พุทธิมา เกิดศิริ

ภาระภาษีกรณีเกษียณ

 

ช่วงสิ้นสุดปีงบประมาณของภาครัฐ เป็นช่วงที่ข้าราชการครบกำหนดเกษียณอายุราชการกันอีกด้วย สำหรับผู้ที่ทำงานในบริษัทเอกชน อาจกำหนดระเบียบการเกษียณตามอายุของพนักงานท่านนั้น ๆ ตามแต่ระเบียบบริษัทหรือองค์กรนั้นจะกำหนดขึ้น

ในกรณีที่จะจ้างบุคลากรที่เกษียณอายุทำงานต่อมีทางเลือกในการดำเนินการดังนี้

กรณีนับอายุงานต่อเนื่องหลังเกษียณ

พนักงานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่ากับการจ้างงานต่อ ภาคเอกชนก็อาจจะต่ออายุงานของพนักงานท่านนั้น ๆ ต่อไปโดยนับอายุงานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยเพิ่มมาตรา 118/1 และกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 เป็นต้นไป แม้นายจ้างจะตกลงต่ออายุงานลูกจ้างที่ครบอายุเกษียณไปเรื่อย ๆ จนเกินอายุ 60 ปี แต่ลูกจ้างที่มีอายุครบ 60 ปีมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุและนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ[1]

 

กรณีให้พนักงานเกษียณแล้วจึงดำเนินการจ้างใหม่

ให้พนักงานใช้สิทธิเกษียณอายุเพื่อรับเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามที่บริษัทกำหนด จากนั้นจึงรับพนักงานที่เกษียณอายุแล้วเข้าทำงานใหม่

ท่านที่เกษียณอายุจะได้รับเงินได้ 2 กลุ่ม ซึ่งถือเป็นเงินได้จากการทำงานตามมาตรา 40 (1) หรือ 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบด้วยเงินได้จากการทำงานตามปกติและเงินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะออกจากงาน แต่กฎหมายยอมให้แยกยื่นเงินได้จากการทำงานที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะออกจากกงาน

เงินได้ที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (1) วรรคสาม กำหนดหลักเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ดังนี้

“มาตรา 50 (1) วรรคสาม

 ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินค่าภาษีไว้เท่านั้น

มาตรา 48 (5) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานแต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้นแล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้นแล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้

ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่งให้ถือว่า เฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน และให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000 บาท ลงเหลือ 3,500 บาท

จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคหนึ่ง ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ทางราชการจ่ายให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันนั้นตามกฎหมาย  ระเบียบหรือข้อบังคับของทางราชการ

ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสาม เศษของปี ถ้าถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวัน ให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ปัดทิ้ง”

 

          ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์ วิธีการ คำนวณ ไว้ดังนี้

1.   เงินได้ที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ และวิธีการเช่นเดียวกับวิธีการคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

2.   เงินที่จ่ายจากกองทุนดังนี้

      2.1  เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

      2.2  เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

      2.3  เงินที่จ่ายจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเกิดจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ โดยหน่วยลงทุนดังกล่าวเป็นหน่วยลงทุนที่ได้จากการโอนหรือเกี่ยวเนื่องจากการโอนมาจากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

3.   เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

4.   เงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตามข้อ 1. (บำเหน็จบำนาญข้าราชการ)

 

1. เป็นเงินได้ที่จ่ายให้เนื่องจากออกจากงานที่มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี

                    1.1 กรณีผู้มีเงินได้ได้เคยออกจากงานมาแล้ว ซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างคนหนึ่งและเข้าทำงานกับนายจ้างอีกคนหนึ่งไม่เกินหนึ่งปี โดยได้โอนเงินและผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างเดิมไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างใหม่ หรือเข้าทำงานกับนายจ้างเดิมซึ่งมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานและเข้าทำงานใหม่ไม่เกินหนึ่งปี และเมื่อออกจากงานนั้น ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้แยกคำนวณและเสียภาษีต่างหาก[2] ให้นับระยะเวลาการทำงานในระหว่างที่ทำงานกับนายจ้างแต่ละคนเป็นระยะเวลาทำงานตามวรรคหนึ่งด้วย

                    1.2 กรณีผู้มีเงินได้เคยใช้สิทธิเลือกภาษีเงินได้แยกคำนวณและเสียภาษีต่างหาก[3]  สำหรับเงินได้ที่ได้รับเมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้ว หรือผู้มีเงินได้เมื่อออกจากงานจากนายจ้างคนใดแล้วมีช่วงระยะเวลาที่ออกจากงานจากนายจ้างนั้นและเข้าทำงานใหม่เกินหนึ่งปี ให้นับระยะเวลาการทำงานเฉพาะที่ได้ทำกับนายจ้างหลังจากนั้น

2. ในกรณีที่มีการจ่ายหรือแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท (ทยอยจ่ายหลายก้อนหลายปี) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีเงินได้แยกคำนวณและเสียภาษีต่างหาก[4]  ได้เฉพาะเงินได้ที่ได้จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น  ยกเว้น กรณีที่มีการจ่ายเงินให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้แก่ข้าราชการซึ่งได้ลาออกจากราชการตามโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการให้เงินช่วยเหลือแก่ข้าราชการซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ

3. ต้องไม่นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น[5] ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

1. การเลือกเสียภาษีเงินได้แยกคำนวณและเสียภาษีต่างหาก[6] สำหรับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้

1.1 กรณีได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ได้แก่

                             1.1.1 เงินได้ที่คำนวณตามหลักเกณฑ์และวิธีการเช่นเดียวกับวิธีคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จข้าราชการ

                             1.1.2 เงินที่จ่ายจากกองทุนดังนี้

                                   (1) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

                                   (2) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

                                   (3) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ

                             1.1.3 เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

          ให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเลือกเสียภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ทั้งจำนวน

ตัวอย่างที่ 1 นายอายุ (โสด) มีอายุงาน 10 ปี ครบเกษียณอายุ 31 ธันวาคม 2560 ได้รับเงินเดือนเดือนละ 70,000 บาท  นายอายุ มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยในเดือนธันวาคม 2560 จำนวน 10 เดือน

 

เงินได้ที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน  70,000 x 10
700,000
หัก ค่าใช้จ่าย 7,000 x 10
  70,000
คงเหลือ
630,000
หัก ค่าใช้จ่าย 50%
315,000
คงเหลือเงินได้สุทธิ
315,000
ภาษี
  16,000
เงินได้สุทธิหลังหลักภาษี
684,000

 

1.2 กรณีได้รับเงินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการคำนวณเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยจ่ายให้พร้อมกัน หรือทยอยจ่ายให้แต่อยู่ในปีภาษีเดียวกัน หากเงินได้พึงประเมินนี้รวมกันแล้วไม่เกินกว่าจำนวนเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงาน ให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเลือกเสียภาษี โดยหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากรได้ทั้งจำนวน

ในกรณีเงินได้ตาม 1.2 มีจำนวนเกินกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงาน ให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเลือกเสียภาษี โดยหักค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ยกเว้นกรณีข้าราชการซึ่งได้ลาออกจากราชการตามโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการให้เงินช่วยเหลือแก่ข้าราชการซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ และได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามโครงการดังกล่าว โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเลือกเสียภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ทั้งจำนวน

1.3 กรณีได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามข้อ 1.1 (กรณีบำนาญฯ กองทุนฯ ค่าชดเชยฯ) และยังได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานประเภทอื่น ๆ ตามข้อ 1.2 อีก โดยจ่ายให้พร้อมกันหรือทยอยจ่ายให้แต่อยู่ในปีภาษีเดียวกันให้นำเงินได้พึงประเมินนั้นมาเลือกเสียภาษี โดยหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกินเงินได้ตามข้อ 1.1 และหรือ 1.2 หากเงินที่นายจ้างให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตาม 1.2 มีจำนวนเกินกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงานก็ให้นำเงินได้ตาม 1.2 มาคำนวณเพื่อหักค่าใช้จ่ายได้เพียงจำนวนเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงาน

ในกรณีเงินได้ตาม 1.2 มีจำนวนไม่เกินกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงาน ให้นำเงินได้พึงประเมินตาม 1.2 มาคำนวณเพื่อหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน ยกเว้นแก่กรณีข้าราชการซึ่งได้ลาออกจากราชการตามโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการให้เงินช่วยเหลือแก่ข้าราชการซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ โดยได้รับเงินบำนาญฯ และยังได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามโครงการดังกล่าวอีก โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเลือกเสียภาษี โดยหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ทั้งจำนวน”

 

          การคำนวณฐานเงินได้เพื่อหาเพดานหักค่าใช้จ่ายจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายเฉลี่ย+10%

          เงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงาน หมายความถึง จำนวนเงินเดือนสำหรับระยะเวลาเต็มเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ซึ่งเงินเดือนสำหรับระยะเวลาเต็มเดือนเดือนสุดท้ายนี้ จะต้องไม่เกินเงินเดือนถัวเฉลี่ยของ 12 เดือนสุดท้ายก่อนออกจากงานบวกด้วยร้อยละ 10 ของเงินเดือนถัวเฉลี่ยนั้น

          ตัวอย่างที่ 2 นายวัยวุฒิ ได้รับเงินเดือน 100,000 บาท ในเดือน มกราคม - มิถุนายน 2560 และเดือนละ 150,000 บาท สำหรับเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2560

.        รวมเงินเดือนทั้งปีเป็นจำนวน                                                                                                         1,500,000 บาท

          นำมาถัวเฉลี่ย                                                                                                                                   125,000 บาท

          บวก ร้อยละ 10% ของเงินเดือนถัวเฉลี่ย                                                                                              12,500 บาท

          เงินเดือนเดือนสุดท้ายต้องไม่เกิน                                                                                                      137,500 บาท

          ได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้าย                                                                                                              150,000 บาท                                                                       

 

          ดังนั้นถ้านายวัยวุฒิ ทำงานมา 20 ปี เกษียณอายุในเดือนธันวาคม 2560 และได้รับเงินค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 10 เดือน และได้รับค่าชดเชยพิเศษอีกร้อยละ 50 ของเงินเดือน คูณด้วยระยะเวลาการทำงานอีกก้อนหนึ่ง นายวัยวุฒิจะมีสิทธิแยกคำนวณภาษีจากเงินได้ก้อนใดและอย่างไรบ้าง

          ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 150,000 x 10                                                                 1,500,000

          ค่าชดเชยพิเศษ 150,000 x 50% x 20                                                                                        1,500,000

           รวม                                                                                                                                         3,000,000

           เงินเดือนเดือนสุดท้ายไม่เกิน เงินเดือนเฉลี่ย + 10%   137,500 x 20 ปี                                      2,750,000

           เงินที่ได้ไม่เกินหลักเกณฑ์ที่กำหนดการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นดังนี้

           เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน                                                                 3,000,000

           หัก ค่าใช้จ่าย 7,000 x 20                                                                                                             140,000

           คงเหลือ                                                                                                                                   2,860,000

           หัก ค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกินฐานที่กำหนด ((2,750,000-140,000)x50%)                                     1,305,000

           คงเหลือเงินได้ก่อนภาษี                                                                                                             1,555,000

           ภาษีหัก ณ ที่จ่าย                                                                                                                           261,250

            เงินได้สุทธิหลังหักภาษี                                                                                                              2,738,750

          เงินได้ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานทั้ง 4 กรณี ผู้มีเงินได้สามารถเลือกเสียภาษีเท่าที่ถูกหักภาษีไว้ ตามหลักเกณฑ์ข้างต้น ทั้งนี้ต้องยื่นใบแนบแบบ (กรณีการคำนวณเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานเฉพาะที่เลือกเสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น ๆ) แสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด 91 ตามแต่กรณี

          หากนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานหลายราย  ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กล่าวข้างต้น โดยนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวรวมกันแล้วให้คำนวณและชำระภาษี (ถ้ามี) พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่สำหรับจำนวนปีที่ทำงาน ให้ถือจำนวนปีที่ทำงานกับนายจ้างในรายที่มีจำนวนปีที่ทำงานมากที่สุด    

          สำหรับผู้ที่ทำงานจนเกษียณ ก็คงถึงเวลาพักผ่อนสมอง และมีความสุขจากการใช้ชีวิตในวัยเกษียณ สามารถเลือกทำกิจกรรมที่ตนชื่นชอบ ซึ่งจะแตกต่างไปจากชีวิตการทำงานปกติโดยสิ้นเชิง ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณพร้อมทั้งมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง   

 

 

-------------------------------------------------




[1] มาตรา 144 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560  

[2] มาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร

[3] เพิ่งอ้าง

[4] เพิ่งอ้าง

[5] มาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

[6] มาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร