กองบรรณาธิการ

ประเด็นข่าวที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้นอกจากข่าวของคุณสนธิ กับท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็เห็นจะเป็นข่าวการนัดชุมนุมประท้วงของครู ที่ไม่พอใจร่างแก้ไข พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยประเด็นดังกล่าวเริ่มจากการที่คุณจำลอง ครุฑขุนทด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยรักไทย ได้เสนอให้เพิ่มข้อความเกี่ยวกับเรื่องการโอนย้ายครูและบุคลากรทางการศึกษาไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องกระทำโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องพร้อมและสมัครใจที่จะรับการโอนย้าย และตัวของผู้ที่จะย้ายคือครูก็ต้องสมัครใจเช่นกัน

ทางด้านครูผู้ประท้วงต่างก็เรียกร้องให้ตัดเรื่องของการสมัครใจ ออกไปจากร่างกฎหมายดังกล่าว ในขณะที่ ส.ส.ในสภาที่พิจารณาร่างฉบับดังกล่าวต่างถกเถียงกันจนดูเหมือนจะเป็นเกมส์ทางการเมืองของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยฝ่ายค้านเห็นด้วยกับครูผู้มาประท้วง เรียกได้ว่างานนี้ฝ่ายค้านกอบโกยคะแนนนิยมจากบรรดาครูได้เต็ม ๆ ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกับสวนกระแสประชานิยมของตนเองยืนยันที่จะให้มีเรื่องของการสมัครใจอยู่ในร่างกฎหมายต่อไป

ในขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ ผลก็ปรากฏตามที่คาดหมายว่าเสียงน้อยย่อมแพ้เสียงส่วนใหญ่เป็นธรรมดา ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรก็ลงมติรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวโดยไม่มีการตัดถอนใด ๆ ทั้งสิ้น ทำเอาบรรดาครู ๆ ที่มาประท้วง(และผู้ที่เห็นด้วยกับครู) ผิดหวังกันไปตาม ๆ กัน ก็เพราะ ส.ส.บางคนไปสัญญากับบรรดาครู ๆ ไว้ว่าการประชุมวาระนี้มีการตัดเรื่องสมัครใจออกแน่ ผลกลับตาลปัตรไปจากที่สัญญาไว้ ครูที่เคยเฮเก้อ ต่างพากันโกรธแค้นกันมากที่มาหลอกให้เขาดีใจกัน

หลายท่านที่ได้ติดตามข่าวเรื่องนี้มาตลอดอาจจะยังคงมีข้อสงสัยว่าการตัด กับไม่ตัดเรื่องสมัครใจออกจากร่าง พ.ร.บ.นี่มันมีผลอะไรบ้าง ผู้เขียนในฐานะนักกฎหมายก็ขออนุญาตวิเคราะห์ข้อกังขาของหลาย ๆ ท่าน จากที่แต่ละฝ่ายทั้งบรรดาครูและ ส.ส.ทั้งหลายต่างยกมากล่าวอ้างโจมตีกัน

ถ้าหากเรามาวิเคราะห์ทางด้านฝ่าย ส.ส.ผู้เสนอให้คงเรื่องความสมัครใจไว้ ก็ถือว่าเป็นการเปิดกว้างให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนมีทางเลือก ใครอยากโอนก็โอน ใครไม่อยากโอนก็ไม่บังคับ หรือถ้าองค์กรส่วนท้องถิ่นใดไม่พร้อม หรือไม่อยากเพิ่มภาระให้กับตัวเองไม่ไม่ต้องรับโอน ดูในมุมส่วนรวมแล้วถือว่ายุติธรรมดี ดูเป็นประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ลืมว่าหลักประชาธิปไตยแม้จะถือเสียงส่วนใหญ่ ก็ควรจะต้องฟังเสียงส่วนน้อยด้วย หากมีครูที่ไม่ต้องการย้ายแต่เวลาหน่วยการศึกษานั้นต้องการโอนก็จะจัดให้มี การประชุมขึ้นเพื่อลงมติ ซึ่งในขั้นตอนนี้ย่อมมีทั้งครูที่อยากจะโอนและไม่อยากจะโอน คนไม่อยากโอนก็เหมือนไม่ยุติธรรมกับพวกเขาทั้งที่ไม่อยากจะโอนก็ต้องไปตาม เสียงข้างมาก หรือที่สำคัญที่สุดอาจโดนการบีบบังคับจากผู้ที่มีอิทธิพล หรือผู้มีอำนาจเหนือตน

ถ้ามองกันในแง่ดีการโอนครูไปอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจทำให้สะดวกในการกำหนดแผนพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการของบประมาณ ซึ่งแน่นอนว่าต้องรวดเร็วกว่าตอนที่ยังไม่โอนเป็นแน่ ผลดีก็จะเกิดแด่บรรดานักเรียนทั้งหลายในท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมกว่าจะได้งบประมาณมาซื้ออุปกรณ์ ก็ต้องรอแล้วรออีกจนหลายคนเลิกสนใจที่จะพัฒนาหรือเสนอโครงการใหม่ที่มี ประโยชน์ต่อนักเรียน เท่าที่ทราบมาบางโรงเรียนในต่างจังหวัดท้องถิ่นที่ทุรกันดารมาก ๆ เวลาของบเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์สักเครื่องรอกันเป็นปี ๆ พอได้งบมาก็ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างนี้เป็นใครก็คงหมดกำลังใจและคงไม่คิดที่จะของบโครงการอะไรอีก

โดยรวมแล้วแต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลเป็นของตนเอง ผู้เขียนในมุมมองของคนภายนอกเหมือนท่านอื่น ๆ ที่อ่านข่าว หรือติดตามข่าวเรื่องนี้ บอกกันตรง ๆ เลยว่าไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่ครูต้องหยุดสอนมาประท้วง แล้วอย่างนี้เด็กนักเรียนจะทำยังไง ไอ้ที่มันแย่อยู่แล้วก็ยิ่งแย่เข้าไปอีก บางโรงเรียนเด็กเคว้งไม่มีครูมาสอนพากันหนีเที่ยว เป็นภาพที่ไม่น่าดูเลยจริง ๆ แล้วการที่มากรีดข้อมือประท้วงนี่ก็อีกอย่างหนึ่งที่บอกตรง ๆ ว่ารับไม่ได้ เป็นถึงครูบาอาจารย์แล้วมาทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแก่การเป็นพ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ของชาติ ถ้าเด็กนักเรียนมาเห็นพฤติการณ์นี้คงเสื่อมศรัทธาแน่ ๆ

ทางออกของเรื่องนี้ตามความเห็นของผู้เขียน ประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อความในร่าง พ.ร.บ. แต่อยู่ที่กระบวนการในการถ่ายโอน เพราะต่อให้มีการแก้กฎหมายอีกกี่ครั้งก็ตาม ตราบได้ที่ยังไม่มีการกำหนดกระบวนการที่แน่นนอนและชัดเจนในการโอนย้าย ความคลุมเครือและความไม่โปร่งใสย่อมที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่อยากจะเห็นจากครูและ ส.ส.ก็คือการหันหน้าเข้าพูดจากันหารือกันว่าเราจะกำหนดกระบวนการอย่างไรที่ดู เป็นธรรมที่สุด ยืนอยู่บนความพึงพอใจของแต่ละฝ่าย แต่สิ่งที่ควรจะทำเป็นอันดับแรกคืออยากขอให้ครูที่มาประท้วงกลับไปโรงเรียนของท่าน ไปสอนลูกศิษย์ของพวกท่านที่เขากำลังรอครูของเขากลับมาสอนหนังสือพวกเขาเหมือนเดิม หลังจากนั้นพวกท่านก็ควรที่จะจัดประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดรายละเอียดขั้นตอนของการถ่ายโอนว่าควรไปในทิศทางใด

อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในข้างต้นแล้วว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อความในกฎหมายแต่ปัญหามันอยู่ที่กระบวนการ ดังนั้นครูที่ได้รับผลกระทบจากการถ่ายโอนควรที่จะพูดคุยกันเพื่อกำหนดให้ชัดเจน แล้วนำเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะได้ออกเป็นกฎหมายลูกมากำหนดรายละเอียดที่แน่นอนและชัดเจน เช่นในเรื่องการลงมติเพื่อจะดูว่าครูในหน่วยการศึกษานั้น ๆ สมัครใจที่จะ ถ่ายโอนหรือไม่ เราก็อาจจะกำหนดรายละเอียดนับตั้งแต่ขั้นตอนการประชุม การลงคะแนน การทำคำคัดค้านของผู้ที่ไม่เห็นด้วย ฯลฯ หรือกำหนดลงไปเลยว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะรับโอนต้องมีเงื่อนไขอย่างไรถึงจะเรียกได้ว่าพร้อมแล้วที่จะรับโอน เช่นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ จัดทำแผนการศึกษาหลังจากที่ตนได้รับโอนไปแล้ว กำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์การบริหารไปเลยว่าภายในกี่ปีจะทำอะไรบ้าง มีแผนบริหารบุคลากรอย่างไรบ้าง เรียกได้ว่าเอาให้ชัดกันไปเลย หลังจากนั้นก็อาจจะจัดตั้งคณะกรรมการที่มาจากตัวแทนของครูขึ้นมาเพื่อ พิจารณาว่าแผนที่เสนอมานั้นรองรับต่อการโอนย้ายครูไปองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นหรือไม่ รวมทั้งให้คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่ในการตรวจสอบหลังจากที่โอนไปแล้วว่า องค์กรส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ปฏิบัติตามแผนที่ได้เสนอไว้เพียงใด ถ้าพบว่าไม่สามารถปฏิบัติตามแผนที่ได้เสนอไว้ตั้งแต่แรกไม่ได้ ก็ให้มีการลงมติจากครูว่าจะโอนกลับหรืออยู่ต่อ เพียงเท่านี้ก็สามารถสร้างมาตรฐานและความโปร่งใสให้กระบวนการถ่ายโอนได้ ดีกว่าการมากรีดเลือดประท้วงตั้งเยอะ เพราะถึงแม้จะตัดเรื่องความสมัครใจออกไปได้จากร่างกฎหมายก็เป็นเพียงการแก้ ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น เพราะต้นเหตุอยู่ที่กระบวนการ อย่างที่ผู้เขียนได้พยายามย้ำเตือนให้ทุกท่านได้เข้าใจ

สิ่งที่ผู้เขียนอยากที่จะเห็นการประท้วงในแต่ละครั้งไม่ว่าจะประท้วงเป็น ด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ขอให้ผู้ที่ประท้วงคำนึงถึงผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นกับบุคคลอื่นโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเยาวชนของชาติ และที่สำคัญที่สุดก็คือเราต้องจับประเด็นปัญหาให้ได้ว่าปัญหามันเกิดจากอะไร แล้วเราก็จะรู้ได้เองว่าจะแก้มันที่ตรงไหน ผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนคงรู้จักหลักธรรมเรื่องอริยสัจ 4 และก็คงรู้ด้วยว่าวิธีแก้ปัญหาเราต้องแก้ที่เหตุจึงจะแก้ปัญหาได้อย่างสิ้นเชิง และต้องแก้โดยสันติวิธี ไม่ใช่ความรุนแรง