<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วรเศรษฐ์ เผือกสกนธ์ &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/author/worasetep/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 20 Nov 2019 03:50:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน&#8230;กับข้อผิดพลาดที่ไม่ควรมองข้าม</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/1882</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/1882#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 20 May 2009 02:06:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรเศรษฐ์ เผือกสกนธ์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/1882</guid>
				<description><![CDATA[<div align="justify">ตาม<a title="กฏหมายคุ้มครองแรงงาน" href="http://www.krisdika.go.th/lawHeadContent.jsp?fromPage=lawHeadContent&#38;formatFile=htm&#38;hID=0" target="_blank" rel="noopener noreferrer">กฎหมายคุ้มครองแรงงาน</a>&#160; สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จะต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย ซึ่งประกอบด้วยเรื่อง ดังต่อไปนี้</div>
<div align="justify">
<ol>
<li><strong>วันทำงาน&#160; เวลาทำงานปกติ&#160; และเวลาพัก</strong></li>
<li><strong>วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์การทำงานล่วง</strong></li>
</ol>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/1882">ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน&#8230;กับข้อผิดพลาดที่ไม่ควรมองข้าม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<div align="justify">ตาม<a title="กฏหมายคุ้มครองแรงงาน" href="http://www.krisdika.go.th/lawHeadContent.jsp?fromPage=lawHeadContent&amp;formatFile=htm&amp;hID=0" target="_blank" rel="noopener noreferrer">กฎหมายคุ้มครองแรงงาน</a>&nbsp; สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จะต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย ซึ่งประกอบด้วยเรื่อง ดังต่อไปนี้</div>
<div align="justify">
<ol>
<li><strong>วันทำงาน&nbsp; เวลาทำงานปกติ&nbsp; และเวลาพัก</strong></li>
<li><strong>วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุด</strong></li>
<li><strong>วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด</strong></li>
<li><strong>วันลาและหลักเกณฑ์การลา</strong></li>
<li><strong>วินัยและโทษทางวินัย</strong></li>
<li><strong>การร้องทุกข์</strong></li>
<li><strong>การเลิกจ้าง&nbsp; ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ</strong></li>
</ol>
</div>
<div align="justify">&nbsp;</div>
<div align="justify">เมื่อนายจ้างได้จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานแล้ว นายจ้างจะต้องเผยแพร่และปิดประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยเปิดเผย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้ดูหรือเห็นสะดวกภายใน 15 วันนับแต่วันที่นายจ้างมีลูกจ้างครบสิบคน และให้นายจ้างมีหน้าที่จะต้องส่งสำเนาข้อบังคับดังกล่าวไปที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย (ในที่นี้หมายถึง เจ้าพนักงานตรวจแรงงาน) ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หากนายจ้างฝ่าฝืน อาจต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท</div>
<div align="justify"> โดยทั่วไป นายจ้างมักจะเข้าใจว่า เมื่อได้จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเรียบร้อยแล้วจะต้องส่งให้พนักงานตรวจแรงงานพิจารณาอนุมัติก่อน ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจะมีผลใช้บังคับทันทีที่ผู้ประกอบการได้ทำการประกาศใช้บังคับกับลูกจ้าง กฎหมายบังคับแต่เพียงให้ส่งสำเนาให้กับอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย (พนักงานตรวจแรงงาน) เพื่อตรวจสอบในลักษณะย้อนหลังอีกครั้งหนึ่ง&nbsp;</div>
<div align="justify"> หากพบว่า มีข้อบังคับข้อหนึ่งข้อใดที่ผิดกฎหมาย หรือไม่ถูกต้อง&nbsp; เจ้าพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจที่จะสั่งให้นายจ้างแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด ดังนั้น ในกรณีที่นายจ้างส่งสำเนาให้พนักงานตรวจแรงงานดูก่อน และเมื่อได้แก้ไขตามคำแนะนำของพนักงานตรวจแรงงานแล้วนำมาประกาศใช้ ก็จะลดปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจกับลูกจ้างไปได้มาก</div>
<div align="justify"> ที่จริงแล้ว&nbsp; กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบและเรียบร้อยของประชาชน&nbsp; ข้อความใด ๆ ที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายดังกล่าว จะมีผลเป็นโมฆะ ดังนั้น การจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ประกอบการ&nbsp; หากมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใดขัดกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานในทางที่ด้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดก็จะไม่มีผลใช้บังคับโดยอัตโนมัติ ไม่จำต้องให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบเพื่อพิจารณาให้ความเห็นก่อน และถึงแม้ว่า ลูกจ้างจะยินยอมปฏิบัติตามก็ตาม&nbsp; ก็ไม่มีผลใช้บังคับ</div>
<div align="justify"> การจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจะว่า ยากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ขึ้นอยู่กับผู้จัดทำให้ความพิถีพิถันกับการจัดทำมากเพียงใด เพียงแต่ท่านผู้อ่านไปที่สำนักงานแรงงานเขต ขอตัวอย่างข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอามาเติมคำในช่องว่างแล้วนำมาประกาศใช้ ถือได้ว่า ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว และยังง่ายต่อการตรวจสอบอีกด้วย ซึ่งผู้เขียนเองก็มักจะถูกสอบถามจากลูกค้าของสำนักงานอยู่เสมอว่า ข้อบังคับแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร</div>
<div align="justify"> แต่ในความเป็นจริง แต่ละสถานประกอบการย่อมมีเงื่อนไขในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป&nbsp; ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานถือเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้น การจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจึงต้องละเอียดรอบคอบ&nbsp; เพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการเป็นผู้จัดทำขึ้นโดยฝ่ายเดียว&nbsp; เมื่อจัดทำมาแล้ว หากจะเปลี่ยนแปลงก็จะยุ่งยาก เพราะต้องประกาศและนำส่งสำเนาให้เจ้าพนักงานตรวจแรงงานภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ประกาศแก้ไขเพิ่มเติม</div>
<div align="justify"> นายจ้างบางราย มักจะนำเรื่องที่กฎหมายไม่ได้บังคับไว้กำหนดเข้าไปในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานด้วย เช่น เรื่อง การรับสมัครงาน คุณสมบัติของลูกจ้าง สวัสดิการต่าง ๆ การทำเช่นนี้นอกจากจะทำให้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเยิ่นเย้อแล้ว หากนายจ้างจะแก้ไขเรื่องดังกล่าวก็ยุ่งยาก เพราะต้องประกาศและสำเนาไปให้พนักงานตรวจแรงงงานพิจารณาอีกด้วย</div>
<div align="justify"> ซึ่งหากพนักงานตรวจแรงงานไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขแล้ว นายจ้างอาจจะทำการปรับเปลี่ยนไม่ได้ หรือนำไปสู่กระบวนการอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน หรือจนกระทั่งให้ศาลแรงงานพิจารณาตัดสินชี้ขาด ทำให้ได้ไม่คุ้มเสีย</div>
<div align="justify"> เนื้อหาแต่ละรายการในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงไว้แต่แรก ต่างก็มีแง่มุมทางกฎหมายที่แตกต่างกันออกไป บางเรื่องกฎหมายกำหนดเป็นขั้นต่ำไว้ เช่น ค่าทำงานล่วงเวลา หรือ ค่าทำงานในวันหยุด เป็นต้น บางเรื่องก็ให้สิทธินายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงกันได้ เช่น กรณีการเปลี่ยนแปลงวันหยุดประจำสัปดาห์ เป็นต้น บางเรื่องเป็นกรณีที่นายจ้างกำหนดได้เพียงฝ่ายเดียว เช่น เรื่องวินัยและโทษทางวินัย เป็นต้น&nbsp;</div>
<div align="justify"> ดังนั้น การจัดทำจะต้องทำการสอบข้อเท็จจริงตามแนวทางที่นายจ้างได้ปฏิบัติไว้เดิม เพื่อทำการวิเคราะห์ก่อนว่า เป็นแนวทางที่ชอบหรือไม่ หากไม่ชอบ จะต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งจะต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป</div>
<div align="justify"> วินัยและโทษทางวินัยเป็นเรื่องที่เห็นข้อผิดพลาดบ่อยครั้งที่สุด&nbsp; ทั้ง ๆ ที่ ผู้ประกอบการบางรายได้จัดส่งให้ฝ่ายกฎหมายทำการตรวจสอบแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่ไม่จำแนกออกเป็นวินัยทั่วไปและวินัยร้ายแรง แต่กำหนดเป็นรวม ๆ ว่าเป็นวินัยการทำงาน การกำหนดเช่นนี้ ทำให้ลูกจ้างไม่อาจทราบได้ว่า เรื่องใดเป็นเรื่องร้ายแรงหรือไม่ หากลูกจ้างฝ่าฝืน นายจ้างจะมากล่าวอ้างว่า ลูกจ้างได้กระทำการฝ่าฝืนวินัยร้ายแรง หาได้ไม่ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชย (โปรดพิจารณาฏีกา 5680/2530) กรณีดังกล่าวนี้ เคยทำให้นักกฎหมายหลายรายต้องเสียราคามาแล้ว</div>
<div align="justify"> ท้ายสุดนี้&nbsp; ผู้เขียนใคร่ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดให้ความสำคัญกับข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้มาก เพราะหากเกิดข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเมื่อใด เอกสารชิ้นแรกที่จะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาคือ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ล่าสุด กฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ทำการแก้ไขปรับปรุงและมีผลใช้บังคับเมื่อเดือนสิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา จึงควรตรวจสอบปรับปรุงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอยู่เสมอ</div>
<div align="justify">
<hr width="100%" size="2"></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/1882">ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน&#8230;กับข้อผิดพลาดที่ไม่ควรมองข้าม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/1882/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>เลิกจ้างด้วยวาจา&#8230;&#8230;..บังคับได้จริงหรือ???</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/1869</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/1869#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 29 Apr 2009 03:03:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรเศรษฐ์ เผือกสกนธ์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/1869</guid>
				<description><![CDATA[<div>
<div align="justify">
ลิ้นกับฟันย่อมกระทบกันเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งเสมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง วัน ๆ หนึ่งทำงานร่วมกันไม่ต่ำกว่าเจ็ดถึงแปดชั่วโมง ก็ย่อมเกิดความไม่เข้าใจต่อกันบ้าง บางครั้งก็ลุกลามไปถึงกับขั้นชี้นิ้วไล่ออก ลูกจ้างก็คงเป็นเดือดเป็นแค้นเพราะอับอายต่อเพื่อนลูกจ้างด้วยกัน วิ่งไปฟ้องศาลแรงงานเรียกร้องค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/1869">เลิกจ้างด้วยวาจา&#8230;&#8230;..บังคับได้จริงหรือ???</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<div>
<div align="justify">
ลิ้นกับฟันย่อมกระทบกันเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งเสมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง วัน ๆ หนึ่งทำงานร่วมกันไม่ต่ำกว่าเจ็ดถึงแปดชั่วโมง ก็ย่อมเกิดความไม่เข้าใจต่อกันบ้าง บางครั้งก็ลุกลามไปถึงกับขั้นชี้นิ้วไล่ออก ลูกจ้างก็คงเป็นเดือดเป็นแค้นเพราะอับอายต่อเพื่อนลูกจ้างด้วยกัน วิ่งไปฟ้องศาลแรงงานเรียกร้องค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าพักร้อนที่ไม่ได้ใช้ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอีก</p>
<p>ฝั่งนายจ้าง พอหายโมโห คิดว่าคงจบปัญหาแล้ว แต่มิใช่อย่างนั้นครับ พอสักสองสามสัปดาห์  คำฟ้องคดีแรงงานก็มาถึง ในขั้นแรก นายจ้างก็พยายามให้ฝ่ายบุคคลของตนเองไปเกลี้ยกล่อมลูกจ้าง เสนอจ่ายบางส่วนแล้วให้จบไป จะได้ไม่ต้องไปจ้างทนายความแก้ต่างคดี แต่คราวนี้ มันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ลูกจ้างแบกความแค้นรวมเข้ากับคำฟ้องด้วย จะมายอมกันง่ายได้อย่างไร</p>
<p>หลังจากการเจรจาล้มเหลว นายจ้างก็ไม่มีทางเลือกที่จะต้องว่าจ้างทนายความแก้ต่างคดี ทนายความมาพบก็เริ่มสอบข้อเท็จจริง เรื่องผิดถูกก็เรื่องหนึ่ง แต่โอกาสนี้ เรามาวิเคราะห์ผลของการไล่ออกว่า จะทำให้นายจ้างเสียสิทธิถึงขึ้นแพ้คดีเลยหรือไม่</p>
<p>ก่อนอื่น จะต้องไปเริ่มที่ข้อกฎหมายก่อน มาตรา 17 วรรคสองของ<a href="http://www.krisdika.go.th/lawHeadContent.jsp?fromPage=lawHeadContent&amp;formatFile=htm&amp;hID=0" title="กฏหมายคุ้มครองแรงงาน" target="_blank" rel="noopener noreferrer">กฎหมายคุ้มครองแรงงาน</a> บัญญัติว่า “ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ในเมื่อถึง หรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่า สัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาด้วย”</p>
<p>แต่ตาม<a href="http://www.krisdika.go.th/lawHeadContent.jsp?fromPage=lawHeadContent&amp;formatFile=htm&amp;hID=0" title="ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์" target="_blank" rel="noopener noreferrer">ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582</a> วรรคแรกบัญญัติว่า “ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กำหนดไว้ในสัญญาว่า จะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้า ในเมื่อถึง หรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทำได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน”</p>
<p>ท่านผู้อ่านคงเห็นความแตกต่างของกฎหมายที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมานี้ กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ชัดเจนว่า บอกกล่าวล่วงหน้า<b>เป็นหนังสือ</b>เท่านั้น แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กล่าวถึงให้บอกเป็นหนังสือ จึงมีปัญหาว่า การเลิกจ้างด้วยวาจา จะกระทำได้หรือไม่</p>
<p>ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก ก็คือมาตรา 119 วรรคสุดท้าย บัญญัติว่า “การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้าง <b>นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้</b>”</p>
<p>จากหลักกฎหมายที่ผู้เขียนอ้างถึง กรณีตามตัวอย่าง มีข้อควรพิจารณาว่า ในเวลาที่นายจ้างไล่ลูกจ้างออก นายจ้างได้อ้างเหตุผลไว้หรือไม่ว่า ลูกจ้างกระทำความผิดเรื่องอะไร หรือเป็นความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อใด </p>
<p>เพราะหากนายจ้างมิได้กล่าวถึงความผิดของลูกจ้างไว้เลย จะเท่ากับว่า นายจ้างจะไม่สามารถยกเหตุที่ลูกจ้างกระทำความผิดมาต่อสู้คดีในศาลแรงงานได้อีกเลย โดยไม่คำนึงว่า ลูกจ้างจะได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ก็ตาม ท่านผู้อ่านเห็นเห็นแล้วสิครับ หากพลาดนิดเดียวคดีก็เป็นอันแพ้หมดรูปแน่</p>
<p>ย้อนกลับมาเรื่อง บอกกล่าวเป็นหนังสือหรือไม่ ได้มีคำพิพากษาฏีกาที่ 6701/2549 กำหนดไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วว่า “ในการบอกเลิกสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาจ้างไว้นั้นมีบัญญัติเป็นหลักทั่วไปไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 มาตรา 582 มิได้กำหนดเอาไว้ว่า</p>
<p>การบอกเลิกจ้างจะต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้น การบอกเลิกจ้างจึงอาจจะทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ส่วนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 17 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ว่า</p>
<p>ในกรณีสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายนั้นทราบก็<b>มิได้ห้ามเด็ดขาด</b> มิให้นายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจา เพียงแต่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึง หรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลการเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าเท่านั้น</p>
<p>โดยอาจจะบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ <b>หากบังคับให้ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือเท่านั้น อาจมีผลร้ายต่อการทำงานของลูกจ้างกับนายจ้างอื่นใดในอนาคตได้”</b></p>
<p>ฎีกานี้ถือเป็นการวางหลักกฎหมายที่สำคัญมาก เท่ากับคลี่คลายปัญหาข้อกฎหมายทำให้การไล่ออกที่ได้กระทำด้วยวาจามีผลใช้บังคับ ทำให้สัญญาจ้างแรงงานมีผลสิ้นสุดลง แต่นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ คงจะต้องชัดเจนว่า นายจ้างได้บอกให้กับลูกจ้างทราบในขณะที่ไล่ออกหรือไม่กรณีหนึ่ง</p>
<p>ถ้าไม่ ก็คงเป็นงานหนักของทนายความที่แก้ต่างให้  ถ้ามี ทนายความก็มีช่องทางต่อสู้คดี แต่ก็ยังเหนื่อย เพราะไม่มีหลักฐานการเลิกจ้างเป็นหนังสือ และยังต้องพิจารณาจากเหตุที่เลิกจ้างอีกด้วยว่าร้ายแรงหรือไม่  อย่างไร คดีลักษณะนี้นายจ้างก็คงต้องฝากความหวังไว้กับทนายความผู้มีความชำนาญด้านแรงงานเป็นพิเศษ ที่จะโน้มนำให้ศาลแรงงานเห็นชอบกับเหตุผลของนายจ้าง
</div>
<p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/1869">เลิกจ้างด้วยวาจา&#8230;&#8230;..บังคับได้จริงหรือ???</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/1869/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>นายจ้างหรือลูกจ้าง ???</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/1856</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/1856#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 02 Apr 2009 04:54:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[วรเศรษฐ์ เผือกสกนธ์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/1856</guid>
				<description><![CDATA[<p align="justify">
ในช่วงที่บ้านเมืองของเราเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจนี้ สถานการณ์การเลิกจ้าง จะปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วไป สถานประกอบกิจการแต่ละแห่งจำต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยทำการปรับโครงสร้างกิจการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง แต่ก็ยังมีสถานประกอบการบางรายไปไม่ไหวจริง ไม่มีออร์เดอร์สั่งซื้อสินค้าเลย จำต้อ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/1856">นายจ้างหรือลูกจ้าง ???</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p align="justify">
ในช่วงที่บ้านเมืองของเราเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจนี้ สถานการณ์การเลิกจ้าง จะปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วไป สถานประกอบกิจการแต่ละแห่งจำต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยทำการปรับโครงสร้างกิจการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง แต่ก็ยังมีสถานประกอบการบางรายไปไม่ไหวจริง ไม่มีออร์เดอร์สั่งซื้อสินค้าเลย จำต้องปิดกิจการลง
</p>
<p align="justify">
ซึ่งก็นำไปสู่การเลิกจ้างทั้งกิจการ ตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุดจนถึงพนักงานทำความสะอาด หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย  สำหรับพนักงานทั่วไปไม่น่าจะมีปัญหาอะไร รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินประกัน (ถ้ามี) หรือเงินอื่น ตามกฎหมายแรงงานหรือตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่มีปัญหาว่า  บรรดากรรมการบริหารของนายจ้างจะได้เงินเหล่านี้กับเค้ารึเปล่า ผู้เขียนจะมาเจาะลึกประเด็นนี้ให้ผู้อ่านทราบ
</p>
<p align="justify">
การที่จะพิจารณาว่า ใครจะได้รับเงินค่าชดเชย และหรือบรรดาเงินตาม<a target="_blank" href="http://www.krisdika.go.th/lawHeadContent.jsp?fromPage=lawHeadContent&amp;formatFile=htm&amp;hID=0" title="กฏหมายแรงงาน" rel="noopener noreferrer">กฎหมายแรงงาน</a>หรือไม่  ก่อนอื่นบุคคลดังกล่าวนั้นจะต้องมีสถานะเป็นลูกจ้างเสียก่อน  ส่วนใครจะเป็นลูกจ้างหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งตาม<a target="_blank" href="http://www.krisdika.go.th/lawHeadPDF.jsp?formatFile=pdf&amp;hID=0" title="ประมวลกฏหมายแพ่งแล้วพาณิชย์" rel="noopener noreferrer">ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</a> มาตรา 575 บัญญัติว่า “อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่า ลูกจ้าง ทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า นายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้”
</p>
<p align="justify">
เมื่อพิจารณาจากตัวบทกฎหมายดังกล่าว อาจจะยังไม่เห็นความชัดเจนอะไร แต่ถ้าท่านผู้อ่านได้พิจารณากฎหมายอีกมาตราหนึ่งก็จะให้ความแตกต่างที่ชัดเจน  ผู้เขียนขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณากฎหมายมาตรานี้ให้ดี
</p>
<p align="justify">
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 บัญญัติว่า “ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้”
</p>
<p align="justify">
อำนาจตามกฎหมายมาตราดังกล่าวนี้ <a target="_blank" href="http://www.supremecourt.or.th/webportal/supremecourt/index.php" title="ศาลฎีกา" rel="noopener noreferrer">ศาลฏีกา</a> เรียกว่า <b>“อำนาจบังคับบัญชา”</b> สัญญาต่างตอบแทนใดคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาอีกฝ่ายหนึ่ง สัญญานั้นก็จะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน แต่ถ้าไม่มี ก็ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน ฝ่ายที่ทำงานให้ก็จะไม่ถือว่า เป็นลูกจ้าง
</p>
<p align="justify">
สำหรับการพิจารณาว่า มีอำนาจบังคับบัญชาหรือไม่ มีหลักการพิจารณาดังนี้
</p>
<ol>
<li>ผู้ที่เป็นลูกจ้างจะต้องถูกควบคุมเวลาทำงาน </li>
<li>ผูู้้ที่เป็นลูกจ้างจะต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จะหยุด จะลาต้องได้รับอนุญาตก่อน หากกระทำความผิดวินัย จะต้องถูกลงโทษ</li>
<li>ผู้ที่เป็นลูกจ้างจะต้องถูกควบคุมการทำงาน ไม่มีอิสระในการทำงาน (มีหัวหน้า)</li>
</ol>
<div>
</div>
<div align="justify">
มีข้อควรพิจารณาว่า  เราะต้องนำข้อมูลตามกฎหมายอื่นมาประกอบการพิจารณาหรือไม่ว่า มีสถานะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้าง  เช่น กรรมการบริหารก็ถูกหักค่าจ้างเพื่อนำส่ง<a target="_blank" href="http://www.sso.go.th/index.php" title="สำนักงานประกันสังคม" rel="noopener noreferrer">ประกันสังคม</a> <a target="_blank" href="http://www.thaipvd.com/thaipvd_v3/index_th.php" title="กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" rel="noopener noreferrer">กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</a> หรือ<a target="_blank" href="http://www.rd.go.th/publish/index.html" title="กรมสรรพากร" rel="noopener noreferrer">ชำระภาษีอากร</a>อย่างลูกจ้าง  หรือในกรณีลูกจ้างเป็นชาวต่างประเทศ  บริษัทนายจ้างดำเนิน<a target="_blank" href="http://www.doe.go.th/workpermit/index.html" title="work permit" rel="noopener noreferrer">การขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)</a> ให้ ซึ่งตามใบอนุญาตทำงานนั้นจะระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ได้รับอนุญาตมีสถานะเป็นลูกจ้าง
</div>
<p align="justify">
ตามฎีกาที่ 812/2548 กำหนดไว้เป็นบรรทัดฐานไว้ชัดเจนว่า แม้บริษัทนายจ้างจะได้ทำการหักประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายเสมือนว่า เป็นลูกจ้างก็ตาม ก็ไม่ทำให้บุคคลผู้ที่ไม่ถูกควบคุมบังคับบัญชาในการทำงานกลายเป็นลูกจ้างได้
</p>
<p align="justify">
ดังนั้น หลักเกณฑ์การพิจารณาว่า ใครเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างนั้น จึงต้องพิจารณาจากอำนาจบังคับบัญชาเป็นสำคัญ  กรรมการบริหารที่ไม่ถูกควบคุมบังคับบัญชา จึงไม่มีสถานะลูกจ้าง แต่เป็นนายจ้างและมีสถานะตามสัญญาในลักษณะจ้างทำของ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือเงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งเป็นเงินจะได้รับเมื่อถูกเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เว้นเสียแต่ว่า กรรมการบริหารเหล่านั้นมีข้อตกลงกับบริษัทว่า จะจ่ายค่าชดเชย หรือเงินอื่นตามกฎหมายแรงงานกำหนด  กรรมการบริหารดังกล่าวจึงจะมีสิทธิได้รับเงินตามข้อสัญญา
</p>
<p align="justify">
เพื่อไม่ให้ท่านผู้อ่านซึ่งอาจมีสถานะเป็นผู้บริหาร และถูกเลิกจ้างจะต้องเสียเงินค่าทนายฟ้องคดีฟรี ๆ ผู้เขียนใคร่ขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านซึ่งอยู่ในสถานะที่อาจถูกเลิกจ้างหาที่ปรึกษากฎหมายแรงงานที่เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของท่าน เพื่อที่จะได้หาวิธีที่จะช่วยเหลือท่านให้รับประโยชน์สูงสุด หากถูกเลิกจ้าง หากถูกเลิกจ้างไปแล้ว ก็ควรปรึกษากับทนายความของท่านให้ดี และควรใช้วิธีรอมชอมกับจำเลย ดีกว่า ที่จะรอให้ศาลตัดสินแล้วท่านอาจจะไม่ได้รับอะไรเลย</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/1856">นายจ้างหรือลูกจ้าง ???</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/1856/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
