<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ศุภาวีร์ มหาวรสินธรณ์ &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/author/supaweem/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 14 Nov 2019 07:09:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>สาระสำคัญพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/business-articles/2283</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/business-articles/2283#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 26 Nov 2013 02:07:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[ศุภาวีร์ มหาวรสินธรณ์]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความธุรกิจและการลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2283</guid>
				<description><![CDATA[<p>
วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2283">สาระสำคัญพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖</p>
<p>การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (<b>Public-Private Partnership: PPP</b>) เป็นวิธีการหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นเพื่อให้รัฐสามารถจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนได้ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะต้องใช้ทรัพยากรและงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาล หากรัฐเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวย่อมจะไม่สามารถการดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงได้ รัฐจึงจำเป็นต้องมอบหมายให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินการ โดยแต่เดิมได้มีการตรากฎหมายที่ใช้บังคับกับการดำเนินการดังกล่าว คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐพ.ศ. ๒๕๓๕ แต่เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวมีหลักเกณฑ์บางประการที่ไม่ชัดเจนก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับและการตีความ จึงได้มีการปรับปรุงกฎหมายใหม่ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖ ซึ่งได้มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖</p>
<p>โดยสาระสำคัญของพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖ มีดังนี้<br />
๑. ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐพ.ศ. ๒๕๓๕<br />
๒. มีจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้โดยตรง คือ “คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ”ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมมิได้มีการไว้อย่างชัดเจน<br />
๓. มีการกำหนดนโยบายของรัฐในการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐที่ชัดเจนและแน่นอน โดยกำหนดให้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐที่สอดคล้องกับบทบัญญัติว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งมีระยะเวลาครั้งละห้าปี<br />
๔. มีการกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐอย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่กระบวนการเสนอโครงการ การดำเนินโครงการ และการกำกับดูแลและติดตามผลโครงการ<br />
๕. การกำหนดมูลค่าโครงการที่เข้าข่ายเป็นโครงการที่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายฉบับนี้ นอกจากโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไปแล้ว อาจมีการกำหนดมูลค่าเพิ่มเติมได้โดยกฎกระทรวง ซึ่งตามกฎหมายฉบับเดิมการกำหนดมูลค่าโครงการจะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา<br />
๖. ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและมีการกำหนดเวลาให้ชัดเจนแน่นอน กล่าวคือ มีการลดขั้นตอนการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเหลือเพียงขั้นตอนเดียว คือ การอนุมัติโครงการขั้นสุดท้าย และมีการกำหนดเวลาในการดำเนินงานแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ทำให้สามารถดำเนินโครงการได้เร็วขึ้น<br />
๗. มีการกำหนดขั้นตอนและวิธีการในกรณีที่ต้องมีการแก้ไขสัญญาและทำสัญญาใหม่ให้ชัดเจน<br />
๘. มีการจัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ” เพื่อสนับสนุนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และสนับสนุนหน่วยงานของรัฐในการเสนอโครงการที่สอดคล้องกับแผนที่ยุทธศาสตร์ การจัดทำผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ และการจ้างที่ปรึกษา<br />
๙. มีการกำหนดโทษในกรณีที่คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้ ได้กระทำการอันฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติที่กำหนดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖ ฉบับใหม่นี้ได้มีการแก้ไขปรับปรุงในสาระสำคัญหลายประการ ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาในการตีความและบังคับใช้กฎหมายฉบับเดิม ทำให้ผู้ประกอบการทั้งในภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจต่างพยายามหลีกเลี่ยงที่จะดำเนินโครงการภายใต้กฎหมายดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในกิจการของรัฐอย่างมาก ดังนั้น การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ให้มีความชัดเจนสอดคล้องกับนโยบายของรัฐและสนับสนุนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน จึงน่าจะส่งผลดีต่อการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐต่อไป</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/business-articles/2283">สาระสำคัญพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๕๖</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/business-articles/2283/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
