#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 24 Apr 2024 02:05:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8257</guid>
				<description><![CDATA[<p>ตอนที่ 1 สาระสำคัญของพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ภาษีการรับมรดกเป็นภาษีที่รัฐเรียกเก็บจากการส่งมอบความมั่งคั่งภายหลังจากที่เจ้าของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8257">ภาษีการรับมรดก และภาษีจากการรับ – ให้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตอนที่ 1 สาระสำคัญของพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558</strong></p>
<p>ภาษีการรับมรดกเป็นภาษีที่รัฐเรียกเก็บจากการส่งมอบความมั่งคั่งภายหลังจากที่เจ้าของความมั่งคั่ง (เจ้ามรดก) ถึงแก่ความตายไปแล้ว ความมั่งคั่งหรือมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททันทีโดยผลแห่งกฎหมาย และ/หรือพินัยกรรม ซึ่งมรดกที่ได้รับถือเป็นทรัพย์สินที่ต้องนำมาเสียภาษี หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 <strong>(</strong><strong>“พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดกฯ”)</strong></p>
<p>ในตอนที่ 1 นี้ ผู้เขียนจึงขอนำเสนอความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีตามพ.ร.บ.ภาษีการรับมรดกฯ ก่อนว่ามีเนื้อหาสาระสำคัญอย่างไร เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับจัดเก็บภาษีจากการรับมรดก และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนภาษีสำหรับการจัดการทรัพย์สินหรือจัดการทรัพย์มรดกได้อย่างถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>1.<span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code> </code></strong></span>ภาษีการรับมรดกคืออะไร</strong><strong>?</strong></p>
<p>ภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) คือ ภาษีที่จัดเก็บจากมูลค่าของทรัพย์มรดกที่ทายาทแต่ละคนได้รับจากกองมรดก ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่บุคคล (เจ้ามรดก) ถึงแก่ความตาย และทายาทได้รับทรัพย์สิน (ทรัพย์มรดก) จากกองมรดกของผู้ตาย (เจ้ามรดก)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2.<span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code> </code></strong></span>ทายาทที่ได้รับมรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกคือใคร</strong><strong>?</strong></p>
<p>ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก มี 2 ประเภท ได้แก่ ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย และทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(1) ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมายมี 2 ประเภท ได้แก่ ทายาทโดยธรรมประเภทญาติ ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้สืบสันดาน บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน ปู่ย่าตายาย และลุงป้าน้าอา และทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรส (คู่สมรสของเจ้ามรดก)<a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[1]</a></p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(2) ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม (ผู้รับพินัยกรรม) จะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้</p>
<p>ทั้งนี้ ไม่ใช่ทายาททุกคนที่จะมีสิทธิได้รับมรดก เนื่องจากสิทธิและส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของทายาทแต่ละคนนั้นจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>3.<span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code> </code></strong></span>ทรัพย์สินอะไรบ้างที่ต้องเสียภาษีการรับมรดก</strong><strong>?</strong></p>
<p>ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีการรับมรดก ได้แก่ ทรัพย์สินดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(1) อสังหาริมทรัพย์ (เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม ฯลฯ)</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(2) หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ฯ (เช่น หุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิ หน่วยลงทุน ตั๋วเงินคลัง หุ้นกู้ ฯลฯ)</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(3) เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกันซึ่งอยู่ในประเทศไทย (เช่น เงินฝาก เงินให้กู้ยืม ฯลฯ)</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(4) ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน (เช่น รถยนต์ เรือ เครื่องบิน ฯลฯ) หรือ</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(5) ทรัพย์สินทางการเงินอื่น<a href="#_ftn2" name="_ftnref2">[2]</a></p>
<p>ทั้งนี้ หากทายาทได้รับทรัพย์มรดกประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากทรัพย์สินที่ระบุไว้ใน (1) – (5) ข้างต้น อาทิเช่น ทองคำ เครื่องเพชร งานศิลปะ หรือวัตถุโบราณ ฯลฯ ทายาทไม่ต้องนำมูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าวมาเสียภาษีการรับมรดก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>4.<span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code> </code></strong></span>ใครเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก</strong><strong>?</strong></p>
<p>ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก คือ ผู้ได้รับมรดกดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(1) กรณีทรัพย์มรดกเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ผู้รับมรดกไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล และไม่ว่าจะมีสัญชาติใดถือเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(2) กรณีทรัพย์มรดกเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีการรับมรดกก็ต่อเมื่อผู้ได้รับมรดกเป็นบุคคลดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>1) บุคคลธรรมดาซึ่งมีสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>      </code></strong></span></strong>2) นิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย ได้แก่ นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยหรือจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายของประเทศไทย หรือนิติบุคคลที่มีผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นเกิน 50% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วในขณะมีสิทธิได้รับมรดก หรือนิติบุคคลที่มีผู้มีสัญชาติไทยเป็นผู้มีอำนาจบริหารกิจการเกิน 50% ของคณะบุคคลซึ่งมีอำนาจบริหารกิจการทั้งหมด<a href="#_ftn3" name="_ftnref3">[3]</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>5.<span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code> </code></strong></span>ฐานภาษีการรับมรดกคืออะไร</strong><strong>?</strong></p>
<p>ฐานภาษีการรับมรดก คือ มูลค่าของทรัพย์มรดกที่ผู้รับมรดกได้รับ<strong><u>เฉพาะส่วนที่เกินกว่า 100 ล้านบาท</u></strong> โดยมูลค่าของทรัพย์มรดก หมายถึง มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้รับหักด้วยภาระหนี้สินที่ได้รับมาจากการรับมรดกนั้น<a href="#_ftn4" name="_ftnref4">[4]</a></p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span>Q:</strong> นาย ก. ซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียวของเจ้ามรดกได้รับทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดก จำนวน 5 รายการ มูลค่า 120 ล้านบาท ปรากฏว่าเจ้ามรดกมีหนี้กู้ยืมค้างชำระกับธนาคาร A อยู่ 5 ล้านบาท กรณีดังกล่าวฐานภาษีการรับมรดกของนาย ก. คือเท่าใด</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span>A:</strong> ฐานภาษีการรับมรดกคำนวณจากมูลค่าของทรัพย์สินจำนวน 120 ล้านบาท หักด้วยหนี้กู้ยืมระหว่างเจ้ามรดกกับธนาคารอันเป็นภาระหนี้สินที่นาย ก. ได้รับมาจากการรับมรดกจำนวน 5 ล้านบาท จะได้มูลค่ามรดกคือ 115 ล้านบาท ดังนั้นฐานภาษีการรับมรดกของนาย ก. คือ 15 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่ามรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>ทั้งนี้ การคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินจะถือตามราคาหรือมูลค่าของทรัพย์สินในวันที่ได้รับทรัพย์สินนั้นเป็นมรดก ดังนี้</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>&#8211; อสังหาริมทรัพย์ (ในประเทศไทย) ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมหักด้วยภาระที่ถูกรอนสิทธิ <strong><u>ในวันที่ได้รับมรดก</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>&#8211; หุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิ หน่วยลงทุน ตั๋วเงินคลัง หรือหุ้นกู้ ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ถือเอาราคาของหลักทรัพย์นั้น ๆ <strong><u>ในเวลาสิ้นสุดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ได้รับมรดก</u></strong><a href="#_ftn5" name="_ftnref5">[5]</a></p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>&#8211; เงินฝาก เงินให้กู้ยืม หรือเงินอื่นใด ให้ถือตามมูลค่าของเงินฝาก เงินกู้ยืม หรือเงินอื่นใด รวมทั้งดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดที่จะได้รับจากเงินดังกล่าว<strong><u>ในวันที่ได้รับมรดก</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>&#8211; รถยนต์ (ในประเทศไทย) : ใช้ราคาประเมินราคารถยนต์สำหรับปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรในการโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายรถดังกล่าวที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด โดยให้<strong><u>คำนวณมูลค่าตามราคาเฉลี่ยระหว่างราคาประเมินสูงสุดและราคาประเมินต่ำสุดของราคาประเมิน</u></strong>รถนั้น ในกรณีที่ไม่มีมูลค่าตามราคาประเมินให้ใช้ราคาประเมินที่ประเมินโดยบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพเกี่ยวกับการประเมินราคาทรัพย์สินนั้น<strong><u>ในวันที่ได้รับมรดก</u></strong><a href="#_ftn6" name="_ftnref6">[6]</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>6.<span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code> </code></strong></span>ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีการรับมรดกในอัตราเท่าไหร่</strong><strong>?</strong></p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(1) กรณีผู้รับมรดกเป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดาน ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีใน<strong><u>อัตราร้อยละ 5</u></strong> ของมูลค่าทรัพย์มรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(2) กรณีผู้รับมรดกเป็นบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุคคลตาม (1) ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีใน<strong><u>อัตราร้อยละ 10</u></strong> ของมูลค่าทรัพย์มรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท<a href="#_ftn7" name="_ftnref7">[7]</a></p>
<p><strong><u>ข้อสังเกต</u></strong> กรณีผู้รับมรดกเป็นคู่สมรสของเจ้ามรดก ผู้รับมรดกไม่ต้องเสียภาษีมรดก เนื่องจากพ.ร.บ.ภาษีการรับมรดกฯ ไม่ใช้บังคับแก่มรดกที่คู่สมรสของเจ้ามรดกได้รับจากเจ้ามรดก</p>
<p>*ผู้บุพการี หมายถึง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด</p>
<p>*ผู้สืบสันดาน หมายถึง ลูก หลาน เหลน ลื่อ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> 7.<span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code> </code></strong></span>ผู้รับมรดกต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก (ภ.ม.60) เมื่อไหร่?</strong></p>
<p>ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก (ภ.ม.60) และชำระภาษีให้เสร็จสิ้น<strong>ภายใน 150 วัน</strong> นับแต่วันที่ได้รับมรดกเกินกว่า 100 ล้านบาท<a href="#_ftn8" name="_ftnref8">[8]</a> ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ได้ยื่นแบบและชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงต่อความเป็นจริง อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องชำระขาดไป ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องรับผิดในเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย</p>
<p><strong>รู้หรือไม่</strong><strong>!! ภาษีการรับมรดกจะไม่ใช้บังคับในกรณีใด?</strong></p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(1) มรดกที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายก่อนพ.ร.บ.ภาษีการรับมรดกฯ ใช้บังคับ กล่าวคือ มรดกที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559<a href="#_ftn9" name="_ftnref9"><sup>[9]</sup></a></p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>(2) มรดกที่เจ้ามรดกยกให้แก่บุคคลตามที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดกตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อาทิ วัด สถานศึกษา สภากาชาดไทย สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล<a href="#_ftn10" name="_ftnref10">[10]</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับตอนที่ 2 ต่อไป ผู้เขียนจะได้นำเสนอเกี่ยวกับประเด็นภาษีจากการรับ &#8211; ให้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1">[1]</a> ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629</p>
<p><a href="#_ftnref2" name="_ftn2">[2]</a> พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 14</p>
<p><a href="#_ftnref3" name="_ftn3">[3]</a> พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 11</p>
<p><a href="#_ftnref4" name="_ftn4">[4]</a> พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 12</p>
<p><a href="#_ftnref5" name="_ftn5">[5]</a> พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 15 และหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/4121</p>
<p><a href="#_ftnref6" name="_ftn6">[6]</a> กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2559 ข้อ 4 และข้อ 5</p>
<p><a href="#_ftnref7" name="_ftn7">[7]</a> พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 16</p>
<p><a href="#_ftnref8" name="_ftn8">[8]</a> พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 17</p>
<p><a href="#_ftnref9" name="_ftn9">[9]</a> พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 3</p>
<p><a href="#_ftnref10" name="_ftn10">[10]</a> พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 13, กฎกระทรวงกำหนดประเภทหรือรายชื่อของบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงกำหนดประเภทหรือรายชื่อของบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดก และหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีตรวจสอบติดตาม พ.ศ. 2560</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;">มัญจา บุญช่วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p>2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330</p>
<p>หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9725</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8257">ภาษีการรับมรดก และภาษีจากการรับ – ให้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8257/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>Transfer Pricing ตอนที่ 5 การจัดเตรียมเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (TP Document)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/7701</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/7701#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 19 Apr 2023 08:28:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=7701</guid>
				<description><![CDATA[<p>     ตามที่ได้มีการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับ Transfer Pricing ซึ่งกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (“บริษัทที่มีคว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/7701">Transfer Pricing ตอนที่ 5 การจัดเตรียมเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (TP Document)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><code>     </code>ตามที่ได้มีการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับ Transfer Pricing ซึ่งกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (“บริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน”) มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่</p>
<ol>
<li>จัดทำรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี (“Disclosure Form”) และยื่นต่อกรมสรรพากรภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี<a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[1]</a></li>
<li>จัดทำเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็น สำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน (“TP Document”) เนื่องจากภายใน 5 ปี นับแต่ยื่น Disclosure Form เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำส่งเอกสารหรือหลักฐานดังกล่าวก็ได้<a href="#_ftn2" name="_ftnref2">[2]</a></li>
<li>จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับรายการแจ้งข้อความตามรายงานข้อมูลรายประเทศ (Country-by-Country Report: CBCR) โดยกฎหมายกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลของกลุ่มบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลข้ามชาติตามที่กฎหมายกำหนด มีหน้าที่แจ้งข้อความตามรายงานข้อมูลรายประเทศ (Country-by-Country Report) ตาม Country-by-Country Reporting XML Schema ที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(The Organization for Economic Co-operation and Development) กำหนด เป็นภาษาอังกฤษ ต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50<a href="#_ftn3" name="_ftnref3">[3]</a></li>
</ol>
<p><code>     </code>ในตอนที่ 5 นี้ ผู้เขียนจะได้อธิบายถึงการจัดเตรียมเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็น สำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน (TP Document) ตามที่กฎหมายกำหนดให้บริษัทที่มีความสัมพันธ์กันจัดทำ โดยพิจารณาตามมาตรา 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 407) (“ประกาศฉบับที่ 407”) ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป</p>
<p><code>     </code>การจัดเตรียม TP Document ดังกล่าว ตามที่ประกาศฉบับที่ 407 กำหนด บริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน สามารถจัดเตรียมข้อมูลโดยประกอบไปด้วยข้อมูล 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #004b9c;"><strong><code>     </code>ส่วนที่ 1 เอกสารหรือหลักฐานแสดง<u>ข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีหน้าที่ยื่น</u>เอกสารหรือหลักฐาน</strong><a style="color: #004b9c;" href="#_ftn4" name="_ftnref4"><strong>[4]</strong></a></span></p>
<p><span style="color: #004b9c;"><strong><code>     </code>ส่วนที่ 2 เอกสารหรือหลักฐานแสดง<u>ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมที่ถูกควบคุม</u>ของผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน<a style="color: #004b9c;" href="#_ftn5" name="_ftnref5">[5]</a></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><code>     </code>ทั้งนี้ ในแต่ละส่วนต่างก็มีรายละเอียดของข้อมูลที่บริษัทที่มีความสัมพันธ์กันจะต้องจัดเตรียมอีกหลายรายการ ซึ่งข้อมูลนั้นอาจเป็นข้อมูลที่บริษัทได้จัดทำไว้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ หรือเป็นข้อมูลที่บริษัทยังไม่เคยได้มีการจัดเตรียมไว้ จึงต้องจัดเตรียมเพิ่มเติม ดังนั้น เพื่อเป็นแนวทางประกอบการจัดเตรียม TP Document แก่บริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ผู้เขียนจึงสรุปแนวทางการจัดเตรียมข้อมูลแต่ละส่วนดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ส่วนที่ 1 เอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน</u></strong></p>
<p><code>     </code>เอกสารหรือหลักฐานในส่วนนี้ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่บริษัทที่มีความสัมพันธ์กันมีข้อมูลอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน หรือจัดทำให้เป็นรูปธรรม โดยเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน ได้แก่รายการดังต่อไปนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-7708" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2023/04/1.jpg" alt="" width="1207" height="483" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2023/04/1.jpg 1207w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2023/04/1-300x120.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2023/04/1-1024x410.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2023/04/1-768x307.jpg 768w" sizes="(max-width: 1207px) 100vw, 1207px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ส่วนที่ 2 เอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมของผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน</u></strong></p>
<p><code>     </code>เอกสารหรือหลักฐานในส่วนนี้ มีทั้งข้อมูลที่บริษัทที่มีความสัมพันธ์กันมีข้อมูลอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน หรือจัดทำให้เป็นรูปธรรม และข้อมูลที่บริษัทที่มีความสัมพันธ์กันยังไม่เคยได้มีการจัดเตรียมไว้ จึงต้องจัดเตรียมเพิ่มเติม โดยเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน ได้แก่รายการดังต่อไปนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-7709" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2023/04/2.jpg" alt="" width="1207" height="762" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2023/04/2.jpg 1207w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2023/04/2-300x189.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2023/04/2-1024x646.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2023/04/2-768x485.jpg 768w" sizes="(max-width: 1207px) 100vw, 1207px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><code>     </code>อย่างไรก็ดี แม้บริษัทที่ความสัมพันธ์กันจะได้จัดเตรียมเอกสารหรือหลักฐานตามส่วนที่ 1 และ 2 แล้ว เจ้าพนักงานประเมินก็อาจมีหนังสือแจ้งความให้บริษัทที่ความสัมพันธ์กันยื่นเอกสารหรือหลักฐานอื่น เพิ่มเติมได้ ดังนั้น หากมีเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องบริษัทที่ความสัมพันธ์กันอาจจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าด้วยก็ได้ นอกจากนี้ ในการจัดทำ TP Document ข้างต้น กฎหมายกำหนดให้บริษัทที่ความสัมพันธ์กันจัดทำเป็นภาษาไทย และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินผู้ส่งหนังสือแจ้งความ ณ กองบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ กรมสรรพากร หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ในท้องที่ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นตั้งอยู่ ดังนั้น หากบริษัทที่ความสัมพันธ์กันจัดทำ TP Document เป็นภาษาอื่นนอกจากภาษาไทย อาจพิจารณาดำเนินการแปลเป็นภาษาไทยไว้ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><code>     </code><span style="color: #003596;"><strong><u>ที่มา / รายละเอียดเพิ่มเติม</u></strong></span></p>
<p><code>     </code>1. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 407)</p>
<p><code>     </code>2. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 408)</p>
<p><code>     </code>3. Update!!!… 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</p>
<p><code>     </code>4. Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</p>
<p><code>     </code>5. Transfer Pricing ตอนที่ 3 คลายประเด็นสงสัยในการเตรียมข้อมูลสำหรับยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</p>
<p><code>     </code>6. Transfer Pricing ตอนที่ 4 รู้ก่อนและเตรียมความพร้อมก่อน กับหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้รายจ่าย</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1">[1]</a> มาตรา 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 407)</p>
<p><a href="#_ftnref2" name="_ftn2">[2]</a> มาตรา 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 407)</p>
<p><a href="#_ftnref3" name="_ftn3">[3]</a> มาตรา 17 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 408)</p>
<p><a href="#_ftnref4" name="_ftn4">[4]</a> &#8220;ผู้มีหน้าที่ยื่นเอกสารหรือหลักฐาน&#8221; หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นในลักษณะของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และได้รับหนังสือแจ้งความจากเจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดี ให้ยื่นเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับกรวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><a href="#_ftnref5" name="_ftn5">[5]</a> “ธุรกรรมที่ถูกควบคุม” หมายความว่า ธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/7701">Transfer Pricing ตอนที่ 5 การจัดเตรียมเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (TP Document)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/7701/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>บริษัท Holding ไม่ต้องเสียภาษี (จริงหรือ?)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6755</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6755#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 13 Jan 2022 07:25:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กิตติรัฐ ฦาชา]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6755</guid>
				<description><![CDATA[<p>ในปัจจุบัน หลายบริษัทกำลังพยายามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพื่อปรับรูปแบบธุรกิจที่ได้ดำเนินมาในอดีตให้ได้มาตรฐาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6755">บริษัท Holding ไม่ต้องเสียภาษี (จริงหรือ?)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบัน หลายบริษัทกำลังพยายามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพื่อปรับรูปแบบธุรกิจที่ได้ดำเนินมาในอดีตให้ได้มาตรฐาน ทันสมัย และมีความคล่องตัว ทั้งเป็นการขยายขอบเขตงานและเป็นที่น่าสนใจให้มืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารกิจการได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยใช้การปรับโครงสร้างกิจการด้วยการ Restructuring จากกิจการหลายกิจการที่ทำโดยบริษัทเดียว เช่น กิจการขายสินค้า ซื้อมาขายไป รับจ้างผลิต กิจการให้เช่าที่ดินและให้บริการอาคารสำนักงาน กิจการวิจัยและพัฒนา ทั้งหมดในบริษัทเดียว มาอยู่ในรูปบริษัท Holding ให้บริษัท Holding เป็นบริษัทแม่ถือหุ้นในบริษัทลูกต่าง ๆ ที่ดำเนินกิจการในกลุ่มงานต่าง ๆ นั้นแยกจากกันเป็นอิสระในแต่ละบริษัทลูก แทนที่จะให้ทุกกลุ่มงานกระจุกตัวอยู่ในภายใต้กิจการบริษัทเดียว ทั้งนี้ เพื่อความคล่องตัวและเหมาะสมกับธุรกิจในปัจจุบัน และยังสะดวกต่อการขยายสายงานธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มเติมต่อไปในอนาคตด้วยการตั้งบริษัทลูกใหม่ภายใต้บริษัท Holding อีกด้วย หากบริษัทลูกนั้นไม่ประสบความสำเร็จและขาดทุน ก็สามารถปิดบริษัทลูกหรือจะเก็บบริษัทลูกนั้นไว้ใช้ขาดทุนสะสมเพื่อประโยชน์ทางภาษีได้ต่อไป</p>
<p>เหล่านี้นำมาสู่ข้อสงสัยของหลายฝ่ายว่า ‘บริษัท Holding’ หรือ ‘Holding Co’ คืออะไร และไม่ต้องเสียภาษีจริงหรือไม่ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ Holding Co ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง!</p>
<p>Holding Co เป็นบริษัทที่ไปลงทุนถือหุ้นในบริษัทอื่น โดยบริษัทอื่นที่ถูกถือหุ้นจะไปดำเนินธุรกิจในรูป Operating Co และตอบแทน Holding Co ในรูปเงินปันผล (Dividend) หาก Holding Co ได้ดำเนินกิจการอื่นอยู่ด้วย เงินได้ที่ Holding Co ได้รับจาก Dividend จะเป็นรายได้อื่น (Other Income) ของ Holding Co</p>
<p>การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัททั่วไปและ Operating Co จะอิงกับงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ (Profit &amp; Loss Statement) ดังนี้<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-<br />
รายได้ (Revenues)<br />
หัก รายจ่าย (Expanses)<br />
กำไรก่อนภาษี 100<br />
CIT 20% (20)<br />
กำไรสุทธิ (Net Profit) 80 &gt; Retained Earnings<br />
Dividend Tax 10% (8)<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-<br />
ดังนั้น Effective Tax Rate คือ 28%<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p>หากว่า ผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดา เงินปันผลที่ได้รับจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็น Withholding Tax/ Dividend Tax/ Final Tax แล้วแต่จะเรียก ในอัตรา 10% ของจำนวนเงินปันผลที่ได้รับ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (3) และ 50 (2) (จ) แต่เงินได้จากเงินปันผลที่ Holding Co ได้รับจาก Operating Co จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) หากครบเงื่อนไข 3 ข้อ ดังนี้<br />
1. Holding Co ถือหุ้นใน Operating Co ไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นที่มี Voting Rights<br />
2. Holding Co และ Operating Co ไม่ถือหุ้นไขว้<br />
3. Holding Co ถือหุ้นก่อนและหลังจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 3 เดือน<br />
ดังนั้น เงินปันผลที่ครบ 3 เงื่อนไขข้างต้น เรียกว่า “รายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้” หาก Holding Co มีรายได้จากการขายและให้บริการจากการประกอบกิจการหลักของตนเองและมีรายได้อื่นจากเงินปันผล เฉพาะรายได้จากการขายและให้บริการจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และรายได้อื่นจากเงินปันผลจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล</p>
<p>ในกรณีที่ Holding Co ไม่ได้มีรายได้อื่นนอกจากเงินปันผล เงินได้ที่เข้ามาใน Holding Co นั้น 100% ก็เป็นรายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งจำนวน จึงเป็นเหตุผลว่า เหตุใด Holding Co ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ในกรณีนี้ การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของ Holding Co จะเป็น ดังนี้<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-<br />
รายได้ (Revenues) 100% จากเงินปันผล<br />
หัก รายจ่าย (Expanses)<br />
กำไรก่อนภาษี 100<br />
หัก รายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ (100)<br />
กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี 0<br />
CIT 20% (0)<br />
กำไรสุทธิ (Net Profit) 100 &gt; Retained Earnings<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p>เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้เงินปันผลที่ Holding Co ได้รับเป็นรายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ เนื่องจากเงินจำนวนดังกล่าวผ่านการเสียภาษีมาแล้วหนึ่งรอบในชั้น Operating Co หากจะต้องนำมารวมคำนวณและเสียภาษีอีกครั้งในชั้น Holding Co จะเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อนในเงินจำนวนเดียวกัน อย่างไรก็ดี ท้ายสุดแล้ว เมื่อ Holding Co จ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาของตน ก็จะต้องหัก Dividend Tax 10% อยู่เช่นเดิม เป็นเหตุให้ Effective Tax Rate โดยภาพรวมของทั้งกลุ่มบริษัทยังคงอยู่ที่ 28% เท่ากับภาษีจากการจ่ายเงินปันผลจาก Operation Co ไปผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาโดยตรง</p>
<p><strong>ข้อดีของการจัดตั้ง Holding Co</strong><br />
1. เป็นการสร้างความชัดเจนในการจัด Portfolio ของกิจการ เพราะการตั้ง Holding Co มักเป็นการตั้ง Group แยกส่วน Operating Co แต่ละบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนได้ชัดเจน<br />
2. หาก Operating Co ใดมีกำไร เงินปันผลนั้นก็ส่งขึ้นไปแบบ Tax Free เก็บไว้ในรูป Retained Earnings ใน Holding Co รอจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นต่อไป<br />
3. หาก Operating Co ใดขาดทุน ก็สามารถปิดกิจการไปได้เลย แยกส่วนออกมาต่างหากและไม่กระทบกับกิจการ Operating Co อื่น หรือจะเก็บขาดทุนสะสมนั้นไว้ใช้ในกิจการหน้า ๆ ต่อไปเพื่อประโยชน์ในทางภาษีก็ได้<br />
4. หาก Operating Co ใดมีแววที่จะพัฒนาต่อไป ก็อาจมีผู้ซื้อกิจการไป หรือนำเข้า IPO แยกเฉพาะกิจการนั้นได้โดยไม่ต้องรอกิจการอื่นหรือไม่ต้อง Spin-off โอนกิจการบางส่วน (Partial Business Transfer: PBT) ออกมาอีกครั้ง</p>
<p>ในช่วงนี้ ข่าวการ Restructuring ของหลายกิจการขนาดใหญ่ในประเทศไทยจะเป็น Next &amp; Big Move และเป็นตัวอย่างให้แก่องค์กรต่าง ๆ ปรับตัวเพื่อต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงในโลกใหม่ที่จะไม่มีวันเหมือนเดิม และเป็นการเตือนให้ทุกกิจการรีบขยับตัวก่อนจะสายเกินไป ดังคำกล่าวว่า “disrupt yourself or be disrupted”</p>
<p style="text-align: center;">กิตติรัฐ ฦๅชา<br />
ฝ่ายภาษี 1</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6755">บริษัท Holding ไม่ต้องเสียภาษี (จริงหรือ?)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6755/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ตอนที่ 1 ความเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6745</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6745#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 05 Jan 2022 12:48:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[รักษภูมิ โชติมโนธรรม]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6745</guid>
				<description><![CDATA[<p>ด้วยในปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่เริ่มทำธุรกิจของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขายของออนไลน์เนื่องจากเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อยู่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6745">ตอนที่ 1 ความเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยในปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่เริ่มทำธุรกิจของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขายของออนไลน์เนื่องจากเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อยู่ที่ไหนก็สามารถนำเสนอขายสินค้าได้โดยไม่ต้องลงทุนมีหน้าร้านของตนเองหรือไม่ต้องลงทุนเสียค่าเช่า เป็นต้น</p>
<p>ผู้เขียนจึงขอนำเสนอความรู้เกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในหัวข้อต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการ<br />
ทำความเข้าใจและจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ถูกประเมินให้ต้องรับผิดชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มในภายหลัง<br />
ในครั้งนี้ ขอนำเสนอเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนว่าเป็นอย่างไร และควรจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่</p>
<p>โดยทั่วไป การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่คนทั่วไปมักจะเรียกสั้น ๆ ว่า <strong>“VAT”</strong> นั้น จะเสียจากกรณีขายสินค้าหรือให้บริการ โดยคิดจากมูลค่าทั้งหมดที่ได้รับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ<sup>1</sup> ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อมที่ผู้ประกอบการสามารถผลักภาระภาษีไปยังผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการให้เป็นผู้ออกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มได้ โดยผู้ประกอบการมีหน้าที่เรียกเก็บและนำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับดังกล่าวแก่สรรพากร ทั้งนี้ ก่อนที่ผู้ประกอบการจะสามารถเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการได้ ผู้ประกอบการจะต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้มีฐานะเป็น <strong>“ผู้ประกอบการจดทะเบียน”</strong> เสียก่อน</p>
<p><strong>อยากเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำอย่างไร ?</strong></p>
<p>การจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถดำเนินการได้ 3 ช่วงเวลา ดังนี้</p>
<p><strong>1. ช่วงก่อนเริ่มประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการ<sup>2</sup></strong></p>
<p>ผู้ประกอบการที่กำลังจะเริ่มประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการได้โดยสมัครใจเพื่อเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้ประกอบการมีแผนงานหรือมีการดำเนินการเพื่อเตรียมประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น แผนการก่อสร้างอาคารโรงงานหรือการติดตั้งเครื่องจักร</p>
<p><strong>2. ช่วงเริ่มประกอบธุรกิจ<sup>3</sup></strong></p>
<p>ผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการและกิจการยังไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้โดยสมัครใจ เพื่อจะได้ใช้สิทธิประโยชน์จากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี<sup>4</sup></p>
<p><strong>3. ช่วงประกอบธุรกิจแล้วมีรายได้เกิน 1,800,000 บาทต่อปี<sup>5</sup></strong></p>
<p>ผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการ และมีรายได้จากการประกอบกิจการเกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รายได้ในการประกอบกิจการเกิน 1,800,000 บาท ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดต้องชำระเบี้ยปรับตามกฎหมาย เทียบเคียงหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรที่ กค 0702/3397 ฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2551</p>
<p>ทั้งนี้ สำหรับการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายเพิ่มเติมด้วย</p>
<p><strong>ข้อดีของการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน</strong></p>
<p>1. ช่วยลดต้นทุนเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนสามารถผลักภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (เครดิตหรือขอคืน) ให้แก่ผู้บริโภคได้ ทำให้ต้นทุนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการจดทะเบียนลดลง</p>
<p>2. ระบบบัญชีที่ดีขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องจัดทำเอกสารทางภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ รายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ หรือรายงานสินค้าและวัตถุดิบ แล้วแต่กรณี ทำให้การบันทึกรายการบัญชีของกิจการเป็นไปอย่างมีระบบไปโดยปริยาย เทียบเคียงหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรที่ กค 0702/9488</p>
<p>3. ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ลูกค้าและเพิ่มโอกาสในทางธุรกิจ เพราะเมื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ก็จะมีใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ที่ออกโดยกรมสรรพากรซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบและสามารถตรวจสอบสถานะและความมีตัวตนของผู้ประกอบการรายนั้นได้ตลอดเวลา</p>
<p>นอกจากนี้ ในกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนก็มักจะเลือกซื้อสินค้าหรือใช้บริการกับผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วยกันเอง เพื่อจะได้ใช้สิทธิประโยชน์จากการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนในการผลักภาระภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างเต็มที่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนส่วนใหญ่จึงไม่นิยมซื้อสินค้าหรือใช้บริการกับผู้ประกอบการทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน (ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม)</p>
<p><strong>แลกมาด้วยข้อเสียที่ยอมรับได้</strong></p>
<p>1. มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้น เมื่อผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ต้องบวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ที่สินค้าหรือบริการ ดังนั้น กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการแก่ผู้ประกอบการหรือบุคคลธรรมดาที่ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมทำให้บุคคลดังกล่าวจะรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มไปด้วย อันเป็นไปตามหลักการของภาษีมูลค่าเพิ่มที่ว่า ผู้เสียภาษี คือ ผู้บริโภค</p>
<p>2. มีหน้าที่นำส่งเอกสารต่อสรรพากร เมื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะมีหน้าที่ในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ถึงแม้ว่าในเดือนนั้น ๆ กิจการจะไม่มีการซื้อขายหรือให้บริการก็ตาม<sup>6</sup></p>
<p>3. ความเสี่ยงจากการปฏิบัติการทางภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้อง หากกิจการใดไม่มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทางภาษี อาจมีความเสี่ยงในการปฏิบัติการทางภาษีที่ไม่ถูกต้อง อันเป็นเหตุให้ต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับเงินเพิ่มได้ อย่างไรก็ดี การเพิ่มความรู้ทางภาษีให้แก่บุคลากรที่มีอยู่เดิม หรือจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ทางภาษีเพิ่มเติมก็จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้</p>
<p>การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนถือได้ว่าเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการประกอบธุรกิจ เนื่องจากกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนจะไม่ต้องรับภาระจากภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้ต้นทุนของกิจการลดลงไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและมูลค่าในทางธุรกิจแก่กิจการ ทำให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนสามารถขยายฐานลูกค้าหรือกำไรในทางธุรกิจจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่มากขึ้นได้ แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องคำนึงเสมอว่า สิทธิประโยชน์ดังกล่าวก็มาพร้อมกับหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งหากผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อาจส่งผลให้ต้องรับผิดชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มในอนาคตได้</p>
<p>สำหรับในตอนที่ 2 ต่อไป ผู้เขียนจะขอนำเสนอในเรื่องกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม</p>
<p><sup>1</sup>ประมวลรัษฎากร มาตรา 79 บัญญัติว่า “… ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ &#8230;”<br />
<sup>2</sup>ประมวลรัษฎากร มาตรา 85 บัญญัติว่า “ผู้ประกอบการซึ่งจะเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการให้มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มประกอบกิจการ &#8230;”<br />
ประกอบ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 57) บัญญัติว่า “ข้อ 1 ผู้ประกอบการซึ่งจะเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มประกอบกิจการได้ในเมื่อ<br />
<code>   </code>(1) ผู้ประกอบการดังกล่าวมีแผนงานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้เตรียมการเพื่อประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและ<br />
<code>   </code>(2) มีการดำเนินการเพื่อเตรียมประกอบกิจการ อันเป็นเหตุให้ต้องมีการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การก่อสร้างโรงงาน การก่อสร้างอาคารสำนักงาน หรือการติดตั้งเครื่องจักร<br />
<code>   </code>ให้ผู้ประกอบการตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ภายในกำหนดหกเดือนก่อนวันเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ &#8230;”<br />
<sup>3</sup>ประมวลรัษฎากร มาตรา 81/3 บัญญัติว่า “ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ มีสิทธิแจ้งต่ออธิบดีตามแบบที่อธิบดีกำหนดเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวดนี้ได้ โดยต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3<br />
<code>   </code>(1) กิจการขายสินค้าตามที่ระบุไว้ในมาตรา 81 (1) (ก) ถึง (ฉ)<br />
<code>   </code>(2) กิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1<br />
<code>   </code>(3) กิจการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”<br />
<sup>4</sup>ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 บัญญัติว่า “… ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี &#8230;”<br />
<sup>5</sup>ประมวลรัษฎากร มาตรา 81/1 บัญญัติว่า “ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และกิจการดังกล่าวมีมูลค่าของฐานภาษีไม่เกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม &#8230;”<br />
ประกอบ พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 432) มาตรา 4 บัญญัติว่า “มูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องไม่เกินหนึ่งล้านแปดแสนบาทต่อปี”<br />
<sup>6</sup>ประมวลรัษฎากร มาตรา 83 บัญญัติว่า “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษี ถ้ามี ไม่ว่าจะได้ขายสินค้าหรือให้บริการในเดือนภาษีนั้นหรือไม่ก็ตาม<br />
<code>   </code>การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใด ให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป &#8230;”<br />
ประกอบ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 65) บัญญัติว่า “ข้อ 2 ให้กำหนดแบบดังต่อไปนี้ เป็นแบบเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม<br />
<code>   </code>(5) แบบ ภ.พ.30 และแบบ ภ.พ.31 แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม &#8230;”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6745">ตอนที่ 1 ความเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6745/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>เมื่อต้องปิดกิจการและต้องให้ลูกจ้างออกจากงาน ต้องหักภาษีอย่างไร</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6492</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6492#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 22 Jul 2021 09:23:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พราว พืชมงคล]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6492</guid>
				<description><![CDATA[<p>เนื่องด้วยสถานการณ์ไวรัสโควิด 19 ที่แพร่ระบาดส่งผลทำให้เศรษฐกิจในปัจจุบันถดถอยลงทุกวัน และผู้ประกอบกิจการหลายรายต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6492">เมื่อต้องปิดกิจการและต้องให้ลูกจ้างออกจากงาน ต้องหักภาษีอย่างไร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องด้วยสถานการณ์ไวรัสโควิด 19 ที่แพร่ระบาดส่งผลทำให้เศรษฐกิจในปัจจุบันถดถอยลงทุกวัน และผู้ประกอบกิจการหลายรายต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการบางรายที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนต่อไปได้ก็เลือกที่จะปิดตัวลง หรือบางรายก็เลือกที่จะลดต้นทุนลงโดยการให้ลูกจ้างออกจากงาน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโครงการสมัครใจลาออก หรือเลิกจ้างตามที่มีข่าวตามสื่อต่าง ๆ ส่งผลให้มีบุคคลว่างงานเป็นจำนวนมาก เช่นนี้ ผู้ประกอบการหรือนายจ้างอาจต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้ลูกจ้างจากการให้ลูกจ้างออกจากงาน ในบทความฉบับนี้ ผู้เขียนจึงขอพูดถึงหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย เฉพาะกรณีเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อให้ลูกจ้างออกจากงาน เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจในการคำนวณภาษีได้อย่างถูกต้อง ดังนี้</p>
<p><code>     </code>1. เงินได้ที่นายจ้างให้เมื่อให้ออกจากงาน</p>
<p><code>          </code>1.1 เงินที่นายจ้างจ่ายให้กรณีเลิกจ้างลูกจ้าง</p>
<p><code>               </code>เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานโดยการเลิกจ้าง โดยทั่วไปแล้วนายจ้างอาจต้องจ่ายเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน เช่น เงินชดเชยตามกฎหมาย นอกจากนี้ นายจ้างก็อาจให้เงินอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ต้องจ่ายตามกฎหมายให้ลูกจ้างเพิ่มเติมอีกด้วย</p>
<p><code>          </code>1.2 เงินที่นายจ้างจ่ายให้กรณีอื่น เช่น ให้ลูกจ้างเข้าร่วมโครงการสมัครใจลาออก</p>
<p><code>               </code>เมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานโดยไม่ใช่การเลิกจ้าง แต่ให้ลูกจ้างแจ้งความประสงค์เพื่อลาออก หรือการเปิดโครงการสมัครใจลาออกตามที่เห็นในสื่อต่างๆ นั่นเอง ซึ่งการเข้าโครงการสมัครใจลาออกนี้ นายจ้างจะจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง โดยเงินที่นายจ้างจะจ่ายให้ย่อมเป็นไปตามที่นายจ้างได้กำหนดและตกลงให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างออกจากงาน จำนวนเงินอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่ากรณีเลิกจ้างก็ได้ แล้วแต่นายจ้างแต่ละรายจะพิจารณา เนื่องจากเงินที่นายจ้างกำหนดจ่ายให้ไม่ใช่เงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมายแต่อย่างใด<br />
ทั้งนี้ เงินที่นายจ้างจ่ายให้เมื่อให้ลูกจ้างออกจากงานข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ถือว่าเป็นเงินได้เนื่องจากการทำงาน ซึ่งเข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทที่ 1<sup>1</sup> ดังนั้น เมื่อมีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวแก่ลูกจ้าง นายจ้างจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องตามกฎหมาย<sup>2</sup></p>
<p><code>     </code>2. การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรณีนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงาน</p>
<p><code>          </code>ในการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรณีนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงาน มีประเด็นที่นายจ้างจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับเงินที่นายจ้างจ่ายให้และอายุการทำงานของลูกจ้างประกอบด้วย เนื่องจากเงินที่นายจ้างได้จ่ายให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงานนั้นอาจเข้าลักษณะเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวไปคำนวณภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่น<sup>3</sup> ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาเพื่อนำเงินที่ได้จ่ายให้ลูกจ้างไปคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายแยกต่างหากจากเงินได้อื่นมี ดังนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6503" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_1.png" alt="" width="664" height="350" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_1.png 664w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_1-300x158.png 300w" sizes="(max-width: 664px) 100vw, 664px" /></p>
<p><code>          </code>เมื่อนายจ้างได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขข้างต้นแล้ว หากเข้าเงื่อนไขนายจ้างต้องนำเงินได้นั้นไปคำนวณภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่น<sup>8</sup> ในทางกลับกันหากไม่เข้าเงื่อนไข นายจ้างต้องนำเงินได้นั้นไปรวมคำนวณภาษีรวมกับเงินได้อื่น<sup>9</sup> โดยที่การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน ทั้งกรณีแยกคำนวณและรวมคำนวณ มีหลักการในการคำนวณดังนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-6502" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_2.png" alt="" width="661" height="291" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_2.png 661w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_2-300x132.png 300w" sizes="(max-width: 661px) 100vw, 661px" /><span style="font-size: 1rem;">หมายเหตุ * การคำนวณจำนวนปีที่ทำงานให้ถือจำนวนปีที่ทำงานจริง ถ้ามีเศษของปีถึง 183 วัน ให้ถือเป็น 1 ปี</span><br />
** 150,000 บาทแรกไม่ได้รับยกเว้นในการคำนวณภาษีเงินได้<sup>10</sup></p>
<p><code>          </code>อย่างไรก็ดี กรณีเป็นการแยกคำนวณ การคำนวณภาษีดังกล่าวมีเงื่อนไขในการหักค่าใช้จ่าย<sup>11</sup> ดังนี้</p>
<p><code>          </code>กรณีแรก กรณีเงินได้ที่ลูกจ้างได้รับเป็นเงินตาม ก) ข) และ ค) เช่น เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง สามารถคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้โดยการนำเงินได้ที่ได้รับทั้งจำนวนมาคำนวณค่าใช้จ่ายตามวิธีข้างต้น</p>
<p><code>          </code>กรณีที่สอง กรณีเงินได้ที่ลูกจ้างได้รับเงินได้ตาม ง) เช่น เงินตามโครงการสมัครใจลาออก สามารถคำนวณการหักค่าใช้จ่ายได้โดยมีเงื่อนไขดังนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6501" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_3.png" alt="" width="655" height="291" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_3.png 655w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_3-300x133.png 300w" sizes="(max-width: 655px) 100vw, 655px" /></p>
<p><code>          </code>ตัวอย่าง บริษัท A เปิดโครงการสมัครใจลาออก โดยกำหนดจ่ายเงินช่วยเหลือให้ลูกจ้างตามอายุการทำงานของลูกจ้าง โดยจะจ่ายเงินให้ลูกจ้าง 50,000 บาท ต่ออายุการทำงาน 1 ปี นาย ก ทำงานมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ตัดสินใจลาออกตามโครงการสมัครใจลาออกของบริษัท A เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2563 บริษัท A จึงต้องจ่ายเงินให้นาย ก เป็นจำนวน 500,000 บาท และนาย ก ได้รับเงินเดือนในปีพ.ศ.2563 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน เดือนละ 35,000 บาท ส่วนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม ได้เดือนละ 40,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่บริษัท A ต้องหัก สามารถคำนวณได้ดังนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6500" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_4.png" alt="" width="661" height="400" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_4.png 661w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_4-300x182.png 300w" sizes="(max-width: 661px) 100vw, 661px" /></p>
<p><code>          </code>นอกจากนี้ ในการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของนายจ้างทั้งกรณีแยกคำนวณและรวมคำนวณ นายจ้างต้องพิจารณาด้วยว่าเงินที่จ่ายให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงานนั้น มีกฎหมายยกเว้นให้ไม่ต้องมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีหรือไม่ เช่น เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งได้รับยกเว้นเฉพาะส่วนที่ไม่เกินเงินเดือนค่าจ้าง 300 วันสุดท้าย และไม่เกิน 300,000 บาท<sup>12</sup></p>
<p><code>     </code>3. ตัวอย่างการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรณีนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงาน<code></code></p>
<p><code>          </code>ตัวอย่างที่ 1: ลูกจ้างเข้าโครงการสมัครใจออกจากงาน และ มีอายุงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6499" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_5.png" alt="" width="660" height="513" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_5.png 660w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_5-300x233.png 300w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p><code>          </code>ตัวอย่างที่ 2: ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง และ มีอายุงานมากกว่า 5 ปี</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6498" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_6.png" alt="" width="661" height="397" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_6.png 661w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_6-300x180.png 300w" sizes="(max-width: 661px) 100vw, 661px" /></p>
<p><code>          </code>ตัวอย่างที่ 3: ลูกจ้างเข้าโครงการสมัครใจลาออก มีอายุงานน้อยกว่า 5 ปี</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6497" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_7.png" alt="" width="662" height="767" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_7.png 662w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticle_22-7-64_7-259x300.png 259w" sizes="(max-width: 662px) 100vw, 662px" /></p>
<p><code>          </code>ตามที่ได้อธิบายหลักเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้วข้างต้น จะเห็นว่า หลักเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมทั้งวิธีการคำนวณภาษีนั้น ต้องทำความเข้าใจและพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากหากนายจ้างหักหรือนำส่งภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน ย่อมต้องรับผิดในจำนวนภาษีที่ไม่ได้หักและนำส่ง ตลอดจนเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามกฎหมาย13 ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณภาษีข้างต้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับนายจ้าง หรือพนักงานมือใหม่ที่ทำหน้าที่คำนวณภาษี ดังนั้น ขอให้ผู้อ่านศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง นอกจากนี้ อาจมีกรณีที่นายจ้างออกภาษีแทนให้ หรือมีกรณีอื่นใดนอกเหนือไปจากตัวอย่างข้างต้น ซึ่งมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ผู้เขียนจะแบ่งปันหลักเกณฑ์และวิธีการในโอกาสต่อไป</p>
<p style="text-align: right;">พราว พืชมงคล<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<hr />
<p><sup>1</sup> มาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>2</sup> มาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>3</sup> มาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>4</sup> ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 1<br />
<sup>5</sup> ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2<br />
<sup>6</sup> ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2<br />
<sup>7</sup> ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2<br />
<sup>8</sup> มาตรา 50(1) ประกอบมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>9</sup> มาตรา 50(1) ประกอบมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<sup>10</sup> พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 470) พ.ศ.2551 มาตรา 4<br />
<sup>11</sup> ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 3<br />
<sup>12</sup> กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ข้อ 2 (51)<br />
<sup>13</sup> คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 91/2542 เรื่อง ความรับผิดเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส มาตรา 50 มาตรา 69 ทวิ และการหักภาษี ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6492">เมื่อต้องปิดกิจการและต้องให้ลูกจ้างออกจากงาน ต้องหักภาษีอย่างไร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6492/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>Update หลักเกณฑ์ใหม่ การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ รอบระยะเวลาบัญชีปี 2563 เป็นต้นไป</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6474</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6474#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 22 Jul 2021 08:24:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[นภัทร วงศ์ลิมปิยะรัตน์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6474</guid>
				<description><![CDATA[<p>ในยุคปัจจุบันที่ลักษณะการดำเนินธุรกิจของกิจการต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ทำให้หลักเกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ที่บังคับใช [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6474">Update หลักเกณฑ์ใหม่ การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ รอบระยะเวลาบัญชีปี 2563 เป็นต้นไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>ในยุคปัจจุบันที่ลักษณะการดำเนินธุรกิจของกิจการต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ทำให้หลักเกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ที่บังคับใช้มาเป็นเวลานานเกือบ 30 ปี ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) ไม่สอดคล้องกับสภาพการดำเนินงานทางธุรกิจในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564) ที่ได้มีการประกาศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และให้ผู้ประกอบการสามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ จะมีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ดังนั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ท่านผู้อ่านเพื่อความเข้าใจและเป็นแนวทางในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เขียนจึงขอสรุปสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปโดยมุ่งเน้นถึงการจำหน่ายหนี้สูญของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไปเป็นหลัก ดังนี้</p>
<p><strong>1. กำหนดจำนวนหนี้ในการจำหน่ายหนี้สูญในแต่ละลำดับชั้นใหม่ ดังนี้</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6476" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_1.png" alt="" width="620" height="249" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_1.png 620w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_1-300x120.png 300w" sizes="(max-width: 620px) 100vw, 620px" /></p>
<p><code>     </code>โดยหลักแล้ว การจำหน่ายหนี้สูญสำหรับมูลหนี้ในแต่ละลำดับชั้นจะมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่แตกต่างกัน การปรับเกณฑ์จำนวนหนี้ที่จะจำหน่ายเป็นหนี้สูญตามกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ นอกจากทำให้เจ้าหนี้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยการนำหนี้สูญมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว ยังทำให้การตัดจำหน่ายหนี้สูญสะดวกมากขึ้น</p>
<p><strong>2. มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ใหม่ในการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้</strong></p>
<p><strong>2.1 กรณีจำนวนหนี้ตั้งแต่ 2,000,000 บาท ขึ้นไป<sup>3</sup></strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6477" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_2.png" alt="" width="641" height="436" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_2.png 641w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_2-300x204.png 300w" sizes="(max-width: 641px) 100vw, 641px" /></p>
<p><code>     </code>จะเห็นได้ว่า นอกจากมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนหนี้แล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญรวมทั้งการขยายความหลักเกณฑ์บางอย่างให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น</p>
<p><code>     </code><strong>1) กรณีดำเนินคดีทางแพ่ง ต้องมีหลักฐานว่าได้มีการดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดจะชำระหนี้ได้</strong></p>
<p><code>     </code>ในเรื่องของหลักฐานในการบังคับคดี กฎกระทรวงฉบับใหม่ได้กำหนดว่า หากการดำเนินคดีทางแพ่งคดีนั้น<strong>มีการออกหมายบังคับคดีของศาลและมีรายงานการบังคับคดีครั้งแรกของเจ้าพนักงานบังคับคดี แล้ว ปรากฏว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดจะชำระหนี้ได้</strong> เจ้าหนี้สามารถจำหน่ายหนี้สูญในรอบบัญชีนั้นได้เลย<code></code></p>
<p><code>     </code>กรณีข้างต้นเป็นการขยายความกฎกระทรวงฉบับเดิมให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งเดิมกำหนดให้การจะจำหน่ายหนี้สูญได้จะต้องมีคำบังคับของศาล แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินจะชำระหนี้ ซึ่งในทางปฏิบัติ การที่ศาลออกคำบังคับ เป็นเพียงการบอกให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น การที่จะพิสูจน์ว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินจะชำระหนี้ต้องผ่านกระบวนการบังคับคดีก่อน กฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ จึงเป็นการขยายความให้ชัดเจน รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับขั้นตอนทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรที่ยอมรับหลักฐานในการตัดจำหน่ายหนี้สูญในหลายกรณี อาทิ มีรายงานการติดตามหาทรัพย์สินลูกหนี้ของทนายความเป็นหนังสือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีและมีหลักฐานการรับทราบของเจ้าพนักงานบังคับคดี หรือมีสำเนารายงานการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี ที่แสดงว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะชำระหนี้ได้ โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องรับรองความถูกต้องของรายงานด้วย เป็นต้น<sup>4</sup></p>
<p><code>     </code><strong>2) กรณีดำเนินคดีล้มละลาย การที่ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย สามารถจำหน่ายหนี้สูญได้แล้ว</strong></p>
<p><code>     </code>กฎกระทรวงฉบับใหม่ มีการเพิ่มกรณีผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งกฎกระทรวงฉบับเดิม ไม่ยอมรับการจำหน่ายหนี้สูญ กรณีผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย ดังเช่น หนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรที่ กค 0706/9948 ได้มีแนววินิจฉัยโดยสรุปว่า กรณีผู้ชำระบัญชีของบริษัทฯ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งว่า บริษัทฯ เป็นบุคคลล้มละลาย กรณีจึงไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) ที่กำหนดให้เจ้าหนี้ที่จะทำการจำหน่ายหนี้สูญต้องฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งด้วยตนเอง หรือเจ้าหนี้ดังกล่าวได้ยื่นคำขอเฉลี่ยในคดีที่ลูกหนี้นั้นถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่ง ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจเกิดปัญหาแก่ผู้ประกอบการหลายรายที่ไม่สามารถตัดจำหน่ายหนี้สูญได้ แม้จะเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการก็ตาม กฎกระทรวงฉบับใหม่นี้จึงเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเสียหายที่เกิดแก่ผู้เสียภาษีทางหนึ่งด้วย</p>
<p><code>     </code><strong>3) กรณีดำเนินคดีล้มละลาย หากศาลคำสั่งปิดคดี เจ้าหนี้สามารถจำหน่ายหนี้สูญได้</strong></p>
<p><code>     </code>กฎกระทรวงฉบับใหม่ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมให้เจ้าหนี้สามารถจำหน่ายหนี้สูญได้ หากศาลได้มีคำสั่งปิดคดี ซึ่งการปิดคดีเป็นกระบวนการหนึ่งซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถร้องขอต่อศาลได้ หากปรากฏว่าศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว และลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินจะให้แบ่ง</p>
<p><strong>2.2 กรณีมูลหนี้ไม่เกิน 2,000,000 บาท<sup>5</sup></strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6486" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_33.png" alt="" width="655" height="396" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_33.png 655w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_33-300x181.png 300w" sizes="(max-width: 655px) 100vw, 655px" /></p>
<p><code>     </code>จะเห็นได้ว่ากรณีฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่ง กฎหมายยังคงยึดหลักเกณฑ์เดิมในการจำหน่ายหนี้สูญ กล่าวคือ เมื่อมีการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งและศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องนั้นแล้ว หรือเมื่อได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่งและศาลได้มีคำสั่งรับคำขอนั้นแล้ว เจ้าหนี้สามารถจำหน่ายหนี้สูญได้ในรอบบัญชีที่ศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องหรือคำสั่งรับคำขอนั้นแล้ว แต่ในกรณีมีการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลาย มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เล็กน้อยคือการเพิ่มให้กรณีผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งรับคําฟ้องนั้นแล้ว เจ้าหนี้สามารถจำหน่ายหนี้สูญได้</p>
<p><strong>2.3 กรณีมูลหนี้ไม่เกิน 200,000 บาท<sup>6</sup></strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6487" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_44.png" alt="" width="652" height="226" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_44.png 652w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/taxarticles_tiger_22-7-64_44-300x104.png 300w" sizes="(max-width: 652px) 100vw, 652px" /></p>
<p><code>     </code>นอกจากมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนหนี้จากเดิม 100,000 บาท เป็น 200,000 บาทแล้ว กฎกระทรวงฉบับใหม่ ยังคงยึดถือหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงฉบับเดิมคือ หากได้มีหลักฐานการติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ตามสมควรแก่กรณีแล้ว (ควรทวงถามเป็นหนังสืออย่างน้อย 2 ครั้ง)<sup>8</sup> แต่ไม่ได้รับชําระหนี้และหากจะฟ้องลูกหนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับหนี้ที่จะได้รับชําระก็สามารถจำหน่ายหนี้สูญได้</p>
<p><strong>3. มีการยอมรับคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลต่างประเทศมาใช้เป็นหลักฐานในการจำหน่ายหนี้สูญได้</strong></p>
<p><code>     </code>กฎกระทรวงฉบับใหม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ โดยยอมรับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต่างประเทศมาใช้เป็นหลักฐานในการจำหน่ายหนี้สูญในประเทศไทยได้ภายใต้เงื่อนไขว่า ต้องมีเอกสารหลักฐานที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ออกให้ และต้องได้รับการรับรองคำแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย ตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการรับรองเอกสาร<br />
ซึ่งหากเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับเดิม กรมสรรพากรไม่ยอมรับรับคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลต่างประเทศมาใช้เป็นหลักฐานในการจำหน่ายหนี้สูญได้ ดังเช่นแนวหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรที่ กค 0706/11436 ซึ่งได้มีแนววินิจฉัยโดยสรุปว่า สำหรับกรณีที่เจ้าหนี้จะดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่ง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในข้อ 4(2) ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวนั้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายหรือข้อตกลงระหว่างประเทศที่กำหนดให้ศาลไทยยอมรับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต่างประเทศให้มีผลใช้บังคับในราชอาณาจักรไทย การจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้เจ้าหนี้จึงไม่อาจใช้คำพิพากษา คำบังคับ หรือคำสั่งของศาลต่างประเทศเป็นเอกสารในการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ได้ เป็นต้น ด้วยหลักเกณฑ์เป็นดังกล่าวตอนต้น หากบริษัทเจ้าหนี้ในประเทศไทยต้องการจำหน่ายหนี้สูญกรณีลูกหนี้อยู่ต่างประเทศ เจ้าหนี้ต้องยื่นฟ้องลูกหนี้ต่างประเทศเป็นคดีแพ่งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยหากมีคำบังคับหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวแล้วลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่อยู่ในประเทศไทยที่จะชำระหนี้ใด เจ้าหนี้จึงจะจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้และถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้</p>
<p><strong>4. กรอบเวลาในการอนุมัติให้จำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ</strong></p>
<p><code>     </code><strong>4.1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มหลังวันที่ 1 มกราคม 2563 แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2563</strong> ให้กรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้ มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายหนี้นั้นเป็นหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ได้ภายใน 60 วันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือภายใน 60 วันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ประกาศ 29 เมษายน 2564) แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง<br />
<code>     </code><strong>4.2 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป</strong> ให้กรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้ มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายหนี้นั้นเป็นหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้น</p>
<p style="text-align: right;">นภัทร วงศ์ลิมปิยะรัตน์<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<hr />
<p><sup>1</sup> กฎกระทรวงฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534)<br />
<sup>2</sup> กฎกระทรวง ฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564)<br />
<sup>3</sup> ข้อ 4 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564)<br />
<sup>4</sup> หนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/2200<br />
<sup>5</sup> ข้อ 5 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564)<br />
<sup>6</sup> ข้อ 6 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564)<br />
<sup>7</sup> ข้อ 3 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) และข้อ 6 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 374 (พ.ศ.2564)<br />
<sup>8</sup> หนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/4452</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6474">Update หลักเกณฑ์ใหม่ การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ รอบระยะเวลาบัญชีปี 2563 เป็นต้นไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6474/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>การเสียภาษีของลูกจ้างที่ต้องออกจากงานเมื่อนายจ้างปิดกิจการหรือลดจำนวนพนักงานลง</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6456</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6456#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 21 Jul 2021 02:31:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[นรุตม์ กิจศรีวิเชียร]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6456</guid>
				<description><![CDATA[<p>ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ที่ระบาดหนักอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานนับปีและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6456">การเสียภาษีของลูกจ้างที่ต้องออกจากงานเมื่อนายจ้างปิดกิจการหรือลดจำนวนพนักงานลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ที่ระบาดหนักอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานนับปีและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง ส่งผลให้ธุรกิจของนายจ้างหลายแห่งเกิดความยากลำบากทางเศรษฐกิจ กระทบกับยอดขายที่ลดลงอย่างมากและเกิดปัญหาทางการเงินเป็นวงกว้างตามมา ทำให้นายจ้างจำนวนมากต้องเผชิญกับสภาวะขาดทุน ซึ่งที่ผ่านมาเราจะพบเห็นหลายกิจการจำเป็นต้องปิดตัวลงและบางกิจการเลือกใช้วิธีลดขนาดองค์กรให้เล็กลงเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้สามารถพยุงธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้ ทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้นข้างต้น นายจ้างมักใช้นโยบายการเลิกจ้างทันที ซึ่งนายจ้างเองก็มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน เช่น เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี หรือใช้นโยบายให้ลูกจ้างสมัครใจยื่นความประสงค์ลาออกเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ</p>
<p><code>     </code>โดยนโยบายข้างต้น เมื่อลูกจ้างได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากการถูกเลิกจ้าง หรือสมัครใจลาออก ลูกจ้างต้องนำเงินที่ลูกจ้างได้ดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีด้วย ทั้งนี้ ผู้เขียนจึงขอหยิบยกประเด็นการคำนวณภาษีจากเงินได้ดังกล่าวรวมถึงการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของลูกจ้างมาอธิบายดังนี้</p>
<p><strong>ประเด็นที่ 1 การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้เมื่อออกจากงาน</strong><code></code></p>
<p><code>     </code><strong>1. การใช้สิทธิเลือกเสียภาษี โดยนำไปคำนวณแยกต่างหากจากเงินได้อื่น</strong></p>
<p><code>          </code>เมื่อลูกจ้างต้องออกจากงาน หากลูกจ้างได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากนายจ้าง เมื่อเงินนั้นเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 หรือ 2<sup>1</sup> ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของลูกจ้างเพื่อเสียภาษีนั้น ลูกจ้างอาจนำเงินจำนวนนั้นมาแยกคำนวณเพื่อเสียภาษีต่างหากจากเงินได้อื่นเพราะถือเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน<sup>2</sup> โดยไม่นำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น<sup>3</sup> ทั้งนี้ ในการจะใช้สิทธินำเงินได้มาแยกคำนวณเพื่อเสียภาษีต่างหากจากเงินได้อื่น ลูกจ้างจะต้องพิจารณาเงื่อนไขในการใช้สิทธิ ดังนี้</p>
<p><code>          </code>1.1 เงินได้นั้นต้องเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งคำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงาน ซึ่งกฎหมาย<sup>4</sup> ได้กำหนดว่าให้หมายถึงเงินได้ดังนี้<br />
<code>               </code>ก) เงินได้ที่มีวิธีการคำนวณเช่นเดียวกับวิธีการคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ<br />
<code>               </code>ข) เงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์<br />
<code>               </code>ค) เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน<br />
<code>               </code>ง) เงินได้ที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตาม ก)<br />
<code>          </code>1.2 เงินที่ลูกจ้างได้รับเป็นเงินได้ที่จ่ายให้เนื่องจากออกจากงานที่มีลูกจ้างมีอายุงานไม่น้อยกว่า 5 ปี (ผู้มีเงินได้ต้องเตรียมเอกสารรับรองอายุการทำงานเพื่อพิสูจน์ว่าอายุงานครบ 5 ปี)<sup>5</sup><br />
<code>          </code>1.3 เงินได้นั้นต้องเป็นเงินได้ที่ได้จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ (ผู้มีเงินได้ต้องมีเอกสารรับรองเงินเดือนย้อนหลัง 12 เดือนสุดท้ายก่อนออกจากงาน)<sup>6</sup><br />
<code>          </code>1.4 ลูกจ้างต้องไม่ได้นำเงินได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน<sup>7</sup></p>
<p><code>     </code><strong>2. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</strong><code></code></p>
<p><code>          </code>เมื่อพิจารณาเงื่อนไขการใช้สิทธิคำนวณและเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตาม 1. แล้วลูกจ้างอาจคำนวณภาษีดังนี้<br />
<code>          </code>2.1 กรณีลูกจ้างเลือกใช้สิทธิในการคำนวณและเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่น ในการคำนวณภาษีให้นำเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานมาคำนวณภาษีดังนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-6468" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_1.png" alt="" width="631" height="319" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_1.png 631w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_1-300x152.png 300w" sizes="(max-width: 631px) 100vw, 631px" /><br />
ทั้งนี้ ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังกล่าวมีเงื่อนไขในการหักค่าใช้จ่ายดังนี้<sup>8</sup></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6469" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_2.png" alt="" width="651" height="303" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_2.png 651w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_2-300x140.png 300w" sizes="(max-width: 651px) 100vw, 651px" /></p>
<p><code>          </code>ตัวอย่าง นาย ก. ทำงานมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ตัดสินใจลาออกตามโครงการสมัครใจลาออกของนายจ้างเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2563 โดยนาย ก. เลือกเสียภาษีโดยไม่นำเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานไปรวมคำนวณกับเงินได้อย่างอื่น นาย ก. ได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุลาออกจากงานเป็นจำนวน 150,000 บาท และ นาย ก .ได้รับเงินเดือนในปีพ.ศ.2563 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน เดือนละ 10,000 บาท ส่วนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม ได้เดือนละ 15,000 บาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่นาย ก. จะต้องเสียสำหรับเงินที่นายจ้างจ่ายเพราะเหตุลาออกจากงาน สามารถคำนวณได้ดังนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6470" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_3.png" alt="" width="650" height="398" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_3.png 650w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_3-300x184.png 300w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></p>
<p><code>          </code>2.2 กรณีลูกจ้างไม่ใช้สิทธิในการคำนวณ และหรือเงินได้ที่ลูกจ้างได้รับไม่เข้าเงื่อนไขที่จะใช้สิทธิดังกล่าวในการคำนวณภาษี ลูกจ้างอาจนำเงินได้ทั้งหมดไปรวมคำนวณเพื่อยื่นเสียภาษีกับเงินได้อื่น ตามมาตรา 48 (1) หรือ มาตรา 48 (2) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี กล่าวคือ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้สุทธิดังนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-6471" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_4.png" alt="" width="637" height="285" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_4.png 637w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/07/article_tax_july_jump_4-300x134.png 300w" sizes="(max-width: 637px) 100vw, 637px" /></p>
<p><code>          </code>นอกจากนี้ ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม 2.1 และ 2.2 ลูกจ้างต้องพิจารณาว่าเงินได้ที่ลูกจ้างได้รับเมื่อออกจากงานได้รับยกเว้นให้ไม่ต้องมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีหรือไม่ เช่น<br />
<code>               </code>&#8211; เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน<sup>9</sup> ทั้งนี้ เงินตอบแทนในอัตราเทียบเท่าเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่ถือเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน<br />
<code>               </code>&#8211; เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการ<sup>10</sup><br />
<code>               </code>&#8211; เงินบำเหน็จดำรงชีพ<sup>11</sup><br />
<code>               </code>&#8211; เงินหรือผลประโยชน์ที่ได้จากกองทุน<sup>12</sup></p>
<p><strong>ประเด็นที่ 2 การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยหลักแล้วลูกจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเกี่ยวกับเงินได้ที่ถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้</strong><code></code></p>
<p><code>     </code>แม้ว่าเมื่อคำนวณภาษีแล้วจะมีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มหรือไม่ก็ตาม โดยหลักเกณฑ์ของกฎหมายนั้นได้กำหนดให้ลูกจ้างผู้มีเงินได้ที่ไม่มีสามีหรือภริยากรณีมีเงินได้ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท หรือมีเงินได้เฉพาะประเภทที่ 1 มาแล้วเกิน 120,000 บาท หรือผู้มีเงินได้มีสามีหรือภริยามีเงินได้เฉพาะปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เฉพาะประเภทที่ 1 เกิน 120,000 บาท หรือมีเงินได้เฉพาะประเภทที่ 1 เกิน 220,000 บาท เป็นต้น โดยผู้มีเงินได้ที่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปเว้นแต่จะมีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น หรือที่เรียกว่า “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี”</p>
<p><code>     </code>สำหรับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานกรณีที่ผู้มีเงินได้เลือกเสียภาษีแยกต่างจากเงินได้อื่นตามข้อ 2.1 ในประเด็นที่ 1 ข้างต้นนั้น ให้คำนวณและชำระภาษี (ถ้ามี) พร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90,91) โดยลูกจ้างจะต้องระบุรายละเอียดที่เกี่ยวข้องไว้ในใบแนบด้วย กรณีที่มีเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่ได้รับจากนายจ้างต่างรายกันและผู้มีเงินได้เลือกเสียภาษีแยกต่างหากเงินได้อื่น ให้นำเงินได้ดังกล่าวมารวมกันแล้วให้คำนวณและชำระภาษี (ถ้ามี) พร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่สำหรับการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน ให้ถือจำนวนปีที่ทำงานกับนายจ้างรายที่มีจำนวนปีทำงานมากที่สุด กล่าวคือให้ใช้จำนวนปีที่ได้ทำงานกับนายจ้างรายใดนานที่สุดเป็นตัวคำนวณภาษีเงินได้</p>
<p><code>     </code>โดยสรุป เนื่องด้วยการใช้นโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้างซึ่งอาจเป็นการเลิกจ้าง หรือให้ลูกจ้างลาออก ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด รวมถึงเงินที่ได้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน โดยลูกจ้างต้องนำเงินที่ได้ดังกล่าวมาคำนวณภาษีเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้อง ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างในการเสียภาษีของลูกจ้างให้ถูกต้องต่อไป</p>
<p style="text-align: right;">นรุตม์ กิจศรีวิเชียร<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<hr />
<p><sup>1</sup> มาตรา 40 (1) และมาตรา 40 (2) ของประมวลรัษฎากร<br />
<sup>2</sup> มาตรา 48 (5) ของประมวลรัษฎากร<br />
<sup>3</sup> มาตรา 48 (1) ของประมวลรัษฎากร<br />
<sup>4</sup> ข้อ 1 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)<br />
<sup>5</sup> ข้อ 2 (ก) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)<br />
<sup>6</sup> ข้อ 2 (ข) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)<br />
<sup>7</sup> ข้อ 2 (ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)<br />
<sup>8</sup> มาตรา 48 (5) วรรคท้ายแห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับความในข้อ 3 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)<br />
<sup>9</sup> ข้อ 2 (51) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (“กฎกระทรวงฉบับที่ 126”)<br />
<sup>10</sup> กฎกระทรวงฉบับที่ 272 (พ.ศ.2552)<br />
<sup>11</sup> กฎกระทรวงกําหนดอัตราและวิธีการรับบําเหน็จดํารงชีพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551<br />
<sup>12</sup> อาทิ เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามข้อ 2 (36) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 เงินได้จากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามข้อ 2 (44) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 และ เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ครูใหญ่หรือครูโรงเรียนเอกชนออกจากงานข้อ 2 (57) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6456">การเสียภาษีของลูกจ้างที่ต้องออกจากงานเมื่อนายจ้างปิดกิจการหรือลดจำนวนพนักงานลง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6456/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>Transfer Pricing ตอนที่ 4 รู้ก่อนและเตรียมความพร้อมก่อน กับหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้รายจ่าย</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6099</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6099#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 24 Mar 2021 01:58:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[เมษยา สีลาวรรณ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=6099</guid>
				<description><![CDATA[<p>ตามที่ผู้ประกอบการได้ยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 ซึ่งเป็นรายงานที่กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6099">Transfer Pricing ตอนที่ 4 รู้ก่อนและเตรียมความพร้อมก่อน กับหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้รายจ่าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ตามที่ผู้ประกอบการได้ยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 ซึ่งเป็นรายงานที่กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งมีผู้ประกอบการบางรายที่ไม่ได้ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา ไม่ว่าจะเนื่องมาจากข้อมูลที่ต้องรวบรวมมีปริมาณมาก หรือยังคงมีความสับสนในการตีความหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จนเป็นเหตุให้ได้รับหนังสือแจ้งจากกองบริหารการเสียภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้ต้องชำระค่าปรับอาญา เมื่อเป็นดังนี้ ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมความพร้อมมากยิ่งขึ้น ในการยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2563 ที่ต้องยื่นตามกำหนดเวลาในปี 2564 นี้ ทั้งนี้ ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องได้ในบทความ Transfer Pricing ตอนอื่นๆ ตามลิงค์ท้ายบทความนี้ ซึ่งผู้เขียนได้สรุปไว้ในเบื้องต้นแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">สำหรับบทความ Transfer Pricing ตอนที่ 4 นี้ หลักใหญ่ใจความในการนำเสนอคือ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ได้ทราบถึงหลักเกณฑ์ในการปรับปรุงรายได้รายจ่ายของกรมสรรพากร ซึ่งหากผู้ประกอบการได้รับแจ้งให้ปรับปรุงแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องนำรายได้ที่พึงได้รับและรายจ่ายที่พึงได้จ่ายไปใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี เนื่องจากภายหลังที่ได้ยื่น Disclosure form ต่อกรมสรรพากรแล้ว เจ้าพนักงานประเมินจะวิเคราะห์ รวมทั้งประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลที่ท่านรายงานไปว่า มีความเสี่ยงที่จะเข้าลักษณะมีการถ่ายโอนกำไรระหว่างกันหรือไม่ ซึ่งหากเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่ามีความเสี่ยงแล้ว จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบการยื่นเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (TP Document) รวมทั้งเข้าชี้แจงต่อเจ้าพนักงานประเมิน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรามาดูกันว่า หลักเกณฑ์ในการปรับปรุงรายได้รายจ่ายของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400) ที่ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป มีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง เบื้องต้นผู้เขียนได้สรุปสาระสำคัญดังนี้</p>
<p><strong>1. กฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563)</strong><br />
กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดถึงหลักเกณฑ์ในการปรับปรุงรายได้และรายจ่าย กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันที่มีข้อกำหนดทางด้านการพาณิชย์หรือการเงินระหว่างกัน แตกต่างไปจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไปที่ได้ดำเนินการโดยอิสระ ในลักษณะที่เชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไร โดยสรุปได้ดังนี้</p>
<p><img class="aligncenter wp-image-6104" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/03/transferpricing_part4_24-march-2021-1-1024x481.png" alt="" width="1100" height="567" /></p>
<p><strong>2. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400)</strong><br />
กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดถึงหลักเกณฑ์ในการปรับปรุงรายได้และรายจ่าย ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563) โดยสรุปได้ดังนี้</p>
<p><strong>2.1 นิยาม</strong></p>
<p><strong>“บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน”</strong> หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร<br />
<strong>“ธุรกรรมที่ถูกควบคุม”</strong> หมายความว่า ธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน<br />
<strong>“ธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุม”</strong> หมายความว่า ธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่คู่สัญญาของธุรกรรมนั้นไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน<br />
<strong>“ผลตอบแทนสำหรับธุรกรรม”</strong> หมายความรวมถึง ตัวชี้วัดทางการเงินซึ่งสัมพันธ์กับวิธีการกำหนดราคาที่เลือกใช้ ดังต่อไปนี้ หรือตัวชี้วัดทางการเงินอื่นที่เหมาะสมซึ่งสัมพันธ์กับวิธีการกำหนดราคาอื่นแล้วแต่กรณี<br />
<code>     </code>(1) ราคา สำหรับวิธีการเปรียบเทียบราคาที่มิได้ถูกควบคุม<br />
<code>     </code>(2) อัตรากำไรจากการขายต่อ สำหรับวิธีราคาขายต่อ<br />
<code>     </code>(3) อัตรากำไรส่วนเพิ่มจากต้นทุน สำหรับวิธีราคาทุนบวกกำไรส่วนเพิ่ม<br />
<code>     </code>(4) อัตรากำไรสุทธิสำหรับวิธีอัตรากำไรสุทธิที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม<br />
<code>     </code>(5) ส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน สำหรับวิธีแบ่งสรรกำไรของธุรกรรม</p>
<p><strong>2.2 หลักเกณฑ์และวิธีการในการปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของเจ้าพนักงานประเมิน </strong>มีดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>2.2.1 การพิจารณาเทียบเคียงผลตอบแทนสำหรับธุรกรรม</strong><br />
1) ธุรกรรมที่นำมาเทียบเคียงกันนั้นจะต้องไม่มีความแตกต่างอันอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวชี้วัดทางการเงินที่ถูกตรวจสอบด้วยวิธีการกำหนดราคาที่รับรองแล้ว หรือหากมีความแตกต่างดังกล่าวต้องมีการปรับปรุงความสามารถในการเทียบเคียงกันของธุรกรรมนั้นอย่างเหมาะสมเพื่อขจัดผลกระทบของความแตกต่างดังกล่าวแล้ว<br />
2) การพิจารณาลักษณะของธุรกรรมที่สามารถเทียบเคียงได้ข้างต้น จะต้องพิจารณาปัจจัยดังต่อไปนี้ ประกอบด้วยเท่าที่มีความเกี่ยวพันในเชิงเศรษฐกิจกับข้อเท็จจริงและสถานการณ์<br />
<code>     </code>(1) ข้อตกลงตามสัญญาในการทำธุรกรรม<br />
<code>     </code>(2) หน้าที่งานที่คู่สัญญาแต่ละรายรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนั้น โดยคำนึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่รับ<br />
<code>     </code>(3) ลักษณะของทรัพย์สินที่โอนหรือบริการที่ทำ<br />
<code>     </code>(4) สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะที่ทำธุรกรรม และ<br />
<code>     </code>(5) กลยุทธ์ทางธุรกิจซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันใช้ในการทำธุรกรรม</p>
<p><strong>2.2.2 วิธีการกำหนดราคา ในการพิจารณาผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุม</strong><br />
ในการพิจารณาว่า ผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันเป็นผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระ (หากไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน) ผู้ประกอบการสามารถพิจารณาเลือกใช้วิธีการกำหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์ในแต่ละกรณี ตามวิธีการกำหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้ว ดังต่อไปนี้</p>
<p><img class="aligncenter wp-image-6103" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2021/03/transferpricing_part4_24-march-2021-2-1024x578.png" alt="" width="1100" height="657" /></p>
<p>ทั้งนี้ ในการพิจารณาเลือกใช้วิธีการกำหนดราคาที่เหมาะสมข้างต้น ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้<br />
1) จุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละวิธีการกำหนดราคา<br />
2) ความเหมาะสมของวิธีการกำหนดราคาตามลักษณะของธุรกรรมที่ถูกควบคุมผ่านการวิเคราะห์หน้าที่งานของคู่สัญญาแต่ละรายในธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นโดยคำนึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่ได้รับ<br />
3) ความมีอยู่ของข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่จำเป็นในการปรับใช้วิธีการกำหนดราคาที่เลือกใช้<br />
4) ระดับความสามารถในการเทียบเคียงกันได้ระหว่างธุรกรรมที่ถูกควบคุมและธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุม รวมถึงความน่าเชื่อถือของการปรับปรุงความสามารถในการเทียบเคียงกันของธุรกรรมนั้นอย่างเหมาะสมเพื่อขจัดผลกระทบของความแตกต่างกันแล้ว</p>
<p><strong>2.2.3 กรณีที่ธุรกรรมที่ถูกควบคุมเป็นการบริการ</strong><br />
ในกรณีที่ธุรกรรมที่ถูกควบคุมเป็นการบริการจะถือว่าค่าตอบแทนสำหรับการบริการดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระต่อเมื่อ<br />
1) เป็นค่าตอบแทนสำหรับการบริการที่ได้กระทำจริง<br />
2) บริการนั้นมีประโยชน์หรือพึงคาดหมายได้ว่าจะมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจหรือในทางการค้าแก่ผู้รับบริการ<br />
3) เป็นบริการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นอิสระภายใต้สถานการณ์ที่อาจเทียบเคียงกันได้พึงจ่ายค่าตอบแทนเพื่อให้ได้รับบริการนั้นจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน หรือเพื่อให้มีการทำบริการนั้นโดยหน่วยงานภายในของตนเอง และ<br />
4) จำนวนค่าตอบแทนเป็นจำนวนที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระสำหรับการบริการที่อาจเทียบเคียงกันได้ ค่าตอบแทนของธุรกรรมการบริการซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่พึงกำหนดหากได้ดำเนินการโดยอิสระ</p>
<p><strong>2.2.4 กรณีที่ธุรกรรมที่ถูกควบคุมเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินไม่มีตัวตน</strong><br />
ในกรณีที่ธุรกรรมที่ถูกควบคุมเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินไม่มีตัวตน ให้คำนึงถึงประเด็นดังต่อไปนี้ ประกอบการพิจารณาผลตอบแทนสำหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมด้วย<br />
1) กรณีที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์สินไม่มีตัวตนให้คำนึงถึงหน้าที่งานที่คู่สัญญาแต่ละรายรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การปรับปรุง การบำรุงรักษา การคุ้มครอง และการแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์สินไม่มีตัวตนนั้น โดยคำนึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่รับ<br />
2) กรณีที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิการใช้ ขาย หรือโอนทรัพย์สินไม่มีตัวตนให้คำนึงถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์คุณลักษณะที่เฉพาะตัวหรือไม่เฉพาะตัว และสิทธิในการมีส่วนร่วมพัฒนาในทรัพย์สินไม่มีตัวตน</p>
<p style="text-align: justify;">เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่ผู้เขียนได้สรุปสาระสำคัญมาให้เป็นบางส่วน เนื่องจากรายละเอียดที่เกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะและซับซ้อน ผู้เขียนจึงขอนำเสนอเพิ่มเติมในบทความต่อไป อย่างไรก็ดี เนื่องจากหลักเกณฑ์ข้างต้นผู้ประกอบการแต่ละท่านอาจมีข้อมูลหรือคุ้นเคยกับข้อมูลต่างๆ ข้างต้นอยู่แล้วในการดำเนินธุรกิจ เพียงแต่ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์หรือรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นหมวดหมู่หรือเป็นรูปธรรม ดังนั้น ท่านจึงควรศึกษาและจัดเตรียมข้อมูลไว้ก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินหมายตาต้องใจบริษัทท่านหรือกลุ่มของบริษัทท่าน จะได้สามารถชี้แจงและแสดงเอกสารได้อย่างสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือต่อไป</p>
<p><strong>ที่มา / รายละเอียดเพิ่มเติม</strong><br />
1. <a href="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/pdf/กฎกระทรวง ฉ 369.pdf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">กฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563)</a><br />
2. <a href="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/pdf/ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉ 400.pdf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400)</a><br />
3. <a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217" target="_blank" rel="noopener noreferrer">Update!!!… 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</a><br />
4. <a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610" target="_blank" rel="noopener noreferrer">Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a><br />
5. <a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5782" target="_blank" rel="noopener noreferrer">Transfer Pricing ตอนที่ 3 คลายประเด็นสงสัยในการเตรียมข้อมูลสำหรับยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a></p>
<p style="text-align: center;">นางสาวเมษยา สีลาวรรณ<br />
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
23 มีนาคม 2564</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด<br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9716<br />
Email: maysayas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6099">Transfer Pricing ตอนที่ 4 รู้ก่อนและเตรียมความพร้อมก่อน กับหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้รายจ่าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/6099/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
