เอกภัท เตมียเวส
บุคคลทุกคน มีหน้าที่เสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น บุคคลจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับภาษีอากรว่า ต้องเสียภาษีหรือไม่ ถ้าจะต้องเสีย จะต้องเสียอย่างไร ในอัตราใด จึงจะถูกต้องครบถ้วนและประหยัด ดังนั้น เมื่อบุคคลมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องเสียภาษี ก็ควรที่จะต้องมีการวางแผนภาษี ซึ่งการวางแผนภาษี หมายถึง การเตรียมการกำหนดวิธีปฏิบัติไว้ล่วงหน้า เพื่อเสียภาษีให้ถูกต้องครบถ้วนและประหยัด โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งแตกต่างกับการหนีภาษีหรือหลบเลี่ยงภาษี เพราะกรณีนั้นเป็นวิธีการที่ผิดกฎหมายหรือฉ้อฉลเพื่อที่จะไม่ต้องเสียภาษี

จึงอาจกล่าวได้ว่าการวางแผนภาษีอากรมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
  1. ป้องกันมิให้เกิดการเสียภาษีอากรผิดพลาด
  2. ช่วยทำให้ลดภาระภาษี โดยไม่ผิดกฎหมาย
  3. ช่วยลดต้นทุนการดำเนินกิจการหรือเพิ่มกำไรโดยการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร
  4. ทำให้ผู้ประกอบการทราบต้นทุนที่ชัดเจนอันจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถกำหนดราคาสินค้าหรือค่าบริการได้ถูกต้อง และตั้งราคาต่ำลงหรือไม่สูง เพื่อแข่งขันกับผู้ประกอบการอื่นได้1

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงสามารถที่จะวางแผนในการเสียภาษีอากรได้ โดยในการประกอบกิจการธุรกิจหรือการทำสัญญาในทางธุรกิจของเอกชนนั้น บุคคลทุกคนย่อมกระทำได้ โดยกระทำด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ซึ่งถ้าไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ก็ย่อมที่จะใช้บังคับกันได้ อันเป็นไปตามหลักความศักดิ์สิทธิในการแสดงเจตนาของเสรีชน

ซึ่งสิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าการทำกิจกรรมทางการค้า หรือทำสัญญาธุรกิจมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยกฎหมายหรือไม่นั้น ย่อมพิจารณาได้จากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น กล่าวคือ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาของคู่สัญญา  ดังนั้น การแยกสัญญาทางธุรกิจออกเป็นหลายฉบับ โดยที่กิจกรรมของสัญญาแต่ละฉบับนั้น แตกต่างกันและมีการทำกิจกรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นจริง

กรรมย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนาว่าเป็นการหลบเลี่ยงกฎหมาย เพื่อเสียภาษีอากรน้อยลงนั้นหาได้ไม่  ดังที่ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรวินิฉัยไว้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 124/2540 วินิฉัยว่า “นิติกรรมสองฝ่ายหรือสัญญานั้นเกิดขึ้นได้จากการกระทำด้วยใจสมัคร มุ่งโดยต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล ซึ่งฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาด้วยคำเสนอ อีกฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาด้วยคำสนองรับที่ถูกต้องตรงกัน ดังนั้น หากคู่สัญญาแสดงเจตนาทำเอกเทศสัญญาสองลักษณะต่างกัน แม้จะทำเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในสัญญาสองลักษณะต่างกัน แม้จะทำเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในสัญญาฉบับเดียวกันก็ย่อมกระทำได้ ไม่มีกฎหมายห้ามแต่อย่างใด 2

ดังนั้น การแยกสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่าสาธารณูปโภค และสัญญาบริการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ของสัญญาต่างกัน อัตราค่าเช่าและค่าบริการต่างกัน ออกจากกันนั้น บุคคลจึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ และมิได้เป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอากรแต่อย่างใด กล่าวคือ

แม้ภาษีโรงเรือนและที่ดิน เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจจะใช้มูลค่าตามสัญญาเช่าเป็นฐานในการกำหนดค่ารายปีก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการเด็ดขาดที่ผูกพันเจ้าพนักงานว่าจะต้องยึดถือตามมูลค่าตามสัญญาเช่านั้น หากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจเห็นว่า การกำหนดค่าเช่านั้นต่ำเกินสมควรก็ย่อมมีอำนาจที่จะทำการประเมินเพิ่ม

เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดค่ารายปีได้ เพราะภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น บุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีหน้าที่แต่เพียงยื่นแบบแสดงรายการทรัพย์สินต่อเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจเท่านั้น โดยเจ้าพนักงานจะเป็นผู้พิจารณาแล้วแจ้งกลับไปยังบุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีเองว่าควรจะกำหนดเงินค่ารายปีเป็นจำนวนเท่าใด

และในการนี้ การแยกสัญญาเป็นการให้เช่าสาธารณูปโภคและสัญญาบริการนั้น แม้จะมิต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินก็ตาม แต่ก็อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการประเมินต่อกรมสรรพากรเพื่อเสียภาษีอากรอีกด้วย และเมื่อบุคคลผู้มีเงินได้ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีอากรและชำระภาษีอากรถูกต้องและครบถ้วนแล้ว จะกล่าวว่าเป็นการเลี่ยงกฎหมายนั้นก็ย่อมไม่ชอบด้วยหลักการและเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้กรณีการแยกสัญญาตามวัตถุประสงค์ของการให้บริการหรือการประกอบธุรกิจนั้น ได้มีคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.90/2542 ข้อ 8 ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลคาเพิ่ม สำหรับการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ไว้ว่า

“กรณีผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการให้เช่าอาคารเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเรียกว่าบ้านพัก หอพัก อพาร์ตเมนต์ แฟลต แมนชั่น คอร์ต หรือในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน โดยให้บริการอื่นเพิ่มเติม เช่น ให้เช่าเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนายความสะดวกอื่นๆและให้บริการสาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเรียกเก็บค่าบริการรวมหรือแยกออกจากค่าเช่าอาคาร กรณีการให้เช่าอาคารถือเป็นการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามาตรา 81 (1) (ต) แห่งประมวลรัษฎากร และการให้บริการอื่นเพิ่มเติมถือเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร....”

ซึ่งจากคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว ชี้ให้เห็นได้ว่า การแยกสัญญาการให้บริการออกตามกิจกรรมทางธุรกิจนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาทางธุรกิจการค้าที่บุคคลใดๆมีสิทธิที่จะกระทำได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังกล่าวออกมาเพื่อรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจของกรมสรรพากรเพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพ และมีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องที่สามารถอ้างอิง และตรวจสอบได้

ทั้งนี้ เนื่องจากวิวัฒนาการในสังคมไทยย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จึงต้องสร้างหลักเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน

ดังนั้น การแยกสัญญาทางธุรกิจออกจากกันจึงเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะกระทำได้ ซึ่งทำให้เป็นการส่งเสริมให้ใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่า ก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น และย่อมส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อาทิเช่น เฟอร์นิเจอร์ที่มีราคาแพงเนื่องจากใช้วัสดุที่ดีในการผลิต  หากให้เช่าไปพร้อมกับที่อยู่อาศัย ก็อาจได้มูลค่าเพียงหนึ่งหน่วยการเช่าหรือรายได้ทางเดียว แต่ถ้าแยกให้เช่า ผู้ให้เช่าหรือผู้ประกอบการย่อมได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจเป็นสองเท่า คือสองหน่วย เมื่อมีรายได้มากรัฐก็สามารถจัดเก็บภาษีอากรเพื่อนำมาพัฒนาประเทศและบริการสาธารณได้มาก
ขึ้น

1 ชัยสิทธ์ ตราชูธรรม,การวางแผนภาษี , (กรุงเทพมหานคร : สถาบัน T.Training Center,2548 ) หน้า 2
2 ชัยสิทธ์ ตราชูธรรม,การวางแผนภาษี , (กรุงเทพมหานคร : สถาบัน T.Training Center,2548 ) หน้า 21