<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จดหมายข่าวภาษีอากร &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/category/news/newsletter/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Jul 2026 04:12:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กรกฎาคม 2569</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8971</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8971#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 04:12:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8971</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter   ฉบับที่ 180 เดือนกรกฎาคม 2569   กฎหมายใหม่ล่าสุด           &#8211; &#160; ข่าวภาษี  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8971">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กรกฎาคม 2569</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ </strong><strong>180 เดือนกรกฎาคม 2569</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong>          &#8211;</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span>1.ร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎหมายดังนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>1.1 ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. &#8230;. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (สิ้นสุดมาตรการฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายสำหรับค่าใช้จ่าย ดังนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>1.1.1 รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice &amp; e-Receipt) (คงเดิม)</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>1.1.2 รายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) (คงเดิม)</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>1.1.3 รายจ่ายเพื่อการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax จากผู้ให้บริการ (คงเดิม)</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>1.1.4 รายจ่ายเพื่อการใช้บริการตรวจประเมินระบบสารสนเทศที่ผู้ให้บริการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) จ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) (เพิ่มเติม) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>1.2 ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. &#8230;.) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) (สิ้นสุดมาตรการฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568) โดยลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตราร้อยละ 5 อัตราร้อยละ 3 และอัตราร้อยละ 2 เหลืออัตราร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่นิติบุคคล (ไม่รวมมูลนิธิหรือสมาคม) และบุคคลธรรมดาผ่านระบบ e-Withholding Tax (คงเดิม) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 รวม 2 ฉบับ เพื่อให้การส่งเสริมการแปลงเป็นดิจิทัล (Digital Transformation) และการใช้ระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax เป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง ส่งเสริมให้มีผู้ให้บริการในการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทนผู้เสียภาษีที่มีข้อจำกัดในการจัดทำ ยื่น หรือส่งเอกสารด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span>2.ร่างกฎหมายขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษาและมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา [ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่&#8230;) พ.ศ. &#8230;. รวม 2 ฉบับ]</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. &#8230;. รวม 2 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรแก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่สถานศึกษาเพื่อสนับสนุนการกีฬา โดยให้หักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค สำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์  (e &#8211; Donation) ของกรมสรรพากร ซึ่งสิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span>3.การแจ้งเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (</strong><strong>Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters)</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติร่างหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters: MAC) เพื่อเพิ่มภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax: GMT) ให้อยู่ในขอบเขตภาษีตามอนุสัญญาดังกล่าว</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span>4.การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในร่างความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Multilateral Competent Authority Agreement on the Exchange of GloBE Information) (ความตกลง GloBE MCAA) รวมทั้งอนุมัติให้มีการลงนามเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงดังกล่าวและดำเนินการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Information Returns) [แบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR)] ภายในเดือนธันวาคม 2570</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</u></strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่   </strong><strong>8952/2543</strong></p>
<p><strong>ระหว่าง </strong>                   บริษัท ผ. จำกัด                               โจทก์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>               </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>กรมสรรพากร                                 จำเลย</p>
<p><strong>เรื่อง</strong>                        : การแปลความหรือเข้าใจความหมายของรายได้ที่จะได้รับยกเว้นภาษีกรณีได้รับการส่งเสริมการลงทุนผิดไป</p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong><strong>         </strong>: เงินดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินในรูปตั๋วสัญญาใช้เงิน บัญชีเงินฝากประจำ และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าว เป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>               </strong><strong>: </strong>โดยหลักกฎหมาย ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯ กำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมมีกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 3 ปีแต่ไม่เกิน 8 ปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบการนั้นและรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการดังกล่าวให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร จากหลักกฎหมายข้างต้น เงินได้ของโจทก์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการนั้น จะต้องเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามที่ระบุในบัตรส่งเสริมการลงทุน ซึ่งรวมทั้งรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>เมื่อตามบัตรส่งเสริมการลงทุน โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการทำเหมืองแร่ การแต่งแร่ และการถลุงแร่สังกะสี การผลิตแปรรูปหรือแปรสภาพโลหะ ZINCALLOY การผลิตโลหะ CADMIUMประเภทการถลุงแร่ เช่นนี้ รายได้เงินดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และบัญชีเงินฝากประจำที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินอันเป็นรายได้อื่นที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำเงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมมาเพื่อใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากไว้กับสถาบันการเงิน จึงมิใช่เงินรายได้จากการประกอบกิจการทำเหมืองแร่ตามที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและมิใช่เป็นรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้หรือเป็นรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามหลักกฎหมายข้างต้น และแม้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะไม่มีคำจำกัดความคำว่า &#8220;รายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม&#8221; ไว้โดยเฉพาะ แต่วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศสนองความต้องการของประเทศในการเร่งรัดการลงทุนเพื่อประโยชน์ในการสร้างงานการเพิ่มรายได้และการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนโดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมการลงทุนดังนั้น การประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงต้องหมายถึงการประกอบการงานที่ได้รับการส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุนเท่านั้นรายได้ดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินดังกล่าวย่อมถือเป็นรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong>     : ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เนื่องจากตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯ ได้กำหนดผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมมีกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด และรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการดังกล่าวให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร ดังนั้น รายได้ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าว จะต้องเป็นรายได้ที่เกิดจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามบัตรส่งเสริมการลงทุนหรือที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น หากเป็นรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ผู้ประกอบการจะต้องนำรายได้ไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติต่อไป นอกจากนี้ กรมสรรพากรได้ออกประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นแนวทางในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ผู้ประกอบการสามารถพิจารณาเงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามประกาศของกรมสรรพากรดังกล่าวได้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติของภาคธุรกิจแล้ว การที่ผู้ประกอบการประกอบกิจการทั้งกิจการที่ได้รับการส่งเสริมฯ และกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมฯ ตลอดทั้งความซับซ้อนของลักษณะการประกอบธุรกิจ อาจเป็นการยากที่จะกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการแยกรายได้รายจ่ายของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมฯ และกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมฯ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและดำเนินการทางภาษีไม่ถูกต้อง ผู้ประกอบการอาจพิจารณาสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาแนวข้อหารือหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนต่อไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>อนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้ในการนำเสนอมีเพียงวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>เมษยา สีลาวรรณ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8971">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กรกฎาคม 2569</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8971/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤษภาคม 2569</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8951</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8951#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 29 May 2026 09:24:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8951</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter   ฉบับที่ 178 เดือนพฤษภาคม 2569   กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.มอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติห [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8951">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤษภาคม 2569</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ </strong><strong>178 เดือนพฤษภาคม 2569</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.มอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 367/2569 เรื่อง มอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 กำหนดให้ ที่ปรึกษาหรือรองอธิบดีที่กำกับดูแลและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรในเรื่องราชการของกองตรวจสอบภาษีกลาง มีอำนาจพิจารณาอนุมัติงดเบี้ยปรับตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีการรับมรดก (ฉบับที่ 4) เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีการรับมรดก ลงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4v0DiKc">https://bit.ly/4v0DiKc</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.กำหนดจรรยาบรรณของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 368/2569 เรื่อง กำหนดจรรยาบรรณของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีที่ตรวจสอบและรับรองบัญชีเกินกว่า 30 รายต่อปี ต้องมีผู้ช่วยตรวจสอบและรับรองบัญชีที่มีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรีสาขาบัญชี โดยผู้ช่วยตรวจสอบและรับรองบัญชี 1 คน สามารถปฏิบัติงานได้สูงสุด 15 ราย ทั้งนี้ สำหรับกรณีการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/42IpWGk">https://bit.ly/42IpWGk</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p>&#8211;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</u></strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่   </strong><strong>5252/2560</strong></p>
<p>ระหว่าง                    นางสาว ป.                                    โจทก์</p>
<p>กรมสรรพากร                                 จำเลย</p>
<p>เรื่อง     อำนาจประเมินเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4)</p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong><strong>         </strong>:     การประเมินเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (4) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>               </strong>: <strong> </strong>   ป.รัษฎากร มาตรา 89 (4) บัญญัติว่า “&#8230;ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป” ไม่ได้บัญญัติว่าต้องเสียเบี้ยปรับเพียง 1 เท่า ของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ประกอบกับจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไป และจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินถือเป็นความรับผิดคนละส่วนแยกจากกัน เมื่อเจ้าพนักงานประเมินว่าตั้งแต่เดือนภาษีกันยายน 2549 ถึงเดือนกรกฎาคม 2551 โจทก์ผู้ประกอบการแสดงภาษีขายขาดจำนวน 915,570.63 บาท และแสดงภาษีซื้อไว้เกินจำนวน 7,185.82 บาท ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งในส่วนของจำนวนเงินต่าง ๆ ในการประเมิน โจทก์จึงต้องเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า ของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดและเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า ของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปทั้งสองส่วน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>โจทก์กำหนดสัดส่วนรายรับจากค่าบริการต่ำและขัดกับต้นทุนจากการให้บริการที่แท้จริงตามที่ปรากฏในงบทดลองที่โจทก์เป็นผู้จัดการทำขึ้นเอง แสดงว่าโจทก์ทราบดีว่าต้นทุนค่าบริการและค่าเช่าห้องพักมีสัดส่วนที่แท้จริงเท่าใด แต่โจทก์กลับยื่นแบบ ภ.พ.30 โดยกำหนดสัดสวนรายรับค่าบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าความเป็นจริง ถือว่าโจทก์มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงทำให้ภาษีขายมีจำนวนที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อขอคืนภาษี หากเจ้าพนักงานตรวจสอบไม่พบจะทำให้รัฐต้องเสียหายกรณีจึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong>     :   ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เนื่องจากประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) ไม่ได้บัญญัติจำกัดไว้เฉพาะว่าต้องเสียเบี้ยปรับเพียง 1 เท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ประกอบกับจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไป และจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินถือเป็นความรับผิดคนละส่วน จึงต้องคำนวณเบี้ยปรับแยกจากกัน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>นอกจากนี้ การตีความคำว่า “หรือ” ในมาตรา 89 (4) ตามเจตนารมณ์นั้น มิได้หมายถึงการให้เลือกฐานความผิดใดฐานหนึ่ง แต่เป็นการระบุประเภทความผิดที่อาจเกิดขึ้นได้ และหลักความรับผิดแยกส่วน เนื่องจากภาษีขายและภาษีซื้อเป็นองค์ประกอบที่แยกกัน การกระทำผิดในทั้งสองส่วนย่อมถือเป็นความรับผิดที่เกิดขึ้นต่างวาระและต่างพฤติการณ์ การลงโทษเบี้ยปรับสะสมทั้งสองฐานจึงมีความสมเหตุสมผลตามหลักการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ดังนั้น เมื่อมีการแสดงภาษีขายขาดและแสดงภาษีซื้อไว้เกิน จึงต้องเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดและเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป ทั้งสองส่วน มิใช่เลือกเสียเพียงฐานใดฐานหนึ่ง</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้ในการนำเสนอมีเพียงวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ฉวีวรรณ อรัญเยาว์</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8951">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤษภาคม 2569</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8951/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มีนาคม 2569</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8924</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8924#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 07:46:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8924</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter  ฉบับที่ 176 เดือนมีนาคม 2569 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่าท [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8924">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มีนาคม 2569</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong> </strong><strong>ฉบับที่ </strong><strong>176 เดือนมีนาคม 2569</strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่าที่ได้จ่ายไปเป็นค่าซื้อ ค่าจ้างทำ หรือค่าใช้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ หรืออุปกรณ์อัจฉริยะ รวมถึงการใช้บริการด้านดิจิทัล</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 802) พ.ศ. 2569 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าซื้อ ค่าจ้างทำ หรือค่าใช้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ หรืออุปกรณ์อัจฉริยะ รวมถึงการใช้บริการด้านดิจิทัล แต่ไม่รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งจ่ายให้แก่ผู้ขาย ผู้รับจ้าง หรือผู้ให้บริการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเฉพาะในส่วนที่ไม่เกินสามแสนบาท ซึ่งได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4sL80Gc">https://bit.ly/4sL80Gc</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2. กำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 803) พ.ศ. 2569 กำหนดให้ ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 60 สำหรับเงินได้จากวิชาชีพอิสระการประกอบโรคศิลปและประณีตศิลปกรรม ส่วนเงินได้จากวิชาชีพอิสระอื่นให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 30 เว้นแต่ผู้มีเงินได้จะแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่า มีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/47yD5Va">https://bit.ly/47yD5Va</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3.ยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 467) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ กำหนดให้ ยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปสำหรับการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศที่ได้กระทำไปตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4bWZbSt">https://bit.ly/4bWZbSt</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>4.ขยายกำหนดเวลาการนำส่งเงินภาษีเพิ่มเติมสำหรับการนำส่งเงินภาษีผ่านระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการนำส่งเงินภาษีเพิ่มเติมสำหรับการนำส่งเงินภาษี ผ่านระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 กำหนดให้ ขยายกำหนดเวลาการนำส่งเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่กระทำระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 มีนาคม 2569 โดยให้ขยายไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4v4VL97">https://bit.ly/4v4VL97</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong>&#8211;</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</u></strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่     </strong><strong>4498/2543</strong></p>
<p>ระหว่าง                     บริษัท ต.                                      โจทก์</p>
<p>กรมสรรพากร                                 จำเลย</p>
<p>เรื่อง     รายจ่ายค่าส่วนลดที่ให้แก่ลูกค้า</p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong><strong>         </strong>: ค่าส่วนลดที่ให้แก่ลูกค้าสามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้หรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>               </strong>: โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าเครื่องจักรผลิตกล่องและบรรจุอาหารโดยโจทก์เช่าเครื่องจักรจากบริษัทในประเทศสิงคโปร์แล้วนำมาให้ลูกค้าในประเทศไทยเช่าช่วง ลูกค้าเช่าช่วงเครื่องจักรจากโจทก์เพื่อนำไปผลิตกล่องใช้บรรจุนมและผลไม้ โจทก์คิดค่าเช่าช่วงตามจำนวนกล่องที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่บรรจุในกล่องได้แล้ว ซึ่งจะมีการบันทึกไว้ในมิเตอร์ของเครื่องจักรในแต่ละเดือน โดยโจทก์ได้ให้ส่วนลดเพื่อจูงใจลูกค้าของบริษัทโดยกำหนดหลักเกณฑ์การให้ส่วนลดไว้แน่นอนและใช้สำหรับลูกค้าทุกรายของโจทก์ดังนี้</p>
<p>(1) ลูกค้าที่บรรจุและขายผลิตภัณฑ์บริษัทได้มากกว่า 5 ล้านกล่อง จะให้ส่วนลดร้อยละ 2 ของราคาวัตถุดิบ</p>
<p>(2) ลูกค้าที่บรรจุและขาย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้มากกว่า 75 ล้านกล่องจะให้ส่วนลดร้อยละ 3 ของราคาวัตถุดิบ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>การให้ส่วนลดนี้ถ้าลูกค้าสามารถบรรจุและขายผลิตภัณฑ์ได้มากแล้ว โจทก์จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ค่าส่วนลดที่โจทก์ ให้แก่ลูกค้าตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายเพื่อประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ของโจทก์อันเกี่ยวข้องกับธุรกิจของโจทก์โดยตรง โจทก์ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร และลำพังเพียงแต่โจทก์ไม่ได้แจ้งให้ลูกค้าของโจทก์ทราบทุกรายถึงแผนการให้ส่วนลดดังกล่าวก็ยังไม่อาจถือว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวการให้โดยเสน่หาหรือการกุศลตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร อันจะเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิ</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong>     :   ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เนื่องจากรายจ่ายซึ่งต้องห้ามมิให้นำมาเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากรนั้น จะต้องเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว หรือรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ซึ่งการพิจารณาว่ารายจ่ายใดเป็นรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการส่วนตัวหรือเป็นรายจ่ายที่ไม่ใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะนั้น ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายจ่ายและการประกอบกิจการ รวมถึงความจำเป็นและความสมควรในการประกอบกิจการประกอบด้วย และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการให้ส่วนลดแก่ลูกค้าของโจทก์เป็นการกระทำไปเพื่อจูงใจลูกค้า ซึ่งจะทำให้โจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งโจทก์ได้กำหนดหลักเกณฑ์การให้ส่วนลดไว้แน่นอนและใช้สำหรับลูกค้าทุกรายของโจทก์ ค่าส่วนลดที่ให้แก่ลูกค้าดังกล่าวจึงถือเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์ และแม้ว่าโจทก์จะไม่ได้แจ้งให้ลูกค้าทุกรายทราบถึงแผนการให้ส่วนลดดังกล่าวย่อมไม่ทำให้ถือว่าค่าส่วนลดเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล อันเป็นรายจ่ายต้องห้ามแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้ในการนำเสนอมีเพียงวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>มัญจา บุญช่วย</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8924">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มีนาคม 2569</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8924/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กุมภาพันธ์ 2569</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8909</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8909#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 07:43:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8909</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter ฉบับที่ 175 เดือน กุมภาพันธ์ 2569 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8909">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กุมภาพันธ์ 2569</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 1</strong><strong>75 เดือน กุมภาพันธ์ 2569</strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุนทรัพย์สินในบางกรณี </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>พระราขกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 800) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมสำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายเพื่อการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการ แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมตามมาตรา 65 ตรี (5) เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายตามจำนวนที่ได้จ่ายจริง โดยต้องเป็นทรัพย์สินตามที่กำหนด และต้องเป็นรายจ่ายที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2569</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3N7PAQJ">https://bit.ly/3N7PAQJ</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุนหรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 466) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4uNGl9g">https://bit.ly/4uNGl9g</a></p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong>&#8211;</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ </strong><strong>  731/2568</strong></p>
<p><strong>ระหว่าง</strong><strong>                    นางว.                                         โจทก์</strong></p>
<p><strong>กรมสรรพากร                                          จำเลย</strong></p>
<p><strong>เรื่อง</strong> <strong>เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวัดหยุดที่ไม่ได้ใช้ </strong></p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong><strong>         :</strong> เงินด้วยไมตรีจิตและเงินสำหรับวันหยุดที่ยังไม่ใช้เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) หรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>               :</strong> สัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดไปตามหนังสือลาออกของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2561 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกและได้รับเงินด้วยไมตรีจิต แม้โจทก์จะกลับมาทำงานกับบริษัทเดิม ในเวลาต่อมานั้น ก็ถือเป็นการออกจากงานตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว โจทก์ได้รับเงินจำนวน 16,344,650 บาท จากนายจ้าง เนื่องจากโจทก์ลาออกจากงานตามสัญญาจ้างเดิมด้วยความสมัครใจ มิใช่การเลิกจ้างที่จะเป็นเหตุให้ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ตาม ข้อ 1 (ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ แต่ถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวนแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก) ตามข้อ 1 (ง) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ โจทก์จึงสามารถนำเงินได้จำนวนดังกล่าวไปใช้สิทธิเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แต่เงินได้ตามข้อ 1 (ง) ดังกล่าว จะใช้สิทธิเสียภาษีในกรณีนี้ได้เพียงเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ตามข้อ 3 (2) วรรคสอง ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong><strong>     : </strong>เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามมาตรา 40 (1) และ (2) ผู้มีเงินได้ดังกล่าวสามารถใช้สิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่นำเงินดังกล่าวไปรวมคำนวณกับเงินได้ประเภทอื่นได้ ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 48 (5) เงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานได้แก่ เงินที่จ่ายจากกองทุนบำเหน็จข้าราชการ เงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินได้ออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณที่แตกต่าง เป็นต้นแต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) คือ 1.ต้องมีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม 2.เฉพาะเงินได้ที่มีการจ่ายในภาษีปีแรกเท่านั้น 3.เฉพาะผู้มีเงินได้ ไม่นำเงินดังกล่าวไปรวคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากรไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน</p>
<p>ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาข้างต้นเนื่องจาก ในคดีนี้ศาลพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกล่าวคือ</p>
<p>ในประเด็นแรก แม้จะมีการลาออกโดยสมัครใจและมีการว่าจ้างให้กลับเข้าทำงานใหม่ สัญญาฉบับใหม่มีข้อเสนอการจ้างงานต่างไปจากเดิม เช่น ลดจำนวนเงินสมทบที่บริษัทจ่ายให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพลงจากเดิมจ่ายร้อยละ 10 คงเหลือ ร้อยละ 5 นอกจากนี้อายุการทำงานยังเริ่มนับใหม่ รวมถึงรหัสประจำตัวพนักงานก็เป็นรหัสใหม่ไม่ใช่รหัสประจำตัวพนักงานเดิม</p>
<p>ประเด็นต่อมา การที่พนักงานสมัครใจลาออกโดยบริษัทยินยอมจ่ายประโยชน์ตอบแทนให้แก่พนักงานทุกคนที่ยื่นลาออกและจ่ายให้โจทก์เป็นจำนวนมากถึง 16,344,650 เป็นการชี้ชัดว่าบริษัทต้องการยุติสัญญาจ้างกับพนักงานทุกคนที่ยื่นลาออกและต้องการสิ้นสุดอายุการทำงานของพนักงาน ทั้งที่สามารถใช้วิธีโอนการจ้างงานที่เคยปฏิบัติได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนมากให้แก่พนักงาน นอกจากนี้ไม่ใช่พนักงานทุกคนที่ลาออกจะได้รับการจ้างงานใหม่ ดังนั้นการที่โจทก์ยื่นลาออกแม้จะได้กลับเข้ามาทำงานใหม่ในวันรุ่งขึ้น ก็ถือได้ว่าเป็นการออกจากงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว</p>
<p>อนึ่ง การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวนี้เป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ประกอบด้วย ซึ่งกรณีอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การนำเสนอคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อต้องการให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายภาษีอากรมากยิ่งขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ศิรประภา พิมพการ</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8909">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กุมภาพันธ์ 2569</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8909/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มกราคม 2569</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8912</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8912#respond</comments>
				<pubDate>Sat, 31 Jan 2026 06:42:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8912</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter ฉบับที่ 174 เดือน มกราคม 2569 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขกา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8912">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มกราคม 2569</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 1</strong><strong>74 เดือน มกราคม 2569</strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด </u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าทรัพย์สินที่มีตัวตน เพื่อการพิจารณาส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้สุทธิ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าทรัพย์สินที่มีตัวตนเพื่อใช้ในการพิจารณาหักออกจากเงินได้รวมสุทธิ สำหรับการคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม ซึ่งค่าตอบแทนลูกจ้างที่ยอมให้หักออกจากเงินได้สุทธิเท่ากับตัวเลขงบการเงินของบริษัทในเครือที่นำไปจัดทำงบการเงินรวมของกลุ่มบริษัทข้ามชาติและต้องเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนด ส่วนมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนกฎหมายฉบับดังกล่าวระบุถึงวิธีการในการคำนวณ ประเภททรัพย์สินที่นำมารวมและไม่ให้มารวมในการคำนวณ โดยประกาศฉบับนี้ใช้บังคับในการพิจารณาหน้าที่ในการเสียภาษีส่วนเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4ccafeF">https://bit.ly/4ccafeF</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2</strong><strong>. หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการพิจารณาจำนวนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนในการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือที่ประเทศไทยได้รับการปันส่วน</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 5) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาจำนวนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนในการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือที่ประเทศไทยได้รับการปันส่วน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจำนวนลูกจ้างและวิธีในการคำนวณมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อนำไปเป็นส่วนลดตามวิธีในการคำนวณ โดยประกาศฉบับนี้ใช้บังคับในการพิจารณาหน้าที่ในการเสียภาษีส่วนเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4t4xIpB">https://bit.ly/4t4xIpB</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3</strong><strong>. อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 6) ได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย ในการพิจารณาเงินไทยเทียบเท่าเงินยูโรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใดให้ใช้อัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและขายของเดือนธันวาคมปีก่อนหน้ารอบระยะเวลาบัญชีนั้นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคำนวณไว้ หากเปรียบเทียบมูลค่ารายการที่ใช้จัดทำงบการเงินหรือใช้คำนวณภาษีส่วนเพิ่มไม่ได้ระบุเป็นเงินตราไทย ให้คำนวณมูลค่าของรายการดังกล่าวเป็นเงินตราไทยโดยใช้อัตราถัวเฉลี่ยข้างต้นเช่นเดียวกัน หากการชำระภาษีหรือคืนภาษีหากใช้เงินตราสกุลอื่นให้ใช้เงินตราไทย โดยคำนวณตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคำนวณไว้ในวันทำการสุดท้ายก่อนวันชำระภาษี หรือวันที่อนุมัติให้คืนเงินภาษี โดยประกาศฉบับนี้ใช้บังคับในการพิจารณาหน้าที่ในการเสียภาษีส่วนเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4tlKP5X">https://bit.ly/4tlKP5X</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>4</strong><strong>. ลักษณะของนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 7) ได้กำหนดลักษณะของนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือได้แก่ หน่วยงานรัฐตามมาตรา 27 (1), องค์การระหว่างประเทศตามมาตรา 27 (2), องค์การไม่แสวงหากำไรตามมาตรา 27 (3), กองทุนบำนาญตามมาตรา 27 (4), กองทุนเพื่อการลงทุนตามมาตรา 27 (5) และเครื่องมือเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 27(6) เป็นต้น โดยประกาศฉบับนี้ใช้บังคับในการพิจารณาหน้าที่ในการเสียภาษีส่วนเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก  <a href="https://bit.ly/4tDfon4">https://bit.ly/4tDfon4</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>5</strong><strong>. หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการพิจารณาภาษีส่วนเพิ่มสำหรับนิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 8) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาภาษีส่วนเพิ่มไว้เป็นการเฉพาะสำหรับนิติบุคคลในเครือที่นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดเป็นเจ้าของส่วนน้อย นิติบุคคลเพื่อการลงทุน และนิติบุคคลผู้ไร้ที่ตั้งทางภาษี โดยประกาศฉบับนี้ใช้บังคับในการพิจารณาหน้าที่ในการเสียภาษีส่วนเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/48DCuSt">https://bit.ly/48DCuSt</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>6</strong><strong>. หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 464) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4dyVvcd">https://bit.ly/4dyVvcd</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<ol>
<li><strong> การกำหนดกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีที่อยู่ในขอบข่ายเพื่อการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มจำนวน 4 ฉบับ</strong></li>
</ol>
<p><strong>          </strong>เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราขกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ.2567 เกี่ยวกับการกำหนดกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม และการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีที่อยู่ในขอบข่ายเพื่อการคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม จำนวน 4 ฉบับ ดังนี้ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ</p>
<ol>
<li>ร่างพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาการอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม สำหรับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร พ.ศ. &#8230;.. พร้อมบันทึกหลักการและเหตุผลและบันทึกวิเคราะห์สรุป จำนวน 1 ฉบับ กำหนดกรณีการรวมกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและกรณีการแยกกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม</li>
<li>ร่างพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยกำหนดนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ พ.ศ. &#8230;. พร้อมบันทึกหลักการและเหตุผลและบันทึกวิเคราะห์สรุป จำนวน 1 ฉบับ กำหนดให้นิติบุคคลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ไม่ใช่นิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม</li>
<li>ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ..) ออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ว่าด้วยการปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือที่ประเทศไทยได้รับให้แก่นิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย พร้อมบันทึกหลักการและเหตุผลและบันทึกวิเคราะห์สรุป จำนวน 1 ฉบับ</li>
<li>ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. &#8230;) ออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ว่าด้วยการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีที่อยู่ในขอบข่ายเพื่อการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มพร้อมบันทึกหลักการและเหตุผลและบันทึกวิเคราะห์สรุป จำนวน 1 ฉบับ</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ </strong><strong>  10701/2555</strong></p>
<p><strong>ระหว่าง</strong><strong>                    นาย พ.                                                 โจทก์</strong></p>
<p><strong>กรมสรรพากร                                          จำเลย</strong></p>
<p><strong>เรื่อง</strong> <strong>เงินได้จากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องเสียภาษีหรือไม่ </strong></p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong><strong>         :</strong> กรณีเงินได้จากการเล่นพนันหวยใต้ดิน เป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>               :</strong> เงินได้จากการเล่นพนันสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) แม้เป็นเงินได้ที่มาจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการอื่น นอกจากที่ระบุไว้ตามมาตรา 40 (1) ถึง (7) จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เงินได้จากการพนันหวยใต้ดินไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่สามารถพิสูจน์ค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้ จึงไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ทั้งสามได้&#8230;</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong><strong>     : </strong>ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาข้างต้นเนื่องจากนิยามคำว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ครอบคลุมถึงรายได้ทั้งหมดและไม่ได้กำหนดถึงที่มาของเงินนั้นว่าจะได้มาโดยถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย หากเข้าลักษณะเป็นเงินได้ เงินดังกล่าวย่อมอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีทั้งสิ้น</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เนื่องจากเงินได้พึงประเมินในแต่ละประเภทมีต้นทุนในการได้มาซึ่งเงินได้แตกต่างกันออกไป กฎหมายจึงกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้แต่ละประเภทไม่เท่ากัน ส่วนกรณีการหักค่าใช้จ่ายตามตามาตรา 40 (8) ตามคำพิพากษาดังกล่าวกรณีเป็นเงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่น ๆ นอกจากที่ระบุไว้ตามมาตรา 40 (1) ถึง (7) รวมถึงการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร การหักค่าใช้จ่ายสามารถใช้สิทธิในการเลือกหักได้วิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้ คือ วิธีที่ 1 การหักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควร และวิธีที่ 2 หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 40-60* ดังนั้นหากผู้มีเงินได้มีค่าใช้จ่ายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็สามารถใช้สิทธิเลือกหักตามความจำเป็นและสมควรได้ แต่การหักตามวิธีดังกล่าวต้องมีหลักฐานหรือมีการจัดทำบัญชีตามรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นการที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาดังกล่าวมาจึงชอบแล้ว</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวนี้เป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ประกอบด้วย ซึ่งกรณีอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การนำเสนอคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อต้องการให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายภาษีอากรมากยิ่งขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ศิรประภา พิมพการ</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8912">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มกราคม 2569</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8912/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ธันวาคม 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 27 Jan 2026 07:09:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8865</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter ฉบับที่ 173 เดือนธันวาคม 2568 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ธันวาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 173</strong><strong> เดือนธันวาคม 2568</strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ในราชอาณาจักร </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>กฎกระทรวงฉบับที่ 400 (พ.ศ. 2568) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ในราชอาณาจักร ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งแสนบาทในแต่ละปีภาษี โดยผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร หรือใบรับตามมาตรา 105 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4blUP98">https://bit.ly/4blUP98</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการยกเว้นรายจ่ายค่าที่พักโรงแรม ค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม หรือค่าบริการร้านอาหารในราชอาณาจักร</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>กฎกระทรวงฉบับที่ 401 (พ.ศ. 2568) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นรายจ่ายค่าที่พักโรงแรม ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย ค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม หรือค่าบริการร้านอาหารในราชอาณาจักร สำหรับการเดินทางในราชอาณาจักร ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยสามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบกระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4pWswRZ">https://bit.ly/4pWswRZ</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3</strong><strong>. ขยายเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี และการนำส่งภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ฉบับที่ 9) ได้ขยายเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี และการนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงิได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ออกไปอีก 8 วัน เพื่อสนับสนุนการใช้งานระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/45y64Yb">https://bit.ly/45y64Yb</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>4</strong><strong>. หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการพิจารณาคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) เรื่อง กำหนดอัตราร้อยละของค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการพิจารณาคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ ทั้งนี้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้นในหรือหลัง วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4bhjFqB">https://bit.ly/4bhjFqB</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong>          </strong>&#8211;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ณัฏฐณิชา ศรีเจริญวณิชกุล</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ธันวาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤศจิกายน 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8915</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8915#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 21 Nov 2025 07:20:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8915</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter ฉบับที่ 172 เดือน พฤศจิกายน 2568 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.กำหนดรายชื่อประเทศที่หลักการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8915">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤศจิกายน 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 172</strong><strong> เดือน พฤศจิกายน 2568</strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.กำหนดรายชื่อประเทศที่หลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไป เป็นมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับ </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) เรื่อง กำหนดรายชื่อประเทศที่หลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไปเป็นมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับ กำหนดให้รายชื่อประเทศที่หลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไปในประเทศนั้น ๆ เป็นมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับ ได้แก่ ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา ประเทศที่เป็นรัฐสมาชิกสหภาพยุโรป ประเทศที่เป็นรัฐสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป ฮ่องกง ญี่ปุ่น เม็กซิโก นิวซีแลนด์ จีน อินเดีย เกาหลี รัสเซีย สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3LE1qRP">https://bit.ly/3LE1qRP</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.กำหนดลักษณะของภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ที่ไม่เป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่าย </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดลักษณะภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ที่ไม่เป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่าย ได้กำหนดลักษณะของภาษีอิมพิวเทชั่นที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และลักษณะของภาษีแบบอิมพิวเทชั่นที่เป็นไปตามเกณฑ์ ซึ่งลักษณะของภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ที่ไม่รวมเป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่ายตามมาตรา 24 แห่งพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 นั้นจะต้องเป็นภาษีแบบอิมพิวเทชั่นที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3Z0zyKM">https://bit.ly/3Z0zyKM</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3</strong><strong>. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาประเทศที่ตั้งของนิติบุคคลที่มีแหล่งที่ตั้งมากกว่าหนึ่งประเทศ และการพิจารณาแหล่งที่ตั้งของนิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะ </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 3) เรื่อง การพิจารณาประเทศที่ตั้งของนิติบุคคลที่มีหลายแหล่งที่ตั้งและของนิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะ มีการกำหนดนิยามของ “นิติบุคคลประเภทโฟลธรู” นิยามของ “กฎการจัดเก็บภาษีโดยคำนวณจากเงินได้ของนิติบุคคลต่างชาติที่ถูกควบคุม”เป็นต้น</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4pZMziE">https://bit.ly/4pZMziE</a></p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong>&#8211;</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ </strong><strong>  6054/2549</strong></p>
<p><strong>ระหว่าง</strong><strong>                    นายป.                                                   โจทก์</strong></p>
<p><strong>กรมสรรพากร                                          จำเลย</strong></p>
<p><strong>เรื่อง</strong> <strong>ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา </strong></p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong><strong>         :</strong> กรณีเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในระหว่างไปทำงานต่างประเทศตามคำสั่งของนายจ้างต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>               :</strong> จำเลยเป็นลูกจ้างของบริษัท อ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างทั้งภายในและนอกประเทศไทย การที่บริษัท อ. ส่งจำเลยไปทำงานที่บริษัท อ. รับจ้างถมทะเลนอกประเทศ ค่าจ้างที่บริษัท อ. จ่ายให้แก่จำเลยจึงเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (1) ที่จำเลยได้รับเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 41 วรรคหนึ่ง</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong><strong>    : </strong>ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาข้างต้น โดยฎีกาฉบับนี้มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจที่ใช้พิจารณาพิพากษาดังนี้ บริษัทอ.เป็นนายจ้างในประเทศไทย จ่ายเงินค่าจ้างตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ลูกจ้างซึ่งไปทำงานต่างประเทศตามคำสั่งของนายจ้าง กรณีเป็นเงินได้เนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะจ่ายจากในประเทศไทย หรือจ่ายนอกประเทศไทย ลูกจ้างซึ่งได้รับเงินได้ดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งแห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น การที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาดังกล่าวมาจึงชอบแล้ว</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวนี้เป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ประกอบด้วย ซึ่งกรณีอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การนำเสนอคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อต้องการให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายภาษีอากรมากยิ่งขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ศิรประภา พิมพการ</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8915">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤศจิกายน 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8915/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ตุลาคม 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 15 Oct 2025 07:43:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8829</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter &#160; ฉบับที่ 171 เดือนตุลาคม 2568   กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ตุลาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 171 เดือนตุลาคม 2568</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 798) พ.ศ. 2568 กำหนดมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.1 สิทธิประโยชน์ทางภาษี</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่ไม่ไช่เป็นการซ่อมแชมให้คงสภาพเดิมตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เป็นจำนวนดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(1) ร้อยละ 100 ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง สำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ผลิตหรือประกอบในประเทศไทย</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(2) ร้อยละ 50 ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง สำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ประกอบสำเร็จรูปและนำเข้ามาทั้งคัน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.2 ลักษณะของยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่</strong> ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(1) เป็นรถโดยสารหรือรถบรรทุกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(ก) กรณีรถโดยสาร ต้องเป็นรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ได้แก่ รถปรับอากาศพิเศษ รถปรับอากาศ รถที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ รถ 2 ชั้น รถกึ่งพ่วง และรถโดยสารเฉพาะกิจ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(ข) กรณีรถบรรทุก ต้องเป็นรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของตามลักษณะที่กำหนดที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ได้แก่ รถกระบะบรรทุก รถตู้บรรทุก รถบรรทุกของเหลว รถบรรทุกวัสดุอันตราย รถบรรทุกเฉพาะกิจ และรถลากจูง</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(2) ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(3) เป็นรถที่นำมาหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้การตามประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(4) ไม่เป็นรถที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นตามพระราชกฤษฎีกาอื่นที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(5) ไม่เป็นรถที่นำไปใช้ในกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc798.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc798.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับ</strong><strong>ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล</strong></p>
<p>กฎกระทรวงฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) กำหนดให้ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลที่ได้กระทำในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล กระทำผ่านนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือที่ได้โอนให้แก่ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 &#8211; ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2572</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/mr399A.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/mr399A.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3.ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 (พ.ศ. 2568) กำหนดให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 6.3 สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc799.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc799.pdf</a></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong>กรมสรรพากรลงนาม </strong><strong>MOU </strong><strong>กับกรมการขนส่งทางบก ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อยกระดับการจัดเก็บภาษี</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 อธิบดีกรมสรรพากรและอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ณ กรมสรรพากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอากรให้ครอบคลุมและเป็นธรรม ควบคู่กับการยกระดับการให้บริการประชาชนของทั้งสองหน่วยงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p>โดย MOU ดังกล่าว ส่วนหนึ่งจัดทำขึ้น เพื่อให้กรมสรรพากรสามารถนำข้อมูลตามพระราชบัญญัติรถยนต์และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก เช่น ข้อมูลการจดทะเบียน ข้อมูลการขนส่งและตรวจสภาพรถ มาบูรณาการกับข้อมูลภายในและข้อมูลภายนอกที่กรมสรรพากรได้รับจากหน่วยงานอื่น ด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย เพื่อนำผลลัพธ์ไปใช้ในการสำรวจและตรวจสอบภาษีการขยายฐานการจัดเก็บภาษีอากร ให้ครอบคลุมกลุ่มบุคคลที่มีเงินได้ รวมถึงพิจารณาความเสี่ยงเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2568thai/news37_2568.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2568thai/news37_2568.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</u></strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาฎีกาที่ 1140/2547        </strong></p>
<p>ระหว่าง   บริษัท ซ จำกัด                       โจทก์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong> <strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>กรมสรรพากร                        จำเลย</p>
<p>เรื่อง การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล</p>
<p><u>ประเด็นข้อพิพาท</u>    : การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะที่ประเมินว่า โจทก์แสดงรายได้ขายขาดไปโดยคำนวณมูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าถือเป็นการขายสินค้าต้องนำมาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นชอบหรือไม่</p>
<p><u>คำพิพากษา</u>           : การที่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ตรวจสอบเอกสารบัญชีคุมสินค้าของโจทก์ซึ่งมีทั้งรายการสินค้าที่ขาดและเกินจากบัญชี โดยนำเอามูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าตามที่โจทก์ตรวจนับเองมาคำนวณเป็นรายได้เท่ากับยอดขายสินค้า โดยถือว่าโจทก์ขายสินค้าดังกล่าวแล้วไม่ลงบัญชีหรือลงบัญชีต่ำไป แต่เมื่อโจทก์ชี้แจงถึงเหตุที่สินค้าขาดหายไปจากบัญชีคุมสินค้าหลายประการ เจ้าพนักงานของจำเลยก็ยอมให้โจทก์นำรายการสินค้าที่เกินจากบัญชีมาหักออกจากรายการสินค้าที่ขาดจากบัญชีสำหรับสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วแก้รายการที่โจทก์ยื่นไว้เดิมว่าโจทก์มีรายได้จากการขายสินค้าที่ขาดจำนวนในบัญชีคุมสินค้านั้น เป็นวิธีประเมินด้วยการตรวจสอบพยานหลักฐานที่ปรากฏตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร มิได้ประเมินตามมาตรา 77/1(8)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกต้อง</p>
<p><u>ความเห็นของผู้เขียน</u> : ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาข้างต้น เนื่องจากในการประกอบกิจการขายสินค้า หากมีการขายสินค้าโจทก์จะต้องรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีคุมสินค้า (Stock) ให้ถูกต้องและสอดคล้องกับสินค้าที่ตนได้ขายไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีรายการสินค้าและวัตถุดิบขาดหรือเกินไปจากบัญชีคุมสินค้า จึงอาจพิจารณาได้ว่า โจทก์ขายสินค้าดังกล่าวแล้วไม่ลงบัญชีหรือลงบัญชีต่ำไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้และรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อโจทก์ไม่อาจชี้แจงต่อเจ้าพนักงานได้อย่างครบถ้วน เจ้าพนักงานสรรพากรย่อมมีอำนาจประเมินว่า โจทก์แสดงรายได้ขายขาดไปโดยคำนวณมูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าถือเป็นการขายสินค้าต้องนำมาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ใช่กรณีที่เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณาว่า โจทก์มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 77/1 (8)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร ที่เข้าลักษณะตามคำนิยามของคำว่า “ขาย” ในหมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น ในการพิจารณาหรือตีความเกี่ยวกับประเด็นทางภาษีอากรจะต้องพิจารณาและตีความตามประเภทภาษีและบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ได้กำหนดไว้สำหรับประเด็นนั้นๆ อย่างเคร่งครัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>เมษยา สีลาวรรณ</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ตุลาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กรกฎาคม 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8749</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8749#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 09 Jul 2025 06:10:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8749</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter &#160; ฉบับที่ 168 เดือนกรกฎาคม 2568 &#160; กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.ลดอัตรารัษฎากร ตา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8749">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กรกฎาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 16</strong><strong>8 เดือนกรกฎาคม 2568</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.ลดอัตรารัษฎากร ตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 797) พ.ศ. 2568 ตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3GnPQaM">https://bit.ly/3GnPQaM</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน</strong></p>
<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 458) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3IvYjsX">https://bit.ly/3IvYjsX</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.การยกเว้นรัษฎากร [มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (</strong><strong>Digital Asset Hub) ของโลก]</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรส่วนทุน (Capital Gains) จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล) ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.การยกเว้นรัษฎากร [มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการแปลงเป็นดิจิทัล (</strong><strong>Digital Transformation) ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)]</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยให้หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า (ไม่เกิน 3 แสนบาท) สำหรับค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหรือค่าจ้างทำหรือค่าใช้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software) ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Device) หรือบริการด้านดิจิทัล (Digital Service) แต่ไม่รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</u></strong></p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่   736/2550</u></strong></p>
<p><strong>ระหว่าง                    บริษัท ส. จำกัด                     โจทก์</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code> </code></strong></span>กรมสรรพากร                       จำเลย</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>เรื่อง</strong> เงินได้ตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย</p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong>         : เงินผลต่างระหว่างจำนวนเงินที่แต่ละฝ่ายต้องจ่ายให้แก่กันตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เป็นฝ่ายจ่ายให้ธนาคาร เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) ที่ต้องหักภาษีจากเงินที่จ่ายและนำส่งหรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong>               : โจทก์ตกลงกับคู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap) และตกลงว่าในวันที่สัญญาครบกำหนดต่างฝ่ายต่างต้องจ่ายเงินในอัตราดอกเบี้ยคงที่และอัตราลอยตัวตามที่กำหนดให้แก่กัน โดยนำจำนวนเงินที่คิดคำนวณมาหักกลบลบหนี้และจ่ายเฉพาะส่วนต่าง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงิน และคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายอาจเป็นฝ่ายรับหรือจ่ายเงินให้แก่อีกฝ่ายก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลของการคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในสัญญา เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชำระเงินส่วนต่างแก่คู่สัญญา เงินที่โจทก์จ่ายก็เป็นรายรับของคู่สัญญาโดยผลของสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยเฉพาะ ไม่ใช่เงินได้จากดอกเบี้ย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong>     : ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาข้างต้น เนื่องจากสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นการตกลงแลกเปลี่ยนเฉพาะภาระการชำระดอกเบี้ยระหว่างคู่สัญญา ไม่ใช่การชำระดอกเบี้ยโดยตรง ซึ่งคู่สัญญาอาจได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหากคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้วได้ผลกำไร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ส่วนเงินที่ได้จากสัญญาดังกล่าว ไม่ถือเป็นเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ย หรือเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย เพราะไม่ใช่เงินที่คำนวณจากเงินต้นโดยใช้อัตราและระยะเวลาที่กำหนดโดยนิติกรรมหรือกฎหมายใด ๆ แต่สัญญาได้กำหนดเงินต้นอ้างอิงและอัตราดอกเบี้ยตามที่คู่สัญญาตกลงเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณว่าคู่สัญญาฝ่ายใดต้องชำระเงินจำนวนเท่าใดให้แก่อีกฝ่ายเท่านั้น</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ทั้งนี้ ในขณะทำสัญญา คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายยังไม่ทราบว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชำระเงิน รวมถึงไม่ทราบจำนวนเงินที่คู่สัญญาฝ่ายนั้นต้องจ่าย ต่างกับกรณีดอกเบี้ยที่ฝ่ายลูกหนี้ทราบล่วงหน้าว่ามีภาระต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ในจำนวนเท่าใด</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ดังนั้น เงินที่ได้จากสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย จึงไม่อาจถือเป็นเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยหรือเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย คำพากษาของศาลจึงชอบแล้ว</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้ในการนำเสนอมีเพียงวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;">                                                          <strong>พราว พืชมงคล</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8749">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กรกฎาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8749/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มิถุนายน 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8764</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8764#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 12 Jun 2025 02:22:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8764</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter &#160; ฉบับที่ 167 เดือนมิถุนายน 2568 &#160; กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.กำหนดหลักเกณฑ์แล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8764">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มิถุนายน 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 167 เดือนมิถุนายน 2568</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการบริจาคให้แก่สภากาชาดไทยหรือมูลนิธิด้านการแพทย์และการสาธารณสุขผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 54) กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการบริจาคให้แก่สภากาชาดไทยหรือมูลนิธิด้านการแพทย์และการสาธารณสุขผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หากต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 795) พ.ศ. 2568</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="http://bit.ly/4nmZaMN">http://bit.ly/4nmZaMN</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับเป็นเงินอุดหนุนจากภาครัฐตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 796) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  สำหรับเงินได้ที่ได้รับเป็นเงินอุดหนุนจากภาครัฐตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3I0u2CF">https://bit.ly/3I0u2CF</a></p>
<p><u> </u></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p>&#8211;</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7847/2560</strong></p>
<p>ระหว่าง           บริษัทฯ                    โจทก์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>        </code></strong></span></strong>กรมสรรพากร              จำเลย</p>
<p>เรื่อง     รายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท </strong>: ผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามข้อเท็จจริง ถือเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ไม่ต้องห้ามนำเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) หรือไม่</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง</strong> : โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ป. จำกัด (มหาชน) บริษัท อ. จำกัด บริษัท ฮ. จำกัด และโจทก์เป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกัน โดยมี บริษัท ป. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ปี 2548 บริษัท ป. จำกัด (มหาชน) ตกลงขายทรัพย์สินและเงินลงทุนในกิจการต่าง ๆ ให้แก่บริษัท ล. จำกัด แต่บริษัท ล. จำกัด ไม่ต้องการหุ้นที่บริษัท อ. จำกัด ถืออยู่ในบริษัท ฮ. จำกัด ดังนั้น บริษัท ป. จำกัด (มหาชน) จึงให้บริษัท อ. จำกัด ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในบริษัท ฮ. จำกัด ให้แก่โจทก์ 4,999,994 หุ้น ในราคา 1 บาท และมีการโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัท อ. จำกัด เป็นเจ้าหนี้ต่อบริษัท ฮ. จำกัด จำนวน 281,289,649.06 บาท ให้แก่บริษัท ป. จำกัด (มหาชน)</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>วันที่ 1 กันยายน 2549 บริษัท ฮ. จำกัด กู้ยืมเงินจากโจทก์ 289,890,000 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่บริษัท ป. จำกัด (มหาชน) เมื่อรวมกับหนี้เดิม โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท ฮ. จำกัด จำนวน 290,260,000 บาท</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>วันที่ 6 ตุลาคม 2549 บริษัท ฮ. จำกัด ออกหุ้นเพิ่มทุน 25,250,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท รวมมูลค่าหุ้น 252,500,000 บาท และโจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมด โดยชำระค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท ฮ. จำกัด จากนั้นบริษัท ฮ. จำกัด ได้สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวและคืนให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ที่มีต่อโจทก์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>จากนั้นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 บริษัท ฮ. จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัท</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>และวันที่ 26 ธันวาคม 2549 บริษัท ฮ. จำกัด ก็ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>โจทก์จึงอ้างผลขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัท ฮ. จำกัด จำนวน 290,000,000 บาท (ค่าหุ้นเดิมที่ค้างชำระ 37,499,955 บาท และค่าหุ้นเพิ่มทุน 252,500,000 รวมจำนวนที่ถูกต้องคือ 289,999,955 บาท) มาถือเป็นรายจ่ายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 แต่เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าผลขาดทุนจากการลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัท ฮ. จำกัด 252,500,000 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) และโจทก์บันทึกรายจ่ายสูงเกินไป 45 บาท จึงปรับปรุงการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ และมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ปี 2549 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 กับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล รอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 ถึงปี 2553 แก่โจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์จึงนำมาฟ้องเป็นคดีต่อศาล</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาย่อ</u></strong> : บริษัทโจทก์ บริษัท อ. และบริษัท ฮ. ต่างเป็นบริษัทลูกของบริษัทแม่เดียวกัน ย่อมรู้ข้อมูลทางการเงินซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี วันที่ 9 กันยายน 2549 โจทก์ให้บริษัท ฮ. กู้ยืมเงินเพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่บริษัท อ. ตามความต้องการของบริษัทแม่ วันที่ 6 ตุลาคม 2549 บริษัท ฮ. ออกหุ้นเพิ่มทุน 252,500,000 บาท ขายให้โจทก์แต่ผู้เดียว โดยโจทก์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าหุ้น แล้ว บริษัท ฮ. สลักตั๋วให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 บริษัท ฮ. จดทะเบียนเลิกบริษัท และวันที่ 26 ธันวาคม 2549 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ขณะโจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ฮ. ปรากฏว่าผลการดำเนินงานของบริษัท ฮ. มีผลขาดทุนสะสมมาตลอด และได้หยุดการดำเนินกิจการชั่วคราว บริษัท ฮ. ไม่ได้นำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการแปลงหนี้เป็นทุนตามที่โจทก์อ้างว่าซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพื่อหวังเงินปันผลจากการดำเนินกิจการของบริษัท ฮ. รายจ่ายผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุน 252,500,000 บาท จึงมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ต้องห้ามนำเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)</p>
<p><strong>ความเห็นของผู้เขียน </strong>:   คำพิพากษาศาลฎีกานี้ มีประเด็นที่น่าสนใจว่า ทำไมผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุน จึงไม่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะโดยทั่วไปเมื่อบริษัทเกิดผลขาดทุนจากการลงทุน บริษัทก็ควรมีสิทธินำผลขาดทุนจากการลงทุนมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ กลับตัดสินว่าผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุน (การลงทุน) ของบริษัทโจทก์ในคดีนี้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทโจทก์ไม่ถือเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ คือ การที่บริษัทโจทก์เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัท ฮ. จำนวน 252,500,000 บาท ทั้ง ๆ ที่บริษัทโจทก์และบริษัท ฮ. เป็นบริษัทในเครือเดียวกันย่อมรู้ข้อมูลทางการเงินและการดำเนินงานซึ่งกันและกันเป็นอย่างดีว่าบริษัท ฮ. ดำเนินงานมามีผลขาดทุนสะสมมาตลอดจนกระทั่งได้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวไป หากมองในทางธุรกิจแล้วไม่ใช่จุดที่น่าสนใจในการลงทุน อีกทั้ง เมื่อบริษัท ฮ. ดำเนินการเพิ่มทุนเสร็จสิ้นแล้ว ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินที่ได้รับจากการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุน ทำการสลักหลังและส่งมอบคืนให้แก่บริษัทโจทก์เพื่อชำระหนี้ระหว่างกัน นอกจากนี้ หลังจากบริษัทโจทก์เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนจากบริษัท ฮ. แล้ว ก็ไม่มีการดำเนินกิจการต่อไปหรือมีแผนฟื้นฟูใด ๆ หากแต่มีมติให้เลิกบริษัทภายในเวลาเพียง 2 เดือนหลังจากเพิ่มทุนเสร็จสิ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ว่าการเพิ่มทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อเป็นขั้นตอนประกอบการเลิกกิจการของบริษัท ฮ. เท่านั้น ด้วยเหตุสำคัญนี้ จึงถือได้ว่าผลขาดทุนดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหรือหากำไรของบริษัทโจทก์เอง จึงเข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ดังนั้น ผลขาดทุนจากการลงทุนไม่จำเป็นว่าจะสามารถลงรายจ่ายได้ทุกกรณี การพิจารณาว่ารายจ่ายใดจะถือเป็นรายจ่ายอันมิใช่เพื่อหากำไร หรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเหตุผลความจำเป็นของการจ่ายเงินนั้นเป็นรายกรณีไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายทางหนึ่งของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน ที่ต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้มานำเสนอ ก็เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p style="text-align: right;">นายชาญกิจ จงเจริญจินดา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8764">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มิถุนายน 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8764/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
