กองบรรณาธิการ

ที่ห้องพิจารณาคดี ศาลฎีกา สนามหลวง วันที่ 25 มิ.ย.51 เวลา 15.00 น. นายมงคล ทับเที่ยง รองประธานศาลฎีกา นายวีรพล ตั้งสุวรรณ และนายอิศเรศ ชัยรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา องค์คณะผู้พิพากษาไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีที่มีทนายความอดีตนักการเมือง นำถุงขนมใส่เงิน 2 ล้านบาทมามอบให้เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.51 ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่ง คดีดำ ลอ.1/2551 หมายเลขแดงที่ 4599/2551 ความแพ่ง ระหว่างนายอนันต์ วงศ์ประภารัตน์ เลขานุการศาลฎีกา ผู้กล่าวหา และนายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร , น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียนทนายความ และนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานคดี พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-3 เรื่องละเมิดอำนาจศาล

คดีนี้สืบเนื่องจากนายอนันต์ เลขานุการศาลฎีกา ทำหนังสือบันทึกลงวันที่ 10 มิ.ย.51 ถึงนายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกาว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.51 เวลา 9.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้มารายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งวันดังกล่าวนายอนันต์ เลขานุการศาลฎีกา ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่ศาลฎีกาฯ หลังจากนั้น หม่อมหลวงฐิติพงศ์ ชมพูนุช นิติกรประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เข้ามาสอบถามเรื่องที่ทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ นำสิ่งของซึ่งเป็นถุงกระดาษสีขาวปิดสก็อตเทปใสมิดชิด มาให้เจ้าหน้าที่ว่าจะรับไว้ได้หรือไม่ โดยเมื่อเปิดถุงแล้วพบธนบัตร 1,000 บาท จำนวน 2 ตั้งๆละ 10 มัด รวมประมาณ 2 ล้านบาท นายอนันต์จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ส่งคืน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาถึงศาลเพื่อรายงานตัว

จากการไต่สวนหม่อมหลวงฐิติพงศ์ ชมพูนุช นิติกรประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ความว่า ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาถึง นายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 สั่งให้นางสาวศุภศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แจ้งต่อม.ล.ฐิติพงศ์ ว่าให้ไปพบเพื่อจะปรึกษาคดี ม.ล.ฐิติพงศ์ จึงไปพบที่ห้องพักทนายความ ซึ่งภายในห้องมีเพียง 2 คน โดยม.ล.ฐิติพงศ์ นั่งโต๊ะตรงข้ามกับนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซึ่งได้หยิบถุงกระดาษส่งให้ พร้อมบอกว่า “ระยะนี้ต้องมาติดต่อบ่อย เห็นใจเจ้าหน้าที่ เลยเอาของมาฝาก ให้ไปแบ่งกัน” จากนั้น ม.ล.ฐิติพงศ์ จึงได้เดินไปหานายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ แต่ไม่อยู่ เนื่องจากเดินทางไปประชุมที่รัฐสภา จึงไปพบนายอนันต์ ที่ตรวจงานอยู่ นายอนันต์จึงสั่งให้เปิดถุง เมื่อพบว่าเป็นเงิน จึงสั่งให้คืนเจ้าของไป เพราะการรับถุงไว้น่าจะเป็นการไม่ชอบ อาจละเมิดอำนาจศาล และเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน โดยได้มีการถ่ายรูปธนบัตร และถุงไว้เป็นหลักฐาน

ศาลฎีกาประชุมตรวจสำนวนแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.51 เวลา 9.30 น. นายพิชิฏ,นางสาวศุภศรี และนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ขึ้นไปยังชั้น 4 เพื่อยื่นคำร้องการรายงานตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จำเลยในคดีทุจริตซื้อขายที่รัชดาภิเษก หลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศ ซึ่งมีม.ล.ฐิติพงศ์ เป็นผู้ดูแลสำนวน โดยนางสาวศุภศรี เสมียนทนายของนายพิชิฏ ซึ่งเป็นทนายเจ้าของคดี ได้นำคำร้องยื่นต่อศาลก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯเพื่อรายงานตัว โดยนางสาวศุภศรีได้มาแจ้งกับ ม.ล.ฐิติพงศ์ ว่า นายธนา ให้ไปพบ เพื่อปรึกษาคดีที่ห้องพักทนายความ ทั้งที่นายธนายืนห่างเพียง 1 วา

และเมื่อเข้าไปพบ นายธนา กลับยื่นถุงกระดาษซึ่งปิดผนึกมิดชิด ภายในบรรจุเงิน 2 ล้านบาท โดยไม่บอกว่าภายในบรรจุอะไร เพียงแต่ให้เอาแบ่งกัน ซึ่งจากการไต่สวนนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 อ้างว่า เมื่อคืนวันที่ 9 มิ.ย. เวลา 21.00 น. นายบุญชาญ อักษรสุวรรณ ได้นำเงินจำนวน 2 ล้านบาท ที่ได้ซื้อบ้านผู้ถูกกล่าวหาในราคา 5.3 ล้านบาท มาให้ และได้เตรียมนำเงินดังกล่าวไปฝากธนาคารในวันรุ่งขึ้น โดยให้ภรรยาซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณหญิงพจมาน นำเงินบรรจุใส่ถุงกระดาษปิดผนึกมิดชิด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ให้ภรรยา ไปซื้อช็อคโกแลต และห่อในลักษณะเดียวกัน เพื่อเตรียมมอบให้เจ้าหน้าที่ศาลในวันที่ 10 มิ.ย.51 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องรายงานตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เพื่อเป็นการตอบแทนที่เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการดำเนินการต่างๆในคดี

ขณะที่วันเกิดเหตุได้นำถุงขนมวางไว้ที่นั่งด้านหลังเบาะรถ ส่วนห่อเงินได้ใส่ไว้ที่กระโปรงหลังท้ายรถ แต่ตนได้หยิบถุงผิดไป เมื่อทราบจึงแจ้งให้นายพิชิฏ ทราบเพื่อทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ โดยนายพิชิฏ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้โทรศัพท์หา ม.ล.ฐิติพงศ์ พร้อมกล่าวคำขอโทษ แต่ม.ล.ฐิติพงศ์ แจ้งว่าได้ทำบันทึกถึงผู้บังคับบัญชาแล้ว

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า นายธนา รู้หรือควรรู้ว่าในถุงมีเงินอยู่หรือไม่ ซึ่งในการไต่สวน ม.ล.ฐิติพงศ์ ให้การว่านายธนา เป็นผู้หยิบถุงเงินที่ปิดมิดชิดมอบให้โดยไม่แจ้งว่าเป็นสิ่งใด ก่อนจะเปิดพบเป็นเงิน ผู้บังคับบัญชาจึงได้สั่งให้ส่งคืนไป โดยมีเจ้าหน้าที่ศาลนำถุงส่งคืนกับมือนายธนา พร้อมถามว่า รู้หรือไม่ว่าข้างในมีอะไร นายธนา ได้ตอบว่า รู้ และเดินกลับไป โดยไม่มีท่าทีอิดเอื้อนตอบกลับ ซึ่งเป็นพิรุธ เห็นว่า หากเป็นไปตามที่นายธนากล่าวอ้าง ว่าหยิบถุงผิดไป โดยคนขับรถเป็นผู้นำถุงผิดมาให้ตน โดยไม่มีการตรวจสอบก่อน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าของ 2 สิ่งลักษณะห่อเหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติว่าจะมีการหยิบผิด และเมื่อเจ้าหน้าที่ทักท้วงก็ต้องเปิดดู และตรวจสอบสิ่งของ แต่กลับไม่ดำเนินการ อีกทั้งหากนายธนา จะนำช็อคโกแลตมามอบให้จริง ก็ควรจะนำไปมอบให้ที่เคาน์เตอร์อย่างเปิดเผยเพื่อความบริสุทธ์ใจ จึงเชื่อว่านายธนาได้รู้อยู่แล้วว่าในถุงกระดาดังกล่าวมีเงิน 2 ล้าน

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อว่า นายพิชิฏ และน.ส.ศุภศรี ผู้ถูกกลาวหาที่ 1และ2 มีส่วนรู้เห็นหรือให้ความร่วมมือในการกระทำของนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 หรือไม่ จากการไต่สวน ม.ล.ฐิตพงศ์ ได้ความว่านายพิชิต เป็นทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ส่วน น.ส.ศุภศรี เป็นเสมียนทนายและเลขานุการส่วนตัวของนายพิชิฎ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ส่วนนายธนา เป็นผู้ติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งวันเกิดเหตุผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน ได้มายื่นคำร้อง ขณะที่ น.ส.ศุภศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มาแจ้ง ม.ล.ฐิติพงศ์ ให้ไปพบนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ปรากฏว่า ทั้งนายพิชิต และ น.ส.ศุภศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-2 อยู่ในเหตุการณ์ด้วย อีกทั้งเมื่อ ม.ล.ฐิติพงศ์ เดินเข้าไปพบนายธนา ที่ห้องพักทนายความแล้วเดินออกมาพร้อมถุงกระดาษ นายพิชิต และน.ส.ศุภศรี ก็ได้เห็นเหตุการณ์ วิสัยของคนทำงานร่วมกัน นายพิชิต จะต้องสอบถามและซักไซ้หรือบอกกล่าว ให้รู้กันว่าจะนำชอคโกแลตมาให้เจ้าหน้าที่ศาลโดยไม่ต้องปิดบัง ซึ่งนายพิชิฎ เป็นหัวหน้าคณะทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน

การกระทำของนายธนา นอกจากจะเป็นเรื่องร้ายแรงแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดีและกระทบต่อวิชาชีพของนายพิชิฎ แทนที่จะซักไซ้ไล่เรียง ให้เกิดความชัดเจนหรือนำถุงสิ่งของที่ถูกต้องมา เปลี่ยนมอบให้หรือต่อว่านายธนา แต่ นายพิชิต กลับทำตามคำร้องขอของนายธนา โทรศัพท์มากล่าวขอโทษกับ ม.ล.ฐิติพงศ์ พร้อมทั้งสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว พฤติการณ์ของนายพิชิตชัดแจ้งว่า มีส่วนร่วมถือเป็นตัวการร่วม ส่วน น.ส.ศุภศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แม้เป็นเสมียนทนายความ แต่ก็ร่วมรู้ในเหตุการณ์ โดยเป็นผู้เรียก ม.ล.ฐิติพงศ์ ให้ไปพบกับนายธนา พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่า น.ส.ศุภศรี มีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายธนา และแบ่งหน้าที่กันทำจึงฟังได้ว่าทั้ง นายพิชิต และ น.ส.ศุภศรี เป็นตัวการร่วมกับนายธนา

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่า ทั้งสามกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่าการนำถุงกระดาษใส่เงิน 2 ล้านบาทให้ ม.ล.ฐิติพงศ์ ถือว่าเป็นเหตุจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของศาลฎีกาฯ กระทำการอันมิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ อาจเชื่อมโยงเป็นประโยชน์ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามซึ่งกระทำการร่วมกัน จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพานิชย์ ม.31 (1) , 33 ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 และน่าจะมีมูลความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ ตามประมลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงาน

การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม เป็นการกระทำที่อุกอาจท้าทายละเกิดขึ้นที่ศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมสูงสุดของประเทศ อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม ประกอบอาชีพทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย ย่อมตระหนักดีกว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม จะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันศาลยุติธรรมและจะส่งผลกระทบกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธา ในการปฎิบัติหน้าที่ของบุคคลากรในอำนาจตุลาการ จึงเห็นสมควรลงโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามคนละ 6 เดือน ส่วนความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 144 หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงานนั้น ให้นายอนันต์ เลขานุการศาลฎีกา ผู้กล่าวหาคดีนี้ ไปดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ส่วนนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนฟังคำสั่งออกไปเป็นเวลา 7 วัน อ้างว่าปวดศีรษะ ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีเหตุเพียงพอ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้ออกหมายจับนายธนา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มาบังคับคดีตามคำสั่งศาลต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชิฎ เดินทางมาศาลพร้อมกับ น.ส.ศุภศรี และทีมทนายความและผู้ติดตามประมาณ 10 คน โดยระหว่างรอฟังคำสั่งนายพิชิฎ มีสีหน้าท่าทางสดชื่น ไม่แสดงอาการเครียดหรือวิตกกังวลแต่อย่างใด ยังได้พูดคุยกับ น.ส.ศุภศรี พร้อมกับตบหลังให้กำลังใจกัน นอกจากนี้นายพิชิฎ ยังได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นกันเองว่า ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่การกระทำนั้นเกิดจากนายธนา เป็นผู้ดำเนินการเองโดยตลอด ซึ่งนายธนา นั้นเป็นญาติของคุณหญิงพจมาน นายพิชิฎยังตอบคำถามผู้สื่อข่าว ถึงคดีที่ดินรัชดาภิเษกด้วยว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทีมทนายความ ซึ่งมั่นใจว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังศาลมีคำสั่งจำคุก นายพิชิฎ และ น.ส.ศุภศรี มีสีหน้าท่าทางอาการเครียด ในตาแดง โดย น.ส.ศุภศรี ถึงกับกลั่นน้ำตาไว้ไม่อยู่ น้ำตาไหลออกมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เข้ามาควบคุมตัวทั้งสองและให้ถอดเครื่องประดับทรัพย์สินมีค่าและอุปกรณ์สื่อสารฝากญาติไว้ ขณะเดียวกันนายพิชิฎ ได้ให้ทีมทนายความ ยื่นคำร้องขอประกันตัวพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดต่อศาลฎีกา โดยไม่ยอมเปิดเผยจำนวนเงิน แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้เกิดขึ้นภายในบริเวณศาลฎีกา ดังนั้นคำสั่งของศาลฎีกาจึงที่เป็นที่สุด ให้ยกคำร้องประกันตัว จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้สวมกุญแจมือนายพิชิฎ นำตัวขึ้นรถตู้ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยระหว่างทางนายพิชิฎ ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ถึงคดีที่ดินรัชดาภิเษกสั้นๆ ว่า คดีนี้มีทีมทนายความคนอื่นรับผิดชอบอยู่แล้ว ส่วน น.ส.ศุภศรี ถูกนำตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง บางเขน ในเวลา 18.00 น.

ด้านนายอเนก คำชุ่ม ทีมทนายความที่ดินรัชดาภิเษก กล่าวว่า คดีละเมิดอำนาจศาล ที่ศาลสั่งจำคุกนายพิชิฎ จะไม่กระทบกระเทือนกับการว่าความในคดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก เพราะคดีนี้ตนก็รับผิดชอบมาตั้งแต่ต้น โดยเป็นผู้ดูแลด้านเอกสารหลักฐาน และคำถามซักค้านพยานโจทก์ในคดี โดยวันที่ 30 มิ.ย.จะยื่นบัญชีรายชื่อพยานจำเลย 22 ปากเช่นเดียวกับโจทก์ 22 ปากและศาลนัดพร้อมคู่ความเพื่อตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 1 ก.ค.นี้และนัดสืบพยานโจทก์ปากแรกวันที่ 8 ก.ค.

เมื่อถามว่าได้รายงานเรื่องนี้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบหรือยัง นายอเนกกล่าวว่า ตนไม่เคยรายงานใคร รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องคดีเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับคดีละเมิด โดยมั่นใจในพยานเอกสารหลักฐานที่มีว่าจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับ ลูกความได้ โดยไม่จำเป็นต้องติดสินบนเจ้าหน้าที่ธุรการศาลแต่อย่างใด

ด้านนายสิทธิโชค ศรีเจริญ ประธานกรรมมารยาทสภาทนายความกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำสั่งศาลที่สั่งจำคุกทั้งสามคน หลังจากได้คำสั่งจากศาลฎีกาแล้ว ก็จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการมารยาทสภาทนายความ เพื่อพิจารณาโทษของทั้งสาม โดยโทษของคดีละเมิดอำนาจศาล มีสถานเดียวคือ การลบชื่อออกจากการเป็นทนายความ

ที่มา-ผู้จัดการออนไลน์

ข้อมูลเพิ่มเติม 1.ข่าวศาลฎีกา-องค์คณะไต่สวนสั่งลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลฯ 2.คำสั่งศาลฎีกาฉบับเต็มเรื่องละเมิดอำนาจศาลข้างต้น