กองบรรณาธิการ

 

          ในปัจจุบันกระแสชิงโชครางวัลจากการใช้สินค้ามาแรงมาก ไม่ว่าเราจะเปิดทีวีช่องไหนก็มักจะเห็นโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อสินค้าแล้วส่งฉลาก ส่งส่วนใดส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ หรือส่ง SMS รหัสใต้ฝามาลุ้นรางวัลจากการชิงโชคเต็มไปหมด แต่สำหรับใครที่ชอบลุ้นรางวัล ล่าสุดคงเห็นข่าวหนุ่มดวงเฮงคนหนึ่งที่ได้รับรางวัลเป็นทองคำมูลค่ากว่า 10 ล้านบาทตามที่มีข่าวดังช่วงนี้ว่า ถูกสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังกว่า 3 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เสียภาษี ณ ที่จ่ายเรียบร้อยแล้ว จากกรณีดังกล่าวหลายท่านคงเกิดความสงสัยว่าถูกหักภาษีแล้วไม่จบหรือ? แล้วแบบนี้ต้องดำเนินการยื่นภาษีอย่างไรจึงจะถูกต้อง ?    

          ประเด็นที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันผิดก็คือ เมื่อถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตอนรับเงินหรือของรางวัลกันแล้วที่ 5% ก็เป็นอันหมดสิ้นภาระทางภาษีแล้ว แต่โดยแท้จริงแล้วนั้นผู้โชคดียังมีหน้าที่ต้องนำมูลค่าของรางวัลที่ได้รับไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ด้วยแบบฯ ภ.ง.ด.90 รวมกับเงินได้ประเภทอื่น ๆ (ถ้ามี) ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เนื่องจากรางวัลที่ได้รับถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ภาระภาษีจากเงินรางวัลดังกล่าวจึงจะหมดไป นอกจากนี้หากเงินรางวัลที่ได้รับนั้นอยู่ในช่วงระหว่าง 1 มกราคม – 30 มิถุนายน ผู้โชคดีจะต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี(แบบ ภ.ง.ด. 94) ด้วย ซึ่งกำหนดยื่นภายในเดือนกันยายนของปีเดียวกัน โดยเมื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 นี้แล้ว เมื่อถึงปลายปีจะต้องคำนวณภาษีเงินได้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม  และยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 อีกครั้ง โดยนำยอดภาษีที่ได้ชำระแล้วตามแบบ ภ.ง.ด.94 มาหักออก ดังนั้นการได้รับเงินรางวัลจากการชิงโชค นอกจากจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ซึ่งการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นเพียงการเก็บภาษีล่วงหน้าเบื้องต้นเท่านั้น ผู้มีเงินได้มีหน้าที่รวบรวมเงินได้แล้วคำนวณภาษีใหม่ว่าจะต้องเสียทั้งหมดเท่าใด โดยสามารถนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้มาหักออก(เป็นเครดิต) จากภาษีที่ต้องเสียทั้งหมดได้

           แต่อย่างไรก็ตาม การหักภาษี ณ ที่จ่ายในบางกรณีถือเป็นภาษีสุดท้าย คือ “จ่ายแล้วจบ” ไม่ต้องนำมารวมคำนวณกับเงินได้ประเภทอื่น ๆ ของตัวเองเพื่อยื่นภาษีอีกครั้ง เช่น การหักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีของเงินปันผลกองทุนรวม  และเงินปันผลที่ได้รับจากหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นต้น

          จากกรณีของหนุ่มผู้โชคดีดังที่ปรากฏในข่าว ได้รับรางวัลจากเครื่องดื่มชาเขียวมูลค่า 10 ล้านบาท เมื่อปี 2559 แต่ไม่รู้ว่าถูกหักภาษีแล้วไม่จบ ยังต้องยื่นแบบเสียภาษีอีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปราว 2 ปี ชายคนดังกล่าวจึงถูกสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังกว่า 3 ล้านบาทในปี 2561 หลายท่านอาจเกิดความสงสัยว่าเพราะเหตุใดเขาจึงโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังในจำนวนที่มากขนาดนี้ กรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์ในการคำนวณภาษีเงินรางวัลนี้อย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับท่าน จึงควรศึกษาวิธีการคำนวณภาษีโดยใช้กรณีของหนุ่มผู้โชคดีคนดังกล่าวเป็นกรณีศึกษา ดังนี้

          เมื่อท่านเป็นผู้โชคดีในการได้รับของรางวัลต่าง ๆ แน่นอนว่าจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่าสินค้าหรือของมูลค่าเงินรางวัลนั้นทันที ณ ตอนที่ท่านได้รับรางวัล[1] เช่น หนุ่มผู้โชคดีคนดังกล่าวได้รับรางวัลทองคำมูลค่า ๑๐ ล้านบาท เขาจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเท่ากับ 10,000,000 x 5%  = 500,000 บาท  ฉะนั้น เงินที่เขาจะได้รับจริง คือ 9,500,000 บาท เป็นต้น

          ภาระภาษีต่อมาของท่าน คือ เมื่อถึงคราวยื่นภาษีบุคคลธรรมดาสิ้นปี ท่านจะต้องนำเงินรางวัล หรือ ของรางวัลที่ตีมูลค่าเป็นเงินแล้ว มารวมคำนวณกับเงินได้อื่นของท่านเพื่อยื่นแบบเสียภาษี[2] โดยหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมาไม่ได้ จึงต้องหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและตามสมควร[3] โดยหากผู้มีเงินได้มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายจริง เช่น ใบเสร็จรับเงินค่าซื้อชาเขียวจำนวน 1 ลัง เป็นเงิน 250 บาท ก็ย่อมนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ จากนั้นนำมาหักลดหย่อนส่วนตัวผู้มีเงินได้ ได้ 30,000 บาท[4] ทำให้มียอดเงินได้สุทธิคงเหลือเท่ากับ  10,000,000 – 250 – 30,000 = 9,969,750 บาท ที่ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีตามอัตราตามที่กรมสรรพากรกำหนดในปี  2559

 

การคำนวณภาษีสำหรับปี 2559 เป็นดังนี้

เงินได้พึงประเมินสุทธิ

อัตราภาษี

ภาษีที่ต้องเสีย

              1 – 150,000

5%

ยกเว้น[5]

     150,001 – 300,000

5%

7,500

     300,001 – 500,000

10%

20,000

     500,001 – 750,000

15%

37,500

     750,001 – 1,000,000

20%

50,000

   1,000,001 – 2,000,000

25%

250,000

   2,000,001 – 4,000,000[6]

30%

900,000

   4,000,001 – 9,969,750

35%

2,089,412.15

รวมภาษีที่ต้องเสียทั้งสิ้นทั้งสิ้น

3,354,412.15

 

          นอกจากนี้ ผู้มีเงินได้ที่ได้รับในช่วงต้นปีที่ไม่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.94, ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 และชำระภาษีตามกำหนดเวลาจะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท[7] และยังต้องเสียเงินเพิ่มเป็นรายเดือนในอัตรา 1.5% ของภาษีที่ค้างจ่าย[8] จึงเป็นผลให้หนุ่มผู้โชคดีกลายเป็นหนุ่มผู้โชคร้ายถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเป็นจำนวนกว่า 3 ล้านบาท เพราะไม่ยื่นแบบและชำระภาษีภายในเวลาที่กำหนด แต่ผู้มีเงินได้ที่ยื่นแบบไม่ถูกต้องหรือไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ไว้อาจจะรอดพ้นการประเมินภาษีได้ถ้าครบสิบปีแล้วเจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบไม่พบ[9]

          เมื่อท่านทราบถึงวิธีการการเสียภาษีเงินรางวัลเช่นนี้แล้ว ว่าที่ผู้โชคดีหลายท่านคงเตรียมการสำหรับการลุ้นรางวัลในโปรแกรมต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการพยายามนำมาใช้เป็นแผนการส่งเสริมการขายสินค้าในฤดูกาลหน้านี้ เช่น ทายผลฟุตบอลในเทศกาลฟุตบอลโลกที่ใกล้จะมาถึง หากท่านได้เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับของรางวัล ไม่ว่าจะเป็นเงินสด บ้านพร้อมที่ดิน รถยนต์ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ หรือทองคำแท่ง ก็ต้องสำรองเงินไว้และเสียภาษีให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดด้วย ก็จะไม่ต้องกังวลใจว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเช่นกรณีของหนุ่มผู้โชคดีคนนี้ เพราะถ้าหากไม่ได้มีการวางแผนในการคำนวณภาษีให้ถูกต้อง การได้เป็นผู้โชคดีนั้นอาจกลายเป็นผู้โชคร้ายจากการรับภาระภาษีได้ ดังนั้นเมื่อได้รับรางวัลมาแล้ว นอกจากการถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตอนที่ได้รับรางวัล ต้องอย่าลืมนำมูลค่าของรางวัลที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปด้วยนะคะ   

 




[2] ซึ่งเงินได้จากเงินรางวัลให้ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร

[3] มาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11)   พ.ศ. 2502 ให้นำมาตรา 65 ทวิ และ มาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับโดยอนุโลม

[4] ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2561 ได้ปรับปรุงการหักค่าลดหย่อนเพิ่มขึ้น โดยให้หักค่าลดหย่อนส่วนตัวผู้มีเงินได้ได้ 60,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร    มาตรา 47 ประกอบพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560

[5] พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2551 ประกอบกับมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 ให้การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้สุทธิจากการคำนวณภาษีเงินได้ ตามมาตรา 40(1) เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาทแรก สำหรับปีภาษีนั้น

[6] ตั้งแต่ปี 2560 รัฐบาลได้ปรับ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ โดยจากเดิมมีรายได้สุทธิ 4,000,001 บาทขึ้นไปต้องเสียภาษี 35% ปรับเป็นต้องมีรายได้สุทธิ 5,000,001 บาทขึ้นไป 

[7] มาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร

[8] มาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

[9] มาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์