<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พุทธิมา เกิดศิริ &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/author/budhimak/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 08 Jul 2020 09:23:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนเมษายน 2561</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/2837</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/2837#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 16 Apr 2018 20:22:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พุทธิมา เกิดศิริ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2837</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter   ฉบับที่ 88 เมษายน 2561 &#160; กฎหมายใหม่ล่าสุด 1. ยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้มารวมคำนวณเ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/2837">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนเมษายน 2561</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<h3 align="center"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></h3>
<h3 align="center"><strong>DLO’S Tax Newsletter</strong></h3>
<p><strong> </strong></p>
<p align="right"><strong>ฉบับที่ 88 เมษายน 2561</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h5><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></h5>
<p>1. ยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีกับเงินได้ประเภทอื่น</p>
<p>2. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับคนพิการซึ่งเป็นคนต่างด้าวและเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย</p>
<p>3. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการธุรกิจนำเที่ยวและค่าที่พักในจังหวัดท่องเที่ยวรอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h5><strong>ข่าวภาษี</strong></h5>
<p>1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ</p>
<p>2. มาตรการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินดิจิทัล</p>
<p>3. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)</p>
<p>&nbsp;</p>
<h5><strong>คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ</strong></h5>
<p>คำพิพากษาฎีกาที่ 5552/2560</p>
<p>ระหว่าง             บริษัท ท.                       โจทก์</p>
<p>กรมสรรพากร                 จำเลย</p>
<p>เรื่อง                  ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point)ในการจำหน่ายหนี้สูญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h5><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></h5>
<h5>1. ยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีกับเงินได้ประเภทอื่น</h5>
<p style="text-align: justify;">            พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ (653) พ.ศ. 2561 กำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินรางวัลที่ราชการจ่ายให้ตามโครงการการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติเมื่อคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(4) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ไม่มีจำนวนภาษีที่ถูกหัก หรือมีจำนวนภาษีที่ถูกหักน้อยกว่าร้อยละ 5.0 ของจำนวนเงินที่ได้รับ ให้ผู้มีเงินได้มีสิทธิได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี เมื่อผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินรางวัลนั้นยอมให้ผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้นั้น ทั้งนี้ สำหรับเงินรางวัลที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป</p>
<p>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://goo.gl/4bG5zg">https://goo.gl/4bG5zg</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h5>2. ยกเว้นเงินได้ของคนพิการซึ่งเป็นคนต่างด้าวและเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย</h5>
<p style="text-align: justify;">            กฎกระทรวง ฉบับที่ 336 (พ.ศ.2561) กำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่เป็นคนพิการ ซึ่งเป็นคนต่างด้าวและเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย โดยมีหนังสือรับรองความพิการจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ได้รับยกเว้นเงินได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 190,000 บาท สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป</p>
<p>            ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2EBSCDv">https://bit.ly/2EBSCDv</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h5>3. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการธุรกิจนำเที่ยวและค่าที่พักในจังหวัดท่องเที่ยวรอง</h5>
<p style="text-align: justify;">            กฎกระทรวง ฉบับที่ 335 (พ.ศ.2561) กำหนดให้เงินได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม หรือค่าที่พักในโฮมสเตย์ไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวรอง หรือในเขตพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นใดที่อธิบดีประกาศกำหนด  โดยได้รับยกเว้นตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะค่าบริการหรือค่าที่พักที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2561</p>
<p>            ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2JyJzH7">https://bit.ly/2JyJzH7</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h5><strong>ข่าวภาษี</strong></h5>
<h5>1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ</h5>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการกำหนดให้นายจ้างที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ให้แก่ลูกจ้างผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท หรือลูกจ้างผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีเงินได้พึงประเมินซึ่งต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีก่อนไม่เกินกว่า 100,000 บาท สามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายได้เป็นจำนวน 1.5 เท่า</p>
<p>            ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2ILDS79">https://bit.ly/2ILDS79</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h5>2. มาตรการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินดิจิทัล</h5>
<p style="text-align: justify;">           เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินดิจิทัล โดยกำหนดนิยามของทรัพย์สินดิจิทัล ประเภทเงินได้ของเงินได้อันเนื่องมาจากทรัพย์สินดิจิทัล 2 ประเภท คือ มาตรา 40(4)(ซ) เงินส่วนแบ่งของกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้จากทรัพย์สินดิจิทัล และมาตรา 40(4)(ฌ) ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินดิจิทัล ทั้งนี้เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน และกำหนดให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 สำหรับเงินได้ดังกล่าว</p>
<p>             ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2qiyBNR">https://bit.ly/2qiyBNR</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h5>3. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)</h5>
<p>เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกำหนดให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่กิจการของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สำหรับการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ที่มีรายรับตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป</p>
<p>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="https://bit.ly/2HsuR3N">https://bit.ly/2HsuR3N</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h5><strong>คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ</strong></h5>
<p>คำพิพากษาฎีกาที่ 5552/2560</p>
<p>ระหว่าง             บริษัท ท.                       โจทก์</p>
<p>กรมสรรพากร                 จำเลย</p>
<p>เรื่อง                  ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point) ในการจำหน่ายหนี้สูญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">            โจทก์มีรายได้จากการก่อสร้างอาคารให้แก่บริษัท ส. ซึ่งโจทก์มีหน้าที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากเป็นผู้ประกอบการที่ให้บริการในราชอาณาจักร เมื่อได้ใช้บริการตามส่วนของการให้บริการนั้นๆ โดยนำมูลค่าทั้งหมดที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับจากการก่อสร้าง แต่ไม่รวมส่วนลด ที่ได้ลดให้ในขณะให้บริการ มาเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม  เมื่อบริษัท ส. มีหนี้ค่าก่อสร้างค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทางบัญชีสำหรับหนี้ดังกล่าว จากนั้นโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงลดค่าก่อสร้างให้แก่บริษัท ส. โดยมิได้นำหนี้ดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากยังไม่ได้รับชำระค่าก่อสร้างนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร พิจารณาแล้วเห็นว่า การตกลงดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นส่วนลดที่โจทก์ลดให้แก่ผู้ว่าจ้างในขณะให้บริการโดยแสดงในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว ดังนั้นมูลค่าของฐานภาษีที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ค่าก่อสร้างทั้งหมดที่โจทก์พึงได้รับจากการให้บริการ</p>
<p style="text-align: justify;">            นอกจากนี้ การที่โจทก์ลงบัญชีค่าหนี้สงสัยจะสูญนั้น โดยคาดว่าจะเรียกเก็บไม่ได้ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้จำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ทำบันทึกข้อตกลงลดค่าบริการ จึงน่าเชื่อว่าหนี้ของผู้ว่าจ้างยังไม่สูญในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ยังไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ และยังไม่ถือว่าโจทก์มีรายรับต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ต่อมาเมื่อโจทก์จำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้และคำนวณส่วนของหนี้สูญเพื่อหักภาษีขาย ดังนั้นต้องถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีของการจำหน่ายหนี้สูญด้วย</p>
<h5><strong>             ความเห็น</strong></h5>
<p style="text-align: justify;">            ผู้ประกอบการที่ให้บริการในราชอาณาจักร มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อได้รับชำระค่าบริการ หรือได้ออกใบกำกับภาษี หรือได้ให้บริการโดยตนเองหรือบุคคลอื่นแล้วแต่กรณี ซึ่งการใช้บริการโดยตนเองหรือบุคคลอื่นนั้นโดยเจตนารมณ์ของกฎหมายมีความมุ่งหมายถึงกรณีที่มีการให้บริการ โดยมีเจตนาที่จะไม่เรียกเก็บค่าบริการนั้น จึงต้องกำหนดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการที่พึงได้รับนั้นในทันทีที่มีการใช้บริการโดยตนเองหรือบุคคลอื่น โดยผู้ประกอบการต้องนำมูลค่าทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการนั้นมารวมคำนวณเป็นฐานสำหรับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2(1) มาตรา 78/1(2) และมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งจากกรณีดังกล่าว โจทก์ได้ให้บริการบริษัท ส. แล้ว แต่มีข้อพิพาทเรื่องการส่งมอบงานล่าช้าเป็นเหตุให้บริษัท ส.ไม่จ่ายชำระค่าบริการ โจทก์จึงยังไม่มีความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการที่ค้างชำระดังกล่าว  แม้ว่าบริษัท ส.เป็นผู้ได้รับบริการไปแล้วก็ตาม เนื่องด้วยเป็นการให้บริการโดยมีความประสงค์จะเรียกเก็บค่าบริการนั้นเต็มจำนวนที่ตกลงกัน</p>
<p style="text-align: justify;">            สำหรับกรณีที่โจทก์ได้ตกลงให้ส่วนลดแก่บริษัท ส. ภายหลังจากการให้บริการนั้นไม่เข้าลักษณะส่วนลดที่แสดงไว้ชัดแจ้งในขณะที่ได้ออกใบกำกับภาษีในทันทีที่ได้มีการให้บริการ ซึ่งไม่ต้องรวมเป็นฐานภาษีตามมาตรา 79(1)  แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีสิทธินำส่วนลดที่ให้ดังกล่าวมาลดฐานรายได้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนำส่ง</p>
<p style="text-align: justify;">            อย่างไรก็ดี กรณีหนี้ค้างชำระนั้น โจทก์ได้ลงบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้และตัดจำหน่ายหนี้สูญในเวลาต่อมา ซึ่งมีผลให้การชำระค่าบริการตามสัญญาสิ้นสุดลง ก่อให้เกิดภาระในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยถือวันที่ลดหนี้หรือตัดจำหน่ายหนี้สูญเป็นวันที่พึงได้รับชำระค่าบริการ ดังนั้น โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าทั้งหมดที่โจทก์ได้รับจากการให้บริการรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งต้องนำหนี้สูญนั้นไปคำนวณภาษีขายสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไป ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นพ้องด้วยกับศาลฎีกาแผนกภาษีอากร ด้วยเหตุผลดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;">            1. มีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งเรื่องการจำหน่ายหนี้สูญที่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายตามมาตรา 82/11 แห่งประมวลรัษฎากรได้ ซึ่งประกาศอธิบดี กรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 85) กำหนดไว้ว่า ต้องได้นำภาษีขายจากการขายสินค้าหรือให้บริการไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ผู้ประกอบการจึงมีสิทธินำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญมาหักออกขณะที่ได้มีการจำหน่ายหนี้สูญ กรณีตามคดีพิพาทจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อนี้ เนื่องจากโจทก์ยังมิได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณด้วยเหตุที่ยังมิได้รับชำระค่าบริการ กรณีนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหนี้สูญที่จำหน่ายจากบัญชีลูกหนี้ไปหักจากฐานรายได้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนำส่งกรมสรรพากรแต่อย่างใด</p>
<p>              2. จากการนำสืบในคดีพิพาท โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่ามีการบันทึกค่าเสียหายจากการถูกปรับตามสัญญาจนเป็นเหตุให้ต้องมีการตกลงลดราคาค่าบริการดังกล่าวลง ดังนั้น ผู้เขียนเห็นว่าเมื่อโจทก์ไม่มีสิทธินำภาษีขายขณะจำหน่ายหนี้สูญไปหักออก ในทางกลับกันโจทก์กลับลดราคาค่าบริการโดยนำสืบให้เห็นไม่ได้ว่ามีเหตุสมควรที่จะลดให้ กรณีจึงน่าจะถือได้ว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวอีกต่อไป ซึ่งเข้าลักษณะการให้บริการซึ่งมีการใช้บริการโดยบุคคลอื่น การที่เจ้าหน้าที่สรรพากรกำหนดให้ถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในปีที่มีการลดหนี้หรือตัดจำหน่ายหนี้สูญดังกล่าวก็นับเป็นคุณแก่โจทก์ยิ่งแล้ว</p>
<p>3. หากมีการหักกลบลบหนี้ระหว่างค่าปรับและค่าบริการกันจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โดยนำค่าปรับในการส่งมอบงานล่าช้านำมาหักออกจากค่าบริการก่อสร้างดังกล่าว ซึ่งค่าปรับจากการผิดสัญญานั้นไม่ถือเป็นการให้บริการหรือการขายสินค้าซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 79 ประกอบกับมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้รับชำระค่าบริการโดยการหักกลบลบหนี้กับค่าปรับซึ่งโจทก์จึงยังคงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเต็มจำนวนตามสัญญาให้บริการก่อนหักค่าปรับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center">นางสาวพุทธิมา  เกิดศิริ</p>
<p>หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด 2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9760 Email: <a href="mailto:kamphols@dlo.co.th">kamphols@dlo.co.th</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div class="nl-box">
<div class="nl-box-services">
<p><strong><span data-mce-mark="1">บริการกฎหมายภาษีอากร</span> :</strong></p>
<p><strong>1. งานให้คำปรึกษาภาษี</strong></p>
<p><strong>2. งานขอคืนภาษี</strong></p>
<p><strong>3. งานวางแผนภาษี</strong></p>
<p><strong>4. งานตรวจสอบภาษี</strong></p>
<p><strong>5. งานกรอกแบบแสดงรายการภาษี</strong></p>
<p><strong>6. งานให้ปากคำแก่เจ้าหน้าที่</strong></p>
<p><strong>7. งานอุทธรณ์การประเมินภาษี</strong></p>
<p><strong>8. งานคดีภาษีอากร</strong></p>
<p><strong>    เป็นต้น</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
<div class="nl-box-contact-title">
<p><strong>สอบถามบริการโปรดติดต่อ :</strong></p>
</div>
<div class="nl-box-contact">
<p><strong>กัมพล ทรัพย์ปรุง</strong></p>
<p><strong>+662 680-9724</strong></p>
<p><strong><a href="mailto:kamphols@dlo.co.th">kamphols@dlo.co.th</a></strong></p>
</div>
<div class="nl-box-contact">
<p>&nbsp;</p>
</div>
<div class="nl-box-contact">
<p><strong> </strong></p>
</div>
<div class="nl-box-contact">
<p><strong> </strong></p>
</div>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/2837">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนเมษายน 2561</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/2837/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการใช้เครื่อง EDC</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2779</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2779#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 27 Jul 2017 01:45:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พุทธิมา เกิดศิริ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2779</guid>
				<description><![CDATA[<p>การติดตั้งเครื่อง EDC ไม่ได้มีประโยชน์ในการรองรับความต้องการของลูกค้าเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด รวมถึงลดความเสี่ยงในกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2779">สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการใช้เครื่อง EDC</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>การติดตั้งเครื่อง EDC ไม่ได้มีประโยชน์ในการรองรับความต้องการของลูกค้าเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด รวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริต นอกจากนี้ รัฐบาลยังกำหนดสิทธิประโยชน์ในทางภาษีและจัดให้มีเครื่องมือส่งเสริมให้มีการใช้เครื่อง EDC โดยออกพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 640) พ.ศ.2560 กำหนดเป็นหลักเกณฑ์โดยสรุปได้ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ลักษณะของเครื่อง </strong><strong>EDC</strong></span></p>
<p>1.เป็นอุปกรณ์รับชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตามโครงการลงทุนที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชําระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติหรือผู้ที่คณะกรรมการดังกล่าวมอบหมาย และได้ใช้จริงในโครงการดังกล่าว</p>
<p>2.ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน</p>
<p>3.เป็นอุปกรณ์ที่หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ และอยู่ในสภาพพร้อมใช้การได้ตามวัตถุประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561</p>
<p>4.ต้องมีการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี นับแต่วันที่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้การได้ตามวัตถุประสงค์ เว้นแต่ถูกทําลาย สูญหาย หรือสิ้นสภาพ</p>
<p>5.ไม่เป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน (กรณีนี้หมายความว่าห้ามใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีซ้ำซ้อน)</p>
<p>6.ไม่เป็นทรัพย์สินที่นําไปใช้ในกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>สิทธิประโยชน์ทางภาษี</strong></span></p>
<p><span style="color: #4472c4;"><strong>1.ด้านธนาคารเจ้าของเครื่อง </strong><strong>EDC </strong></span></p>
<p>เมื่อเครื่องเข้าลักษณะตามที่กล่าวมาข้างต้น ธนาคารเจ้าของเครื่องจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยสามารถคำนวณกำไรสุทธิโดยหักรายจ่ายได้อีก 1 เท่าสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่าลงทุนในเครื่อง EDC โดยธนาคารต้องจ่ายลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 – 31 ธันวาคม 2561 และธนาคารต้องไม่เรียกเก็บค่าเช่าเครื่อง EDC นั้น และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรจะประกาศกำหนดต่อไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม หากธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้วต่อมาไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดในรอบบัญชีใด สิทธิที่จะได้รับยกเว้นย่อมสิ้นสุดลง และธนาคารจะต้องไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมโดยนำรายจ่ายที่เคยใช้สิทธิหักเพิ่มดังกล่าวไปถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ในรอบระยะเวลาที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นนั้น ยกเว้นกรณีเครื่อง EDC ถูกทำลาย สูญหาย หรือสิ้นสภาพ</p>
<p>โดยธนาคารผู้มีสิทธิให้บริการประกอบ ด้วย 1) ธนาคารกรุงไทย 2) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา</p>
<p>3) ธนาคารทหารไทย 4) ธนาคารไทยพาณิชย์ 5) ธนาคารธนชาติ 6) ธนาคารกรุงเทพ และ 7) ธนาคารกสิกรไทย</p>
<p><span style="color: #4472c4;"><strong>2.ด้านร้านค้าผู้ใช้บริการเครื่อง </strong><strong>EDC </strong></span></p>
<p>ร้านค้าผู้ใช้บริการเครื่อง EDC จากธนาคารจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้จากจำนวนรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมการใช้เครื่อง EDC สำหรับการรูดบัตรเดบิตตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 – 31 ธันวาคม 2564 ดังนี้</p>
<p>2.1 บุคคลธรรมดา มีเงินได้จากการให้เช่า วิชาชีพอิสระ ก่อสร้าง หรือธุรกิจการพาณิชย์ฯ อื่นๆ รวมกันไม่เกิน 30 ล้านบาทในปีภาษีที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้</p>
<p>2.2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้าน และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้</p>
<p>อย่างไรก็ดี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเป็นร้านค้าจะสิ้นสิทธิ หักรายจ่ายค่าธรรมเนียมเครื่อง EDC เพิ่มทันทีและตลอดไป หากรอบบัญชีใดมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาท หรือมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการเกิน 30 ล้านบาท</p>
<p>ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<div style="padding: 10px 20px; background-color: #ffd86e;">
<p style="margin: 0;">ติดตามสาระความรู้ฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับเครื่อง EDC ได้จากบทความ <span style="color: #c00000;"><strong>มองกฎหมายให้ทะลุ มองธุรกิจให้ทะลวง “</strong><strong>EDC ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องมีหรือไม่” โดยคุณพุทธิมา เกิดศิริ</strong></span></p>
<p style="margin: 0;">(วารสารเอกสารภาษีอากร ปีที่ 36 ฉบับที่ 430 เดือนกรกฎาคม 2560 หน้า 89-97)</p>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2779">สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการใช้เครื่อง EDC</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2779/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>การทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลที่ได้ประโยชน์ทางภาษี</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2701</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2701#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 07 Nov 2016 00:07:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พุทธิมา เกิดศิริ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2701</guid>
				<description><![CDATA[<p>&#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160;พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอันยิ่งใหญ่เรียกได [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2701">การทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลที่ได้ประโยชน์ทางภาษี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><img class=" size-full wp-image-2695" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/news_13-19.png" alt="" width="700" height="365" style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/news_13-19.png 700w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/news_13-19-300x156.png 300w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอันยิ่งใหญ่เรียกได้ว่าตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ซึ่งบางโครงการได้จัดตั้งในรูปแบบมูลนิธิเพื่อสืบสานพระราชปณิธานและเปิดโอกาสให้พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมทำบุญทำกุศลตามแนวทางที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระมหากรุณาธิคุณมีพระราชดำริริเริ่มโครงการต่างๆ ไว้ โดยผู้บริจาคสามารถนำหลักฐานการบริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อน หรือค่าใช้จ่ายได้ตามเงื่อนไขดังนี้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong><span style="text-decoration: underline;">1). กรณีบุคคลธรรมดา</span> </strong>บริจาคเป็นเงินเท่านั้นจึงสามารถนำหลักฐานการบริจาคไปหักลดหย่อนได้เท่ากับจำนวนเงินที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว<a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn1">[1]</a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong><span style="text-decoration: underline;">2). กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล</span></strong> บริจาคเป็นเงินหรือทรัพย์สินก็ได้ สามารถนำรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ<a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn2">[2]</a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เขียนขอนำเสนอข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับมูลนิธิและโครงการต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นโดยลำดับดังนี้</p>
<p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เป็นองค์การสถานสาธารณกุศล ลำดับที่ (43) มี<a href="http://www.rajk.org/index.php/aboutus/history">ประวัติความเป็นมา</a>ดังนี้ <a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn3">[3]</a></p>
<p><img class=" size-full wp-image-2696" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/1_3.jpg" alt="" width="337" height="268" style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/1_3.jpg 976w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/1_3-300x239.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/1_3-768x611.jpg 768w" sizes="(max-width: 337px) 100vw, 337px" /></p>
<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อคืนวันที่&nbsp;25&nbsp;ถึงวันที่&nbsp;26&nbsp;ตุลาคม&nbsp;2505&nbsp;พายุโซนร้อน &#8220;แฮเรียต&#8221; พัดผ่านภาคใต้ยังความเสียหายให้เกิดแก่ 12 จังหวัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นห่วงผู้ประสบภัย อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ในขณะนั้นรับสนองพระบรมราชโองการให้เดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยด่วน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย &nbsp;</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9&nbsp;ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถานีวิทยุ อส.<a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn4">[4]</a> ประกาศเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์และสิ่งของ โดยทรงรับและพระราชทานสิ่งของด้วยพระองค์เอง &nbsp;นอกจากนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงินให้กระทรวงศึกษาธิการ สร้างโรงเรียนประชาบาลที่ถูกพายุพัดพัง รวม&nbsp;12&nbsp;โรงเรียน และภายหลัง พระราชทานชื่อว่า&nbsp;&#8220;โรงเรียนราชประชานุเคราะห์&nbsp;1 ถึง&nbsp;12&#8221;&nbsp;ตามลำดับ &nbsp; &nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ผู้เขียนเองได้มีโอกาสชมไฟล์ภาพยนตร์สั้น ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ตรัสถึงการพระราชทานสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ประชาชนเห็นกันทางโทรทัศน์ ล้วนมาจากพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น มิได้มีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณาดำเนินการไปโดยลำพังตามระบบงาน จึงทำให้เห็นได้ว่าพระองค์ท่านทรงห่วงใยชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทรงคำนึงถึงความทุกข์ร้อนของประชาชนตลอดเวลาไม่เว้นแม้แต่กระทั่งในขณะที่พระองค์ทรงพระประชวร</p>
<p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เป็นองค์การสถานสาธารณกุศล ลำดับที่ (49)<a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn5">[5]</a> มี<a href="http://www.rajk.org/index.php/aboutus/history">ประวัติความเป็นมา</a>ดังนี้ <a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn6">[6]</a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในช่วงเวลาที่โลกมีความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมืองระหว่างประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยมีปัญหาความไม่สงบ ระบบคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากภายนอกประเทศ เข้ามาทำสงครามแย่งชิงประชาชน รัฐบาลในสมัยนั้นจัดให้มีการปราบปราม เกิดการสูญเสียชีวิตการบาดเจ็บพิการและความเดือดร้อน กระทบถึงราษฎร โดยทั่ว ๆ ไปอีกเป็นจำนวนมาก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ทรงห่วงใยในความทุกข์ของราษฎร จึงได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์เยี่ยมผู้ปฏิบัติหน้าที่และในขณะเดียวกันก็ได้ทรงเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้เสียสละเหล่านี้ ในงานพระราชทานเพลิงศพวีรชน ได้ทรงมีพระราชปฏิสันถารไต่ถามชีวิตความเป็นอยู่ นอกจากนี้ยังได้ทรงมีพระราชปรารภถึงผู้ที่อยู่ในเมืองว่า ควรสำนึกถึงความเสียสละอันใหญ่หลวงนี้ให้มาก บางคราวบุคคลเหล่านี้ต่อสู้จนร่างกายพิการไม่สามารถประกอบอาชีพได้เหมือนเดิม ประเทศชาตินั้นเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ บุคคลในชาติควรมีความรักสามัคคีและเห็นอกเห็นใจกัน เมื่อญาติพี่น้องส่วนหนึ่งทำหน้าที่ป้องกันประเทศชาติด้วยความกล้าหาญ จนต้องประสบชะตากรรมที่น่าสงสารเช่นนี้แล้ว พี่น้องส่วนหนึ่งควรเห็นอกเห็นใจร่วมทุกข์ช่วยเหลือเกื้อกูลเขาเหล่านั้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การตอบแทนจากเงินบำเหน็จและเงินช่วยเหลือจากทางราชการในขณะนั้นเป็นจำนวนเงินไม่มากนักและต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาเป็นเวลานาน จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของผู้สละชีพเพื่อประเทศชาติในทันที โดยเฉพาะราษฎรอาสาสมัครที่ได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพหรือเสียชีวิตจะไม่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ</p>
<p>&nbsp;<img class=" size-full wp-image-2697" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/Untitled-91_3_0.jpg" alt="" width="298" height="211" /><img class=" size-full wp-image-2698" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/Untitled-92_3_0.jpg" alt="" width="326" height="211" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/Untitled-92_3_0.jpg 326w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/Untitled-92_3_0-300x194.jpg 300w" sizes="(max-width: 326px) 100vw, 326px" /><img class=" size-full wp-image-2699" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/Untitled-93_3_0.jpg" alt="" width="299" height="211" /></p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในวันที่ 2 เมษายน 2518 พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญทหาร&nbsp; ตำรวจ ราษฎร อาสาสมัครอื่นๆ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศชาติ มารับพระราชทานเลี้ยง พร้อมกันนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญผู้มีจิตกุศลเป็นจำนวนมากมาร่วมในงานด้วย ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนเริ่มแรก และร่วมสมทบโดยพระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์และมีผู้มีจิตศรัทธาที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในวันนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 &nbsp;ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ประธานมูลนิธิ นับแต่นั้นเป็นต้นมา</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้เขียนได้มีโอกาสชมไฟล์ภาพยนตร์สั้น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสกับนักข่าวต่างประเทศ<a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn7">[7]</a> ได้ทูลถามพระองค์ท่านขณะทรงเสด็จไปเป็นขวัญและกำลังใจผู้ที่ทำงานสร้างเขื่อนในพื้นที่ทุรกันดารในสมัยที่ประเทศไทยมีการต่อสู้กับพวกนิยมลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง โดยนักข่าวได้สอบถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และพระองค์ท่านได้ทรงมีพระราชดำรัสตอบนักข่าว ดังนี้</p>
<p><em>นักข่าว </em><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; : ท่านคิดว่าคอมมิวนิสต์จะคิดอย่างไรกับกรณีที่ท่านมาสร้างเขื่อน </em></p>
<p><em>รัชกาลที่ 9 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </em><em>: บางคนก็อาจจะพูดว่านี่คือโครงการปิศาจก็แล้วแต่ใครจะพูด</em></p>
<p><em>นักข่าว </em><em> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; : ถ้าไม่มีคอมมิวนิสต์ทางรัฐบาลและพระองค์ก็คงไม่มาทำโครงการนี้</em></p>
<p><em>รัชกาลที่ 9 </em><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; : พวกท่านชอบถามแบบนี้ เรื่องนี้มันเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว ถ้าไม่มีพวกเขา (คอมมิวนิสต์) ประเทศเราก็จะไม่มีปัญหาและเขื่อนนี้ก็อาจจะทำการก่อสร้างเสร็จไปนานแล้ว แต่ในเมื่อมีพวกเขาอยู่ที่นั่น เราก็ต้องยอมลำบากมาเยี่ยมเยือน เพราะคนที่ทำงานสร้างเขื่อนนี้ต้องการขวัญและกำลังใจ</em></p>
<p><em>นักข่าว </em><em> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; : สร้างเขื่อนแล้วท่านคิดว่าท่านจะชนะในการต่อสู้ใช่ไหม</em></p>
<p><em>รัชกาลที่ 9 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </em><em>: ชนะใคร ต่อสู้กับใคร</em></p>
<p><em>นักข่าว </em><em> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; : ก็พวกคอมมิวนิสต์</em></p>
<p><em>รัชกาลที่ 9 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </em><em>: ก็ไม่รู้สิ แต่เราชนะความอดอยากหิวโหยนี่คือสิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ต่อสู้กับประชาชนเราต่อสู้กับความอดอยากหิวโหย เราปรารถนาให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าประชาชนเหล่านี้มีชีวิตที่ดีขึ้น พวกฝ่ายที่ท่านเรียกว่าคอมมิวนิสต์ ก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเช่นกันทุก ๆ คนต่างก็จะมีความสุขทั้งหมด</em></p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากพระราชดำรัสดังกล่าวข้างต้น อาจจะพอช่วยให้ประชาชนที่เกิดไม่ทันในยุคนั้นได้รับรู้ถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรนี้ ไม่มีการยกเว้นหรือเลือกที่รักมักที่ชังแม้แต่ต่อบุคคลที่ไปเข้ากับฝ่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งมีความคิดว่าพระองค์คือศัตรูของการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ยังมีองค์การสถานสาธารณกุศลในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์อีกเป็นจำนวนมาก อาทิ</p>
<p style="text-align: center;">&nbsp;<img class=" size-full wp-image-2700" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/table_0.JPG" alt="" width="550" height="270" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/table_0.JPG 929w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/table_0-300x147.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2016/11/table_0-768x377.jpg 768w" sizes="(max-width: 550px) 100vw, 550px" /></p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประสงค์จะบริจาคทรัพย์สินหรือสินค้าให้แก่องค์การ สถานสาธารณกุศลดังกล่าวมาข้างต้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคสามารถหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามเงื่อนไขที่กล่าวมาแล้ว และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริจาคทรัพย์สินหรือสินค้า<a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn8">[8]</a>อีกด้วย แต่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้บริจาคทรัพย์สินหรือสินค้าดังกล่าวจะไม่สามารถนำภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อทรัพย์สินหรือสินค้าเพื่อนำไปบริจาคมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนำส่งกรมสรรพากรได้ เพราะเป็นภาษีซื้อที่มิได้นำไปใช้ในกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม<a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn9">[9]</a>&nbsp;แต่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคคลผู้บริจาคทรัพย์สินหรือสินค้าให้แก่องค์การสถานสาธารณกุศลดังที่กล่าวมาข้างต้นสามารถนำภาษีซื้อดังกล่าวไปหักเป็นรายจ่ายได้<a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn10">[10]</a> &nbsp;เช่น บริจาคสิ่งของมูลค่าจำนวน 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 700 บาท บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวสามารถนำต้นทุนจำนวนรวม 10,700 บาทไปหักเป็นรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลฯ<a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn11">[11]</a></p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดังนั้น <strong>หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะบริจาคให้แก่องค์การสถานสาธารณกุศล&nbsp; บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้บริจาคนั้นต้องไม่นำภาษีซื้อมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนำส่งกรมสรรพากร หากกระทำโดยถูกต้องแล้วกรณีจึงจะไม่ต้องถูกประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และเบี้ยปรับเงินเพิ่มจากเจ้าหน้าที่สรรพากรแต่อย่างใด</strong></p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากโครงการในพระราชดำริที่ได้ทรงริเริ่ม ที่กล่าวถึงมานั้นเป็นเพียงส่วนน้อยนิดในโครงการพระราชดำริทั้งหมด &nbsp;4,596 โครงการ<a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftn12">[12]</a> ตลอด 70 ปีที่พระองค์ทรงครองราชย์ พระองค์ท่านไม่เคยที่มีพระราชดำริที่จะแบ่งแยกว่าประชาชนคนไหนเลือกหรือรักหรือบูชาพระองค์ท่านจึงจะได้รับการดูแลที่ดี &nbsp;ส่วนผู้ที่ไม่เลือกไม่รักหรือไม่บูชาพระองค์ท่านจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างออกไป พระองค์ท่านไม่ทรงมีพระราชดำริในลักษณะนี้แม้แต่น้อย ทุกพระราชจริยวัตร ทุกพระราชดำริของพระองค์ท่านเป็นไปเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี และเพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนของประชาชนในประเทศทุกคนอย่างแท้จริง โดยไม่มีข้อแม้หรือข้อยกเว้น</p>
<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยประชาชนทุกหมู่เหล่านับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ในโอกาสนี้จึงขอน้อมรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นและขอทำหน้าที่ในฐานะพสกนิกรชาวไทย นำเสนอข้อมูลบางส่วนของโครงการในพระราชดำริและโครงการในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งได้จัดตั้งเป็นองค์การสถานสาธารณกุศล ตลอดจนการใช้สิทธิประโยชน์ในทางภาษีจากการบริจาค ในกรณีที่พสกนิกรจะใช้โอกาสนี้ในการทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล อีกทั้งเพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยต่อไป &nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<div><br clear="all"></p>
<hr align="left" size="1" width="33%">
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref1">[1]</a>ประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (7)</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref2">[2]</a>ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref3">[3]</a>สืบค้นจาก <a href="http://www.rajaprajanugroh.org/%20%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD">http://www.rajaprajanugroh.org/ เมื่อ</a>วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref4">[4]</a>อส. เป็นอักษรย่อของ<a title="พระที่นั่งอัมพรสถาน" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99">พระที่นั่งอัมพรสถาน</a> ผู้ที่สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก&nbsp;https://goo.gl/U1HswD</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref5">[5]</a>ประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (7)(ข) ประกอบกับ ประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม เรื่อง กำหนดองค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาล และสถานศึกษาตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร &nbsp;</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref6">[6]</a>สืบค้นจาก <a href="http://www.saijaithai.or.th/%20%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD">http://www.saijaithai.or.th/ เมื่อ</a>วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref7">[7]</a>สืบค้นจาก <a href="https://goo.gl/dKl2Ol%20%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD">https://goo.gl/dKl2Ol เมื่อ</a>วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref8">[8]</a>ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (น) ประกอบกับพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (4) (ข)</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref9">[9]</a>ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (6) ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (3)</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref10">[10]</a>ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) ประกอบกับพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) พ.ศ.2534 มาตรา 3</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref11">[11]</a>ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="file:///C:/Users/suchada/Desktop/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%20%20%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9B.doc#_ftnref12">[12]</a>สืบค้นจาก <a href="https://goo.gl/lA3iz1%20%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD">https://goo.gl/lA3iz1 เมื่อ</a>วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559</p>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2701">การทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลที่ได้ประโยชน์ทางภาษี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2701/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีอากรสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนสิงหาคม 2559</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/2676</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/2676#respond</comments>
				<pubDate>Sun, 07 Aug 2016 19:20:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พุทธิมา เกิดศิริ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2676</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’S Tax Newsletter ฉบับที่ 68 เดือนสิงหาคม 2559   กฎหมายใหม่ล่าสุด ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแส [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/2676">จดหมายข่าวภาษีอากรสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนสิงหาคม 2559</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></h3>
<h3 style="text-align: center;"><strong>DLO’S Tax Newsletter</strong></h3>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 68 เดือนสิงหาคม 2559</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<h4>กฎหมายใหม่ล่าสุด</h4>
<h5>ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ สำหรับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้แก่รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ</h5>
<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 614) พ.ศ. 2559 ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ สำหรับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้แก่รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศที่ได้ส่งมอบและชำระราคาแล้วก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ แต่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากทางราชการสั่งระงับไว้ ซึ่งทำให้การจดทะเบียนและการทำนิติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ</p>
<p>ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="http://goo.gl/GWwiFs">http://goo.gl/GWwiFs</a></p>
<h5>ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการบริจาคให้แก่กองทุนพัฒนาสื่อฯ, ศิลปะและวัฒนธรรม</h5>
<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 615) พ.ศ. 2559 ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการบริจาค 2 เท่า เมื่อบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ หรือกองทุนโบราณคดี ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ดังนี้</p>
<p>&#8211; สำหรับบุคคลธรรมดาต้องบริจาคเป็นเงินเท่านั้น</p>
<p>&#8211; สำหรับนิติบุคคลบริจาคเป็นเงินหรือทรัพย์สินก็ได้</p>
<p>ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="http://goo.gl/KZ3bzF">http://goo.gl/KZ3bzF</a></p>
<h5>ขยายเวลายกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการบริจาคให้แก่สถานศึกษา</h5>
<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 616) พ.ศ. 2559 ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการบริจาค 2  เท่า เมื่อบริจาคให้แก่สถานศึกษา แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนกวดวิชา ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2559 ถึง 31 ธันวาคม 2561  ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเดิมพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 558) พ.ศ. 2556 เคยมีผลและสิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก  <a href="http://goo.gl/BtX7RT">http://goo.gl/BtX7RT</a> และ <a href="http://goo.gl/e7gWz0">http://goo.gl/e7gWz0</a> และ <a href="http://goo.gl/qVHMZr">http://goo.gl/qVHMZr</a></p>
<h5>เปลี่ยนหลักเกณฑ์การถือ LTF จาก 5 ปี เป็น 7 ปี</h5>
<p>กฎกระทรวง ฉบับที่ 317 (พ.ศ. 2559) กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สำหรับการซื้อ LTF ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 ถึง 31 ธันวาคม 2562 ซึ่งบุคคลธรรมดาต้องซื้อและถือหน่วยลงทุนนั้นไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน (เดิม 5 ปีปฏิทิน) จึงจะได้รับยกเว้นเงินได้ ดังนี้</p>
<p>1) เงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อ LTF</p>
<p>2) เงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการขาย LTF</p>
<p>ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="http://goo.gl/f8TbZK">http://goo.gl/f8TbZK</a></p>
<h5>ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อซื้อสินค้า OTOP</h5>
<p>กฎกระทรวง ฉบับที่ 318 (พ.ศ. 2559) กำหนดให้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับค่าซื้อสินค้า OTOP <strong>ในระหว่างวันที่ </strong><strong>1 &#8211; 31 สิงหาคม 2559</strong> ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้</p>
<p>1) เป็นสินค้า OTOP ที่ได้รับการรับรองและลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน และต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม</p>
<p>2) จ่ายค่าสินค้า OTOP ให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป</p>
<p>3) ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขอื่นตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงิน (ฉบับที่ 272)</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="http://goo.gl/pPUFLt">http://goo.gl/pPUFLt</a> และ <a href="http://goo.gl/uBveJl">http://goo.gl/uBveJl</a></p>
<h5>ขยายระยะเวลาขอคืนค่าอากรแสตมป์ จนถึง 31 กรกฎาคม 2559</h5>
<p>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขยายระยะเวลาขอคืนค่าอากรแสตมป์จากการปิดอากรแสตมป์ลงบนตราสารที่ต้องชำระค่าอากรเป็นตัวเงิน ได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 สำหรับตราสารดังนี้</p>
<p>1) ตราสารเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ ที่มีค่าเช่าตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป</p>
<p>2) ตราสารจ้างทำของที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป</p>
<p>โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นตราสารที่กระทำตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2559 จึงจะขยายระยะเวลาให้ขอคืนค่าอากรแสตมป์ที่ปิดลงบนตราสารที่ต้องชำระค่าอากรเป็นตัวเงิน</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="http://goo.gl/tWURrM">http://goo.gl/tWURrM</a> และ <a href="https://goo.gl/Gbn6yq">https://goo.gl/Gbn6yq</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ข่าวภาษี</h4>
<h5>กระทรวงการคลังสั่งสรรพากรขยายฐานการจัดเก็บภาษีจากบริษัทนอมินี และผู้ประกอบการอี &#8211; คอมเมิร์ซ</h5>
<p>ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าได้สั่งให้กรมสรรพากรไปตรวจสอบการเสียภาษีของบริษัทนอมินีทั้งหมดในทุกภาคธุรกิจ โดยเริ่มตรวจสอบการเสียภาษีของนอมินีบริษัทท่องเที่ยวทั้งหมดก่อน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังได้มีการตั้งคณะกรรมการเก็บภาษีธุรกิจอี &#8211; คอมเมิร์ซ (e &#8211; Commerce) เพื่อร่วมหาแนวทางการเก็บภาษีใหม่ เนื่องจากยังพบว่ามีการรั่วไหลมาก ทำให้มีการเก็บภาษีได้น้อย</p>
<p>ติดตามรายละเอียดได้จาก <a href="http://goo.gl/qzuA26">http://goo.gl/qzuA26</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ</h4>
<h5>คำพิพากษาฎีกาที่ 13986/2558<strong><br />
</strong></h5>
<p>ระหว่าง             บริษัท ฮ.                                                                       โจทก์</p>
<p>กับ        <strong>           </strong>กรมสรรพากร                                                                 จำเลย</p>
<p>เรื่อง                การจำหน่ายเงินออกจากประเทศไทย(ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ)</p>
<p>การจัดเก็บภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร กฎหมายกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทย จะต้องหักภาษีจากเงินที่จำหน่ายออกไปในอัตราร้อยละ 10 แล้วนำส่งภาษีภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จำหน่ายเงินกำไร ตามประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2545 อันแสดงความหมายอยู่ในตัวว่า เมื่อมีการส่งเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยเมื่อใด ภาระภาษีย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้น</p>
<p>การที่ลูกค้าได้โอนเงินค่าบริการให้แก่โจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรงหลายครั้ง เงินค่าบริการที่จำหน่ายออกไปมีส่วนของกำไรหรือถือว่าเป็นกำไรรวมอยู่ด้วย จึงต้องถือว่าสาขาของโจทก์ในประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นกำไรออกไปจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร สาขาของโจทก์ในประเทศไทยจึงต้องหักภาษีจากจำนวนเงินที่ได้จำหน่ายออกไป โดยถือว่าวันที่ลูกค้าโอนเงินค่าบริการให้แก่โจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาในแต่ละครั้งเป็นวันที่สาขาของโจทก์จำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตาม มาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p>ในกรณีที่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เงินค่าบริการที่ลูกค้าชำระให้แก่โจทก์ในแต่ละครั้งมีส่วนที่เป็นกำไรที่จำหน่ายออกไปเป็นจำนวนเท่าใด จึงเห็นควรให้นำเงินค่าบริการที่ลูกค้าชำระให้แก่โจทก์ในต่างประเทศตลอดปี 2545 จำนวน 2,000 ล้านบาท โดยถือเป็นกำไรที่จำหน่ายออกไป 420 ล้านบาท (ร้อยละ 21 % ของรายได้) แล้วนำค่าบริการที่ลูกค้าชำระแก่โจทก์ที่ต่างประเทศในแต่ละเดือนมาหาค่าเฉลี่ย เพื่อหาเงินกำไรที่สาขาจำหน่ายออกไปในแต่ละเดือน จากนั้นจึงนำมาหักภาษีในอัตราร้อยละ 10 และนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมยื่นแบบรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและการจำหน่ายกำไร (ภ.ง.ด. 54) ต่อไป</p>
<p align="center">
<p>           หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด 2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9753 Email: <a href="mailto:budhimak@dlo.co.th">budhimak@dlo.co.th</a>, <a href="mailto:chatwaleem@dlo.co.th">chatwaleem@dlo.co.th</a></p>
<div class="nl-box">
<div class="nl-box-services">
<p><strong><strong>    </strong>บริการกฎหมายภาษีอากร :</strong></p>
<p><strong>1. งานให้คำปรึกษาภาษี</strong></p>
<p><strong>2. งานขอคืนภาษี</strong></p>
<p><strong>3. งานวางแผนภาษี</strong></p>
<p><strong>4. งานตรวจสอบภาษี</strong></p>
<p><strong>5. งานกรอกแบบแสดงรายการภาษี</strong></p>
<p><strong>6. งานให้ปากคำแก่เจ้าหน้าที่</strong></p>
<p><strong>7. งานอุทธรณ์การประเมินภาษี</strong></p>
<p><strong>8. งานคดีภาษีอากร</strong></p>
<p><strong>    เป็นต้น</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
<div class="nl-box-contact-title">
<p><strong>สอบถามบริการโปรดติดต่อ :</strong></p>
</div>
<div class="nl-box-contact">
<p><strong>กัมพล ทรัพย์ปรุง </strong></p>
<p><strong>+662 680-9724 </strong></p>
<p><strong><a href="mailto:kamphols@dlo.co.th">kamphols@dlo.co.th</a></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
<div class="nl-box-contact">
<p><strong>พุทธิมา เกิดศิริ </strong></p>
<p><strong>+662 680-9751 </strong></p>
<p><strong><a href="mailto:budhimak@dlo.co.th">budhimak@dlo.co.th</a></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
<div class="nl-box-contact">
<p><strong>ชัชวลี ไมตรี </strong></p>
<p><strong>+662 680-9760 </strong></p>
<p><strong><a href="mailto:chatwaleem@dlo.co.th">chatwaleem@dlo.co.th</a></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/2676">จดหมายข่าวภาษีอากรสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือนสิงหาคม 2559</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/2676/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ประเด็นร้อนอธิบดีกรมสรรพากรแก้กฎหมาย  คุมเข้มเล็งเก็บอากรแสตมป์จากสัญญาเช่าและสัญญาจ้างทำของเพิ่ม*</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2529</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2529#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 29 Sep 2015 19:38:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พุทธิมา เกิดศิริ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2529</guid>
				<description><![CDATA[<p>พุทธิมา เกิดศิริ ที่ปรึกษากฎหมายภาษีอากร บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด &#160; การแก้กฎหมายประเด็นร้อน ๆ&#160; เรื่องอากรแสตมป์ คงจะกระทบถ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2529">ประเด็นร้อนอธิบดีกรมสรรพากรแก้กฎหมาย  คุมเข้มเล็งเก็บอากรแสตมป์จากสัญญาเช่าและสัญญาจ้างทำของเพิ่ม*</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p align="right"><span style="color: #3366ff;">พุทธิมา เกิดศิริ</span></p>
<p align="right"><span style="color: #3366ff;">ที่ปรึกษากฎหมายภาษีอากร</span></p>
<p align="right"><span style="color: #3366ff;">บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การแก้กฎหมายประเด็นร้อน ๆ&nbsp; เรื่องอากรแสตมป์ คงจะกระทบถึงผู้เสียภาษีกันอย่างถ้วนหน้า เพราะที่ผ่านมาผู้เสียภาษีมักจะไม่ให้ความสำคัญกับการเสียอากรแสตมป์ในขณะทำสัญญากันมากนักเพราะคิดว่าเป็นภาษีอากรที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เอาไว้รอลุ้นให้เจ้าหน้าที่สรรพากรมาตรวจสอบหรือว่าเป็นคดีความกันแล้วค่อยมาปิดอากรแสตมป์ในสัญญาต่าง ๆ ก็คงทัน กรมสรรพากรเองก็มองเห็นจุดอ่อนตรงนี้มาตลอดจนและเพ่งเล็งรอจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรดีเพื่อให้ได้เม็ดเงินภาษีเพิ่มขึ้น จนในที่สุดจึงได้มีกฎหมายแก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่น่าจะกระทบต่อผู้เสียภาษีในวงกว้าง แต่ก่อนที่ผู้เขียนจะไปพูดถึงกฎหมายที่แก้ไขใหม่ว่าเป็นอย่างไร ผู้เขียนขออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ให้ทราบเป็นลำดับดังนี้</p>
<p>ประมวลรัษฎากรกำหนดให้การกระทำตราสาร (ทำสัญญาหรือเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรและลงชื่อ) 28 ลักษณะในบัญชีอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ต้องเสียอากรแสตมป์ตามอัตราที่กำหนด เช่น</p>
<p>&#8211; ตราสารเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพ</p>
<p>&#8211; ตราสารกู้ยืมเงิน</p>
<p>&#8211; ตราสารจ้างทำของ</p>
<p>&#8211; ตราสารใบมอบอำนาจ</p>
<p>&#8211; ตราสารคู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร</p>
<p>&#8211; ฯลฯ</p>
<p>คำว่า “<strong>กระทำ</strong>”<a title="" href="#_ftn1">[1]</a> หมายความว่า &nbsp;การ<strong>ลงลายมือชื่อ </strong>ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งในการเสียอากรแสตมป์สำหรับการทำตราสาร เรียก “<span style="text-decoration: underline;">การปิดแสตมป์บริบูรณ์</span>” แบ่งเป็น 3 กรณีดังนี้</p>
<p>1) แสตมป์ปิดทับ หรือการปิดอากรแสตมป์แล้วขีดฆ่าแสตมป์ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยท่านจะต้องหาซื้ออากรแสตมป์จากกรมสรรพากรไม่ใช่จากที่ทำการไปรษณีย์แต่อย่างใด มีตัวอย่างดังนี้</p>
<p><img class=" size-full wp-image-2528" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2015/09/stamp_0.jpg" alt="" width="322" height="156" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2015/09/stamp_0.jpg 322w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2015/09/stamp_0-300x145.jpg 300w" sizes="(max-width: 322px) 100vw, 322px" /></p>
<p>2) แสตมป์ดุน เป็นการเสียอากรโดยใช้กระดาษที่มีแสตมป์ดุนเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่า หรือโดยการยื่นตราสารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนและชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่า ซึ่งแสตมป์ดุนไม่มีใช้ในปัจจุบันแล้ว</p>
<p>3) กรณีชำระเป็นตัวเงิน คือการนำสัญญาหรือตราสารที่ลงนามไปยังสำนักงานสรรพากรหรือสถานที่ใดที่สรรพากรมอบหมาย<a title="" href="#_ftn2">[2]</a> เพื่อชำระค่าอากรเป็นตัวเงินตามอัตรา และภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้</p>
<p>มิใช่ว่าผู้เสียภาษีซึ่งเป็นผู้กระทำตราสารหรือทำสัญญาที่กำหนดไว้ 28 ลักษณะจะเลือกเสียอากรแสตมป์โดยซื้ออากรมาปิดทับหรือนำสัญญาไปชำระอากรเป็นตัวเงินที่กรมสรรพากรก็ได้ เพราะบางกรณีมีกฎหมายกำหนดให้ตราสารบางประเภทผู้เสียภาษีต้องชำระอากรเป็นตัวเงินเท่านั้น จึงเท่ากับว่าการกระทำตราสารบางกรณีผู้เสียภาษีไม่มีสิทธิเลือกซื้ออากรแสตมป์มาปิดเองในภายหลังได้ ซึ่งผู้เขียนจะขอนำมากล่าวถึงการเสียอากรเป็นตัวเงินเฉพาะกรณีการแก้ไขประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) ดังนี้</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>เดิมที่ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) </strong></span><span style="color: #0000ff;"><strong>ได้กำหนดตราสาร 12 กลุ่มดังต่อไปนี้ให้ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินเท่านั้น</strong></span></p>
<p>(1) เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพเฉพาะที่ รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เป็นผู้เช่า และเช่าอสังหาริมทรัพย์ เฉพาะที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน</p>
<p>(2) เช่าซื้อทรัพย์สิน เฉพาะที่นิติบุคคลหรือสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นผู้ให้เช่าซื้อทรัพย์สินนั้น</p>
<p>(3) จ้างทำของ เฉพาะที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป &nbsp;</p>
<p>(4) กู้ยืมเงิน หรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร</p>
<p>(5) กรมธรรม์ประกันภัย</p>
<p>(6) ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตราสารทำนองเดียวกันที่ใช้อย่างตั๋วสัญญาใช้เงิน</p>
<p>(7) เลตเตอร์ออฟเครดิต &nbsp;</p>
<p>(8) ใบรับของ เฉพาะกิจการรับขนส่งทางอากาศที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้ง ขึ้นตามกฎหมายไทย</p>
<p>(9) ค้ำประกัน เฉพาะที่สถาบันการเงิน แต่ไม่รวมถึงบริษัทประกันภัยเป็นคู่สัญญา</p>
<p>(10) คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร เฉพาะที่ต้นฉบับแห่งตราสารนั้น ต้องชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร</p>
<p>(11) ใบรับสำหรับการขาย ขายฝาก ให้เช่าซื้อ หรือโอนกรรมสิทธิ์ ยานพาหนะ ทั้งนี้ เฉพาะยานพาหนะซึ่งมีการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้น ๆ เฉพาะที่นิติบุคคลเป็นผู้ขายและผู้ให้เช่าซื้อยานพาหนะนั้น ทั้งนี้ ไม่รวมถึงยานพาหนะที่ใช้แล้ว</p>
<p>(12) ใบรับสำหรับการขายเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป &nbsp;</p>
<p><!--[if gte mso 9]><xml>
 <w:WordDocument>
  <w:View>Normal</w:View>
  <w:Zoom>0</w:Zoom>
  <w:TrackMoves></w:TrackMoves>
  <w:TrackFormatting></w:TrackFormatting>
  <w:PunctuationKerning></w:PunctuationKerning>
  <w:ValidateAgainstSchemas></w:ValidateAgainstSchemas>
  <w:SaveIfXMLInvalid>false</w:SaveIfXMLInvalid>
  <w:IgnoreMixedContent>false</w:IgnoreMixedContent>
  <w:AlwaysShowPlaceholderText>false</w:AlwaysShowPlaceholderText>
  <w:DoNotPromoteQF></w:DoNotPromoteQF>
  <w:LidThemeOther>EN-US</w:LidThemeOther>
  <w:LidThemeAsian>X-NONE</w:LidThemeAsian>
  <w:LidThemeComplexScript>TH</w:LidThemeComplexScript>
  <w:Compatibility>
   <w:BreakWrappedTables></w:BreakWrappedTables>
   <w:SnapToGridInCell></w:SnapToGridInCell>
   <w:ApplyBreakingRules></w:ApplyBreakingRules>
   <w:WrapTextWithPunct></w:WrapTextWithPunct>
   <w:UseAsianBreakRules></w:UseAsianBreakRules>
   <w:DontGrowAutofit></w:DontGrowAutofit>
   <w:SplitPgBreakAndParaMark></w:SplitPgBreakAndParaMark>
   <w:EnableOpenTypeKerning></w:EnableOpenTypeKerning>
   <w:DontFlipMirrorIndents></w:DontFlipMirrorIndents>
   <w:OverrideTableStyleHps></w:OverrideTableStyleHps>
  </w:Compatibility>
  <m:mathPr>
   <m:mathFont m:val="Cambria Math"></m:mathFont>
   <m:brkBin m:val="before"></m:brkBin>
   <m:brkBinSub m:val="&#45;-"></m:brkBinSub>
   <m:smallFrac m:val="off"></m:smallFrac>
   <m:dispDef></m:dispDef>
   <m:lMargin m:val="0"></m:lMargin>
   <m:rMargin m:val="0"></m:rMargin>
   <m:defJc m:val="centerGroup"></m:defJc>
   <m:wrapIndent m:val="1440"></m:wrapIndent>
   <m:intLim m:val="subSup"></m:intLim>
   <m:naryLim m:val="undOvr"></m:naryLim>
  </m:mathPr></w:WordDocument>
</xml><![endif]--><!--[if gte mso 9]><xml>
 <w:LatentStyles DefLockedState="false" DefUnhideWhenUsed="true"
  DefSemiHidden="true" DefQFormat="false" DefPriority="99"
  LatentStyleCount="267">
  <w:LsdException Locked="false" Priority="0" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Normal"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="heading 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 7"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 8"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 9"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 7"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 8"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 9"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="35" QFormat="true" Name="caption"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="10" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Title"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="1" Name="Default Paragraph Font"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="11" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Subtitle"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="22" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Strong"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="20" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Emphasis"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="59" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Table Grid"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" UnhideWhenUsed="false" Name="Placeholder Text"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="1" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="No Spacing"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light List"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" UnhideWhenUsed="false" Name="Revision"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="34" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="List Paragraph"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="29" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Quote"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="30" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Intense Quote"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 1"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 2"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 3"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 4"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 5"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 6"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="19" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Subtle Emphasis"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="21" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Intense Emphasis"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="31" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Subtle Reference"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="32" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Intense Reference"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="33" SemiHidden="false"
   UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Book Title"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="37" Name="Bibliography"></w:LsdException>
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" QFormat="true" Name="TOC Heading"></w:LsdException>
 </w:LatentStyles>
</xml><![endif]--><!--[if gte mso 10]>


<style>
 /* Style Definitions */
 table.MsoNormalTable
	{mso-style-name:"Table Normal";
	mso-tstyle-rowband-size:0;
	mso-tstyle-colband-size:0;
	mso-style-noshow:yes;
	mso-style-priority:99;
	mso-style-parent:"";
	mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt;
	mso-para-margin:0cm;
	mso-para-margin-bottom:.0001pt;
	mso-pagination:widow-orphan;
	font-size:10.0pt;
	font-family:"AngsanaUPC","serif";}
</style>


<![endif]--></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-size: 16pt; color: #0000ff;" lang="TH"><span style="font-size: 16pt;" lang="TH">ล่าสุดนี้ได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 54) </span>แก้ไขเพิ่มเติม ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) ในกรณีดังต่อไปนี้</span></p>
<p>&nbsp;<strong>1. กรณีทำตราสารเช่าที่ดินตาม (1)</strong></p>
<p>การเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ ดังต่อไปนี้ต้องเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน</p>
<p>(ก) มีค่าเช่าตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป</p>
<p>(ข) รัฐบาล องค์การของรัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เช่า หรือ</p>
<p>(ค) ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน</p>
<p>ดังนั้น เดิมทีคู่สัญญาเช่าที่เป็นเอกชนกับเอกชนทำสัญญาเช่ากันโดยไม่ได้จดทะเบียนการเช่าต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพราะทำสัญญาเช่ากันไม่เกิน 3 ปี<a title="" href="#_ftn3">[3]</a> สามารถชำระอากรแสตมป์ด้วยการปิดทับได้หรือเสียเป็นตัวเงินก็ได้ อย่างไรก็ตามนับแต่วันที่ 4 เมษายน 2558 เป็นต้นไป<a title="" href="#_ftn4">[4]</a>หากสัญญาเช่าดังกล่าวมีค่าเช่ารวมกันตลอดอายุสัญญาตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วยวิธีเสียเป็นตัวเงินในอัตราค่าเช่า&nbsp; 1,000 ละ 1 บาท<a title="" href="#_ftn5">[5]</a> เช่น หากค่าเช่าตลอดอายุสัญญา 3 ปีเป็นเงิน 3 ล้าน ต้องเสียอากรแสตมป์ 3,000 บาท (3,000,000 ÷ 1,000)</p>
<p><strong>2. กรณีทำตราสารจ้างทำของตาม (3)</strong></p>
<p>การจ้างทำของดังต่อไปนี้ต้องเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน</p>
<p>(ก) มีสินจ้างตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปหรือ</p>
<p>(ข) รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป</p>
<p>กรณีนี้ก็เช่นกัน จากเดิมที่คู่สัญญาที่เป็นเอกชนกับเอกชนทำสัญญาจ้างทำของก็สามารถเสียอากรแสตมป์โดยวิธีปิดหรือจะเลือกเสียเป็นตัวเงินก็ได้ อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2558 เป็นต้นไปหากสัญญาจ้างทำของมีค่าตอบแทนหรือสินจ้างตามสัญญาตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินเท่านั้น โดยผู้รับจ้างเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรแตมป์ 1,000 ละ 1 บาท เช่น หากสัญญาจ้างทำของมีมูลค่าของค่าตอบแทน 1,124,500 บาท ต้องเสียอากรแสตมป์ 1,125 บาท (1,124,500 ÷ 1,000 = 1,124.50 &nbsp;เศษของ 1 พันเสีย 1 บาท)</p>
<p class="MsoNormal">&nbsp;<span style="color: #0000ff;"><strong><span style="font-size: 16pt;" lang="TH">วิธีการเสียอากรเป็นตัวเงินต้องทำอย่างไร ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) ซึ่งแก้ไขโดยประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 54) กำหนดไว้ดังนี้</span></strong></span></p>
<p>1. ตราสารการเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ &nbsp;</p>
<p>(ก) กรณีเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพ ที่มีค่าเช่าตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป หรือรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เช่า ให้ผู้ให้เช่าชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ โดยต้องนำตราสารมาสลักหลังตามระเบียบของกรมสรรพากรก่อนกระทำตราสาร หรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันกระทำตราสารนั้น</p>
<p>(ข) กรณีเช่าอสังหาริมทรัพย์ เฉพาะที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้ชำระอากรเป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้น ๆ ก่อนหรือในวันที่มีการรับจดทะเบียนดังกล่าว และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวนำเงินค่าอากรแสตมป์ที่ได้รับชำระไว้นั้นส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามระเบียบของทางราชการ โดยถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์ต่อเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ได้บันทึกข้อความไว้ในตราสารนั้นว่า “ได้ชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน&#8230;บาทแล้ว ตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่&#8230; เลขที่&#8230; ลงวันที่&#8230; แล้วลงรายชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์และวันเดือนปีที่บันทึกข้อความดังกล่าว</p>
<p>2. ตราสารการจ้างทำของให้ผู้รับจ้างชำระอากรเป็นตัวเงิน แทนการปิดแสตมป์ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ โดยต้องนำตราสารมาสลักหลังตามระเบียบของกรมสรรพากรก่อนกระทำตราสาร หรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันกระทำตราสารนั้น</p>
<p>กรณีนี้จะเป็นผลให้คู่สัญญาตามสัญญาเช่าและสัญญาจ้างทำของระหว่างเอกชนกับเอกชนที่มีมูลค่าการเช่าหรือสินจ้างเกินกว่า 1 ล้าน และได้ทำคู่ฉบับสัญญาต้องนำคู่ฉบับมาเสียอากรเป็นตัวเงิน จำนวน 5 บาท<a title="" href="#_ftn6">[6]</a> โดยฝ่ายผู้เช่าและผู้รับจ้างเป็นคนเสียจากคู่ฉบับสัญญาที่ทำ</p>
<p>สำหรับการจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีแบบหรือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ก็มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย <a title="" href="#_ftn7">[7]</a> ดังนั้นหากคู่สัญญาไม่ได้จัดทำสัญญาและลงนามกันเป็นลายลักษณ์อักษรก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำตราสาร เป็นผลให้ผู้รับจ้างไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ท่านที่เป็นคู่สัญญาก็คงจะต้องชั่งน้ำหนักดูว่า <strong>การไม่ทำสัญญาแล้วเกิดมีปัญหาพิพาทต้องฟ้องร้องเป็นคดีความขึ้นภายหลังนั้น จะทำให้ท่านเสียหายมากกว่าค่าอากรแสตมป์เพียงน้อยนิดที่ต้องจ่ายให้แก่ภาครัฐหรือไม่</strong> เพราะในการทำธุรกิจนั้นควรจะต้องมุ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสำเร็จลุล่วงได้ยิ่งกว่าปัจจัยทางด้านภาษีอากร เพราะโดยหลักคิดที่ถูกต้องแล้วภาษีอากรนับเป็นปัจจัยลำดับท้าย ๆ ที่ท่านควรนึกถึง แต่ภาษีก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ท่านจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องมิเช่นนั้นแล้ว ท่านอาจจะต้องเสียหายมากมายในภายหลังได้</p>
<p>สำหรับอากรแสตมป์นั้นนับเป็นภาษีทางอ้อม เพราะคู่สัญญาฝ่ายที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเป็นผู้รับภาระเสียอากรแสตมป์อาจผลักภาระอากรแสตมป์ไปให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้ หากฝ่ายท่านเป็นผู้มีอำนาจต่อรองที่มากกว่า เช่น ท่านเป็นผู้ประกอบกิจการที่เชี่ยวชาญในการผลิตเหล็กหล่อตามแบบ และมีผู้ว่าจ้างผลิตหลายรายมารอเข้าคิวจะสั่งจ้างจากท่าน ท่านก็อาจจะระบุในสัญญาให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีหน้าที่จ่ายค่าอากรแสตมป์ก็ได้ ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ระบุภาระหน้าที่ไว้ในสัญญาเฉย ๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเก็บเงินค่าอากรแสตมป์มาจากผู้ว่าจ้างให้ครบถ้วนแล้วมาดำเนินการชำระอากรเป็นตัวเงินให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะหากปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยไป ต่อมาภายหลังเมื่อกิจการท่านถูกตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สรรพากรก็จะต้องเรียกเก็บเอาจากกิจการของท่านก่อนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ท่านอาจบรรเทาความเสียหายได้โดยดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับคู่สัญญาของท่านเพื่อเรียกเก็บค่าอากรแสตมป์ตามสัญญา &nbsp;อย่างไรก็ดี มูลค่าของค่าอากรแสตมป์ที่ท่านผลักภาระไปให้ผู้ว่าจ้างดังกล่าว ท่านก็จะต้องนำกลับมาถือเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ที่ผู้รับจ้างทำของได้รับด้วย</p>
<p>มีข้อควรทราบอีกประการเกี่ยวกับการทำตราสารนอกประเทศ เช่น กิจการท่านเป็นผู้ว่าจ้างทำของกับบริษัท A ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศให้เข้ามารับจ้างทำของให้บริษัทท่าน แต่ท่านไม่ได้เรียกเก็บค่าอากรแสตมป์จากการทำตราสารนั้น ต่อมาท่านได้นำตราสารที่ทำขึ้นนอกประเทศดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย ประมวลรัษฎากรกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในไทยต้องเสียอากร โดยต้องปิดแสตมป์ให้ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น<a title="" href="#_ftn8">[8]</a> ในกรณีนี้ผู้เขียนเห็นว่าผู้ทรงตราสารในไทยยังได้รับสิทธิปิดอากรแสตมป์แม้ว่าตราสารจ้างทำของที่นำเข้ามาในประเทศไทยจะมีมูลค่าสินจ้างตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปก็ตาม เพราะประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) ไม่ได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของวิธีการเสียอากรเป็นตัวเงิน ให้ครอบคลุมไปถึงกรณีที่ผู้ว่าจ้างนำตราสารจ้างทำของจากต่างประเทศเข้ามาว่าต้องอยู่ในบังคับที่ต้องชำระอากรเป็นตัวเงิน โดยวิธีการเสียอากรเป็นตัวเงินของสัญญาจ้างทำของที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปกำหนดเพียงว่า <strong><em><span style="color: #008000;">“ให้ผู้รับจ้างชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดอากรแสตมป์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ โดยต้องนำตราสารมาสลักหลังตามระเบียบของกรมสรรพากรก่อนกระทำตราสารหรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันกระทำตราสารนั้น</span>”</em></strong><a title="" href="#_ftn9">[9]</a> ดังนั้นหากคู่สัญญาซึ่งเป็นฝ่าย<strong>ผู้ว่าจ้าง</strong>นำตราสารดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยแม้จะเข้าลักษณะเป็นผู้ทรงตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ภายใน 30 วันนับแต่วันนำตราสารเข้ามา ก็สามารถชำระอากรแสตมป์โดยใช้วิธีแสตมป์ปิดทับหรือวิธีชำระเป็นตัวเงินก็ได้&nbsp; หรือจะนำตราสารนั้นไปชำระอากรเป็นตัวเงินต่อเจ้าหน้าที่สรรพากรภายใน 30 วันนับแต่วันนำตราสารเข้ามาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ท่านสามารถกระทำได้ แต่ถ้าหากท่านเป็นฝ่ายผู้รับจ้างแล้วละก็ แม้จะทำตราสารจ้างทำของนอกประเทศที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านบาทก็อยู่ในบังคับต้องชำระอากรเป็นตัวเงินตามประกาศอธิบดีที่แก้ไขใหม่นี้ตั้งแต่ขณะกระทำตราสารนั้นอยู่ดีจะมาอ้างว่าต้องเสียภายหลังจากที่นำเข้าตราสารในฐานะผู้ทรงก็คงจะฟังไม่ขึ้น&nbsp;</p>
<p>แต่สำหรับสัญญาจ้างทำขึ้นนอกประเทศไทย มีข้อยกเว้นที่ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ หากเป็นกรณีที่การปฏิบัติตามสัญญานั้นมิได้ทำในประเทศไทยเช่น บริษัทท่านจ้างให้บริษัท A ในต่างประเทศดำเนินการตรวจสอบคุณภาพสินค้าในต่างประเทศแล้วส่งรายงานกลับเข้ามาในประเทศไทยเท่านั้น สัญญาจ้างในลักษณะนี้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ในวรรคท้ายของตราสารลักษณะ 4 ผู้เขียนเห็นว่าเมื่อบริษัทท่านนำสำเนาตราสารที่ได้รับยกเว้นอากรนั้นเข้ามาในประเทศไทยก็ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ในฐานะผู้ทรงตราสารคนแรกในประเทศไทยแต่อย่างใด เนื่องจากตราสารหลักได้รับยกเว้นแล้วไม่ว่าจะนำต้นฉบับคู่ฉบับหรือสำเนาเข้ามาในประเทศไทยก็ย่อมได้รับยกเว้นเช่นกัน</p>
<p>ประการต่อมา ในเรื่องของอากรแสตมป์ท่านทราบหรือไม่ว่า เจ้าพนักงานตรวจการชำระอากรแสตมป์ สามารถตรวจการเสียภาษีของกิจการท่านได้จากอะไรบ้าง</p>
<p>1. การบันทึกรายการทางบัญชีที่แสดงว่าบริษัทท่านได้จ่ายชำระค่าอากรในปีภาษีนั้น ๆ เปรียบเทียบกับการทำตราสาร</p>
<p>2. เจ้าหน้าที่สรรพากรมีทีมเจ้าพนักงานตรวจอากรแสตมป์ โดยสามารถตรวจลายน้ำในอากรแสตมป์ได้ว่าเป็นอากรแสตมป์ที่ผลิตในปีใด &nbsp;&nbsp;</p>
<p>หากท่านไม่ให้ความสำคัญกับการชำระค่าอากรแสตมป์และคิดว่าจะดำเนินการภายหลังโดยซื้ออากรแสตมป์มาปิดและขีดฆ่าเมื่อถูกเรียกตรวจก็คงทัน ผู้เขียนขอเรียนว่าหากเจ้าหน้าที่สรรพากรเอาจริงเมื่อนั้นอาจจะสายเกินไปและเป็นผลให้กิจการของท่านถูกปรับจากการชำระอากรไม่ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดได้</p>
<p class="MsoNormal"><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="font-size: 14pt;" lang="TH">โทษของการชำระอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนมีดังนี้</span></strong></span></p>
<p>1. กรณีกิจการท่านตรวจพบเองและได้ทำการแก้ไขให้ถูกต้องก่อนถูกเจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจพบ<a title="" href="#_ftn10">[10]</a>โดยผู้มีหน้าที่เสียอากรหรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์สามารถยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ดังนี้</p>
<p>1.1 ยื่นตราสาร<a title="" href="#_ftn11">[11]</a>นั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน <strong>15 วัน</strong>นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ต้อง<strong>เสียเพียงเท่าจำนวนอากร</strong>ตามอัตราในบัญชีท้ายหมวด</p>
<p>1.2 ยื่นตราสาร<strong>เกิน 15 วันแต่ไม่เกิน 90 วัน</strong> ต้อง<strong>เสียเงินเพิ่มอากร 2 เท่า</strong>จำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า</p>
<p>1.3 ยื่นตราสาร<strong>เกินกว่า 90 วัน </strong>ต้อง<strong>เสียเงินเพิ่มอากร 5 เท่า</strong>จำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า</p>
<p>ตัวอย่าง เช่น บริษัท ก. เป็นผู้รับจ้างทำสัญญารับจ้างทำของมูลค่า 100,000 บาท ต้องปิดอากร 100 บาท ดังนั้นต้องเสียอากรและเงินเพิ่มตามกรณีข้างต้นดังนี้</p>
<p>1.1 อากรแสตมป์จำนวน 100 บาท</p>
<p>1.2 อากรแสตมป์จำนวน 100 บาท เงินเพิ่ม 2 เท่า อีก 200 รวมเป็น 300 บาท</p>
<p>1.3 อากรแสตมป์จำนวน 100 บาท เงินเพิ่ม 5 เท่า อีก 500 รวมเป็น 600 บาท</p>
<p>2. ถูกเจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจพบ<a title="" href="#_ftn12">[12]</a> หรือโดยการแจ้งความของบุคคลใด</p>
<p>2.1 ไม่ได้ออกใบรับเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บอากรจนครบและเงินเพิ่ม 6 เท่าของอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>2.2 ตราสารไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ในกรณีดังนี้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.2.1 ไม่ปิดแสตมป์เลย ต้องเสียเงินอากรจนครบและเงินเพิ่มอีก 6 เท่าหรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.2.2 ปิดแสตมป์น้อยกว่าที่ต้องเสีย ต้องเสียเงินอากรจนครบและเงินเพิ่มอีก 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.2.3 ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่า ของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า<strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong></p>
<p>&nbsp;เมื่อทราบกันแล้วว่าภาระภาษีจากอากรแสตมป์เป็นอย่างไรบ้าง กรมสรรพากรแก้ไขกฎหมายมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบมีเครื่องมือในการจัดการกับการเสียอากรแสตมป์ของผู้เสียภาษีได้อย่างเต็มที่ ท่านก็อาจจะต้องกลับไปทบทวนและตรวจสอบถึงการทำตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ในกิจการของท่าน เพื่อจะได้เตรียมไว้รับมือกับการถูกตรวจสอบที่จะมีขึ้นในอนาคตต่อไป ดังคำที่ว่าทองแท้ไม่กลัวไฟ ผู้เสียภาษีที่ดีต้องยินดีต้อนรับเจ้าหน้าที่สรรพากรทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะเจ้าหน้าที่สรรพากรเองก็ตั้งใจทำงานเพื่อเก็บเงินภาษีไปพัฒนาประเทศชาติต่อไป เรียกได้ว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนไปอย่างดีที่สุด</p>
<div><br clear="all"></p>
<hr align="left" size="1" width="33%">
<div>
<p>* ท่านสามารถติดตามอ่านบทความฉบับเต็มได้จาก เอกสารภาษีอากร ฉบับเดือนมีนาคม 2558</p>
<p><a title="" href="#_ftnref1">[1]</a> ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 “กระทำ”</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="#_ftnref2">[2]</a> &nbsp;ตัวอย่าง เช่น ในการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินและทำนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรมสรรพากรจะมอบหมายให้เจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่เก็บอากรแสตมป์</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="#_ftnref3">[3]</a> ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</p>
<p>มาตรา 538 เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีได้แต่เพียงสามปี</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="#_ftnref4">[4]</a><strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร</strong> <strong>เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 54)</strong></p>
<p><strong>ข้อ 8</strong> ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่เมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป (ร.จ. ฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่ม 132 ตอนพิเศษ 28 ง วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558)</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="#_ftnref5">[5]</a>&nbsp; ตราสารลักษณะ 1 ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="#_ftnref6">[6]</a> บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร</p>
<p>ตราสารลักษณะ 23 คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร (2) ถ้าเกิน 5 บาทเสียค่าอากรแสตมป์ 5 บาท</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="#_ftnref7">[7]</a> ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</p>
<p>มาตรา 587 อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="#_ftnref8">[8]</a> ประมวลรัษฎากร มาตรา 111</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="#_ftnref9">[9]</a> ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป็ (ฉบับที่ 37) ข้อ 3 (3)</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="#_ftnref10">[10]</a> ประมวลรัษฎากร มาตรา 113</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="#_ftnref11">[11]</a> เฉพาะตราสารที่ทำขึ้นในประเทศไทย</p>
</div>
<div>
<p><a title="" href="#_ftnref12">[12]</a> ประมวลรัษฎากร มาตรา 114</p>
</div>
</div>
<p><![endif]--></p>
<table align="left" cellpadding="0" cellspacing="0">
<tbody>
<tr>
<td height="627" width="99">&nbsp;</td>
</tr>
<tr>
<td>&nbsp;</td>
<td><img src="file:///C:\Users\suchada\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image001.png" alt="Rounded Rectangle: เดิมที่ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37)
ได้กำหนดตราสาร 12 กลุ่มดังต่อไปนี้ให้ต้องเสียอากรเป็นตัวเงินเท่านั้น
" height="109" width="588"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2529">ประเด็นร้อนอธิบดีกรมสรรพากรแก้กฎหมาย  คุมเข้มเล็งเก็บอากรแสตมป์จากสัญญาเช่าและสัญญาจ้างทำของเพิ่ม*</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2529/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>คำชี้แจงกรมสรรพากร การหักลดหย่อนซ่อมบ้าน-ซ่อมรถจากเหตุอุทกภัย</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2106</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2106#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 16 Feb 2012 20:13:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พุทธิมา เกิดศิริ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2106</guid>
				<description><![CDATA[<p>&#160;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2106">คำชี้แจงกรมสรรพากร การหักลดหย่อนซ่อมบ้าน-ซ่อมรถจากเหตุอุทกภัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>
<img class=" size-full wp-image-2104" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2012/02/รถน้ำท่วม-1.jpg" width="800" height="1166" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2012/02/รถน้ำท่วม-1.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2012/02/รถน้ำท่วม-1-206x300.jpg 206w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2012/02/รถน้ำท่วม-1-768x1119.jpg 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2012/02/รถน้ำท่วม-1-703x1024.jpg 703w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" />
</p>
<p>
<img class=" size-full wp-image-2105" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2012/02/รถน้ำท่วม-2.jpg" width="800" height="1050" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2012/02/รถน้ำท่วม-2.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2012/02/รถน้ำท่วม-2-229x300.jpg 229w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2012/02/รถน้ำท่วม-2-768x1008.jpg 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2012/02/รถน้ำท่วม-2-780x1024.jpg 780w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" />
</p>
<p>
&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2106">คำชี้แจงกรมสรรพากร การหักลดหย่อนซ่อมบ้าน-ซ่อมรถจากเหตุอุทกภัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2106/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ผลทางภาษีในกรณีสินค้า/ทรัพย์สิน เสียหายจากอุทกภัย</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2072</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2072#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 24 Nov 2011 02:06:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พุทธิมา เกิดศิริ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2072</guid>
				<description><![CDATA[<p>
มหาอุทกภัยในปีนี้ ได้ก่อความเสียหายต่อภาคธุรกิจของไทยอย่างมหาศาล บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ได้พยายามปกป้องกิจการจากอุทกภัยดังกล่าว ทั้งด้วยการป้องกันสารพัดวิธี การขนย้ายทรัพย์สินและสินค้าไปที่สูงหรือที่ปลอดภัย บางแห่งสามารถจัดการได้ทันท่วงที แต่บางแห่งก็ได้รับความเสียหาย เช่น กรณีน้ำเข้าท่วมรถถยนต์ที่ประกอบเสร็จ ซึ่งเป็นสินค้ารอการขายร่วม 200 คั</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2072">ผลทางภาษีในกรณีสินค้า/ทรัพย์สิน เสียหายจากอุทกภัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>
มหาอุทกภัยในปีนี้ ได้ก่อความเสียหายต่อภาคธุรกิจของไทยอย่างมหาศาล บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ได้พยายามปกป้องกิจการจากอุทกภัยดังกล่าว ทั้งด้วยการป้องกันสารพัดวิธี การขนย้ายทรัพย์สินและสินค้าไปที่สูงหรือที่ปลอดภัย บางแห่งสามารถจัดการได้ทันท่วงที แต่บางแห่งก็ได้รับความเสียหาย เช่น กรณีน้ำเข้าท่วมรถถยนต์ที่ประกอบเสร็จ ซึ่งเป็นสินค้ารอการขายร่วม 200 คัน ของบริษัทผลิตรถยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง บทความนี้ จะวิเคราะห์ผลทางภาษีในกรณีสินค้า/ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากอุทกภัย
</p>
<p>
ในกรณีรถยนต์ซึ่งเป็นสินค้าของบริษัทได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ บริษัทย่อมสามารถนำมูลค่าต้นทุนของสินค้าทั้งจำนวน ไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เสมอหากสินค้าดังกล่าวไม่ได้มีการทำประกันไว้ เนื่องจากถือเป็นผลเสียหายของกิจการ แต่การนำมูลค่าต้นทุนของสินค้าไปหักเป็นรายจ่ายนั้น สิ่งที่บริษัทควรต้องพิจารณาประกอบจัดให้มีขึ้น คือ หลักฐานแสดงว่า สินค้านั้นเกิดความเสียหายจริง เช่น บันทึกการแจ้งความหรือบันทึกว่า น้ำท่วมขังสูงเท่าไรและเป็นระยะเวลานานเพียงใด มีสิ่งใดเสียหายบ้าง ภาพถ่ายทรัพย์สินที่เสียหาย เป็นต้น ซึ่งหากบริษัทมีสินค้าสูญหายจากการถูกโจรกรรม<sup>1 </sup>ในช่วงน้ำท่วม หรือถูกน้ำพัดพาไป ก็สามารถใช้หลักเกณฑ์ในการลงรายจ่ายได้เช่นเดียวกับกรณีสินค้าเสียหายข้างต้น
</p>
<p>
แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า สินค้าของบริษัทได้มีการทำประกันภัยสินค้าไว้กับบริษัทประกันภัย เมื่อบริษัทได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากการที่สินค้าเสียหาย ผลทางภาษีอากรก็จะแตกต่างกัน กล่าวคือ หากทำประกันไว้เท่ากับต้นทุนสินค้าอาจจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน กรณีย่อมไม่มีเงินได้เกิดขึ้น แต่หากทำประกันไว้เกินกว่ามูลค่าต้นทุนสินค้า เช่น ทำประกันไว้เท่ากับราคาที่คาดว่าจะขายได้ คือ 1.5 ล้านบาท แต่ต้นทุนจริงคือ 1 ล้านบาท ส่วนเกิน 500,000 บาทดังกล่าวยังถือเป็นเงินได้ที่จะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อการเสียภาษี
</p>
<p>
เนื่องจากรัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาใหม่<sup>2</sup> เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยยกเว้นภาษีเงินได้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกัน แต่กฎใหม่นี้ใช้กับกรณีของทรัพย์สินเท่านั้น สังเกตจากการที่กฎหมายใช้คำว่า <b>“เฉพาะส่วนที่เกินมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอค่าเสื่อมราคาแล้ว”</b> ดังนั้นความหมายจึงแคบลง คำว่าทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่รวมถึงสินค้า ในกรณีของบริษัทรถยนต์ดังกล่าว ค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบริษัทประกัน ส่วนที่เกินจากต้นทุนของสินค้า จึงถือเป็นเงินได้ของบริษัทที่จะต้องนำไปรวมคำนวนกำไรสุทธิต่อไป
</p>
<p>
ในกรณีสินค้าเสียหายทั้งหมดหรือบางส่วน ในส่วนที่เสียหายจนซ่อมแซมไม่ได้ บริษัทย่อมนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ซึ่งต้องมีหลักฐานว่า ความเสียหายเกิดจากเหตุน้ำท่วมจริง เช่น ภาพถ่ายทรัพย์สินที่ถูกน้ำท่วม โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามคำสั่งกรมสรรพากร<sup>3</sup>  ซึ่งให้ใช้วิธีทำลาย หากเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้
</p>
<p>
1. ต้องมีการตรวจสอบสภาพสินค้าดังกล่าวว่า เสียหายตามเงื่อนไขที่แต่ละกิจการได้กำหนดไว้หรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าเสียหายตามเงื่อนไขที่กำหนดดังกล่าว
</p>
<p>
2. เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายแล้ว ให้มีบุคคลอย่างน้อยประกอบด้วย ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย
</p>
<p>
ทั้งนี้ ในกรณีที่สินค้านั้นไม่สามารถเก็บไว้รอทำลายได้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายก็ได้ แต่หากสามารถรอทำลายเมื่อมีปริมาณมาก ๆ ได้ ก็ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายด้วย
</p>
<p>
สำหรับในมุมของภาษีมูลค่าเพิ่ม การที่สินค้าสูญหาย เสียหาย ย่อมทำให้สินค้านั้นขาดไปจากรายงานสินค้า หรือวัตถุดิบ ที่เรียกกันว่า สต๊อคสินค้า ซึ่งตามหลักปกติ จะถือว่าเป็นการขาย คือแม้ไม่ได้ขายจริงแต่กฎหมายให้ถือว่าได้ขายแล้ว จึงต้องนำมูลค่าต้นทุนสินค้านั้นมาคำนวณเป็นภาษีขาย โดยสามารถนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้ตามปกติ แต่กรณีนี้ ก็จะไม่มีภาษีขายในส่วนของสินค้าที่เสียหายจากน้ำท่วม เนื่องจากได้ทำลายสินค้าไปแล้ว สมมุติว่า บริษัทจ่ายค่าซื้อชิ้นส่วนเพื่อนำมาประกอบเป็นตัวรถยนต์ไป 1 ล้านบาท สามารถนำมาประกอบเป็นรถยนต์ได้ 10 คัน มีภาษีซื้อ 7,000 บาท รถยนต์เสียหายไป 5 คัน รถยนต์คันที่เหลืออยู่ก็นำไปขายตามปกติ บริษัทยังสามารถนำภาษีซื้อทั้งหมดนี้ไปหักออกจากภาษีขายได้เต็มจำนวน
</p>
<p>
หากทรัพย์สินของกิจการได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ผลคือ หากทรัพย์สินนั้นซ่อมแซมได้ ก็เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพ เพื่อนำทรัพย์สินกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ เพราะถือเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ  เช่น บริษัทซื้อเครื่องจักรมาราคา 1 แสนบาท ที่ใช้ในการผลิตสินค้า มีอายุการใช้งาน 5 ปี ใช้มาแล้ว 2 ปี หักค่าสึกหรอ ค่าเสื่อมราคาไปแล้ว 40,000 บาท ยังเหลือมูลค่าอยู่ 60,000 บาท ถูกน้ำท่วมเสียหาย จ่ายค่าซ่อมเป็นเงิน 20,000 บาท ก็เพื่อให้เครื่องจักรนั้นสามารถใช้งานได้ตามปกติ คือเป็นการคงสภาพเดิมนั่นเอง จึงไม่ต้องห้ามหักเป็นรายจ่าย<sup>4</sup>
</p>
<p>
ในกรณีที่บริษัททำประกันภัยทรัพย์สิน ผลทางภาษีอากร จะแตกต่างกันคือ ไม่ว่าจะซ่อมแซมได้หรือไม่ บริษัทประกันย่อมชดเชยให้ตามที่เสียหายจริง แต่หากได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าที่เสียหายจริง หรือเกินกว่ามูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่หลังหักค่าเสื่อมราคา บริษัทก็ยังได้รับยกเว้นภาษี เพราะเป็นทรัพย์สินซึ่งเข้าเกณฑ์กฎใหม่ดังที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น แต่บริษัทจะนำค่าซ่อมมาหักเป็นรายจ่ายอีกไม่ได้ เพราะได้รับการชดเชยครบถ้วนแล้ว
</p>
<p>
หากข้อเท็จจริงคล้ายกรณีเดิม เพียงแต่ค่าซ่อมสูงมากถึง 900,000 บาท จนใกล้เคียงกับราคาที่ซื้อมาแล้ว กล่าวคือ ซื้อใหม่ยังจะเหมาะสมกว่า และสามารถทำให้เครื่องจักรมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะเป็นการลงทุน ในกรณีนี้ บริษัทต้องนำค่าเสื่อมราคามาหัก ตามหลักเกณฑ์ปกติ<sup>5</sup>
</p>
<p>
ในมหาอุทกภัยครั้งนี้ บางบริษัทห้างร้าน ได้เตรียมตัวรับมือกับน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี เช่น ขนสินค้าไปเก็บในสถานที่ปลอดภัย ตั้งกระสอบทรายและก่อกำแพงปูนที่แข็งแรงและสูงเพียงพอ แม้น้ำมาไม่ถึง แต่ก็ดีกว่าไม่ป้องกันเลย ดังภาษิตที่ว่า <b>“เตรียมตัวมาก เสียหายน้อย เตรียมตัวน้อย เสียหายมาก”</b> หากใครอยากเสียหายน้อย ก็ควรเตรียมป้องกันไว้ให้มากสักหน่อย ไม่ควรรอพึ่งรัฐบาลหรือคนอื่น
</p>
<p align="justify">
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-
</p>
<p align="justify">
<sup>1</sup>  หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากร เลขที่ กค 0706/34060  ลงวันที่ 5 เมษายน 2549 
</p>
<p align="justify">
<sup>2  </sup>มาตรา 4 พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 527)พ.ศ. 2554
</p>
<p align="justify">
<sup>3  </sup>คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541
</p>
<p align="justify">
<sup>4  </sup>มาตรา 65 ตรี (5) รายจ่ายต้องห้าม ได้แก่ รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติมเปลี่ยนแปลงขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม
</p>
<p align="justify">
5  พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145)
</p>
<p align="justify">
&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2072">ผลทางภาษีในกรณีสินค้า/ทรัพย์สิน เสียหายจากอุทกภัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2072/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>Newsletter Jan 2011</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/2004</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/2004#respond</comments>
				<pubDate>Sat, 23 Apr 2011 00:59:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[พุทธิมา เกิดศิริ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2004</guid>
				<description><![CDATA[<p>เรื่อง : • สรุปสิทธิประโยชน์ภาษีที่สำคัญซึ่งบุคคลธรรมดาไม่ควรพลาด • การคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน • มาตรการภาษีช่วยเหลือคนพิการ • คำพิพากษาฎีกาที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/2004">Newsletter Jan 2011</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>
เรื่อง :<br />
• สรุปสิทธิประโยชน์ภาษีที่สำคัญซึ่งบุคคลธรรมดาไม่ควรพลาด<br />
• การคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน<br />
• มาตรการภาษีช่วยเหลือคนพิการ<br />
• คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ 
</p>
<p>
<img class=" size-full wp-image-2003" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2011/04/DLO-Newsletter-Jan-2011_1.jpg" height="1347" width="800" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2011/04/DLO-Newsletter-Jan-2011_1.jpg 800w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2011/04/DLO-Newsletter-Jan-2011_1-178x300.jpg 178w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2011/04/DLO-Newsletter-Jan-2011_1-768x1293.jpg 768w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2011/04/DLO-Newsletter-Jan-2011_1-608x1024.jpg 608w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/2004">Newsletter Jan 2011</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/2004/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
