กองบรรณาธิการ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีหลายส่วนให้มีความสอดคล้องกัน และให้เกิดความเสมอภาค ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีคู่สมรส และภาษีเงินบริจาค โดยจะพยายามให้แล้วเสร็จทันปีภาษี 2555 นี้ แต่ตามกระบวนการจะต้องผ่านการพิจารณาของสภาฯก่อน

"ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะปรับอัตราการจัดเก็บหรือไม่ เพราะบางช่วงขั้นบันไดค่อนข้างกว้าง โดยถ้าไม่ปรับก็มีคำทักท้วงว่าไม่มีความเสมอภาค เพราะได้ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว แต่ถ้าฟังคำทักท้วง ก็มีความกังวลเรื่องรายได้การจัดเก็บภาษีที่จะลดลง กระทรวงฯจึงต้องฟังหูไว้หู กำลังดูอย่างรอบคอบ แต่ยืนยันว่าการปรับโครงสร้างภาษีจะไม่มีใครต้องเสียเพิ่ม"

ทั้งนี้ หากจะมีการปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็จะทำควบคู่ไปกับภาษีคู่สมรส ที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ เพื่อให้มีผลทันทีในเดือนมกราคม 2556 ตามคำสั่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ว่าบางมาตรา ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเรื่องความเสมอภาคของหญิง-ชาย

นอกจากนี้ จะพิจารณาปรับการลดหย่อนภาษีคู่สมรส ที่ปัจจุบันคู่สมรสที่หย่าร้าง สามารถนำค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูบุตรมาหักลดหย่อนได้เต็มร้อยทั้งคู่ ขณะที่คู่สมรสที่ยังแต่งงานกันอยู่ นำค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูบุตรมาหักลดหย่อนได้แค่ฝ่ายละครึ่ง จึงน่าจะปรับให้สามารถลดหย่อนได้เต็มทั้งคู่ ซึ่งส่วนนี้หากไม่มีการปรับอัตราภาษีจะมีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีน้อยมาก แค่หลักร้อยถึงหลักพันต้นๆ

กระทรวงฯ ยังอยู่ระหว่างหารือกับกรมสรรพากรเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการหักลดหย่อนภาษี โดยให้ภาคเอกชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการทำงานวิจัยและพัฒนา (R&D) มาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเป็น 3 เท่า หรือ 300% ของเงินลงทุนที่ใช้สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีและวิจัย จากเดิมหักลดหย่อนได้เพียง 2 เท่า หรือ 200% เพื่อกระตุ้นและผลักดันให้ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับด้านนี้

นอกจากนี้รัฐบาลก็จะให้สิทธิ์ลดหย่อนด้านภาษีกับนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาที่สนับสนุนเงินในการทำวิจัยของหน่วยงานภาครัฐ หรือกองทุนสนับสนุนงานวิจัย การศึกษา และกีฬา โดยให้สามารถมาหักลดหย่อนภาษีได้มากกว่า 1 เท่า

"หากการหักภาษี เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านการศึกษา กีฬา และการวิจัย แล้วรายได้จะหายไปก็ไม่ใช่เรื่องน่าเสียดาย เพราะเป้าของกระทรวงคลังไม่ใช่การเก็บภาษี แต่เป็นการตัดสินใจให้เกิดการมีความส่วนร่วมของภาคเอกชน ทำอย่างไรให้เกิดผลวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้ในภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ และการศึกษา ซึ่งจะพยายามเร่งให้เร็วที่สุด ถ้าใช้ได้ในปี 2556 ก็จะดี"

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ขยายสิทธิ์งานบริจาคเพื่อการศึกษาและกีฬาให้กว้างขึ้น จากเดิมที่กำหนดว่าเป็นการบริจาควัสดุอุปกรณ์ เพื่อการก่อสร้างเท่านั้นจึงได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี 2 เท่า เป็นการไม่กำหนดประเภทของบริจาค โดยสามารถบริจาคโดยตรงให้กับสถานศึกษาหรือสถานกีฬาสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าเช่นกัน

 

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ