กองบรรณาธิการ

จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ

DLO’S Tax Newsletter

 

ฉบับที่ 94 ตุลาคม 2561

กฎหมายใหม่ล่าสุด

1. ยกเลิกการใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน สำหรับการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร และกฎหมายอื่นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร

2. หลักเกณฑ์และวิธีการใช้ระบบบริการ Tax Single Sign On

3. หลักเกณฑ์การตั้งตัวแทนเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT Refund for Tourists

4. การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณีการให้เช่าและเช่าทรัพย์สิน

5. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการจ่ายเงินเพื่อลงหุ้นหรือลงทุนในการจัดตั้ง หรือเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (New Start-up อุตสาหกรรมเป้าหมาย)

6. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้ กรณีจ่ายเป็นค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร

 

ข่าวภาษี

1. มาตรการภาษีเพื่อการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีตามข้อผูกพันที่ได้ทำขึ้น

2. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร กำหนดการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม

 

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2560

ระหว่าง             นาย ข กับพวก               โจทก์

กรมสรรพากร                 จำเลย

เรื่อง                  ผู้มีเงินได้ตามสัญญาเช่าที่ดินซึ่งจดทะเบียนสิทธิเก็บกิน                                

 

กฎหมายใหม่ล่าสุด
1. ยกเลิกการใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน สำหรับการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร และกฎหมายอื่นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร

          ประกาศกรมสรรพากร เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2561 กำหนดให้ยกเลิกการใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน ในการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร และกฎหมายอื่นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร รวมถึงประกาศ ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ ข้อกำหนด หรือแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ของกรมสรรพากร ยกเว้น 1.) กรณีจำเป็นและต้องการสำเนาเอกสาร 2.) กรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทน

          ติดตามรายละเอียดได้จาก https://bit.ly/2CEsrAn

 

2. หลักเกณฑ์และวิธีการใช้ระบบบริการ Tax Single Sign On

          ประกาศกระทรวงการคลัง กำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะยื่นคำร้อง คำขอ แบบแสดงรายการ หรือการดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมายในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ กับ 3 กรมภาษี ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร สามารถยื่นคำขอใช้ระบบบริการ Tax Single Sign On ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทางเว็บไซต์(Web Site) ของกระทรวงการคลัง https://etax.mof.go.th โดยใช้ชื่อผู้ใช้งาน (Username) และรหัสผ่าน (Password) เดียวกัน

          ทั้งนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป

          ติดตามรายละเอียดได้จาก https://bit.ly/2NvUypA

 

3. หลักเกณฑ์การตั้งตัวแทนเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT Refund for Tourists

          ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 224) กำหนดหลักเกณฑ์ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งเป็นผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียน เพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักร ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง มีสิทธิตั้งตัวแทนที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้ โดยสามารถทำหนังสือตั้งตัวแทนได้ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2561 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562 สำหรับกรณีขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วเป็นเงินสดจำนวนไม่เกิน 12,000 บาท โดยผู้มีความประสงค์จะประกอบกิจการเป็นตัวแทนดังกล่าวสามารถยื่นคำขออนุมัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด

          ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรต้องแจ้งความประสงค์ที่จะขอคืนภาษีต้องดำเนินการขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปและทำคำร้องขอคืนภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ต้องนำสินค้าและคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.10) พร้อมใบกำกับภาษีไปแสดงต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ท่าอากาศยาน ขณะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร เพื่อให้เจ้าพนักงานศุลกากรประทับรับรองในคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.10) เมื่อผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ปฏิบัติครบเงื่อนไขของประกาศนี้ กรมสรรพากรจะคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับผ่านตัวแทนที่อธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติ

          ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562

          ติดตามรายละเอียดได้จาก https://bit.ly/2OWZOzS

 

4. การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณีการให้เช่าและเช่าทรัพย์สิน

          คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 299/2561 หนดให้ยกเลิกความในข้อ 3.4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528 และกำหนดวิธีการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยให้ใช้ความใหม่มีสาระสำคัญ ดังนี้

          กรณีประกอบกิจการให้เช่าทรัพย์สิน ให้นำรายได้ค่าเช่าหรือค่างวดและรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมารวมคำนวณเป็นรายได้และรายจ่ายในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามส่วนแห่งระยะเวลาการให้เช่าทรัพย์สิน โดยใช้เกณฑ์สิทธิตามข้อ 2 หรือตามเกณฑ์อื่นที่เหมาะสมตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป

          กรณีเป็นผู้เช่าทรัพย์สิน ให้นำรายจ่ายค่าเช่าหรือค่างวดและรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมารวมคำนวณเป็นรายได้และรายจ่ายในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามส่วนแห่งระยะเวลาการเช่าทรัพย์สิน โดยใช้เกณฑ์สิทธิตามข้อ 2 หรือตามเกณฑ์อื่นที่เหมาะสมตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป เมื่อผู้ประกอบการได้เลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้แล้ว ให้ใช้วิธีนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงจากอธิบดีกรมสรรพากร

          ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป

          ติดตามรายละเอียดได้จาก https://bit.ly/2Nl837q

 

5. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการจ่ายเงินเพื่อลงหุ้นหรือลงทุนในการจัดตั้ง หรือเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (New Start-up อุตสาหกรรมเป้าหมาย)

          ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 330) กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ได้รับการยกเว้นเงินได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 337 (พ.ศ.2561) สำหรับเงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเงินเพื่อลงหุ้นหรือลงทุนในการจัดตั้งหรือเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 100,000 บาท ผู้มีเงินได้ต้องมีเอกสารหลักฐานอันได้แก่ เอกสารสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น สำหรับกรณีที่เป็นการถือหุ้นในบริษัทจำกัด และเอกสารหนังสือรับรองการจ่ายเงินตามที่ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรกำหนด พร้อมให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

          กรณีได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ไปแล้วแต่ต่อมาไม่ได้ถือหุ้นต่อเนื่องกันจนครบกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่จ่ายเงินดังกล่าว ถือว่าผู้มีเงินได้หมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับปีภาษีที่ได้จ่ายเงินดังกล่าว พร้อมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมาย

          กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (New Start-up อุตสาหกรรมเป้าหมาย) ที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเงินเพื่อลงหุ้นหรือลงทุนในการจัดตั้งหรือเพิ่มทุน ขาดคุณสมบัติตามที่กฎกระทรวงข้างต้นกำหนด ให้ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดจากวันที่พ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย

          ติดตามรายละเอียดได้จาก https://bit.ly/2QrNIzd

 

6. หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้ กรณีจ่ายเป็นค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร

          ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 331) กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสได้จ่ายเป็นค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรให้แก่สถานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลของทางราชการหรือเอกชน โดยยกเว้นตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาท

          ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561

          ติดตามรายละเอียดได้จาก https://bit.ly/2NdeLfi

 

ข่าวภาษี
1. มาตรการภาษีเพื่อการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีตามข้อผูกพันที่ได้ทำขึ้น

          เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติหลักการกำหนดมาตรการภาษีเพื่อการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีตามข้อผูกพันที่ได้ทำขึ้น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

          1. กำหนดให้ใช้อัตราร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการขายสินค้าหรือการให้บริการกับองค์การระหว่างประเทศตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด เช่น องค์การสหประชาชาติ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล เป็นต้น

          2. กำหนดให้ยกเว้นบรรดาภาษีอากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรแก่สำนักงานข้างต้นรวมถึงเจ้าหน้าที่ของสำนักงานนั้นด้วย โดยยกเว้นในส่วนของ

          2.1 สถานทำการของสำนักงาน ที่อยู่ของหัวหน้าของสำนักงาน

          2.2 ยานพาหนะของสำนักงาน และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน

          2.3 เงินเดือน ค่าตอบแทน และค่าเบี้ยเลี้ยงที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานได้รับจากสำนักงาน เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย

          ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป

          ติดตามรายละเอียดได้จาก https://bit.ly/2Nj9iE7

 

2. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร กำหนดการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม

          เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการกำหนดการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม โดยมีสาระสำคัญดังนี้

          1. กำหนดให้ยกเลิกนิยามกองทุนรวมในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร รวมทั้งยกเลิกและแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวมดังกล่าว โดยบทบัญญัติดังกล่าวยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะแก่กองทุนรวมที่ตั้งขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

          2. กำหนดให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือกองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และนิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

          3. กำหนดให้ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหน่วยลงทุนเฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนในกองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ช) แห่งประมวลรัษฎากร

          อย่างไรก็ดี บุคคลธรรมดาไทยและต่างประเทศยังคงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหน่วยลงทุนในกองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กำไรจากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม)

          4. กำหนดให้บุคคลธรรมดาไทยสามารถเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากกองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในอัตราร้อยละ 10 โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนกรณีคนต่างประเทศ กำหนดให้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10

          5. กำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของกองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เท่ากับร้อยละ 15 ของรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ

          ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป

          ติดตามรายละเอียดได้จาก https://bit.ly/2y3a2Zh

 

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่      575/2560

ระหว่าง                         นาย ข กับพวก                            โจทก์

กรมสรรพากร                             จำเลย

เรื่อง      ผู้มีเงินได้ตามสัญญาเช่าที่ดินซึ่งจดทะเบียนสิทธิเก็บกิน

 

ข้อเท็จจริง : เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 นาง ป. ทำสัญญาให้บริษัท บ. เช่าที่ดิน มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2586 ตกลงชำระค่าหน้าดิน 87,500,000 บาท ในวันเดียวนาง ป. ก็ได้ทำหนังสือสัญญาให้สิทธิเก็บกินแก่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเก็บกินในที่ดินดังกล่าวตลอดชีวิต และบริษัท บ. ตกลงจ่ายค่าหน้าดินและค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นหลานในฐานะผู้ทรงสิทธิเก็บกิน และมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย ตามสัดส่วนที่ได้ตกลงกันตามข้อตกลงเพิ่มเติม ต่อมา นาง ป. และโจทก์ทั้งสามไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายหลังจากที่มีการทำสัญญาเช่าระหว่างนาง ป. กับบริษัท บ. หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามนำเงินค่าหน้าดินที่ได้รับมาคิดเฉลี่ยเพื่อยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยยื่นรายการตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับใช้ยื่นก่อนถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ (ภ.ง.ด. 93) และได้ชำระภาษีเป็นการล่วงหน้า

            วันที่ 30 มีนาคม 2555 โจทก์ทั้งสามยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด. 90) เพื่อขอคืนเงินภาษีอากรประเภทเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2554 ที่บริษัท บ. หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ และนำส่งจำเลยแล้วตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามไม่ใช่ผู้มีสิทธิขอคืนภาษี

 

ประเด็นที่ต้องพิจารณา : โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิขอคืนภาษีหรือไม่

 

คำพิพากษาศาลฎีกา : คดีนี้ นาง ป. เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดเป็นผู้ทำสัญญาให้บริษัท บ. เช่า เป็นเวลา 30 ปี บริษัท บ. ตกลงชำระค่าหน้าดิน 87,500,000 บาท ในวันเดียวกันนาง ป. ทำหนังสือสัญญาให้สิทธิเก็บกินบนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นหลาน และบริษัท บ. ตกลงจ่ายค่าหน้าดินและค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้ทรงสิทธิเก็บกิน แต่เพิ่งไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายหลังจากที่มีการทำสัญญาเช่าแล้ว ดังนั้น ผู้มีเงินได้ตามสัญญาเช่า คือ นาง ป. ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญาเช่า โจทก์ทั้งสามเป็นเพียงผู้รับเงินค่าเช่าแทนนาง ป. เท่านั้น การที่บริษัท บ. ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่โจทก์ทั้งสาม จึงเป็นการออกหนังสือรับรองผิดหน่วยภาษี โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษี

 

ความเห็น : ผู้เขียนเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลฎีกาข้างต้น เนื่องจาก ตามหลักกฎหมายมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใด ๆ แสดงว่าเป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้ เมื่อนาง ป. เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินและเป็นผู้มีชื่อในหนังสือสัญญาเช่าระหว่าง บริษัท บ. ผู้เช่า อันถือว่ามีชื่อในหนังสือสำคัญ กรณีจึงเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด ประกอบกับการที่นาง ป. ได้จดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้กับโจทก์ทั้งสามภายหลังจากการทำสัญญาเช่าและให้โจทก์ทั้งสามรับเงินค่าเช่าจากบริษัท บ. แทนตนนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามมิได้มีพยานหลักฐานหรือเอกสารอื่นที่จะพิสูจน์ได้ โดยปราศจากข้อสงสัยว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้รับผลประโยชน์เอง กรณีดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ไม่มีเอกสารหลักฐานหรือพยานอื่นมาพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัยหรือหรือมีพยานหลักฐานหรือเอกสารใด ๆ แต่ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นตัวแทนเชิดของบุคคลใด ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจึงต้องประเมินเรียกเก็บภาษีอากรจากนาง ป. ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือมีชื่อในหนังสือสำคัญ และบริษัท บ. ผู้เช่าจึงต้องจ่ายค่าเช่าและหักภาษี ณ ที่จ่ายในนามของนาง ป. ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามมิใช่ผู้มีเงินได้สำหรับค่าเช่าในที่ดินดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจขอคืนภาษีนั้นได้

            นอกจากนี้ ผู้เขียนเห็นว่า บริษัท บ. และนาง ป. ควรตกลงกันเพื่อแก้ไขสัญญาเช่า โดยให้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิเก็บกินในที่ดินดังกล่าวเป็นผู้ให้เช่าและรับเงินค่าเช่าจากบริษัท บ. โดยตรง เพื่อให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีเงินได้สำหรับค่าเช่าในที่ดินดังกล่าวต่อไป

 

           นายวรินทร สะรุโณ

 

หากท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร สามารถติดต่อได้ที่ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด 2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ 0-2680-9751, 0-2680-9760
Email: budhimak [at] dlo.co.th