<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความธุรกิจและการลงทุน &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/category/business-articles/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Sat, 22 Feb 2020 02:00:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>ธุรกิจต่างด้าวต้องปฏิบัติอย่างไรในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/business-articles/5530</link>
				<pubDate>Fri, 31 Jan 2020 00:18:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[จิตติมา โสตถิพันธุ์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความธุรกิจและการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจต่างด้าว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=5530</guid>
				<description><![CDATA[<p>ธุรกิจต่างด้าวต้องปฏิบัติอย่างไรในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย &#8220;บริษัทเอ เป็นนิติบุคคลต่างด้าวจดทะเบียนที่ประเทศญี่ปุ่น และมีการจำหน่ายส [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/5530">ธุรกิจต่างด้าวต้องปฏิบัติอย่างไรในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ธุรกิจต่างด้าวต้องปฏิบัติอย่างไรในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย</strong></p>
<p>&#8220;บริษัทเอ เป็นนิติบุคคลต่างด้าวจดทะเบียนที่ประเทศญี่ปุ่น และมีการจำหน่ายสินค้าให้แก่ บริษัทบี ซึ่งเป็นนิติบุคคลไทยที่มีผู้ถือหุ้นข้างมากเป็นต่างด้าว และเป็นผู้ซื้อในประเทศไทย โดยบริษัทเอ ได้นำสินค้าเข้ามาฝากไว้ที่จัดเก็บสินค้าของบริษัท บี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร (Free Zone)ในประเทศไทย แต่สินค้าดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท เอ และเมื่อบริษัทบี ได้เบิกสินค้าจากโกดังเก็บสินค้าพร้อมชำระเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัท เอ ซึ่งทำให้กรรมสิทธิ์ในสินค้าจะโอนจากบริษัท เอ ไปยังบริษัท บี ซึ่งถือเป็นการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในประเทศไทย&#8221;</p>
<p>จากข้อเท็จจริงข้างต้นพิจารณาได้ว่าทั้งบริษัทเอ และบริษัทบี มีธุรกิจที่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ดังนี้</p>
<p>บัญชีสาม (14) การค้าปลีก และ บัญชีสาม (15) การค้าส่ง</p>
<p>ซึ่งคนต่างด้าวจะประกอบธุรกิจดังกล่าวได้ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว</p>
<p>อนึ่ง การค้าปลีก ได้แก่การขายให้แก่ลูกค้าเพื่อใช้ในการบริโภคโดยตรงของตนเอง ทั้งนี้ไม่รวมถึงการขายให้แก่ผู้ผลิตเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอื่นและการค้าส่ง ได้แก่การขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อที่นำไปขาย หรือให้บริการต่อแก่ลูกค้าหรือ นำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอื่น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากบริษัทเอ และบริษัทบี ต้องการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ทั้งค้าปลีกและค้าส่งโดยไม่ต้องขออนุญาต บริษัทเอ และบริษัทบี จะต้องนำหรือส่งทุนขั้นต่ำเป็นเงินตราต่างประเทศที่ใช้ในการเริ่มต้นประกอบธุรกิจในประเทศไทยแต่ละธุรกิจไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมทุนขั้นต่ำในธุรกิจอื่นที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ทั้งนี้ทุนขั้นต่ำ 100 ล้านบาทสำหรับกรณีค้าปลีกสามารถมีร้านค้าปลีกได้จำนวน 5 ร้านค้า หรือกรณีการค้าส่งสามารถมีร้านค้าส่งได้จำนวน 1 ร้านค้าเท่านั้น</p>
<p><strong>การยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว</strong><br />
การจัดเตรียมคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ต้องมีหัวข้อและรายละเอียด ดังนี้<br />
1. ลักษณะธุรกิจและขั้นตอนการดำเนินงาน<br />
2. โครงสร้างทุน /ภาพรวมการประกอบธุรกิจ<br />
3. ขนาดของกิจการ /ตารางประมาณการรายจ่ายในการประกอบธุรกิจ จำนวน 3 ปี<br />
4. คำรับรองเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี (แผนการถ่ายทอดเทคโนโลยี)<br />
5. แผนการจ้างงาน</p>
<p>คนต่างด้าวสามารถยื่นคำขออนุญาตตามมาตรา 17 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพิจารณาคำขอ เอกสารประกอบคำขอและการวิเคราะห์ลักษณะธุรกิจที่ขออนุญาต โดยการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ/คณะกรรมการ/คณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี โดยกำหนดเวลาการพิจารณา 60 วัน นับแต่วันชำระค่าคำขอ</p>
<p><strong>หลักเกณฑ์การพิจารณาคำขออนุญาต</strong></p>
<p><strong>มาตรา 5</strong> การอนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พิจารณาโดยคำนึงถึงผลดีและผลเสียต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศิลปวัฒนธรรมและจารีตประเพณีของประเทศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพลังงานและการรักษาสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค ขนาดของกิจการ การจ้างแรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา</p>
<p><strong>บทลงโทษ</strong></p>
<p><strong>มาตรา 37</strong> คนต่างด้าวผู้ใดประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 7 หรือมาตรา 8 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเลิกการประกอบธุรกิจ หรือเลิกกิจการ หรือสั่งเลิกการเป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วน แล้วแต่กรณี หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับวันละหนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใดๆ สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p><strong>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</strong><br />
2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330<br />
โทรศัพท์ 0-2680-9790<br />
Email: jittimas@dlo.co.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/5530">ธุรกิจต่างด้าวต้องปฏิบัติอย่างไรในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
										</item>
		<item>
		<title>กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 4)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/business-articles/2373</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/business-articles/2373#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 03 Jul 2014 01:45:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[สุทิน โชติสิงห์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความธุรกิจและการลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2373</guid>
				<description><![CDATA[<p>5.3  โครงสร้างที่สำคัญของสัญญาร่วมลงทุน (Joint Venture Agreement) 5.3.1  คู่สัญญาในสัญญาร่วมลงทุน (Parties in JV Agreement) &#8211;   คู่สัญ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2373">กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 4)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>5.3  โครงสร้างที่สำคัญของสัญญาร่วมลงทุน (Joint Venture Agreement)</strong><br />
<strong>5.3.1  คู่สัญญาในสัญญาร่วมลงทุน (Parties in JV Agreement)</strong><br />
&#8211;   คู่สัญญาเป็นใครบ้าง (บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล) และมีจำนวนเท่าใด<br />
&#8211;   ที่อยู่หรือสถานที่ทำการของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย<br />
<strong>5.3.2  วัตถุประสงค์ของกิจการร่วมค้า (JV Objective)</strong><br />
&#8211;   ที่มาของโครงการร่วมลงทุน<br />
&#8211;   วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกิจการร่วมค้า<br />
<strong>5.3.3  ชื่อและที่ตั้งของกิจการร่วมค้า (JV Name and Location)</strong><br />
<strong>5.3.4  หน้าที่และความรับผิดชอบของคู่สัญญาในกิจการร่วมค้า (Duties and Responsibilities of Parties to JV)</strong><br />
&#8211;   มีข้อตกลงที่แสดงถึงการร่วมกันประกอบกิจการโดยมิได้มีการแบ่งแยกหรือแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ<br />
<strong> 5.3.5  สัดส่วนการแบ่งผลกำไรขาดทุน การร่วมออกเงินทุน และภาระการค้ำประกันของคู่สัญญาในกิจการร่วมค้า (Proportion of Shares in Profits and Losses, Contribution of Investments, and Guarantee Burdens of Parties to JV)</strong><br />
&#8211;   มีการลงทุนระหว่างผู้เข้าร่วมไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน แรงงาน หรือเทคโนโลยี<br />
&#8211;   มีข้อตกลงในลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมในผลกำไรและขาดทุนของกิจการ<br />
&#8211;   มีการรับค่าตอบแทนร่วมกัน<br />
<strong>5.3.6  ความร่วมมือของกิจการร่วมค้า (JV Cooperation)</strong><br />
&#8211;   จะไม่แข่งขันและหรือเข้าสู้ราคาเพื่อให้ได้รับสัญญาจ้าง<br />
&#8211;   จะไม่มีสิทธิให้ถ้อยแถลงในนามของกิจการร่วมค้าแต่ฝ่ายเดียว โดยมิได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง<br />
&#8211;   ข้อเสนอและเงื่อนไขทางด้านราคาและเทคนิคที่จะใช้ในการประมูลเพื่อให้ได้รับสัญญาจ้างต้องได้รับความเห็นชอบจากคู่สัญญาทุกฝ่าย<br />
&#8211;   ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการร่วมลงทุน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ<br />
<strong>       5.3.7  การจ้างช่วงของกิจการร่วมค้า (JV Subcontracts)</strong><br />
<strong>5.3.8  การจัดการและบริหารกิจการร่วมค้า (JV Management and Administration)</strong><br />
&#8211;   คณะกรรมการของกิจการร่วมค้า (JV Board)<br />
&#8211;   ผู้รับผิดชอบหลัก (Leading Company)<br />
&#8211;   ฝ่ายบริหารโครงการ (Project Management Team)/ ผู้จัดการโครงการ (Project Manager)<br />
<strong>5.3.9  ระยะเวลาของกิจการร่วมค้า (JV Duration)</strong><br />
&#8211;   มีผลเมื่อคู่สัญญาทุกฝ่ายได้ลงนาม และจะสิ้นผลเมื่อ<br />
&#8211;   ตัดสินให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ชนะการประกวดราคา<br />
&#8211;   การปฏิบัติงานที่จ้างในโครงการเสร็จสิ้น<br />
&#8211;   ระยะเวลาการรับประกันผลงานตามสัญญาจ้างสิ้นสุดลง<br />
&#8211;   ได้รับชำระเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายและนำมาแจกจ่ายให้กัน<br />
&#8211;   ข้อพิพาทใดๆ กับผู้ว่าจ้างหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่จ้างได้รับการแก้ไข<br />
<strong>5.3.10   การเลิกสัญญา (Termination)</strong><br />
&#8211;   คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด และไม่ได้ดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดนับแต่ได้รับคำบอกกล่าวเป็นหนังสือจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง แต่    ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้กระทำการใดอันถือว่าผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญามิได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10452-10453/2551)<br />
&#8211;   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10452-10453/2551 ตัดสินว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำสัญญากิจการร่วมค้าและอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยร่วมกันจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ช. เป็นต่างหาก เมื่อโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจบอกเลิกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวได้ แม้การเลิกสัญญา ช. จะได้ดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมาย การบอกเลิกสัญญากิจการร่วมค้าและอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสัญญาก็ไม่ชอบ<br />
&#8211;   มีหนี้สินล้นพ้นตัว/ เข้าประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ใด/ ถูกบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือถูกยึดอายัดทรัพย์สิน/ ผิดนัดชำระหนี้ต่อบุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ อันเป็นเหตุให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหาย<br />
<strong>5.3.11   สัญญาอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกมิได้และการแก้ไขเพิ่มเติม (Entire Agreement and Amendment)</strong><br />
&#8211;   ถือเป็นการยกเลิกหนังสือโต้ตอบ สิ่งติดต่อที่เป็นหนังสือและวาจา และข้อตกลงที่เคยมีอยู่ก่อนแล้ว<br />
&#8211;   การแก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลสมบูรณ์เมื่อคู่สัญญาทุกฝ่ายได้ตกลงและลงนามร่วมกันแล้ว<br />
<strong>5.3.12   การโอนสิทธิ (Assignments)</strong><br />
&#8211;   จะไม่โอนสิทธิ และ/หรือหน้าที่ตามสัญญาให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการของกิจการร่วมค้า<br />
<strong>5.3.13   กฎหมายที่ใช้บังคับ (Governing or Applicable Law)</strong><br />
&#8211;   จะบังคับและตีความสัญญาตามกฎหมายไทย<br />
<strong>5.3.14   ข้อพิพาทและการวินิจฉัย โดยอนุญาโตตุลาการ (Disputes and Arbitration)</strong><br />
&#8211;   พยายามหลีกเลี่ยงข้อพิพาทและจะพยายามแก้ไขข้อพิพาทที่มีโดยฉันท์มิตร (Amicability)<br />
&#8211;   จะนำข้อพิพาทไปแก้ไขในขั้นสุดท้าย โดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับว่าด้วยอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม หรือตามข้อบังคับของ ICC Rules of Conciliation and Arbitration หรือ UNCITRAL Arbitration Rules เป็นต้น<br />
&#8211;   การจัดสรรภาระค่าใช้จ่ายจากการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น<br />
<strong>5.3.15   เอกสารแนบท้าย (Counterparts)</strong><br />
<strong>5.3.16   คำบอกกล่าว (Notices)</strong></p>
<p><strong>5.4    โครงสร้างที่สำคัญของสัญญา Consortium (Consortium Agreement)</strong><br />
<strong>5.4.1    คู่สัญญาในสัญญา Consortium (Parties in Consortium Agreement)</strong><br />
&#8211;   คู่สัญญาเป็นใครบ้าง (บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล) และมีจำนวนเท่าใด<br />
&#8211;   ที่อยู่หรือสถานที่ทำการของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย<br />
<strong>5.4.2    วัตถุประสงค์ของ Consortium (Consortium Objective)</strong><br />
&#8211;   ที่มาของโครงการ Consortium<br />
&#8211;   วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง Consortium<br />
<strong>5.4.3    ชื่อและที่ตั้งของ Consortium (Consortium Name and Location)</strong><br />
<strong>5.4.4    หน้าที่และความรับผิดชอบของคู่สัญญาใน Consortium (Duties and Responsibilities of Parties to Consortium)</strong><br />
&#8211;   คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานที่จ้างตามขอบเขตแห่งความรับผิดชอบตามส่วนของตนที่ตกลงไว้ในสัญญาเป็นการเฉพาะ ดังนั้นผลการประกอบการในโครงการไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน จึงขึ้นอยู่กับผลการปฏิบัติงาน และการบริหารเงินลงทุน บุคลากร และค่าใช้จ่ายของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายที่ต่างไม่มีส่วนได้เสียหรือความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน<br />
&#8211;   มีข้อตกลงแบ่งค่าตอบแทนของแต่ละฝ่ายออกจากกัน โดยต่างฝ่ายต่างออกใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จรับเงินเฉพาะส่วนของตน<br />
<strong>5.4.5  สัดส่วนการรับเอาภาระการค้ำประกันของคู่สัญญาใน Consortium (Proportion of Assumption in Guarantee Burdens of Parties to Consortium)</strong><br />
<strong>5.4.6  ความร่วมมือของ Consortium (Consortium Cooperation)</strong><br />
&#8211;   จะไม่แข่งขันและหรือเข้าสู้ราคาเพื่อให้ได้รับสัญญาจ้าง<br />
&#8211;   จะไม่มีสิทธิให้ถ้อยแถลงในนามของ Consortium แต่ฝ่ายเดียว โดยมิได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง<br />
&#8211;   ข้อเสนอและเงื่อนไขทางด้านราคาและเทคนิคที่จะใช้ในการประมูลเพื่อให้ได้รับสัญญาจ้างต้องได้รับความเห็นชอบจากคู่สัญญาทุกฝ่าย<br />
&#8211;   ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นใน Consortium ใครเป็นผู้รับผิดชอบ<br />
<strong>5.4.7  การจ้างช่วงของ Consortium (JV Subcontracts)</strong><br />
<strong>5.4.8  การจัดการและบริหาร Consortium (Consortium Management and Administration)</strong><br />
&#8211;   คณะกรรมการของ Consortium (Consortium Board)<br />
&#8211;   ผู้รับผิดชอบหลัก (Leading Company)<br />
&#8211;   ฝ่ายบริหารโครงการ (Project Management Team)/ ผู้จัดการโครงการ (Project Manager)<br />
<strong>5.4.9  ระยะเวลาของ Consortium (Consortium Duration)</strong><br />
&#8211;   มีผลเมื่อคู่สัญญาทุกฝ่ายได้ลงนาม และจะสิ้นผลเมื่อ<br />
&#8211;   ตัดสินให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ชนะการประกวดราคา<br />
&#8211;   การปฏิบัติงานที่จ้างในโครงการเสร็จสิ้น<br />
&#8211;   ระยะเวลาการรับประกันผลงานตามสัญญาจ้างสิ้นสุดลง<br />
&#8211;   ได้รับชำระเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายและนำมาแจกจ่ายให้กัน<br />
&#8211;   ข้อพิพาทใดๆ กับผู้ว่าจ้างหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่จ้างได้รับการแก้ไข<br />
<strong>5.4.10 การเลิกสัญญา (Termination)</strong><br />
&#8211;   คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด และไม่ได้ดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดนับแต่ได้รับคำบอกกล่าวเป็นหนังสือจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง<br />
&#8211;   มีหนี้สินล้นพ้นตัว/ เข้าประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ใด/ ถูกบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือถูกยึดอายัดทรัพย์สิน/ ผิดนัดชำระหนี้ต่อบุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ อันเป็นเหตุให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหาย<br />
<strong>5.4.11 สัญญาอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกมิได้และการแก้ไขเพิ่มเติม (Entire Agreement and Amendment)</strong><br />
&#8211;   ถือเป็นการยกเลิกหนังสือโต้ตอบ สิ่งติดต่อที่เป็นหนังสือและวาจา และข้อตกลงที่เคยมีอยู่ก่อนแล้ว<br />
&#8211;   การแก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลสมบูรณ์เมื่อคู่สัญญาทุกฝ่ายได้ตกลงและลงนามร่วมกันแล้ว<br />
<strong>5.4.12 การโอนสิทธิ (Assignments)</strong><br />
&#8211;   จะไม่โอนสิทธิ และ/หรือหน้าที่ตามสัญญาให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการของ Consortium<br />
<strong>5.4.13 กฎหมายที่ใช้บังคับ (Governing or Applicable Law)</strong><br />
&#8211;   จะบังคับและตีความสัญญาตามกฎหมายไทย<br />
<strong>5.4.14 ข้อพิพาทและการวินิจฉัย โดยอนุญาโตตุลาการ (Disputes and Arbitration)</strong><br />
&#8211;   พยายามหลีกเลี่ยงข้อพิพาทและจะพยายามแก้ไขข้อพิพาทที่มีโดยฉันท์มิตร (Amicability)<br />
&#8211;   จะนำข้อพิพาทไปแก้ไขในขั้นสุดท้าย โดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับว่าด้วยอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม หรือตามข้อบังคับ ICC Rules of Conciliation and Arbitration หรือ UNCITRAL Arbitration Rules เป็นต้น<br />
&#8211;   การจัดสรรภาระค่าใช้จ่ายจากการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น<br />
<strong>5.4.15 เอกสารแนบท้าย (Counterparts)</strong><br />
<strong>5.4.16 คำบอกกล่าว (Notices)</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2373">กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 4)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/business-articles/2373/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 3)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/business-articles/2372</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/business-articles/2372#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 11 Jun 2014 20:54:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[สุทิน โชติสิงห์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความธุรกิจและการลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2372</guid>
				<description><![CDATA[<p>5.  โครงสร้างและข้อพึงพิจารณาของสัญญา Joint Venture (Unincorporated Joint Venture) และ Consortium 5.1    บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Und [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2372">กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>5.  โครงสร้างและข้อพึงพิจารณาของสัญญา </strong><strong>Joint Venture (Unincorporated Joint Venture) และ Consortium </strong></p>
<p><strong>5.1    บันทึกความเข้าใจ (</strong><strong>Memorandum of Understanding หรือ MOU) และหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent หรือ LOI) </strong></p>
<p>บันทึกความเข้าใจ (MOU) คือ บันทึกข้อตกลงระหว่างผู้ร่วมลงทุนที่กำหนดหลักการและความเข้าใจพื้นฐานของคู่สัญญาในการเจรจา เพื่อนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงในรายละเอียดในบันทึกข้อตกลงหรือสัญญาร่วมลงทุน (Joint Venture Agreement) หรือสัญญารวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium Agreement) ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจนี้จะมีความผูกพันทางกฎหมายระหว่างคู่สัญญาแต่ละฝ่ายแค่ไหน เพียงใด ขึ้นอยู่กับเจตนาของคู่สัญญาและข้อตกลงที่กำหนดไว้</p>
<p>หนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) คือ เอกสารที่ทำขึ้นก่อนทำสัญญาเพื่อแสดงเจตจำนงในการร่วมลงทุนหรือรวมกัน เพื่อปฏิบัติงานที่จ้างในโครงการ และมักกำหนดหลักการสำคัญๆ และความเข้าใจของคู่สัญญาในระหว่างการเจรจา ซึ่งในทางปฏิบัติจะจัดร่างขึ้นและลงนาม โดยคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง และเสนอให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งลงนามรับทราบ โดยปกติแล้วไม่ประสงค์จะให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อความและเจตนาของคู่สัญญาเป็นสำคัญ</p>
<p><strong>5.2    สัญญาร่วมลงทุน (</strong><strong>Joint Venture Agreement) และสัญญา Consortium (Consortium Agreement) ถือว่าเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ดังนั้นจึงมีรูปแบบของสัญญาเช่นเดียวกับสัญญาทั่วไป ดังนี้</strong></p>
<p><strong>                5.2.1    ชื่อของสัญญา (</strong><strong>Title of contract)</strong></p>
<p>&#8211;   ควรระบุชื่อของสัญญาว่าเป็นสัญญาอะไร เพื่อให้คู่สัญญาทราบในเบื้องต้นว่าจะทำสัญญาอะไรต่อกัน</p>
<p><strong>                5.2.2    สถานที่ที่ทำสัญญา</strong><strong> (Place of contract)</strong></p>
<p>&#8211;   สถานที่ที่ทำสัญญาจะแสดงให้เห็นว่าสัญญานั้นเกิดขึ้นที่ใด เขตใด จังหวัดใด ในประเทศหรือต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อการนำกฎหมายมาใช้บังคับ (Applicable Law) ในกรณีที่คู่สัญญาไม่ได้มีข้อตกลงให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับกับสัญญา และคู่สัญญาแต่ละฝ่ายไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย มาตรา 13 บัญญัติให้นำกฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้นมาใช้บังคับ</p>
<p><strong>                5.2.3    วันที่ทำสัญญา</strong><strong> (Date of contract)</strong></p>
<p>&#8211;   วันที่ทำสัญญาจะมีส่วนช่วยในเรื่องของระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญา เช่น สัญญากำหนดให้มีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่ทำสัญญา เป็นต้น</p>
<p><strong>                5.2.4    คู่สัญญา</strong><strong> (Parties)</strong></p>
<p>&#8211;  คู่สัญญาเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล</p>
<p>&#8211;   กำหนดชื่อเรียกคู่สัญญา ต้องระบุให้ชัดเจน</p>
<p>&#8211;   กรณีมอบอำนาจ ต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายว่าด้วยตัวแทนที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</p>
<p><strong>                5.2.5    ที่มาและเจตนารมณ์ในการทำสัญญา</strong><strong> (Witnesseth)</strong></p>
<p><strong>                5.2.6    ข้อกำหนดและเงื่อนไขเฉพาะของสัญญา (</strong><strong>Specific terms and conditions) ประกอบด้วย</strong></p>
<p>1)   วัตถุประสงค์ของสัญญา (Object of the contract)</p>
<p>&#8211;     วัตถุประสงค์ของสัญญาจะเป็นตัวกำหนดลักษณะของสัญญาว่าเป็นสัญญาประเภทใด</p>
<p>2)   การรับประกัน (Warranty)</p>
<p>&#8211;     เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างคู่สัญญา และ/หรือต่อบุคคลภายนอก (เช่น ผู้ว่าจ้าง)</p>
<p>3)   อายุสัญญา (Term of contract)</p>
<p>&#8211;     สัญญาบางประเภท โดยสภาพของกิจการที่ทำไม่จำเป็นต้องกำหนดระยะเวลาของสัญญากันไว้</p>
<p>&#8211;     โดยทั่วไป กรณีสัญญาร่วมลงทุนในลักษณะ Unincorporated Joint Venture หรือสัญญา Consortium คู่สัญญามักกำหนดให้สัญญามีผลสิ้นสุดลงพร้อมกับการปฏิบัติงานตามสัญญาที่มีต่อบุคคลภายนอก เช่น กับผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้าง เป็นต้น แต่ในกรณีสัญญาร่วมลงทุนในลักษณะ Incorporated Joint Venture มักจะไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญาไว้ เว้นแต่กรณีที่เกิดเหตุผิดนัดผิดสัญญาระหว่างคู่สัญญาขึ้น</p>
<p>4)   ข้อสัญญาอื่นๆ</p>
<p>&#8211;     ข้อตกลงที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะปฏิบัติเพิ่มเติมจากข้อสัญญาต่างๆ ข้างต้น</p>
<p><strong>                5.2.7    ข้อกำหนดและเงื่อนไขทั่วไปของสัญญา (</strong><strong>General terms and conditions)</strong></p>
<p>1)   เหตุสุดวิสัย (Force majeure)</p>
<p>&#8211;     เหตุสุดวิสัย ถือว่าเป็นข้อยกเว้นในการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาของคู่สัญญาฝ่ายที่ไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนได้ เพราะเหตุสุวิสัย</p>
<p>2)   การบอกเลิกสัญญา (Termination)</p>
<p>&#8211;     เป็นการระบุถึงเหตุแห่งการผิดนัดผิดสัญญาของคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะถือเป็นเหตุให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้</p>
<p>3)   การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา (Amendment)</p>
<p>&#8211;     กำหนดเงื่อนไขในการแก้ไขสัญญา เช่น ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและลงลายมือชื่อของคู่สัญญาทุกฝ่าย เป็นต้น</p>
<p>4)   การสละสิทธิเรียกร้อง (Waiver)</p>
<p>&#8211;     กำหนดข้อกำหนดในการสละสิทธิเรียกร้องของคู่สัญญาฝ่ายที่มีสิทธิเรียกร้อง เช่น การสละสิทธิเรียกร้องครั้งใดครั้งหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการสละสิทธิเรียกร้องในครั้งต่อๆมา เป็นต้น</p>
<p>5)   การโอนสิทธิ (Assignment)</p>
<p>&#8211;     กำหนดว่าสัญญาดังกล่าวสามารถโอนสิทธิและหน้าที่ให้แก่บุคคลภายนอกได้หรือไม่ และเงื่อนไขในการโอนเป็นอย่างไร เช่น ต้องได้รับความยินยอมของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งก่อน เป็นต้น</p>
<p>6)   ความลับ (Confidentiality)</p>
<p>&#8211;     สัญญาบางประเภท เช่น สัญญาร่วมลงทุน คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งอาจรับรู้ข้อมูลภายในหรือข้อมูลอันเป็นความลับทางการค้าของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น สัญญาประเภทนี้จึงกำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งต้องรักษาความลับของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งในลักษณะต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน (Reciprocity)</p>
<p>7)   ความไม่สมบูรณ์หรือการไม่สามารถใช้บังคับได้ของสัญญา (Invalidity or Unenforceability or Severability)</p>
<p>&#8211;     เพื่อไม่ให้สัญญาตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ จึงควรกำหนดให้กรณีที่ข้อสัญญาใดขัดกับกฎหมายอันจะมีผลให้ไม่สมบูรณ์ สิ้นสภาพบังคับ หรือตกเป็นโมฆะนั้น ไม่กระทบกระเทือนถึงข้อสัญญาอื่นๆในสัญญา</p>
<p>8)   การบอกกล่าว (Notices)</p>
<p>&#8211;     กำหนดเงื่อนไขในการบอกกล่าวว่าจะบอกกล่าวด้วยวิธีใด เช่น ทำเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นต้น</p>
<p>9)   กฎหมายที่ใช้บังคับ (Applicable law)</p>
<p>&#8211;     ปกติข้อสัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่ใช้บังคับนั้น จะมีอยู่ในสัญญาที่มีลักษณะระหว่างประเทศ เช่น สัญชาติของคู่สัญญาต่างกัน เป็นต้น ซึ่งคู่สัญญาจะกำหนดกฎหมายที่จะให้ใช้บังคับแก่สัญญา</p>
<p>10)       การระงับข้อพิพาท (Settlement of Dispute)</p>
<p>&#8211;     การระงับข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญา คู่สัญญาควรกำหนดว่าจะระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ หรือโดยศาล</p>
<p><strong>                5.2.8    ส่วนลงท้ายสัญญา</strong></p>
<p>&#8211;              ข้อความส่วนนี้จะแสดงถึงการรับรู้และเข้าใจของคู่สัญญาถึงข้อสัญญาต่างๆ ว่าถูกต้องตรงกับเจตนาของคู่สัญญาหรือไม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าข้อสัญญานั้นมิได้เกิดจากกลฉ้อฉล ข่มขู่ หรือสำคัญผิด และคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อและประทับตรา(กรณีเป็นนิติบุคคล) ไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานแล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2372">กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/business-articles/2372/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 2)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/business-articles/2358</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/business-articles/2358#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 21 May 2014 02:52:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[สุทิน โชติสิงห์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความธุรกิจและการลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2358</guid>
				<description><![CDATA[<p>4.   ความแตกต่างระหว่าง Joint Venture และ Consortium 4.1    สถานะทางกฎหมาย  Consortium ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2358">กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>4.   ความแตกต่างระหว่าง Joint Venture และ Consortium</strong></p>
<p><strong>4.1    สถานะทางกฎหมาย</strong><br />
<strong> Consortium</strong> ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535<br />
<strong>Unincorporated Joint Venture</strong> ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535<br />
<strong>Incorporated Joint Venture</strong> มีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นหรือบริษัทที่ร่วมลงทุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 แล้วแต่กรณี</p>
<p><strong>4.2    การลงทุน</strong><br />
<strong>Consortium</strong> เป็นกรณีบริษัทผู้รับเหมาหลายรายรวมกันยื่นประมูลงานก่อสร้าง โดยแต่ละรายเสนอราคาเฉพาะงานส่วนของตน เมื่อประมูลงานได้แล้วต่างรับผิดชอบจ่ายเงินลงทุนเฉพาะส่วนของตน ซึ่งไม่มีการร่วมลงทุนหรือร่วมกันแบ่งผลกำไรและขาดทุนในแต่ละบริษัทที่รวมกัน แม้ในสัญญาจ้างจะกำหนดให้ต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งต่างมีความรับผิดร่วมกันและแทนกัน (jointly and severally liable) ต่อผู้ว่าจ้าง เมื่อมีความเสียหายเกี่ยวกับงานที่รับจ้างเกิดขึ้นไม่ว่าส่วนใด ทั้งนี้ ในสัญญารวมกันระหว่างกลุ่มบริษัท (Consortium Agreement) และสัญญาจ้างระหว่างผู้ว่าจ้างและกลุ่มบริษัทในฐานะผู้รับจ้างต้องแบ่งแยกงานและค่าตอบแทนระหว่างกันไว้อย่างชัดเจน<br />
<strong>Unincorporated Joint Venture</strong> มีการร่วมลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน แรงงาน หรือเทคโนโลยี หรือร่วมกันในผลกำไรหรือขาดทุนอันจะพึงได้ตามสัญญาจ้างหรือสัญญาอื่นใดที่ร่วมกันทำกับบุคคลภายนอก หรือร่วมกันทำสัญญากับบุคคลภายนอก โดยระบุในสัญญานั้นว่าเป็น “กิจการร่วมค้า” หรือกำหนดให้ต้องรับผิดร่วมกันในงานที่ทำไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน และต้องรับค่าตอบแทนตามสัญญาร่วมกัน รวมทั้งสัญญานั้นไม่ได้แบ่งแยกงานและค่าตอบแทนระหว่างกันไว้อย่างชัดเจน<br />
<strong>Incorporated Joint Venture</strong> มีการร่วมลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน แรงงาน หรือเทคโนโลยี โดยการถือหุ้นในบริษัทร่วมลงทุนที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นใหม่</p>
<p><strong>4.3    การแบ่งผลประโยชน์</strong><br />
<strong>Consortium</strong> เป็นการแบ่งรายได้ตามขอบเขตงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละบริษัทที่รวมกัน โดยมิใช่เป็นการแบ่งผลกำไรขาดทุนร่วมกัน<br />
<strong>Unincorporated Joint Venture</strong> เป็นการแบ่งผลกำไรขาดทุนร่วมกันระหว่างแต่ละบริษัทที่เข้าร่วมลงทุน<br />
<strong>Incorporated Joint Venture</strong> แต่ละบริษัทที่ร่วมลงทุนได้รับส่วนแบ่งผลกำไรในรูปของเงินปันผลจากบริษัทร่วมลงทุน</p>
<p><strong>4.4    ผลประโยชน์ที่บริษัทที่รวมกัน/ร่วมลงทุนได้รับ</strong><br />
<strong>Consortium</strong> ขึ้นอยู่กับผลประกอบการหรือกำไรขาดทุนของแต่ละบริษัทที่รวมกัน แล้วแต่ความสามารถในการประกอบการของแต่ละบริษัท<br />
<strong>Unincorporated Joint Venture</strong> ผลประกอบการหรือกำไรขาดทุนตกได้แก่แต่ละบริษัทที่ร่วมลงทุนร่วมกัน โดยไม่ต้องจัดสรรเงินกำไรไว้เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย<br />
<strong>Incorporated Joint Venture</strong> เป็นไปตามนโยบายการแบ่งผลกำไรของบริษัทร่วมลงทุน โดยที่ประชุมคณะกรรมการและผู้ถือหุ้น และต้องจัดสรรเงินกำไรไว้เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย</p>
<p><strong>4.5    ความรับผิดของแต่ละบริษัทที่รวมกัน/ร่วมลงทุน</strong><br />
<strong>Consortium</strong> โดยปกติแต่ละบริษัทที่รวมกันต่างฝ่ายต่างรับผิดตามขอบเขตงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนต่อผู้ว่าจ้างหรือบุคคลภายนอก เว้นแต่จะมีข้อตกลงในสัญญาจ้างกำหนดให้ต้องรับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม ทั้งนี้ ในระหว่างบริษัทที่รวมกันสามารถตกลงแบ่งแยกความรับผิดที่เกิดขึ้นในสัญญารวมกันระหว่างกลุ่มบริษัท (Consortium Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงภายในมีผลผูกพันเฉพาะระหว่างกลุ่มบริษัทที่เป็นคู่สัญญาได้<br />
<strong>Unincorporated Joint Venture</strong> แต่ละบริษัทที่ร่วมลงทุนต่างมีความรับผิดต่อผู้ว่าจ้างหรือบุคคลภายนอกร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม แต่ในระหว่างบริษัทที่ร่วมลงทุนสามารถตกลงแบ่งแยกความรับผิดที่เกิดขึ้นในสัญญาร่วมลงทุน (Joint Venture Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงภายในมีผลผูกพันเฉพาะระหว่างบริษัทที่ร่วมลงทุนซึ่งเป็นคู่สัญญาได้<br />
<strong>Incorporated Joint Venture</strong> โดยปกติบริษัทที่ร่วมลงทุนซึ่งเข้าถือหุ้นในบริษัทร่วมลงทุนไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยบริษัทร่วมลงทุนและคณะกรรมการจะเป็นผู้รับผิดต่อบุคคลภายนอก บริษัทที่ร่วมลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นคงรับผิดจำกัดต่อผู้ว่าจ้างหรือบุคคลภายนอกเพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ</p>
<p><strong>4.6    ภาระภาษีอากรของแต่ละบริษัทที่รวมกัน/ร่วมลงทุน</strong><br />
<strong>Consortium</strong> บริษัทที่รวมกันตกลงกันแบ่งรายได้ตามรูปแบบการลงทุนนี้ต่างฝ่ายต่างยังคงมีหน้าที่และความรับผิดในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรเช่นเดิม เนื่องจากรูปแบบการลงทุนดังกล่าวไม่ถือเป็นหน่วยภาษีอากรแต่อย่างใด การร่วมลงทุนรูปแบบนี้ จึงส่งผลเฉพาะสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของบริษัทที่รวมกันในสัญญารวมกันระหว่างกลุ่มบริษัท (Consortium Agreement) และสัญญาจ้างต่อผู้ว่าจ้างเท่านั้น<br />
<strong>Unincorporated Joint Venture</strong> การร่วมลงทุนรูปแบบนี้ถือเป็นหน่วยภาษีอากรใหม่แยกต่างหากจากแต่ละบริษัทที่ร่วมลงทุน โดยมีหน้าที่ และความรับผิดทางภาษีอากรในนามตนเองเด็ดขาดจากบริษัทที่ร่วมลงทุน ดังนั้นบริษัทที่ร่วมลงทุนจึงมีหน้าที่ร่วมกันในการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและขอจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนมีหน้าที่ยื่นและชำระภาษีอากรอย่างบริษัทเอกชนหรือผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติประมวลรัษฎากรทุกประการ<br />
<strong>Incorporated Joint Venture</strong> การร่วมลงทุนรูปแบบนี้ถือเป็นหน่วยภาษีอากรใหม่ และบริษัทร่วมลงทุนมีหน้าที่และความรับผิดแยกต่างหากจากบริษัทที่ร่วมกัน ผลทางภาษีอากรทั่วไป จึงไม่แตกต่างจาก Unincorporated Joint Venture ทั้งนี้ เว้นแต่ลักษณะการจำกัดความรับผิดของบริษัทที่ร่วมกันในฐานะผู้ถือหุ้นต่อบุคคลภายนอกตามลักษณะของบริษัทเอกชน ซึ่งส่งผลดีต่อกรณีความรับผิดในหนี้ภาษีอากรที่มีต่อกรมสรรพากรมากกว่า Unincorporated Joint Venture</p>
<p><strong>สรุป ประเด็นเรื่องภาษีของกิจการร่วมค้า (Joint Venture) มีดังนี้</strong><br />
<strong>1)    ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax)</strong><br />
&#8211;    ประมวลรัษฎากร มาตรา 39 (2) กำหนดให้กิจการร่วมค้า เป็นหน่วยภาษีแยกออกมาจากผู้ประกอบการที่ร่วมลงทุนกัน โดยถือว่าเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากำไรสุทธิในผลกระกอบการตามรอบระยะเวลาบัญชี<br />
<strong>2)    ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax)</strong><br />
&#8211;    ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 กำหนดว่า “นิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39&#8230;.” ดังนั้น กิจการร่วมค้าจึงถือว่าเป็นนิติบุคคลในภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้<br />
<strong>3)    ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax)</strong><br />
&#8211;    ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 กำหนดว่า ให้นำบทนิยามคำว่า “บุคคล” “บุคคลธรรมดา” “คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล” “นิติบุคคล” “ตัวแทน” “สถานประกอบการ” และ “เดือนภาษี” ตามมาตรา 77/1 มาใช้บังคับกับภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ดังนั้นกิจการร่วมค้าจึงถือเป็นนิติบุคคลในภาษีธุรกิจเฉพาะเช่นกัน<br />
<strong>4)    ภาษีอื่นๆ</strong><br />
&#8211; ในการประกอบกิจการร่วมค้า อาจมีภาษีอื่นๆที่ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบ เช่น ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และ/หรือภาษีบำรุงท้องที่ เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ถูกต้อง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2358">กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/business-articles/2358/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 1)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/business-articles/2348</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/business-articles/2348#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 23 Apr 2014 21:10:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[สุทิน โชติสิงห์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความธุรกิจและการลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2348</guid>
				<description><![CDATA[<p>การประกอบธุรกิจในโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่(Infrastructure Project) เช่น การสร้างถนน สร้างสะพานข้ามแม่น้ำ สร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ห [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2348">กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>การประกอบธุรกิจในโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่(Infrastructure Project) เช่น การสร้างถนน สร้างสะพานข้ามแม่น้ำ สร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือสร้างทางด่วนต่างระดับ เป็นต้น จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และใช้เทคโนโลยีต่างๆมากมาย ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินโครงการนั้นๆได้เพียงรายเดียว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการรายอื่นเพื่อให้สามารถดำเนินโครงการต่างๆให้สำเร็จลุล่วงไปได้ การร่วมลงทุนระหว่างผู้ประกอบการอาจจะอยู่ในรูปแบบของ “กิจการร่วมค้า”(Joint Venture) หรือ “การร่วมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท”(Consortium)</p>
<p><strong>1. ความหมายของ </strong><strong>Joint Venture และ Consortium</strong></p>
<p>คำว่า “กิจการร่วมค้า” (Joint Venture) ไม่ใช่คำในกฎหมาย (a “commercial” as opposed to a legal term) แต่เป็นคำที่ใช้กล่าวถึง “การร่วมทุน” (ศัพท์นิติศาสตร์ อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน) โดยมีผู้ให้ความหมายของคำว่า “กิจการร่วมค้า” ไว้มากมาย ซึ่งอาจสรุปได้ว่า “กิจการร่วมค้า” หมายถึง การที่บุคคลธรรมดา บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป รวมตัวกันเพื่อดำเนินกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยตกลงแบ่งผลกำไรหรือขาดทุนของกิจการร่วมกันหรือตามสัดส่วนของการลงทุน</p>
<p>ประมวลรัษฎากรได้รับรู้ถึงการทำธุรกิจการค้าแบบ “กิจการร่วมค้า” เพื่อประโยชน์ของการเก็บภาษี โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 39 ว่า</p>
<p>คำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและให้หมายความรวมถึง</p>
<p>กิจการร่วมค้า ซึ่งได้แก่ กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางการค้าหรือหากำไรระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่างบริษัทและ/หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือนิติบุคคลอื่น</p>
<p>ประมวลรัษฎากรเพียงแต่ให้ถือว่า “กิจการร่วมค้า” ต้องเสียภาษีอย่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเท่านั้น แต่หาได้ให้ความหมายที่แน่นอน หรือกล่าวถึงสิทธิหน้าที่หรือความเกี่ยวพันระหว่างผู้ร่วมกิจการค้าด้วยกัน หรือกับบุคคลภายนอกไม่ ดังนั้น กิจการร่วมค้าจึงเป็นการตกลงทำธุรกิจการค้าที่ไม่มีแบบแน่นอนขึ้นอยู่กับข้อตกลงหรือสัญญาระหว่างผู้ร่วมกิจการหรือผู้ร่วมลงทุน (Joint Venture Agreement) และเนื่องจากเป็นคำที่ยังไม่มีกฎหมายให้ความหมายที่แน่นอนจึงอาจหมายถึงการร่วมกิจการอะไรกันก็ได้ที่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจจะเรียกชื่อเป็นอย่างอื่นก็ได้</p>
<p>ประมวลรัษฎากรไม่ได้บังคับว่ากิจการร่วมค้าจะต้องทำการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แต่ถ้าไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ก็จะมีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ก็ถือว่าเป็นหน่วยภาษีตามประมวลรัษฎากรที่จะต้องเสียภาษี ตามที่กล่าวแล้วข้างต้น</p>
<p>ศาลฎีกาเคยตัดสินว่า กิจการร่วมค้าแห่งหนึ่งเป็น<span style="text-decoration: underline;">ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน</span> โดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กับบริษัท ด และบริษัท อ ได้จดทะเบียนการค้าสำหรับงานก่อสร้างสะพานไว้กับกรมสรรพากรว่า “สาธรบริดจ์ จอยเวนเจอร์” โดยมี อ. เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน เช่นนี้ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่ากิจการ “สาธรบริดจ์ จอยเวนเจอร์” ก็คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งจำเลยที่ 1 กับบริษัทในต่างประเทศอีกสองบริษัทร่วมกันกระทำในประเทศไทยนั่นเอง ดังนั้นเมื่อรถยนต์บรรทุกของโจทก์ตกลงไปในหลุมที่ “สาธรบริดจ์ จอยเวนเจอร์” ขุดไว้อันเป็นการละเมิดตามฟ้อง เกิดขึ้นในกิจการที่เป็นธรรมดาของ “สาธรบริดจ์ จอยเวนเจอร์” จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการละเมิดนั้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 3848/2531)</p>
<p>ฉะนั้น เมื่อกิจการร่วมค้ายังไม่มีกฎหมายรับรองฐานะและสิทธิหน้าที่ของผู้ร่วมกิจการ ผู้ร่วมกิจการดังกล่าวจะมีความผูกพันระหว่างกันและต่อบุคคลภายนอกอย่างไร ปัญหานี้คงต้องวินิจฉัยตามสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างผู้ร่วมกิจการและทางปฏิบัติของผู้ร่วมกิจการซึ่งเป็นคู่สัญญากัน ตลอดจนการแสดงออกต่อบุคคลภายนอกด้วย แม้โดยทั่วไปผู้ร่วมกิจการค้าจะไม่เป็นตัวการตัวแทนซึ่งกันและกัน แต่ถ้ามีการมอบอำนาจให้ทำการแทนกันไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือปริยาย หรือมีการเชิดให้เป็นตัวแทนกัน ก็อาจต้องมีความรับผิดต่อบุคคลภายนอกอย่างตัวการตัวแทนได้ (โปรดพิจารณามาตรา 820, มาตรา 821 และมาตรา 822 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) สำหรับสิทธิ ทรัพย์สิน และผลกำไรขาดทุนที่หามาได้ร่วมกันใครจะมีส่วนเท่าไรก็ย่อมเป็นไปตามข้อตกลง</p>
<p>สำหรับ คำว่า “Consortium” ไม่ใช่คำในกฎหมาย (a “commercial” as opposed to a legal term) แต่เป็นคำที่ใช้กล่าวถึง “การรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท” ซึ่งในทางปฏิบัติจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรับงานโครงการขนาดใหญ่จากรัฐบาลหรือเอกชน ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้างสาธารณูปโภคหรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Infrastructure) เช่น ถนน ทางด่วน สะพาน รถไฟฟ้า หรืออาคาร หรืองานที่ปรึกษา ซึ่งจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขามารวมกัน เป็นต้น โดยผู้ประกอบการที่รวมกลุ่มกันนั้น ต่างแยกกันดำเนินการในโครงการเดียวกัน ไม่มีการแบ่งกำไรหรือขาดทุนของกิจการร่วมกัน ต่างฝ่ายต่างรับผิด ไม่มีการร่วมลงทุน  ไม่ร่วมรับผิดในงานที่ทำ  ค่าตอบแทนของแต่ละฝ่ายแยกออกจากกัน</p>
<p><strong>2.   รูปแบบของกิจการร่วมค้า (</strong><strong>Joint Venture)</strong></p>
<p><strong>2.1</strong><strong>    กิจการร่วมค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (Unincorporated Joint Venture)</strong></p>
<p>กิจการร่วมค้าในรูปแบบนี้เกิดขึ้น โดยอาศัยข้อตกลงในสัญญาร่วมลงทุนเป็นหลัก (Contractual Joint Venture) เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลใหม่แยกต่างหากจากผู้ร่วมลงทุน   แต่ละราย</p>
<p><strong>2.2    กิจการร่วมค้าที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (Incorporated Joint Venture) </strong></p>
<p>กิจการร่วมค้าในรูปแบบนี้เป็นกิจการร่วมค้าที่จัดตั้งขึ้น โดยการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลใหม่แยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นหรือผู้ร่วมลงทุนแต่ละราย และมักจัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ผู้ร่วมลงทุนทุกรายร่วมกันกำหนดในระยะยาว มากกว่าการตั้งขึ้นมาเพื่อรับงานในโครงการใดโครงการหนึ่งเป็นการเฉพาะ</p>
<p><strong>3.   วัตถุประสงค์ของ </strong><strong>Joint Venture และ Consortium</strong></p>
<p><strong>3.1   เงินลงทุน </strong></p>
<p>ในกิจการหรือโครงการขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ประกอบการแต่ละฝ่ายอาจไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้เพียงพอ จึงต้องเข้าร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ และกรณีที่ต้องขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน การร่วมลงทุนดังกล่าวก็เป็นการสร้างความเชื่อถือหรือเครดิตแก่สถาบันการเงินผู้ปล่อยสินเชื่ออีกด้วย</p>
<p><strong>3.2   ความรู้ความชำนาญ เทคโนโลยี ประสบการณ์ ผลงาน และทรัพยากรทางธุรกิจ</strong> (เช่น ใบอนุญาต หรือหนังสือรับรองการเป็นผู้รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้กับหน่วยงานของทางราชการ)</p>
<p>กิจการหรือโครงการที่ทำนั้นต้องอาศัยความรู้ความชำนาญ เทคโนโลยี ประสบการณ์ ผลงาน และทรัพยากรทางธุรกิจต่างๆ หลายอย่างประกอบกัน ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละรายขาดความรู้ความชำนาญ เทคโนโลยี ประสบการณ์ ผลงาน หรือทรัพยากรทางธุรกิจบางอย่างในการปฏิบัติงาน จึงต้องร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่มีความรู้ความชำนาญ เทคโนโลยี ประสบการณ์ ผลงาน หรือทรัพยากรทางธุรกิจที่ตนยังขาดอยู่</p>
<p><strong>3.3    การกระจายความเสี่ยง</strong></p>
<p>ในกิจการหรือโครงการขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากมีความเสี่ยงต่อการลงทุนเพียงรายเดียว แม้ว่าผู้ประกอบการรายนั้นไม่มีปัญหาทางด้านเงินลงทุนก็ตาม จึงต้องร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง</p>
<p><strong>3.4   การลดการแข่งขันทางธุรกิจ</strong></p>
<p>การเข้าร่วมลงทุนระหว่างผู้ประกอบการที่ต่างมีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันที่ใกล้เคียงหรือเท่าเทียมกันก็จะเป็นการลดการแข่งขันและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายดังกล่าวสามารถได้รับงานที่จ้างตามความมุ่งหมายของตนได้</p>
<p><strong>3.5    การปฏิบัติงานที่จ้างในโครงการซึ่งอยู่ในต่างประเทศ</strong></p>
<p>ข้อกำหนดในการประกวดราคา หรือการจัดจ้างงานในโครงการที่จะต้องดำเนินงานในต่างประเทศ (Terms of Reference หรือ TOR) มักกำหนดให้ผู้เสนอราคาที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยต้องมีบริษัทต่างประเทศร่วมค้าเป็นผู้ร่วมดำเนินงานในประเทศนั้นๆ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2348">กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และการรวมกันในลักษณะของกลุ่มบริษัท (Consortium) (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/business-articles/2348/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>สาระสำคัญพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/business-articles/2283</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/business-articles/2283#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 26 Nov 2013 02:07:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[ศุภาวีร์ มหาวรสินธรณ์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความธุรกิจและการลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2283</guid>
				<description><![CDATA[<p>
วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2283">สาระสำคัญพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖</p>
<p>การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (<b>Public-Private Partnership: PPP</b>) เป็นวิธีการหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นเพื่อให้รัฐสามารถจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนได้ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะต้องใช้ทรัพยากรและงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาล หากรัฐเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวย่อมจะไม่สามารถการดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงได้ รัฐจึงจำเป็นต้องมอบหมายให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินการ โดยแต่เดิมได้มีการตรากฎหมายที่ใช้บังคับกับการดำเนินการดังกล่าว คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐพ.ศ. ๒๕๓๕ แต่เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวมีหลักเกณฑ์บางประการที่ไม่ชัดเจนก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับและการตีความ จึงได้มีการปรับปรุงกฎหมายใหม่ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖ ซึ่งได้มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖</p>
<p>โดยสาระสำคัญของพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖ มีดังนี้<br />
๑. ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐพ.ศ. ๒๕๓๕<br />
๒. มีจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้โดยตรง คือ “คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ”ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมมิได้มีการไว้อย่างชัดเจน<br />
๓. มีการกำหนดนโยบายของรัฐในการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐที่ชัดเจนและแน่นอน โดยกำหนดให้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐที่สอดคล้องกับบทบัญญัติว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งมีระยะเวลาครั้งละห้าปี<br />
๔. มีการกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐอย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่กระบวนการเสนอโครงการ การดำเนินโครงการ และการกำกับดูแลและติดตามผลโครงการ<br />
๕. การกำหนดมูลค่าโครงการที่เข้าข่ายเป็นโครงการที่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายฉบับนี้ นอกจากโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไปแล้ว อาจมีการกำหนดมูลค่าเพิ่มเติมได้โดยกฎกระทรวง ซึ่งตามกฎหมายฉบับเดิมการกำหนดมูลค่าโครงการจะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา<br />
๖. ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและมีการกำหนดเวลาให้ชัดเจนแน่นอน กล่าวคือ มีการลดขั้นตอนการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเหลือเพียงขั้นตอนเดียว คือ การอนุมัติโครงการขั้นสุดท้าย และมีการกำหนดเวลาในการดำเนินงานแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ทำให้สามารถดำเนินโครงการได้เร็วขึ้น<br />
๗. มีการกำหนดขั้นตอนและวิธีการในกรณีที่ต้องมีการแก้ไขสัญญาและทำสัญญาใหม่ให้ชัดเจน<br />
๘. มีการจัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ” เพื่อสนับสนุนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และสนับสนุนหน่วยงานของรัฐในการเสนอโครงการที่สอดคล้องกับแผนที่ยุทธศาสตร์ การจัดทำผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ และการจ้างที่ปรึกษา<br />
๙. มีการกำหนดโทษในกรณีที่คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้ ได้กระทำการอันฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติที่กำหนดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖ ฉบับใหม่นี้ได้มีการแก้ไขปรับปรุงในสาระสำคัญหลายประการ ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาในการตีความและบังคับใช้กฎหมายฉบับเดิม ทำให้ผู้ประกอบการทั้งในภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจต่างพยายามหลีกเลี่ยงที่จะดำเนินโครงการภายใต้กฎหมายดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในกิจการของรัฐอย่างมาก ดังนั้น การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ให้มีความชัดเจนสอดคล้องกับนโยบายของรัฐและสนับสนุนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน จึงน่าจะส่งผลดีต่อการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2283">สาระสำคัญพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/business-articles/2283/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ราคาของความโลภ ( The Price of Greed )</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/business-articles/1850</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/business-articles/1850#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 25 Mar 2009 22:05:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พิชัย พืชมงคล]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความธุรกิจและการลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/1850</guid>
				<description><![CDATA[<p>
คนไทยคงจะตระหนักดี ถึงฤทธิ์เดชของ<b>ทุนนิยมเสรี</b><br />
ซึ่งมีอายุครบ 29 ปี ในปี 2552 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง<br />
คนไทยต้องจำได้ถึงการล่มสลายทางเศรษฐกิจของไทย ในปี 2540<br />
อันเป็นผลมาจากการเปิดเสรีทางการเงิน เพราะเชื่อฝรั่งว่า ประเทศไทย<br />
จะเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชียอาคเนย์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/1850">ราคาของความโลภ ( The Price of Greed )</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>คนไทยคงจะตระหนักดี ถึงฤทธิ์เดชของ<b>ทุนนิยมเสรี </b>ซึ่งมีอายุครบ 29 ปี ในปี 2552 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไทยต้องจำได้ถึงการล่มสลายทางเศรษฐกิจของไทย ในปี 2540 อันเป็นผลมาจากการเปิดเสรีทางการเงิน เพราะเชื่อฝรั่งว่า ประเทศไทย จะเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชียอาคเนย์</p>
<p>บัดนี้ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าของ<b>ลัทธิอนุรักษนิยมใหม่</b> หรือ<b>ทุนนิยมเสรี </b>ได้เผชิญกับความล่มสลายทางเศรษฐกิจ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่จะได้รับทราบความคิดเห็นของนักวิชาการระดับสูง 2 คนของสหรัฐฯ ในเรื่องดังกล่าว</p>
<p><b>ฟรานซิส ฟูกูยามา</b> เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ปัจจุบันเขาเป็นศาสตราจารย์ด้าน International Political Economy ที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอบกิ้นส์ หลังยุคสงครามเย็นเขาเขียนหนังสือที่โด่งดังชื่อ “จุดจบของประวัติศาสตร์ (The End of History) ในทศวรรษ 1980 (2523) เขาทำงานกับประธานาธิบดี โรนัล เรแกน ซึ่งอยู่ในกลุ่มนีโอคอนเซอร์เวทีฟ หรือกลุ่มอนุรักษนิยมใหม่ ซึ่งนิยมชมชื่นลัทธิการค้าเสรีอย่างสุดขั้ว</p>
<p>หลังจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เผชิญวิกฤตขนาดหนัก เมื่อกลางปี 2551 เขาได้เขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับวิกฤตที่เกิดขึ้นดังนี้ :</p>
<p>ในปี 2523 หลังจากได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โรนัล เรแกน ได้เริ่มภิวัฒน์หรือผลักดันหลักการ 2 หลักการไปทั่วโลก นั่นคือ <b>ลัทธิการค้าเสรีและการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย</b> โดยกระตุ้นให้ชาวโลกเชื่อว่า หลักการทั้งสองจะนำมาซึ่งความมั่นคง ความมั่งคั่งและระเบียบโลกใหม่ในระดับสากล</p>
<p>องค์ประกอบของการค้าเสรีคือ <b>การเปิดเสรีทางการค้า การเงินและการลงทุน ลดกฎระเบียบและการควบคุม ลดขนาดและบทบาทของรัฐบาล แปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เอกชน ลดภาษีให้คนรวย </b>ด้วยความเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะกระตุ้นให้คนรวยลงทุนมากขึ้น นอกจากนั้น ยังลดการให้ความช่วยเหลือของรัฐด้วย เช่น การช่วยเหลือด้านสุขภาพและการศึกษา</p>
<p>นอกจากอำนาจและอิทธิพลทางทหาร ซึ่ง<b>โจเซฟ ไนย์</b> ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เรียกว่า “<b>พลังแข็ง</b>” (hard power) แล้ว สหรัฐฯ ยังมี “<b>พลังนุ่ม</b>” (soft power) ซึ่งสหรัฐฯ ใช้ในการเผยแพร่และบีบทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามหลักการข้างต้น ได้แก่ การศึกษา สื่อมวลชน (หนังสือ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ) สถานทูต และองค์กรระดับโลก เช่น ธนาคารโลก องค์กรการเงินระหว่างประเทศ (<b>จะกู้ ต้องเปิดเสรี</b>) องค์การการค้าโลก และอื่น ๆ ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ  ระหว่างปี 2523-2533 เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างมากจนมีคำพูดในสหรัฐฯ ว่า “<b>ความโลภเป็นสิ่งดี</b>” (<b>greed is good</b>)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ชาวยุโรปเรียกลัทธิเศรษฐกิจเสรีของสหรัฐฯ นี้ว่า “<b>ทุนนิยมคาวบอย</b>” (cowboy capitalism) หรือ “<b>ผู้ชนะ ได้หมด</b>” แต่ในที่สุด ทุนนิยมคาวบอย ก็ล่มสลายและมีทีท่าว่า จะฉุดกระชากให้เศรษฐกิจของทั้งโลกต้องตกรางไปด้วยอย่างแน่นอน</p>
<p><b>สิ่งบอกเหตุแรก</b>ที่ชี้ให้เห็นความบกพร่องของการค้าเสรีคือ กรณี “<b>วิกฤตต้มยำกุ้ง</b>” ในปี 2540-2541 เงินร้อนได้หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย อินโดนีเซียและเกาหลี ซึ่งเปิดเสรีด้านการเงิน ตามคำแนะนำและแรงบีบของสหรัฐฯ ทำให้เกิดฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ แล้วเงินกู้ก็ไหลออกอย่างทันทีทันใด ประเทศเหล่านั้นก็ล่มสลาย</p>
<p>ในขณะที่ประเทศมาเลเซียและจีน ซึ่งควบคุมการไหลเข้าและออกของ “ทุน” อย่างเคร่งครัด ต่างก็รอดจากวิกฤตอย่างสง่างาม (ต่อมา มหาเธร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียได้รับการยืนปรบมือแสดงความชื่นชมอย่างกึกก้องหลังการกล่าวสุนทรพจน์เรื่องความสำเร็จในการป้องกันวิกฤตทางเศรษฐกิจของมาเลเซียในการประชุม World Economic forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิส)</p>
<p><b>สิ่งบอกเหตุที่สอง</b> คือ การขาดดุลบัญชีกระแสรายวันและดุลการค้าจำนวนมหาศาล (ขาดดุลกระแสรายวัน 699 แสนล้าน และขาดดุลการค้า 844 แสนล้านดอลลาร์ และมียอดหนี้รวมสูงกว่ายอดจีดีพีถึง 2.8 เท่า) ตัวเลขดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงความไม่ยั่งยืนของเศรษฐกิจบริโภคนิยมแบบอเมริกัน และนำไปสู่ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง ในปี 2543-2544</p>
<p>ผลลบของการลดกฎระเบียบ (deregulation) และการควบคุมด้านพลังงาน ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าในแคลิฟอร์เนียพุ่งสูงขึ้น จนเกินจะควบคุมได้ และในปี 2547 บริษัทพลังงานขนาดยักษ์ ชื่อ<b> เอนรอน</b> ล้มละลายจากการฉ้อฉลของผู้บริหาร และด้วยความร่วมมือของบริษัทบัญชีชื่อ <b>อาร์เธอร์ แอนเดอร์สัน</b></p>
<p>ตลอดสิบ ๆ ปีที่ผ่านมา ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ขยายตัวอย่างรุนแรง (รายได้เฉลี่ยของซีอีโอสูงกว่ารายได้เฉลี่ยของพนักงาน <b>475 เท่า</b>) ผู้ได้ประโยชน์คือ<b> คนรวย</b> ในขณะที่รายได้สุทธิของคนอเมริกันโดยทั่วไป จะไม่ขยับเลย (คนอเมริกันซึ่งหลงใหลบริโภคนิยม เป็นหนี้บัตรเครดิตสูงถึง 180 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ และมีหนี้ครัวเรือนๆ ละ 120,980 ดอลลาร์ หรือคนละ 46,000 ดอลลาร์) นั่นหมายความว่า <b>คนชั้นกลางและคนจน กำลังจนลงเรื่อย ๆ</b></p>
<p>การส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย<b>กลับล่มสลายไปก่อนการล่มสลายของเศรษฐกิจเสียอีก </b>เพราะประชาธิปไตยถูกสหรัฐฯ ใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการยึดครองประเทศอิรัก การทำเช่นนั้น ทำให้ผู้คนในโลกเห็นว่า การส่งเสริมประชาธิปไตยของสหรัฐฯ เป็นเพียงลมปากในการหาประโยชน์เท่านั้น และนั่นทำให้มีการนำเอา “ยี่ห้ออเมริกา” ไปเปรียบเทียบกับระบบของรัสเซียหรือจีน</p>
<p><b>การฟื้นฟูทั้งเศรษฐกิจและ “ยี่ห้ออเมริกา”</b> จึงเป็นสิ่งที่ เสมือนการเดินขึ้นเขาที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่ง “<b>ยี่ห้ออเมริกา</b>” คือระบอบประชาธิปไตยและความกระตือรือร้นของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนระบอบนี้ทั่วโลก สหรัฐฯ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ผ่านงานด้านการทูต การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหาร สื่อมวลชน ฯลฯ</p>
<p>แต่ปัญหาก็คือการนำระบอบประชาธิปไตยไปอ้างว่า เป็นความชอบธรรมในการรุกรานและยึดครองอิรัก ทั้ง ๆ ที่สหรัฐฯ สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการในซาอุดีอาระเบีย ในตะวันออกกลางอีกหลายประเทศในเอเชียกลางและอื่น ๆ ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธรัฐบาลของกลุ่มฮามาสและเฮสบัลลาห์ ซึ่งผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้น สหรัฐฯ ไม่ได้รับความเชื่อถือเลย เมื่อสหรัฐฯ เอ่ยอ้างถึง “เสรีภาพ”</p>
<p>ยิ่งกว่านั้น “<b>ยี่ห้ออเมริกา</b>” ยังมัวหมอง เพราะการทรมานนักโทษชาวอิรักที่คุกอาบูการิบของอิรัก (ผลการสอบสวนในภายหลังพบว่า นาย<b>โดนัล รัมสเฟล </b>รมต.กลาโหม เป็นผู้ออกคำสั่ง) และหลังเหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ ยังละเลยความเป็นธรรมที่คุกกวนตานาโม (เขตเช่าซึ่งเลิกจ่ายค่าเช่าไปนานแล้วในคิวบา)</p>
<p>ด้วยข้ออ้างว่า ไม่ต้องปฏิบัติกฎหมายนานาชาติที่ว่าด้วย “เชลยศึก” เพราะนักโทษที่นั่น เป็นเพียง “นักโทษนอกกฎหมาย” (รวมทั้งไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคติพจน์ของศาลสูงสหรัฐฯ ที่ว่า<br />
“ความยุติธรรมที่เท่าเทียมภายใต้กฎหมาย” (เพราะอยู่นอกประเทศด้วย)</p>
<p>การเมืองสหรัฐฯ และการเมืองโลก จะต้องเปลี่ยนแปลง ในสหรัฐฯเอง การนำกฎระเบียบและการควบคุมกลับมาใช้เป็นความจำเป็นและกำลังขยายตัวในภาคเศรษฐกิจ การฟื้นตัวต้องพึ่งการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ต้องเลิกใช้ลัทธิเรแกน โดยเฉพาะการลดภาษีคนรวยและลดกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสาธารณะ และสร้างขวัญกำลังใจในภาครัฐด้วย</p>
<p>สถาบันการเงินต้องการการควบคุมและชี้นำอย่างเข้มแข็ง ในระดับโลก สหรัฐฯ จะไม่มีโอกาสรื่นเริงกับการครอบงำโลกอีกต่อไป โอกาสที่สหรัฐฯ จะวางระเบียบโลกด้านเศรษฐกิจ ผ่านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟจะลดลงและในหลายส่วนของโลก<b> ความคิดและความเชื่อแบบอเมริกัน รวมทั้งคำแนะนำและความช่วยเหลือของสหรัฐฯ จะได้รับการต้อนรับน้อยลง</b>”</p>
<p>นอกจากนายฟรานซิส ฟูกูยามาแล้ว นาย<b>พอล แอชเวิร์ท </b>นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสคนหนึ่งของสหรัฐฯ ยังกล่าวในเวลาเดียวกันว่า “มันใช้เวลากว่า 20 ปีที่ทุนนิยมเสรี จะมาถึงจุดนี้ มันต้องใช้เวลามากกว่า 2-3 ปีในการแก้ไข และเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ความเป็นปกตินั้น จะไม่ใช่ความเป็นปกติอย่างเดิม</p>
<p>เราจะไม่มีเสรีภาพอย่างที่เราเคยมีทั้งในระดับครอบครัวและระดับธุรกิจ เราจะต้องอยู่อย่างอดออม มัธยัสถ์ สมถะและเคร่งครัดในวินัย ในปี 2551 รัฐบาลที่เสพติด “<b>งบประมาณขาดดุล</b>”<br />
อย่างมหาศาล โดยอาศัยความปรานีของต่างชาติ (ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้จากธนาคารกลางของจีนและญี่ปุ่น) ต้องอัดฉีดเงินอย่างน้อย 700,000 ล้านดอลลาร์ เข้าสู่ตลาดการเงินและธนาคาร</p>
<p>และอีกกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ เข้าสู่อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ของสหรัฐฯ ซึ่งได้แก่ เจนเนอรัล มอเตอร์ ฟอร์ด และ  ไครสเลอร์ ในปี 2552 คาดว่างบประมาณสหรัฐฯ จะขาดดุลถึง 1.00 ล้านล้านดอลลาร์ ธนาคารองค์กรทางการเงินและอุตสาหกรรมจำนวนมากจะย้อนกลับไปอยู่ในมือของรัฐบาล”</p>
<p>สำหรับผลกระทบอันเลวร้ายของทุนนิยมเสรี ต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั้น นาย <b>Federico Mayor</b> และนาย <b>Jerome Binde </b>อดีตผู้อำนวยการใหญ่ องค์การยูเนสโกและอดีตผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และประเมินขององค์การดังกล่าว เปิดเผยในหนังสือที่เขาทั้งสอง ร่วมกันเขียนชื่อ <b>The World Ahead : Our Future in the Making</b> ว่า</p>
<p>“ ระหว่าง พ.ศ. 2523 ซึ่งเป็นปีที่นายโรนัล เรแกน ของสหรัฐฯ เริ่มผลักดันระบบทุนนิยมเสรีอย่างจริงจัง จนถึง พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตในทางเศรษฐกิจ มีเพียงประมาณ 15 ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมเท่านั้น ที่มีโอกาสรื่นเริงกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ</p>
<p>ส่วนอีกกว่า 100 ประเทศ ต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ถดถอยหรือล่มสลาย (รัสเซีย แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา นิวซีแลนด์ ฯลฯ) <b>ประชากรโลกกว่า 1,600 ล้านคน มีรายได้โดยเฉลี่ยต่ำลงและเกิดการขยายตัวของความแตกต่างด้านรายได้ระหว่างคน “มี” และ “ไม่มี” อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์”</b></p>
<p><b>เอมี ชัว</b> นักวิชาการชาวฟิลิปปินส์ เชื้อสายจีน ซึ่งทำงานอยู่ในสหรัฐฯ ได้เดินทางไปสำรวจเพื่อหาสาเหตุของวิกฤตในประเทศต่างๆ และสรุปไว้ในหนังสือของเธอชื่อ “โลกที่ลุกเป็นไฟ” หรือ World on Fire ว่า</p>
<p>“ในแต่ละประเทศ ต่างก็มีคนกลุ่มน้อย (นายทุน ขุนศึก) ที่มีอิทธิพลและควบคุมเศรษฐกิจและการใช้ทรัพยากรของประเทศเอาไว้ส่วนใหญ่ แล้ว เช่น ชาวจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนผิวขาวในแอฟริกันใต้และอเมริกาใต้ ชาวเลบานอนในแอฟริกาตะวันตก ชาวไอโบในไนจีเรีย ชาวโครแอตในอดีตเชโกสโลวะเกีย และชาวยิวในรัสเซีย</p>
<p>แต่ละประเทศเหล่านั้น ยังคงสภาวะปกติอยู่ได้ เพราะ <b>“เลือด” ส่วนใหญ่ ยังหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ</b> แต่เมื่อเปิดเสรี  <b>“เลือด” ได้ถูกดูดไปโดยบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก เหมือนกับสมัยล่าอาณานิคม</b>”</p>
<p>&#8230;<b>ขนาด เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด 51 อันดับใน 100 อันดับแรกของโลก คือ บริษัทข้ามชาติ จำนวนบริษัทของประเทศอุตสาหกรรมขยายตัวกว่า 1,000 เปอร์เซ็นต์ และขยายสาขากว่า 2,000 เปอร์เซ็นต์</b></p>
<p>นอกจากการขยายความแตกต่างด้านรายได้ของผู้คนทั่วโลกแล้ว <b>ทุนนิยมเสรี</b>ยังทำร้ายชาวอเมริกันชั้นกลางและชั้นล่างอย่างรุนแรงด้วย <b>พอล เอ. เฮลเลอร์</b> จากกรุงวอชิงตันเขียนจดหมายไปสะท้อนผลร้ายดังกล่าวในนิตยสาร “ไทม์” ฉบับ 3/11/51 ว่า</p>
<p>“กว่า 20 ปีที่ชาวอเมริกันชั้นกลางและชั้นแรงงานต่างเห็นการส่งตำแหน่งงานจำนวนมากจากสหรัฐฯ ไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาได้เห็นรายได้และเงินออมที่หดหาย รวมทั้งเห็นกองทุนเกษียณอายุและโครงการสุขภาพถูกปล้น โดยการลดและยกเลิกโครงการ โดยบริษัทที่ล้มละลายหรือต้องควบรวมกัน</p>
<p>ในขณะเดียวกัน <b>คนอเมริกันที่รวยที่สุด 400 คนกลับมีเงินและทรัพย์สินมากเท่ากับคนหลายสิบล้านคนรวมกัน </b>ปรากฏการณ์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึง<b>ความโลภโมโทสันและกิเลสของกลุ่มคนร่ำรวยที่ควบคุมประเทศสหรัฐฯ อยู่ในปัจจุบัน” </b></p>
<p><b>พอล ครุกแมน</b> ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ปากกล้าของสหรัฐฯ ผู้ซึ่งเพิ่งได้ “รางวัลโนเบล” ทางเศรษฐศาสตร์มาหยก ๆ กล่าวเมื่อหลายปีมาแล้วว่า “ <b>การค้าเสรีเป็นเพียงสมมติฐาน ไม่ใช่ความเป็นจริง ที่อนาคตของประเทศหนึ่ง ๆ จะขึ้นอยู่กับความสำเร็จของตลาดโลก</b>” เขายังประกาศอีกว่า “<b>จากการเฝ้าสังเกต สมมติฐานในเรื่องการค้าเสรีนั้น ผิดอย่างสิ้นเชิง</b>”</p>
<p>สุดท้ายนี้ ขอสรุปในเรื่องความเลวร้ายของระบบ “<b>ละโมบนิยม</b>” ด้วยการอัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2544 มาเสนอ ดังนี้</p>
<p>“การอยู่พอมีพอกิน ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความก้าวหน้า มันจะมีความก้าวหน้าแค่พอประมาณ ถ้าก้าวหน้าเร็วเกินไป ขึ้นเขายังไม่ถึงยอดเขา หัวใจวายแล้ว หล่นจากเขา&#8230;บางทีทับคนอื่น ทำให้คนอื่นต้องหล่นไปด้วย อันนี้ เดือดร้อน”</p>
<p><b>ที่มา</b> &#8211; <a href="http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000034076" target="_blank" rel="noopener noreferrer">ผู้จัดการออนไลน์ </a></p>
<p><!-- google_ad_section_end --></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/1850">ราคาของความโลภ ( The Price of Greed )</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/business-articles/1850/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>10 เรื่องต้องจัดการ เมื่อตกงาน</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/business-articles/1849</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/business-articles/1849#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 25 Mar 2009 12:35:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พิชัย พืชมงคล]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความธุรกิจและการลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/1849</guid>
				<description><![CDATA[<p><strong>ต้องยอมรับว่า"ตัวเลขคนตกงาน"และกระแสเลย์ออฟมนุษย์เงินเดือน ที่กำลังระบาด<span id="innity_tnode_1" class="innity_class" style="background-color: transparent;">ไป</span>ทั่วโลกในเวลานี้ หากเป็น1ในความโชคร้าย มีอะไรบ้างที่ต้องการจัดการ</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/1849">10 เรื่องต้องจัดการ เมื่อตกงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ต้องยอมรับว่า&#8221;ตัวเลขคนตกงาน&#8221;และกระแสเลย์ออฟมนุษย์เงินเดือน ที่กำลังระบาด<span id="innity_tnode_1" class="innity_class" style="background-color: transparent;">ไป</span>ทั่วโลกในเวลานี้ หากเป็น1ในความโชคร้าย มีอะไรบ้างที่ต้องการจัดการ</strong></p>
<p>ไม่เพียงตั้งรับพายุร้าย ด้วยความสงบ  หากแต่คุณยังต้องเค้นสติให้กลับมาโดยไว  ถ้าต้องกลายเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายที่&#8221;ตกงาน&#8221; อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  เพราะหลังจากตกงาน ยังมีหลากเรื่องราวและหลายธุรกรรมการเงินให้คุณต้องลงมือจัดการ  ฉะนั้น อย่ามัวนั่งจิตตก จมอยู่กับความเศร้า หรือฟูมฟายกับความโชคร้ายของตัวเอง ลองมาดูกันว่า 10 อย่างที่คุณต้องจัดการหลังจากตกงานมีอะไรบ้าง</p>
<p><strong>1.จัดการเรื่องประกันสังคม </strong></p>
<p><strong> &#8220;เสกสรร โตวิวัฒน์&#8221;</strong> ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาด บลจ.บัวหลวง แนะว่าเมื่อว่างงาน 2 สิ่งที่คุณต้องดำเนินการเกี่ยวกับประกันสังคม คือ เรื่องเงินช่วยเหลือกรณีว่างงาน และ การเลือกว่า จะรักษาสิทธิความคุ้มครองจากสำนักงานประกันสังคมต่อไปหรือไม่</p>
<p>1) สำหรับลูกจ้างที่มีการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนว่างงาน จะมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ สำหรับผู้ถูกเลิกจ้าง จะได้รับประโยชน์ทดแทนในอัตรา 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน สำหรับผู้ลาออกจากงาน ได้รับในอัตรา 30% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ตามเงื่อนไขในการส่งเงินสมทบแต่ละกรณี โดยผู้ประกันตนจะต้องไปขึ้นทะเบียนหางานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงาน</p>
<p>2) ลูกจ้างที่ออกจากงาน จะยังคงได้รับความคุ้มครองจากสำนักงานประกันสังคมต่อไป อีก 6 เดือน นับจากวันที่ลาออกจากงาน โดยจะได้รับความคุ้มครองต่อ 4 กรณี คือ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ตามเงื่อนไข ในการส่งเงินสมทบแต่ละกรณี และถ้าผู้ประกันตนประสงค์ที่จะอยู่ในระบบประกันสังคมต่อ ก็สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้ตามเงื่อนไข คือ เคยนำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และจะต้องสมัครภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ลาออกจากงานและจะต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราเดือนละ 432 บาท ได้รับความคุ้มครองทั้งหมด 6 กรณี คือ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตรและชราภาพ</p>
<p><strong>&#8220;<span class="anchor-link">อุมาพันธุ์ เจริญยิ่ง</span>&#8220;</strong> ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย  แนะคนที่สะสมเงินเข้าประกันสังคม ต้องอย่าลืมว่าคุณมีสิทธิที่จะได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงาน</p>
<p>&#8220;แต่การเลิกจ้างนี้ ต้องไม่ได้เกิดจากทุจริตหรือก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง  หลายคนดีใจมาก นึกว่า เงินเดือนแสน ได้ถึงเงินชดเชยเดือนละ 50,000 บาท  ที่จริงแล้วไม่ใช่  ก็ต้องบอกว่า ในส่วนอัตราค่าจ้าง จะคิดอัตราสูงสุดลิมิตอยู่ที่ 15,000 บาท  ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับอัตราที่ใช้คำนวณเงินที่คุณส่งเงิน</p>
<p>สมทบในแต่ละเดือน  แนะว่าให้ไปทำการยื่นเรื่องขอเบิกเงินค่าชดเชยที่ประกันสังคม เพื่อใช้เป็นต้นทุนที่ใช้ในการหางาน เป็นหลักประกันว่าแต่ละเดือนมีเงินใช้จ่าย  ถึงแม้จะไม่มากนักก็ตาม  แต่ประโยชน์ที่ควรจะได้รับให้ถูกต้อง นั่นคือ จำนวนเงินค่าชดเชยที่พึงได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน&#8221;</p>
<p><strong> 2. ตรวจสุขภาพการเงิน</strong></p>
<p>เสกสรรบอกว่าเมื่อว่างงาน แน่นอนว่ารายรับของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่รายจ่ายส่วนใหญ่จะยังคงอยู่  จึงจำเป็นต้องมีการตรวจเช็คข้อมูลทางการเงินของตนเองเป็นการด่วนว่า มีสินทรัพย์ หนี้สิน เงินลงทุน ภาระผูกพันอะไรอยู่บ้าง ยังมีแหล่งรายได้ที่ยังเหลืออยู่บ้างไหม และมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ของตนเองและครอบครัวอยู่เท่าไร</p>
<p>สำหรับสินทรัพย์และเงินลงทุน ควรจัดกลุ่มออกเป็นสิ่งที่มีสภาพคล่องและไม่มีสภาพคล่อง เพื่อประเมินถึงความสามารถในการแปรเปลี่ยนเป็นเงินสด ให้สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่ยังคงเหลืออยู่ โดยจะต้องอัพเดทมูลค่าของทรัพย์สินเงินลงทุนให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน ไม่ใช่ราคาต้นทุน</p>
<p>สำหรับค่าใช้จ่ายและการผ่อนชำระหนี้ต้อง ตรวจสอบว่าในแต่ละเดือนจะมีค่าใช้จ่ายอะไรที่จำเป็นต้องจ่ายบ้าง และค่าใช้จ่ายอะไรที่สามารถลดได้หากจำเป็น รวมถึงมูลค่าหนี้สินที่คงเหลืออยู่ว่ามีสถานะเท่าใด เพื่อให้ทราบถึงสุขภาพการเงินของคุณที่เป็นปัจจุบัน</p>
<p>สอดรับกับอุมาพันธุ์ที่มองว่าเมื่อตกงานถือว่าเป็นโอกาสอันดี ที่จะต้องสำรวจตัวเองว่า สุขภาพการเงินของเราเป็นอย่างไรบ้าง เพราะว่า ว่างงานในช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้ จะได้เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมว่า เราสามารถรับมือวิกฤติได้แค่ไหน</p>
<p>การตรวจสุขภาพการเงิน คือ การดูว่า ณ จุดนี้ เรามีความมั่งคั่งเป็นอย่างไร  เช็คว่า เราสะสมเงินทอง ของมีค่า มากน้อยแค่ไหน มีเงินสดอยู่เท่าไหร่ มีเงินลงทุนเท่าไหร่ ทรัพย์สินที่ดิน บ้าน รถ เครื่องประดับ หุ้น กองทุน เรามีอะไรบ้าง มูลค่าตลาดอยู่ที่เท่าไหร่  พอดูทรัพย์สินแล้ว ก็ต้องดูภาระว่า มีภาระหนี้สินอะไรบ้าง  ตัวไหนเยอะสุดๆ ทรัพย์สินที่มีคุ้มภาระหนี้ที่มีอยู่หรือไม่  ซึ่งนั่นก็คือ ความมั่งคั่งของเรานั่นเอง</p>
<p>&#8220;การตรวจสุขภาพยังทำให้รู้ด้วยว่า เรามีสัดส่วนการออม การลงทุน และภาระตัวไหนเยอะสุด มากไป หรือน้อยไป เพราะในบางครั้ง อาจจะมั่งคั่งเยอะ แต่สภาพคล่องน้อย เช่น ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดิน ก็มีปัญหาสุขภาพการเงินได้ เพราะช่วงชีวิตสะดุด ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายยังคงมีอยู่ตลอด ก็อาจพบปัญหาขาดสภาพคล่องได้&#8221;</p>
<p><strong> 3 รื้อปรับขยับการใช้เงิน</strong></p>
<p>เสกสรรให้ข้อคิดว่า เมื่อตรวจสอบสถานะการเงินเรียบร้อยแล้ว คุณคงพอทราบว่าตัวเองพอมีความมั่นคงทางการเงินเพียงใด รายได้ที่ยังเหลือกับทรัพย์สินที่มีอยู่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและหนี้สินหรือ ไม่ หากมีไม่เพียงพอหรือสามารถรองรับภาระค่าใช้จ่ายได้ไม่นาน ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินอย่างเร่งด่วน จะปรับมากหรือน้อยก็ขึ้นกับระดับความจำเป็น สิ่งที่ต้องลดลงก่อนเป็นอันดับแรก</p>
<p>ได้แก่ รายจ่ายฟุ่มเฟือย เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อสันทนาการ ท่องเที่ยว ชอปปิ้ง ซื้อเสื้อผ้า ต้องลดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามสถานภาพปัจจุบัน</p>
<p>ต่อมาคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต จ่ายให้น้อยลงสำหรับสิ่งจำเป็น เช่น ลดการทานอาหารนอกบ้านหรือมีราคาแพงให้น้อยลง สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรลดหรือเลือกลดเป็นอันดับท้ายๆ คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับหนี้สินที่ลดแล้วจะกระทบต่อเครดิตและความน่าเชื่อถือของตัว คุณ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ การค้างชำระหนี้บัตรเครดิตมากกว่าที่กำหนด เป็นต้น</p>
<p>สิ่งที่อุมาพันธุ์แนะนำเพิ่มเติมคือ  คนตกงานควรจะใช้นโยบายรัดเข็มขัด ปรับการใช้เงิน  สิ่งจำเป็นของคนตกงานคือควรจะจดบัญชีรับจ่าย จะได้รู้ว่า ค่าใช้จ่ายตัวไหนเป็นค่าใช้จ่ายหลัก หรืออาจเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น</p>
<p>&#8220;ในช่วงนี้ไม่ต้องเดินทางไปไหนแล้ว  ค่าใช้จ่ายด้านพาหนะก็สามารถที่จะปรับลดลงได้  ค่าใช้จ่ายด้านอาหารการกิน แทนที่จะกินข้าวนอกบ้านให้สิ้นเปลืองและเสียสุขภาพ  ก็เป็นโอกาสที่จะแสดงฝีมือ ทำอาหารทานเอง  ดีไม่ดี อาจพบพรสวรรค์ของตัวเอง สามารถนำมาเป็นอาชีพเสริมได้ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในส่วนของสันทนาการ เสื้อ ผ้า หน้า ผม ก็ควรที่จะปรับลดลง  พอห้างเซลล์  ก็ไม่ต้องรีบกระโจนใส่ เพราะถ้าเผลอรูดบัตรไป เดือนหน้าไม่มีเงินเดือนเข้ามาช่วยจ่ายแล้ว  หลักๆ คือต้องระวังการใช้เงิน&#8221;</p>
<p><strong> 4.เคลียร์เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</strong></p>
<p>เสกสรร อธิบายว่า เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ เงินสะสม (ที่สมาชิกจ่ายเข้ากองทุน) เงินสมทบ (ที่นายจ้างจ่ายให้) ผลประโยชน์เงินสะสม  และผลประโยชน์เงินสมทบ (สิ่งที่งอกเงยจากการลงทุน)</p>
<p>เงินที่เป็นสิทธิของคุณในฐานะสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแน่นอนคือ เงินสะสมและผลประโยชน์เงินสะสม ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบ จะได้รับก็ต่อเมื่อคุณปฏิบัติตามเงื่อนไขของกองทุน เช่น มีอายุงานถึงเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อคุณออกจากงานจะมีทางเลือกคือ รับเงินก้อน โดยถือว่าเป็นการลาออกจากระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่รับเงินก้อนนี้ โดยคงเงินไว้ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก่อน เพื่อรอโอนย้ายไปยังกองทุนสำรองใหม่ของบริษัทนายจ้างในอนาคต</p>
<p>ข้อพึงระวังคือ หากคุณลาออกจากกองทุนโดยที่ยังไม่เกษียณอายุ คุณอาจจะเสียผลประโยชน์จากเงินสมทบที่จะได้รับไม่เต็มจำนวน อีกทั้ง เงินที่ได้รับจากกองทุนในส่วนของเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสะสม และเงินสมทบจะต้องถูกหักภาษี ตามเงื่อนไขเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย</p>
<p>เรื่องนี้ อุมาพันธุ์ บอกว่าคนที่มีเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีสองทางเลือก ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักดูว่า ควรเลือกทางเลือกไหน  ทางเลือกที่ 1 คงเงินไว้ในกองทุนต่อไป จนกว่าจะได้งานใหม่  ค่อยย้ายกองทุนไปที่กองทุนของที่ทำงานใหม่ หรือทางเลือกที่ 2 เอาเงินออกจากกองทุน เพื่อนำมาใช้จ่าย</p>
<p>ส่วนทางเลือกที่ 1 หรือ 2 ดีกว่ากัน ก็ต้องบอกว่า ขึ้นอยู่กับสุขภาพทางการเงินของคุณ  และโอกาสที่คาดว่า จะหางานใหม่ได้เมื่อไหร่  เพราะถ้าเลือกทางเลือกที่ 1 ก็ต้องแจ้งกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลว่า คุณมีความประสงค์จะคงเงินไว้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 650 บาท ต่อปี</p>
<p>ทางเลือกนี้ คุณจะได้ออมอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เอาเงินออกจากกองทุน เก็บก้อนนี้ไว้ใช้ในยามเกษียณ</p>
<p>ทางเลือกที่สอง เอาเงินออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเลย  ซึ่งทางเลือกนี้ ต้องเสียภาษี  โดยสามารถแยกยื่นได้  หลักคือ ดูที่อายุงานว่า ถ้าน้อยกว่า 5 ปี จะไม่ได้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเลย</p>
<p>แต่ถ้ามากกว่า 5 ปี รัฐให้สิทธิลดหย่อนภาษี  โดยหักลดหย่อนขั้นที่ 17,000 บาท คูณจำนวนปีตามอายุงาน หักขั้นที่ 2 หักลดหย่อนได้อีก 50% ของเงินก้อนหลังหักลดหย่อนขั้นที่ 1  เหลือเท่าไหร่ ก็ต้องนำเงินก้อนนี้ไปเสียภาษี</p>
<p><strong> 5.ถนอมเงินก้อนที่ได้มา</strong></p>
<p>เสกสรร เตือนว่า ถ้าตกงาน เงินก้อนที่ได้มาอย่าเพิ่งรีบใช้ หรือนำไปลดหนี้   คนส่วนใหญ่จะคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการจัดการเงินก้อนนี้ ก็คือ การเอาไปลดหนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย</p>
<p>แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การจัดสรรเงินให้เพียงพอต่อการดำรงชีพตามปกติ เพียงพอต่อการจ่ายคืนหนี้ได้ตามกำหนด</p>
<p>โดยต้องคิดออกมาให้ได้ว่าค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพรวมค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และชำระบัตรเครดิตในแต่ละเดือนเป็นเท่าใด</p>
<p>จากนั้นก็ต้องกันเงินสำรองส่วนนี้ให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรกประมาณ 6-8 เท่า เพื่อเป็นหลักประกันว่า ยามว่างงานคุณจะยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติไปอีกอย่างน้อย 6-8 เดือน จนกว่าจะได้งานใหม่ และเมื่อกันเงินส่วนนี้แล้วยังมีเงินก้อนเหลือ จึงค่อยพิจารณาว่าจะจัดการอย่างไรดี</p>
<p>ส่วน อุมาพันธุ์ เสริมว่าบางคนทำงานมานาน ได้รับเงินชดเชยตามอายุงาน  เป็นเงินก้อน  หรือมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากกองทุนประกันสังคม   ก็ต้องบอกว่า อย่าเพิ่งผลีผลามนำเงินก้อนนั้นไปใช้จ่าย  ควรเก็บเป็นเงินก้นถุงสำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน</p>
<p>ปกติเงินเผื่อฉุกเฉินควรมีอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เผื่อในช่วงที่เราตกงาน และอยู่ในช่วงหางานใหม่  แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ต้องบอกว่า ควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเผื่อไว้อย่างน้อย 6 เดือนถึงหนึ่งปี เลยทีเดียว</p>
<p>ดังนั้น เงินก้อนนี้ ควรกันเก็บไว้เป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินให้เพียงพอก่อนที่จะนำไป ใช้จ่าย  โดยอาจจะเก็บในรูปของเงินฝากธนาคาร หรือกองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น</p>
<p><strong> 6.มองหางานใหม่</strong></p>
<p>เมื่อว่างงานคนส่วนมากจะเร่งหางานใหม่ให้ได้เร็วที่สุด แต่กลายเป็นว่า แม้ได้งานใหม่กลับทำได้ไม่นานก็ลาออกอีก เพราะยังไม่ใช่งานที่ชอบ ไม่เหมาะสมกับตัว หรือทำไปก็ไม่มีความสุข  เสกสรรบอกว่าในโลกแห่งความเป็นจริง น้อยคนนักที่จะได้ทำงานที่ตนเองชอบจริงๆ  การจะประเมินว่าคนคนหนึ่งจะทำงานที่หนึ่งได้นานแค่ไหน ขึ้นกับเหตุผลของความพอใจใน 3 เรื่องด้วยกัน คือ เนื้อหางาน รายได้ และ ผู้ร่วมงาน</p>
<p>ความพอใจในเนื้อหางาน หมายถึง ความชื่นชอบภูมิใจในงานที่ทำตำแหน่งที่ได้รับ ชั่วโมงที่ต้องทำงาน และความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ รายได้ หมายถึง จำนวนเงินที่ได้รับ ความถี่หรือความสม่ำเสมอของรายได้ ผู้ร่วมงานหมายถึง เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง หรือบุคคลนอกบริษัทที่ต้องติดต่อประสานงานด้วย เป็นต้น หากใครมีความพึงพอใจหรือรับได้ต่อสิ่งเหล่านี้อย่างน้อย 2 ใน 3 อย่าง ก็จะสามารถทำงานนั้นได้อย่างยาวนาน</p>
<p>อุมาพันธุ์ ให้ข้อคิดว่า&#8221;ในวิกฤติย่อมมีโอกาส&#8221;  อย่ามัวรอช้า  ควรมองหางานใหม่ในทันทีไม่ต้องรีรอ   ช่องทางการสมัครงานมีได้หลากหลายผ่านเว็บไซต์ของบริษัทต่างๆ หรือ ผ่านเว็บไซต์ของบริษัทจัดหางาน</p>
<p>ยิ่งในช่วงนี้ มีการออกบูธของบริษัทจัดหางานตามศูนย์ประชุม หรือตามห้าง ก็ควรคอยดูจังหวะติดตาม ข้อมูลข่าวสาร การเปิดรับสมัคร  เพราะคุณมีโอกาสได้เข้าเจอะเจอกับพนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลโดยตรง หากมีข้อ สงสัยของลักษณะงานจะได้สอบถามให้เข้าใจ  หลายที่มีการสอบข้อเขียนก่อนการสอบสัมภาษณ์ ช่วงที่ว่างนี้ เดินสายสอบข้อเขียน สอบภาษาให้เรียบร้อย ก็เป็นตัวช่วยที่ทำให้ใบสมัครและประวัติของเราน่าสนใจ</p>
<p><strong>7.ปัดฝุ่นเรซูเม</strong></p>
<p>&#8220;เรซูเมดีมีชัยไปกว่าครึ่ง&#8221; นั่นเป็นสิ่งที่อุมาพันธุ์บอก</p>
<p>บางคนไม่ได้อัพเดทเลย ก็ควรนำมาเติม หรืออัพเดทว่า งานล่าสุดเราทำอะไร  อยู่ในตำแหน่งไหน  มีหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้าง  ที่ผ่านมาวุฒิการศึกษาเปลี่ยนรึเปล่า  ไปร่ำเรียนอะไรเพิ่มมา หรือผ่านคอร์สอบรมพิเศษ ที่ทำให้เรามีทักษะที่น่าสนใจ   รูปถ่ายปัจจุบันก็สำคัญ  รูปเก่า ทรงผมเก่า เชย ถ่ายมานานมากแล้ว ก็ได้เวลาไปปรับปรุงใหม่  ปรับลุคให้ดูทันสมัย ภูมิฐาน ถ่ายใหม่</p>
<p>ส่วนเสกสรรเห็นว่าเรซูเม เป็นเอกสารชิ้นแรกที่ทำให้ที่ทำงานใหม่จะรู้จักคุณ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ข้อมูลครบ และให้เขารู้จักคุณให้มากที่สุด โดยเฉพาะข้ อมูลเพื่อบอกว่าคุณมีความเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่สมัครมากเพียงใด เพื่อให้ได้รับการพิจารณา</p>
<p>นอกจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงานที่เป็นข้อเท็จจริงแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใส่รายละเอียดของประสบการณ์ ความสำเร็จของงานในอดีต โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานใหม่ที่สมัครเข้าทำงาน เพื่อให้เห็นถึงความพร้อม และความสามารถที่จะเข้าทำงานใหม่ได้ทันที</p>
<p>&#8220;ทุกวันนี้บริษัทต่างๆ ต้องการคนที่เข้าไปแล้วทำงานได้ทันที ใช้เวลาการเรียนรู้งานให้น้อยที่สุด และสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็คือ ประวัติการฝึกอบรม หลักสูตรพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะหลักสูตรเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพการทำงาน การเป็นผู้บริหาร การเจรจาต่อรอง การนำเสนอต่างๆ  เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยแสดงถึงศักยภาพของคุณได้อีกทาง&#8221;</p>
<p><strong> 8.ใช้เวลานี้พัฒนาตัวเอง</strong></p>
<p>ในช่วงเวลาที่ตกงาน  เสกสรรมองว่าคือช่วงเวลาทองที่หาไม่ได้ หากคุณยังทำงานประจำอยู่  ในระหว่างหางานใหม่ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ปล่อยเวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็ควรมีการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะทักษะด้านการสื่อสารในภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน เขียน และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานทุกอย่างไปแล้ว</p>
<p>นอกจากนั้น ก็เป็นการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านวิชาชีพตามความจำเป็นในสายงานที่ทำอยู่ ตาม หรือสนใจเข้าไปทำ เช่น การเข้าอบรมเพื่อให้รู้ถึงกฎหมายใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน รวมถึงการอบรมหลักสูตรต่างๆ และเข้าสอบใบอนุญาตต่างๆ ที่คิดว่าจำเป็นต่อการทำงานในอนาคต</p>
<p>อุมาพันธุ์ ก็เห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาว่างที่ไม่ควรปล่อยไปให้เปล่าประโยชน์  โอกาสในการหาความรู้เพิ่มเติม ที่มีอยู่ฟรี มีเต็มไปหมด เช่น การเข้าเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆ การจัดเสวนา หรือเข้าอบรมหลักสูตรฝึกอบรมของตลาดหลักทรัพย์ก็น่าสนใจ  เติมทักษะใหม่ๆ ให้ตนเอง ทันสมัย หรือเข้าเรียนภาษาให้คล่องมากขึ้นทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาจีนก็ดี</p>
<p>ใครที่ทำงานอยู่ในแวดวงการเงิน ที่ต้องมีใบอนุญาตต่างๆ ช่วงนี้ ก็เป็นช่วงดีที่มีเวลาอ่านหนังสือ ไปสอบใบอนุญาตผู้ติดต่อผู้ลงทุน เพื่อขายกองทุนรวม ขายหุ้น ขายตราสารหนี้  หรือสอบใบอนุญาตประกันชีวิต เพื่อที่จะเป็นคุณสมบัติเสริมที่ดีในการสมัครงาน หรืออาจเป็นอาชีพใหม่ที่น่าสนใจแทนอาชีพเดิมได้</p>
<p><strong> 9.ผันตัวเป็นฟรีแลนซ์&amp;จับงานพาร์ทไทม์</strong></p>
<p>สิ่งหนึ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนใฝ่ฝัน ก็คือ การอยากทำงานที่มีอิสระ เป็นเจ้านายตนเอง ไม่ต้องคอยเป็นลูกจ้างใคร แต่เสกสรรมองว่า ในความเป็นจริงมีมนุษย์เงินเดือนเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่ “กล้า” ลาออกจากงานประจำมาทำงานอิสระเหล่านี้ ด้วยเหตุผลหลักคือเรื่องความมั่นคงของรายได้ ที่มักไม่เท่ากับการเป็นพนักงานกินเงินเดือน</p>
<p>ดังนั้น ช่วงเวลาว่างงานนี้คือโอกาสอันดี สำหรับการทดลองทำในสิ่งที่ชื่นชอบ อยากทำและมีรายได้ให้ตนเอง โดยเริ่มจาก บงานพาร์ทไทม์หรือฟรีแลนซ์ที่ตนเองถนัดหรือมีความเชี่ยวชาญ ก่อน ไม่แน่ว่าคุณอาจพบหนทางสว่างในอาชีพ และไม่ต้องกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนเลยก็เป็นได้</p>
<p>อุมาพันธุ์ บอกว่า สภาพเศรษฐกิจแบบนี้งาน full time อาจจะหายาก  แต่ถ้าทำเป็นพาร์ทไทม์ หรือรับเป็นฟรีแลนซ์ ก็เป็นโอกาสที่น่าสน รับงานแล้วกลับมาทำที่บ้าน ก็ลดค่าใช้จ่ายลงได้ งานรับเป็นที่ปรึกษา หรือโครงการต่างๆ ก็เป็นโอกาสในการรับเงินก้อน   นอกจากนี้ งานขายตรง ก็เป็นโอกาสที่ไม่เลว บางทีคุณอาจจะเจอพรสวรรค์ของตนเองก็ได้  ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า หรือการขายประกันชีวิต  ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จในการขาย อาจกลายมาเป็นอาชีพประจำของคุณในที่สุด</p>
<p><strong>10.ถือโอกาสชาร์จแบตให้ตัวเอง</strong></p>
<p>เสกสรร อยากให้คิดว่าช่วงว่างงานนี้คือ ช่วงพักร้อนของชีวิต ที่ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องมีคำสั่ง ไม่ต้องอดทนกับสิ่งที่คุณไม่อยากเจอ  ปล่อยใจให้สบายๆ เลือกให้รางวัลชิ้นใหญ่กับชีวิตแบบเต็มที่  ไม่ว่าจะเป็นการไปท่องเที่ยวในที่ที่อยากไปมานานแต่ไม่มีโอกาสได้ไป การใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างเต็มที่ เดินสายพบปะสังสรรค์ ญาติที่ห่างหาย เพื่อนฝูง หรือผู้ร่วมงานเก่าๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต รับฟังความคิดเห็นหรือข้อมูลจากคนอื่น ไม่แน่คุณอาจได้งานใหม่ที่รอคอยมานานจากคนรอบกายเหล่านี้ก็ได้ ใครจะรู้</p>
<p>หลายคนที่ไม่เคยได้หยุดพัก ทำงานหนักมาตลอด อุมาพันธุ์แนะให้ใช้ช่วงนี้เป็นโอกาสดีที่จะหยุดพักผ่อน  ผ่อนคลายสมองตามแหล่งท่องเที่ยวที่สงบ</p>
<p>หรือโอกาสในการเดินสายทำบุญ ปฏิบัติธรรมก็ไม่เลว สุขกายและได้สุขใจขึ้นด้วย</p>
<p>&#8220;ใครที่เคยเอาแต่นั่งทำงาน จนพุงเป็นห่วงยางเต็มไปหมด ก็เป็นโอกาสดี ในการเข้าฟิตเนส ออกกำลังกาย  หรือการไปวิ่งตามสวนลุม ก็ทำให้ได้โอกาส</p>
<p>สูดอากาศตอนเช้าที่สดใส  ใช้ช่วงว่างมีเวลาจัดข้าวของให้เข้าที่ จัดระเบียบชีวิตของตนเอง  ให้นาฬิกาในร่างกายเราได้หยุดพัก เติมเต็มพลังให้เต็มที่ เวลาไปสัมภาษณ์งานจะได้ไปพร้อมกับความสดใส และความพร้อมที่จะลุยกับงานใหม่ต่อไป&#8221;</p>
<p>เห็นมั้ยว่า คนตกงานยังมีอะไรให้จัดการอีกมากมายหลายสิ่ง หวังว่าข้อคิดของเสกสรรและข้อแนะนำของอุมาพันธุ์ จะทำให้คนตกงานและคนที่ส่อเค้าว่าอาจจะตกงาน  พอจะมีเข็มทิศให้สำหรับชีวิตที่ตกงาน</p>
<p>ที่มา &#8211; <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20090322/26157/10-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.html" target="_blank" rel="noopener noreferrer">กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ </a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/1849">10 เรื่องต้องจัดการ เมื่อตกงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/business-articles/1849/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>เจ็ดบทเรียน นำพาฝ่าวิกฤติ</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/business-articles/1848</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/business-articles/1848#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 25 Mar 2009 12:19:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พิชัย พืชมงคล]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความธุรกิจและการลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/1848</guid>
				<description><![CDATA[<p>Bill George เป็นอาจารย์ที่ Harvard Business School ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีชื่อ Authentic Leadership และ True North ผมชอบอ่านข้อเขียนของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/1848">เจ็ดบทเรียน นำพาฝ่าวิกฤติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>Bill George เป็นอาจารย์ที่ Harvard Business School ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีชื่อ <a href="http://books.google.com/books?id=ekW5B8Cngt8C&amp;dq=authentic+leadership&amp;printsec=frontcover&amp;source=bn&amp;hl=th&amp;ei=p_TISb_0DJyi6gPe_7ivAg&amp;sa=X&amp;oi=book_result&amp;resnum=4&amp;ct=result" target="_blank" rel="noopener noreferrer">Authentic Leadership</a> และ <a href="http://books.google.co.th/books?id=wsdKd428SaYC&amp;dq=True+North&amp;printsec=frontcover&amp;source=bl&amp;ots=cgfpsoRTpF&amp;sig=kJ6BKW_wyV12groB0QOj_5VrDwk&amp;hl=th&amp;ei=jfPISY-0JZWIkQXv2K3jAg&amp;sa=X&amp;oi=book_result&amp;resnum=7&amp;ct=result" target="_blank" rel="noopener noreferrer">True North</a> ผมชอบอ่านข้อเขียนของเขาครับ</p>
<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาเขียนบทความชื่อ <a href="http://online.wsj.com/article/SB123551729786163925.html?mod=article-outset-box" target="_blank" rel="noopener noreferrer">Seven Lessons for Leading in Crisis</a><br />
ลงตีพิมพ์ใน the Wall Street Journal<br />
ซึ่งเป็นภาวะที่เกือบทุกสถาบันในสหรัฐและทั่วโลก<br />
กำลังเผชิญกับความโกลาหลปั่นป่วน มีการเลิกจ้าง</p>
<p>ถ้าท่านเป็นผู้นำ คงอ่านภาษาอังกฤษจากลิงก์ข้างบนได้อยู่แล้ว ผมจึงแปลมาเป็นไทยแบบคร่าวๆ ดังนี้ครับ</p>
<ol>
<li>เผชิญหน้ากับความเป็นจริง</li>
<li>อย่าประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป</li>
<li>เก็บเงินสดไว้ บริหารเงินสดอย่างฉลาด</li>
<li>กระจายงานออก อย่าทำเป็นเก่งอยู่คนเดียว</li>
<li>ก่อนจะขอให้ผู้อื่นเสียสละอะไร ลองสละเองก่อน</li>
<li>ถือโอกาสเปลี่ยนแปลง อย่าปล่อยผ่านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น</li>
<li>ตลาดเปลี่ยนแปลงไปแล้ว อย่าทำเหมือนเดิม ออกไปเรียนรู้และค้นพบตลาดใหม่ซะ<b></b></li>
</ol>
<p><b>ที่มา</b> &#8211; <a href="http://lanpanya.com/wash/archives/712" target="_blank" rel="noopener noreferrer">บลอกลานซักล้าง</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/1848">เจ็ดบทเรียน นำพาฝ่าวิกฤติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/business-articles/1848/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม(Blue Ocean Strategy) : จากหลักการพื้นฐานสู่การปฏิบัติในท้องถิ่น</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/business-articles/1840</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/business-articles/1840#respond</comments>
				<pubDate>Sat, 21 Mar 2009 03:14:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พิชัย พืชมงคล]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความธุรกิจและการลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/1840</guid>
				<description><![CDATA[<p>
ปัจจุบัน คงไม่มีนักธุรกิจคนใดไม่รู้จัก &#34;<b>กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม</b>&#34; หรือ<b>บลู โอเชี่ยน สตราติจี้ </b>(<b>Blue Ocean Strategy</b>) ในโอกาสที่ศาสตราจารย์ชาน คิม (W.</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/1840">กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม(Blue Ocean Strategy) : จากหลักการพื้นฐานสู่การปฏิบัติในท้องถิ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบัน คงไม่มีนักธุรกิจคนใดไม่รู้จัก &#8220;<b>กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม</b>&#8221; หรือ<b>บลู โอเชี่ยน สตราติจี้ </b>(<b>Blue Ocean Strategy</b>) ในโอกาสที่ศาสตราจารย์ชาน คิม (W. Chan Kim)<br />
วิทยากรจากมหาวิทยาลัยธุรกิจนานาชาติ ผู้เขียนหนังสือ Blue Ocean Strategy<br />
ที่มียอดขาย 2 ล้านเล่ม และผ่านการแปลถึง 41 ภาษา<br />
เดินทางมายังไทยเพื่อร่วมงานสัมมนา <b>&#8220;Blue Ocean Strategy&#8221; From key principles to local practice</b> จัดโดย บริษัท AIM Inlines &#8220;กรุงเทพธุรกิจ&#8221; ได้ถ่ายทอดแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจในยุคที่หลายๆ คน เร่งมองหาทางออกในขณะนี้</p>
<p>ศ. คิม กล่าวว่า การที่นักธุรกิจจะประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันเพียงอย่างเดียว แต่<b>ความสามารถหาลูกค้าหรือความต้องการใหม่ ๆ ก็ทำให้ประสบความสำเร็จได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ<br />
</b><br />
<b>คิดแบบนอกกรอบ</b></p>
<p>ปัจจุบันมีหลายองค์กร ที่ใช้กลยุทธ์บลูโอเชี่ยน<br />
ในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการ อาทิเช่น สตาร์บัคส์<br />
ที่สามารถสร้างตลาดใหม่เกิดขึ้น<br />
จนเป็นเชนร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก</p>
<p>ศ.คิม มองว่าในยุควิกฤติเศรษฐกิจ การนำกลยุทธ์บลูโอเชี่ยนมาใช้ ควรศึกษาให้เข้าใจก่อนลงมือปฏิบัติ โดยเริ่มต้นจาก <b>การคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ แทนการคิดแบบเดิมที่เน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน</b></p>
<p>&#8220;จุดต่างแตกต่างของบลูโอเชี่ยน ก็คือ <b>สามารถลดต้นทุนและเพิ่มคุณ<br />
ค่าของสินค้าและบริการในเวลาเดียวกัน<br />
ขณะที่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแบบเดิม<br />
จะต้องเลือกระหว่างเพิ่มคุณค่าหรือลดต้นทุนเท่านั้น</b>&#8221;</p>
<p>ซึ่งความสำเร็จที่ชัดเจนและแตกต่าง คือ <b>ทำให้เกิดกระบวนการคิดและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้นจากเดิมที่อยู่ในน่านน้ำสีแดง (Red Ocean) </b></p>
<p>ทั้งนี้ ศ.คิม ยกตัวอย่างวิธีกระตุ้นกระบวนความคิดเชิงสร้างสรรค์ว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้คนคิดนอกกรอบได้ คือ <b>ต้องเข้าใจในสภาพแวดล้อมและสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จากนั้นให้มองไปที่ลูกค้า</b></p>
<p><b>โดยพยายามทำความเข้าใจลูกค้า</b> และต้องลืมแนวคิดแบบเดิม ๆ เพราะสิ่งที่ลูกค้าให้กลับมา คือ สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้น <b>จะต้องเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น เรียนรู้ขั้นตอนของการรับฟังและมองสิ่งที่เรียกว่า ลูกค้าที่ไม่ใช่ลูกค้า (Non-Customer)</b> ให้มากขึ้นด้วย</p>
<p><b>เบนเข็มสร้างตลาดใหม่</b></p>
<p>หลักการสำคัญคือ <b>การสร้างตลาดใหม่เพื่อหลีกหนีการแข่งขัน</b> ซึ่งเป็นเรื่องท้าทาย เพราะเราต้องสร้างขอบเขตตลาดขึ้นมาใหม่ เริ่มจาก<b>การ<br />
มองข้ามไปยังอุตสาหกรรมทางเลือกอื่น ๆ มองข้ามไปยังกลุ่มกลยุทธ์อื่นๆ<br />
ในอุตสาหกรรมเดียวกัน มองข้ามไปยังห่วงโซ่ของผู้ซื้อ<br />
มองข้ามไปยังผลิตภัณฑ์เสริมและข้อเสนอบริการเพิ่มเติม<br />
มองข้ามไปยังความพึงพอใจทางอารมณ์<br />
หรือด้านการใช้งานสำหรับผู้ซื้อและท้ายสุดคือ การมองข้ามเรื่องกาลเวลา</b></p>
<p>ศ. คิม ยกตัวอย่าง London Symphony orchestra ที่ใช้กลยุทธ์นี้<br />
สร้างตลาดใหม่ ด้วยการผสมผสานจุดเด่นของดนตรีคสาสสิกกับดนตรีป๊อป<br />
เป็นสิ่งดึงดูดผู้คนให้เข้ามาชม<br />
และเปลี่ยนรูปแบบการแสดงจากเดิมที่ใช้นักดนตรีจำนวนมาก ก็ลดลงเหลือแค่ 1<br />
ใน 3 และเปลี่ยนสถานที่แสดง เป็นที่แยงกี้สเตเดี้ยม ช่วยให้ลดต้นทุนได้มาก</p>
<p>ขณะเดียวกัน ก็ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงดนตรีคลาสสิกได้ง่ายขึ้น<br />
เพราะรูปแบบการนำเสนอที่เปลี่ยนไป<br />
ทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างง่ายดาย จากเดิมที่คนที่นิยมดู<br />
จะเป็นกลุ่มคนสูงวัยและมีภาพลักษณ์หรูหราอลังการ</p>
<p><b>ให้ความสำคัญคนที่ไม่ใช่ลูกค้า</b></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่าง เกมนินเทนโด ที่มีแนวคิด<b>พัฒนาสินค้าให้กลุ่มลูกค้าที่ไม่ใช่ลูกค้า</b><br />
ด้วยการพัฒนาเกมที่ทุกคนในบ้าน สามารถเล่นด้วยกันได้ออกมาเมื่อปี 2549<br />
จนกลายเป็นบริษัทเกมอันดับ 1 ในโลก เพราะสามารถขยายฐานลูกค้า<br />
ในส่วนที่ไม่ใช่ลูกค้าหลักได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว</p>
<p>จากเดิมที่กลุ่มเป้าหมายหลักมีอายุ 15-19 ปี ซึ่งมีสัดส่วนในตลาดประมาณ<br />
12% ซึ่งมีความต้องการหลากหลาย จนบริษัทต้องสต็อกสินค้าจำนวนมาก<br />
ให้กับลูกค้าแต่ละช่วงอายุ และยังต้องแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งอีกด้วย<br />
แต่หลังจากออกเกมสำหรับครอบครัว อาทิเช่น กอล์ฟ<br />
ก็ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นมหาศาล</p>
<p>&#8220;ตรงนี้ก็เท่ากับเป็น<b>การสร้างน่านน้ำใหม่</b> ให้คนที่ยังไม่เคยคิดถึงสินค้าของคุณนั่นเอง&#8221;</p>
<p>เหล่านี้ คือ ตัวอย่างของ &#8220;<b>กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม</b>&#8221;<br />
ที่มีข้อสรุปคือ การหนีการแข่งขัน โดยให้ผู้ซื้ออยู่ตรงกลาง<br />
โดยที่เราต้องสร้างคุณค่าสำหรับผู้ซื้อ<br />
ซึ่งในที่นี้ผู้ซื้อหมายถึงใครก็ได้ จะเป็นลูกค้าโดยตรงหรือซัพพลายเออร์<br />
โดย<b>ต้องพยายามทำให้ลูกค้ามีความสุข หรือเกิดความพึงพอใจมากที่สุด</b></p>
<p><b>นวัตกรรม ต้นทุนสูง ความสำเร็จต่ำ</b></p>
<p>สิ่งสำคัญอีกประการที่ ศ. คิม กล่าวเตือนคือ การที่หลายคน มักคิดว่า<br />
จะลงทุนสร้างนวัตกรรมออกมาสร้างตลาดใหม่ เป็นความคิดที่ผิด<br />
เพราะจากการงานวิจัยพบว่า <b>นวัตกรรมคิดเป็นแค่ 10% ของความสำเร็จเท่านั้น และการลงทุนเรื่องนวัตกรรมมีความเสี่ยงสูง จึงไม่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก</b></p>
<p>อย่างไรก็ตาม อาจสรุปได้ว่า กลยุทธ์น่านน้ำสีครามคือ <b>การสร้างตลาดใหม่โดยไม่ต้องแข่งขันกันไปตายในน่านน้ำสีแดง</b><br />
แต่ถึงกระนั้นน่านน้ำสีคราม ก็อาจกลายเป็นน่านน้ำสีแดงได้เช่นกัน<br />
จึงต้องมีการสร้างน่านน้ำสีครามอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างตลาดใหม่<br />
ไปเรื่อยๆ เพราะไม่ใช่แค่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน<br />
แต่เป็นการสร้างผลกำไรในอนาคตนั่นเอง</p>
<p><b>ที่มา</b> &#8211; <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090314/24606/%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B9-%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4.html" target="_blank" rel="noopener noreferrer">กรุงเทพธุรกิจ </a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/1840">กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม(Blue Ocean Strategy) : จากหลักการพื้นฐานสู่การปฏิบัติในท้องถิ่น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/business-articles/1840/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
