<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จดหมายข่าวภาษีอากร &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/category/news/newsletter/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jan 2026 07:09:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ธันวาคม 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 27 Jan 2026 07:09:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8865</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter ฉบับที่ 173 เดือนธันวาคม 2568 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขใน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ธันวาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 173</strong><strong> เดือนธันวาคม 2568</strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ในราชอาณาจักร </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>กฎกระทรวงฉบับที่ 400 (พ.ศ. 2568) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ในราชอาณาจักร ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งแสนบาทในแต่ละปีภาษี โดยผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร หรือใบรับตามมาตรา 105 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4blUP98">https://bit.ly/4blUP98</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการยกเว้นรายจ่ายค่าที่พักโรงแรม ค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม หรือค่าบริการร้านอาหารในราชอาณาจักร</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>กฎกระทรวงฉบับที่ 401 (พ.ศ. 2568) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นรายจ่ายค่าที่พักโรงแรม ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย ค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม หรือค่าบริการร้านอาหารในราชอาณาจักร สำหรับการเดินทางในราชอาณาจักร ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยสามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบกระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4pWswRZ">https://bit.ly/4pWswRZ</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3</strong><strong>. ขยายเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี และการนำส่งภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ฉบับที่ 9) ได้ขยายเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี และการนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงิได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ออกไปอีก 8 วัน เพื่อสนับสนุนการใช้งานระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/45y64Yb">https://bit.ly/45y64Yb</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>4</strong><strong>. หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการพิจารณาคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) เรื่อง กำหนดอัตราร้อยละของค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการพิจารณาคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ ทั้งนี้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้นในหรือหลัง วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4bhjFqB">https://bit.ly/4bhjFqB</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong>          </strong>&#8211;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ณัฏฐณิชา ศรีเจริญวณิชกุล</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ธันวาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8865/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ตุลาคม 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 15 Oct 2025 07:43:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8829</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter &#160; ฉบับที่ 171 เดือนตุลาคม 2568   กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ตุลาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 171 เดือนตุลาคม 2568</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 798) พ.ศ. 2568 กำหนดมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.1 สิทธิประโยชน์ทางภาษี</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่ไม่ไช่เป็นการซ่อมแชมให้คงสภาพเดิมตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เป็นจำนวนดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(1) ร้อยละ 100 ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง สำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ผลิตหรือประกอบในประเทศไทย</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(2) ร้อยละ 50 ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง สำหรับรายจ่ายเพื่อการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ประกอบสำเร็จรูปและนำเข้ามาทั้งคัน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.2 ลักษณะของยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่</strong> ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(1) เป็นรถโดยสารหรือรถบรรทุกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(ก) กรณีรถโดยสาร ต้องเป็นรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ได้แก่ รถปรับอากาศพิเศษ รถปรับอากาศ รถที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ รถ 2 ชั้น รถกึ่งพ่วง และรถโดยสารเฉพาะกิจ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(ข) กรณีรถบรรทุก ต้องเป็นรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของตามลักษณะที่กำหนดที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ได้แก่ รถกระบะบรรทุก รถตู้บรรทุก รถบรรทุกของเหลว รถบรรทุกวัสดุอันตราย รถบรรทุกเฉพาะกิจ และรถลากจูง</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(2) ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(3) เป็นรถที่นำมาหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้การตามประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(4) ไม่เป็นรถที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นตามพระราชกฤษฎีกาอื่นที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(5) ไม่เป็นรถที่นำไปใช้ในกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc798.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc798.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับ</strong><strong>ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล</strong></p>
<p>กฎกระทรวงฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) กำหนดให้ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลที่ได้กระทำในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล กระทำผ่านนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือที่ได้โอนให้แก่ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 &#8211; ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2572</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/mr399A.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/mr399A.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3.ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 (พ.ศ. 2568) กำหนดให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 6.3 สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc799.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc799.pdf</a></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong>กรมสรรพากรลงนาม </strong><strong>MOU </strong><strong>กับกรมการขนส่งทางบก ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อยกระดับการจัดเก็บภาษี</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 อธิบดีกรมสรรพากรและอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ณ กรมสรรพากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอากรให้ครอบคลุมและเป็นธรรม ควบคู่กับการยกระดับการให้บริการประชาชนของทั้งสองหน่วยงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p>โดย MOU ดังกล่าว ส่วนหนึ่งจัดทำขึ้น เพื่อให้กรมสรรพากรสามารถนำข้อมูลตามพระราชบัญญัติรถยนต์และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก เช่น ข้อมูลการจดทะเบียน ข้อมูลการขนส่งและตรวจสภาพรถ มาบูรณาการกับข้อมูลภายในและข้อมูลภายนอกที่กรมสรรพากรได้รับจากหน่วยงานอื่น ด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย เพื่อนำผลลัพธ์ไปใช้ในการสำรวจและตรวจสอบภาษีการขยายฐานการจัดเก็บภาษีอากร ให้ครอบคลุมกลุ่มบุคคลที่มีเงินได้ รวมถึงพิจารณาความเสี่ยงเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2568thai/news37_2568.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2568thai/news37_2568.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</u></strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาฎีกาที่ 1140/2547        </strong></p>
<p>ระหว่าง   บริษัท ซ จำกัด                       โจทก์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong> <strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>   </code></strong></span></strong>กรมสรรพากร                        จำเลย</p>
<p>เรื่อง การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล</p>
<p><u>ประเด็นข้อพิพาท</u>    : การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะที่ประเมินว่า โจทก์แสดงรายได้ขายขาดไปโดยคำนวณมูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าถือเป็นการขายสินค้าต้องนำมาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นชอบหรือไม่</p>
<p><u>คำพิพากษา</u>           : การที่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ตรวจสอบเอกสารบัญชีคุมสินค้าของโจทก์ซึ่งมีทั้งรายการสินค้าที่ขาดและเกินจากบัญชี โดยนำเอามูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าตามที่โจทก์ตรวจนับเองมาคำนวณเป็นรายได้เท่ากับยอดขายสินค้า โดยถือว่าโจทก์ขายสินค้าดังกล่าวแล้วไม่ลงบัญชีหรือลงบัญชีต่ำไป แต่เมื่อโจทก์ชี้แจงถึงเหตุที่สินค้าขาดหายไปจากบัญชีคุมสินค้าหลายประการ เจ้าพนักงานของจำเลยก็ยอมให้โจทก์นำรายการสินค้าที่เกินจากบัญชีมาหักออกจากรายการสินค้าที่ขาดจากบัญชีสำหรับสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วแก้รายการที่โจทก์ยื่นไว้เดิมว่าโจทก์มีรายได้จากการขายสินค้าที่ขาดจำนวนในบัญชีคุมสินค้านั้น เป็นวิธีประเมินด้วยการตรวจสอบพยานหลักฐานที่ปรากฏตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร มิได้ประเมินตามมาตรา 77/1(8)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกต้อง</p>
<p><u>ความเห็นของผู้เขียน</u> : ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาข้างต้น เนื่องจากในการประกอบกิจการขายสินค้า หากมีการขายสินค้าโจทก์จะต้องรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีคุมสินค้า (Stock) ให้ถูกต้องและสอดคล้องกับสินค้าที่ตนได้ขายไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีรายการสินค้าและวัตถุดิบขาดหรือเกินไปจากบัญชีคุมสินค้า จึงอาจพิจารณาได้ว่า โจทก์ขายสินค้าดังกล่าวแล้วไม่ลงบัญชีหรือลงบัญชีต่ำไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้และรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อโจทก์ไม่อาจชี้แจงต่อเจ้าพนักงานได้อย่างครบถ้วน เจ้าพนักงานสรรพากรย่อมมีอำนาจประเมินว่า โจทก์แสดงรายได้ขายขาดไปโดยคำนวณมูลค่าของสินค้าที่ขาดจากบัญชีคุมสินค้าถือเป็นการขายสินค้าต้องนำมาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ใช่กรณีที่เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณาว่า โจทก์มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 77/1 (8)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร ที่เข้าลักษณะตามคำนิยามของคำว่า “ขาย” ในหมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น ในการพิจารณาหรือตีความเกี่ยวกับประเด็นทางภาษีอากรจะต้องพิจารณาและตีความตามประเภทภาษีและบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ได้กำหนดไว้สำหรับประเด็นนั้นๆ อย่างเคร่งครัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>เมษยา สีลาวรรณ</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน ตุลาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8829/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กรกฎาคม 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8749</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8749#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 09 Jul 2025 06:10:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8749</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter &#160; ฉบับที่ 168 เดือนกรกฎาคม 2568 &#160; กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.ลดอัตรารัษฎากร ตา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8749">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กรกฎาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 16</strong><strong>8 เดือนกรกฎาคม 2568</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.ลดอัตรารัษฎากร ตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ</strong></p>
<p>พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 797) พ.ศ. 2568 ตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3GnPQaM">https://bit.ly/3GnPQaM</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน</strong></p>
<p>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 458) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3IvYjsX">https://bit.ly/3IvYjsX</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.การยกเว้นรัษฎากร [มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (</strong><strong>Digital Asset Hub) ของโลก]</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรส่วนทุน (Capital Gains) จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล) ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.การยกเว้นรัษฎากร [มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการแปลงเป็นดิจิทัล (</strong><strong>Digital Transformation) ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)]</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยให้หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า (ไม่เกิน 3 แสนบาท) สำหรับค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหรือค่าจ้างทำหรือค่าใช้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software) ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Device) หรือบริการด้านดิจิทัล (Digital Service) แต่ไม่รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</u></strong></p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่   736/2550</u></strong></p>
<p><strong>ระหว่าง                    บริษัท ส. จำกัด                     โจทก์</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code> </code></strong></span>กรมสรรพากร                       จำเลย</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>เรื่อง</strong> เงินได้ตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย</p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong>         : เงินผลต่างระหว่างจำนวนเงินที่แต่ละฝ่ายต้องจ่ายให้แก่กันตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เป็นฝ่ายจ่ายให้ธนาคาร เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) ที่ต้องหักภาษีจากเงินที่จ่ายและนำส่งหรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong>               : โจทก์ตกลงกับคู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap) และตกลงว่าในวันที่สัญญาครบกำหนดต่างฝ่ายต่างต้องจ่ายเงินในอัตราดอกเบี้ยคงที่และอัตราลอยตัวตามที่กำหนดให้แก่กัน โดยนำจำนวนเงินที่คิดคำนวณมาหักกลบลบหนี้และจ่ายเฉพาะส่วนต่าง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงิน และคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายอาจเป็นฝ่ายรับหรือจ่ายเงินให้แก่อีกฝ่ายก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลของการคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในสัญญา เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชำระเงินส่วนต่างแก่คู่สัญญา เงินที่โจทก์จ่ายก็เป็นรายรับของคู่สัญญาโดยผลของสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยเฉพาะ ไม่ใช่เงินได้จากดอกเบี้ย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong>     : ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาข้างต้น เนื่องจากสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นการตกลงแลกเปลี่ยนเฉพาะภาระการชำระดอกเบี้ยระหว่างคู่สัญญา ไม่ใช่การชำระดอกเบี้ยโดยตรง ซึ่งคู่สัญญาอาจได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหากคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้วได้ผลกำไร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ส่วนเงินที่ได้จากสัญญาดังกล่าว ไม่ถือเป็นเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ย หรือเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย เพราะไม่ใช่เงินที่คำนวณจากเงินต้นโดยใช้อัตราและระยะเวลาที่กำหนดโดยนิติกรรมหรือกฎหมายใด ๆ แต่สัญญาได้กำหนดเงินต้นอ้างอิงและอัตราดอกเบี้ยตามที่คู่สัญญาตกลงเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณว่าคู่สัญญาฝ่ายใดต้องชำระเงินจำนวนเท่าใดให้แก่อีกฝ่ายเท่านั้น</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ทั้งนี้ ในขณะทำสัญญา คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายยังไม่ทราบว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชำระเงิน รวมถึงไม่ทราบจำนวนเงินที่คู่สัญญาฝ่ายนั้นต้องจ่าย ต่างกับกรณีดอกเบี้ยที่ฝ่ายลูกหนี้ทราบล่วงหน้าว่ามีภาระต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ในจำนวนเท่าใด</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ดังนั้น เงินที่ได้จากสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย จึงไม่อาจถือเป็นเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยหรือเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย คำพากษาของศาลจึงชอบแล้ว</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้ในการนำเสนอมีเพียงวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;">                                                          <strong>พราว พืชมงคล</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8749">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กรกฎาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8749/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มิถุนายน 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8764</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8764#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 12 Jun 2025 02:22:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8764</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter &#160; ฉบับที่ 167 เดือนมิถุนายน 2568 &#160; กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.กำหนดหลักเกณฑ์แล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8764">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มิถุนายน 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 167 เดือนมิถุนายน 2568</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>กฎหมายใหม่ล่าสุด</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการบริจาคให้แก่สภากาชาดไทยหรือมูลนิธิด้านการแพทย์และการสาธารณสุขผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 54) กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการบริจาคให้แก่สภากาชาดไทยหรือมูลนิธิด้านการแพทย์และการสาธารณสุขผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หากต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 795) พ.ศ. 2568</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="http://bit.ly/4nmZaMN">http://bit.ly/4nmZaMN</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับเป็นเงินอุดหนุนจากภาครัฐตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 796) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  สำหรับเงินได้ที่ได้รับเป็นเงินอุดหนุนจากภาครัฐตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3I0u2CF">https://bit.ly/3I0u2CF</a></p>
<p><u> </u></p>
<p><strong>ข่าวภาษี</strong></p>
<p>&#8211;</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7847/2560</strong></p>
<p>ระหว่าง           บริษัทฯ                    โจทก์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>        </code></strong></span></strong>กรมสรรพากร              จำเลย</p>
<p>เรื่อง     รายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)</p>
<p><strong>ประเด็นข้อพิพาท </strong>: ผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามข้อเท็จจริง ถือเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ไม่ต้องห้ามนำเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) หรือไม่</p>
<p><strong>ข้อเท็จจริง</strong> : โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ป. จำกัด (มหาชน) บริษัท อ. จำกัด บริษัท ฮ. จำกัด และโจทก์เป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกัน โดยมี บริษัท ป. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ปี 2548 บริษัท ป. จำกัด (มหาชน) ตกลงขายทรัพย์สินและเงินลงทุนในกิจการต่าง ๆ ให้แก่บริษัท ล. จำกัด แต่บริษัท ล. จำกัด ไม่ต้องการหุ้นที่บริษัท อ. จำกัด ถืออยู่ในบริษัท ฮ. จำกัด ดังนั้น บริษัท ป. จำกัด (มหาชน) จึงให้บริษัท อ. จำกัด ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในบริษัท ฮ. จำกัด ให้แก่โจทก์ 4,999,994 หุ้น ในราคา 1 บาท และมีการโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัท อ. จำกัด เป็นเจ้าหนี้ต่อบริษัท ฮ. จำกัด จำนวน 281,289,649.06 บาท ให้แก่บริษัท ป. จำกัด (มหาชน)</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>วันที่ 1 กันยายน 2549 บริษัท ฮ. จำกัด กู้ยืมเงินจากโจทก์ 289,890,000 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่บริษัท ป. จำกัด (มหาชน) เมื่อรวมกับหนี้เดิม โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท ฮ. จำกัด จำนวน 290,260,000 บาท</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>วันที่ 6 ตุลาคม 2549 บริษัท ฮ. จำกัด ออกหุ้นเพิ่มทุน 25,250,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท รวมมูลค่าหุ้น 252,500,000 บาท และโจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมด โดยชำระค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท ฮ. จำกัด จากนั้นบริษัท ฮ. จำกัด ได้สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวและคืนให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ที่มีต่อโจทก์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>จากนั้นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 บริษัท ฮ. จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัท</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>และวันที่ 26 ธันวาคม 2549 บริษัท ฮ. จำกัด ก็ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>โจทก์จึงอ้างผลขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัท ฮ. จำกัด จำนวน 290,000,000 บาท (ค่าหุ้นเดิมที่ค้างชำระ 37,499,955 บาท และค่าหุ้นเพิ่มทุน 252,500,000 รวมจำนวนที่ถูกต้องคือ 289,999,955 บาท) มาถือเป็นรายจ่ายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 แต่เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าผลขาดทุนจากการลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัท ฮ. จำกัด 252,500,000 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) และโจทก์บันทึกรายจ่ายสูงเกินไป 45 บาท จึงปรับปรุงการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ และมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ปี 2549 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 กับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล รอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 ถึงปี 2553 แก่โจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์จึงนำมาฟ้องเป็นคดีต่อศาล</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาย่อ</u></strong> : บริษัทโจทก์ บริษัท อ. และบริษัท ฮ. ต่างเป็นบริษัทลูกของบริษัทแม่เดียวกัน ย่อมรู้ข้อมูลทางการเงินซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี วันที่ 9 กันยายน 2549 โจทก์ให้บริษัท ฮ. กู้ยืมเงินเพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่บริษัท อ. ตามความต้องการของบริษัทแม่ วันที่ 6 ตุลาคม 2549 บริษัท ฮ. ออกหุ้นเพิ่มทุน 252,500,000 บาท ขายให้โจทก์แต่ผู้เดียว โดยโจทก์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าหุ้น แล้ว บริษัท ฮ. สลักตั๋วให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 บริษัท ฮ. จดทะเบียนเลิกบริษัท และวันที่ 26 ธันวาคม 2549 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ขณะโจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ฮ. ปรากฏว่าผลการดำเนินงานของบริษัท ฮ. มีผลขาดทุนสะสมมาตลอด และได้หยุดการดำเนินกิจการชั่วคราว บริษัท ฮ. ไม่ได้นำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการแปลงหนี้เป็นทุนตามที่โจทก์อ้างว่าซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพื่อหวังเงินปันผลจากการดำเนินกิจการของบริษัท ฮ. รายจ่ายผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุน 252,500,000 บาท จึงมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ต้องห้ามนำเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)</p>
<p><strong>ความเห็นของผู้เขียน </strong>:   คำพิพากษาศาลฎีกานี้ มีประเด็นที่น่าสนใจว่า ทำไมผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุน จึงไม่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะโดยทั่วไปเมื่อบริษัทเกิดผลขาดทุนจากการลงทุน บริษัทก็ควรมีสิทธินำผลขาดทุนจากการลงทุนมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ กลับตัดสินว่าผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุน (การลงทุน) ของบริษัทโจทก์ในคดีนี้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทโจทก์ไม่ถือเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ คือ การที่บริษัทโจทก์เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัท ฮ. จำนวน 252,500,000 บาท ทั้ง ๆ ที่บริษัทโจทก์และบริษัท ฮ. เป็นบริษัทในเครือเดียวกันย่อมรู้ข้อมูลทางการเงินและการดำเนินงานซึ่งกันและกันเป็นอย่างดีว่าบริษัท ฮ. ดำเนินงานมามีผลขาดทุนสะสมมาตลอดจนกระทั่งได้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวไป หากมองในทางธุรกิจแล้วไม่ใช่จุดที่น่าสนใจในการลงทุน อีกทั้ง เมื่อบริษัท ฮ. ดำเนินการเพิ่มทุนเสร็จสิ้นแล้ว ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินที่ได้รับจากการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุน ทำการสลักหลังและส่งมอบคืนให้แก่บริษัทโจทก์เพื่อชำระหนี้ระหว่างกัน นอกจากนี้ หลังจากบริษัทโจทก์เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนจากบริษัท ฮ. แล้ว ก็ไม่มีการดำเนินกิจการต่อไปหรือมีแผนฟื้นฟูใด ๆ หากแต่มีมติให้เลิกบริษัทภายในเวลาเพียง 2 เดือนหลังจากเพิ่มทุนเสร็จสิ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ว่าการเพิ่มทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อเป็นขั้นตอนประกอบการเลิกกิจการของบริษัท ฮ. เท่านั้น ด้วยเหตุสำคัญนี้ จึงถือได้ว่าผลขาดทุนดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหรือหากำไรของบริษัทโจทก์เอง จึงเข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ดังนั้น ผลขาดทุนจากการลงทุนไม่จำเป็นว่าจะสามารถลงรายจ่ายได้ทุกกรณี การพิจารณาว่ารายจ่ายใดจะถือเป็นรายจ่ายอันมิใช่เพื่อหากำไร หรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเหตุผลความจำเป็นของการจ่ายเงินนั้นเป็นรายกรณีไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายทางหนึ่งของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน ที่ต้องพิจารณาถึงข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้มานำเสนอ ก็เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p style="text-align: right;">นายชาญกิจ จงเจริญจินดา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8764">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มิถุนายน 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8764/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤษภาคม 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8722</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8722#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 11 Jun 2025 04:02:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8722</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter   ฉบับที่ 166 เดือนพฤษภาคม 2568   กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8722">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤษภาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ </strong><strong>166 เดือนพฤษภาคม 2568</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การยกเว้นภาษีเงินได้ที่จ่ายไปในการเดินทางท่องเที่ยวหรือการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ และกำหนดเขตพื้นที่เพิ่มเติมจากจังหวัดท่องเที่ยวรอง</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 456) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปในการเดินทางท่องเที่ยวหรือการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ และกำหนดเขตพื้นที่เพิ่มเติมจากจังหวัดท่องเที่ยวรอง โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป</p>
<p>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4kegqkZ">https://bit.ly/4kegqkZ</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การเป็นตัวแทนหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่ายเงินได้</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 457) ได้กำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเป็นตัวแทนหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แทนผู้จ่ายเงินได้ โดยให้ใช้บังคับสำหรับการจ่ายเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3EIMsqf">https://bit.ly/3EIMsqf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.การปรับปรุงเงื่อนไขอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน </strong><strong>10 คน ประเภทประหยัดพลังงาน </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต โดยกำหนดให้ปรับปรุงเงื่อนไขอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทประหยัดพลังงาน แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สามารถเสียบปลั๊กประจุไฟฟ้าได้ (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) ซึ่งได้ยกเลิกเงื่อนไขขนาดถังน้ำมัน (Fuel Tank) และให้คงพิจารณาเฉพาะระยะทางการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าต่อการประจุไฟฟ้า 1 ครั้งเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</u></strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่  </strong><strong>1910/2558</strong></p>
<p>ระหว่าง             บริษัท ท.                       โจทก์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code> </code></strong></span></strong>กรมสรรพากร                 จำเลย</p>
<p>เรื่อง      การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ</p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong>        :   บริษัทซึ่งประกอบกิจการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 หรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>               :  </strong>แม้สัญญาที่โจทก์ทำกับลูกค้า จะมีข้อกำหนดหน้าที่และความรับผิดระหว่างคู่สัญญาตามลักษณะของสัญญารับขน โดยโจทก์ออกเอกสารที่เรียกว่า Consignment note ให้แก่ลูกค้าของโจทก์ก็ตาม แต่ลักษณะการประกอบกิจการที่แท้จริงของโจทก์มีลักษณะให้บริการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เรียกว่า การขนส่งแบบ Door to door กับลักษณะขนส่งเฉพาะส่วนที่เป็นต้นทางเท่านั้นเรียกว่าการขนส่งแบบ Door to port ในส่วนขั้นตอนการขนส่งระหว่างประเทศ โจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเพียงผู้ว่าจ้างสายการบินหรือเป็นผู้ว่าจ้างขนส่งเท่านั้น มิได้เป็นผู้ขนส่งเสียเอง เมื่อบำเหน็จที่โจทก์ได้รับจากลูกค้าของโจทก์ประกอบด้วยค่าบริการไปรับส่งสินค้าให้ลูกค้า การบรรจุหีบห่อ การดำเนินพิธีการศุลกากร และค่าระวางพาหนะที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ผู้ขนส่ง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในส่วนการขนส่งระหว่างประเทศ โจทก์มิใช่ผู้รับขนส่งของเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของตนด้วยตนเอง ดังนั้น ลักษณะการประกอบกิจการของโจทก์จึงเป็นการให้บริการในการจัดส่งสินค้ายิ่งกว่าเป็นผู้ขนส่งเสียเอง เพราะไม่มีการกระทำอันแสดงว่าโจทก์ตกลงขนของหรือสินค้าไปส่งให้แก่ผู้รับตราส่งเพื่อบำเหน็จซึ่งได้แก่ค่าระวางพาหนะ</p>
<p><strong>ความเห็นของผู้เขียน   :</strong>   ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เนื่องจากการที่บริษัทจะได้รับสิทธิเสียภาษีในอัตราร้อยละ 0 ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 80/1 (3) นั้น จะต้องเป็นการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งหากเป็นแต่เพียงการให้บริการรับจัดการขนส่งในฐานะผู้ว่าจ้างแล้ว ย่อมไม่ใช่เป็นการให้บริการขนส่งโดยผู้ประกอบการตามความในบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าว กรณีตามข้อเท็จจริงโจทก์เพียงแต่เป็นผู้ให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในฐานะผู้ว่าจ้างขนส่ง โดยไม่ได้เป็นผู้รับขนส่งของเพื่อบำเหน็จค่าระวางด้วยตนเอง ลักษณะการประกอบกิจการดังกล่าว จึงไม่เป็นการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเล ดังนั้น จึงไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 80/1 (3)</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้ในการนำเสนอมีเพียงวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ฉวีวรรณ อรัญเยาว์</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8722">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤษภาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8722/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มีนาคม 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8609</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8609#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 24 Apr 2025 05:00:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8609</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter ฉบับที่ 164 เดือน มีนาคม 2568 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.กำหนดสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8609">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มีนาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 164</strong><strong> เดือน มีนาคม 2568</strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.กำหนดสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางกฎหมายของคู่สมรส ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2567 </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางกฎหมายของคู่สมรส ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2567 กำหนดให้คำว่า “สามีภริยา” “สามีและภริยา” หรือ “สามีหรือภริยา” ตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายอื่นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร รวมถึงประกาศ ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ ข้อกำหนดหรือแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ของกรมสรรพากร ถือว่าอ้างถึง “คู่สมรส” หรือ “คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="http://bit.ly/4hCCEeD">http://bit.ly/4hCCEeD</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong>&#8211;</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่ </strong><strong>  6220/2549</strong></p>
<p><strong>ระหว่าง</strong><strong>                    นางศ.                                                   โจทก์</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code> </strong></span>กรมสรรพากร                                          จำเลย</strong></p>
<p><strong>เรื่อง</strong> <strong>การหักค่าใช้จ่าย </strong></p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong><strong>         :</strong> กรณีแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และมีเงินได้ประเภทอื่นด้วยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 42 ทวิเท่าใด <strong> </strong></p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>               :</strong> ประมวลรัษฎากร มาตรา 42 ทวิ เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะได้รับประโยชน์ในการหักค่าใช้จ่ายจากเงินได้ของตน ทั้งที่เป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) และเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) โดยยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 แต่จะหักค่าใช้จ่ายจากเงินได้ทั้งสองประเภทรวมกันได้ไม่เกิน 60,000 บาท (**ปัจจุบัน มาตรา 42 ทวิ แก้ไขเป็น ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท**) โดยมิได้กำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดเป็นการบังคับว่าต้องหักจากเงินได้พึงประเมินประเภทใด ในสัดส่วนเท่าใด หรือต้องถัวเฉลี่ยกันอย่างไร ผู้มีเงินได้พึงประเมินจึงมีสิทธิที่จะเลือกว่าควรหักค่าใช้จ่ายจากเงินได้ประเภทใด จำนวนเท่าใด ในกรณีที่มีเงินได้พึงประเมินที่อาจหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งสองประเภทเพื่อประโยชน์ในการบรรเทาภาระภาษีของตน ดังนั้น กรณีที่โจทก์แยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีตามมาตรา 57 เบญจ เฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทเงินเดือนตามมาตรา 40 (1) โดยมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเลือกหักค่าใช้จ่ายจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเต็มจำนวน 60,000 บาท ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 42 ทวิ วรรคหนึ่ง ได้</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong><strong>     : </strong>ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาข้างต้น โดยฎีกาฉบับนี้มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจที่ใช้พิจารณาพิพากษาดังนี้ การที่กฎหมายมีการจำแนกประเภทเงินได้พึงประเมินออกเป็นหลายประเภท เนื่องจากการหักค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทมีอัตราที่แตกต่างกันออกไป ตามมาตรา 42 ทวิถึงมาตรา 46 ซึ่งวิธีในการหักค่าใช้จ่าย มี 2 วิธี คือ 1.หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา 2.หักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควร โดยการหักค่าใช้จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2 มาตรา 42 ทวิบัญญัติให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ ดังนี้</p>
<p>1.ผู้มีเงินได้สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท</p>
<p>2.กรณีที่ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้และความเป็นสามีภริยามีอยู่ตลอดระหว่างปีภาษีให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งสามีภริยาตามบทบัญญัติต้องเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย แต่ถ้อยคำที่ว่าความเป็นสามีภริยามีอยู่ตลอดปีภาษี ไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นเงื่อนไขว่าความเป็นสามีภริยาจะต้องมีอยู่ตลอดปีภาษีจึงจะหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หากความเป็นสามีภริยาไม่ได้มีอยู่ตลอดปีภาษี สามีภริยาแยกกันเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ละฝ่ายสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามมาตรา 42 วรรคแรกได้อยู่แล้ว<a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[1]</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เห็นได้ว่า บทบัญญัติมาตรา 42 ทวิดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดว่าต้องหักจากเงินได้ตามมาตรา 40 (1) (2) อย่างไรและเท่าใด การหักค่าใช้จ่ายนั้นเป็นการให้สิทธิแก่ผู้มีเงินได้ในการบรรเทาภาระภาษี ดังนั้น การที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาดังกล่าวมาจึงชอบแล้ว</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวนี้เป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ประกอบด้วย ซึ่งกรณีอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การนำเสนอคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อต้องการให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายภาษีอากรมากยิ่งขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1">[1]</a> สรรพากรสาสน์ ปีที่ 62 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2558</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ศิรประภา พิมพการ</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8609">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มีนาคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8609/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กุมภาพันธ์ 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8523</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8523#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 27 Mar 2025 04:08:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8523</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter ฉบับที่ 163 เดือนกุมภาพันธ์ 2568 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8523">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กุมภาพันธ์ 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 1</strong><strong>63 เดือนกุมภาพันธ์ 2568</strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 454ฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน โดยให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3RmbHkC">https://bit.ly/3RmbHkC</a></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.ยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>กฎกระทรวงฉบับที่ 397ฯ กำหนดให้เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร หรือผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่ไม่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบรับตามมาตรา 105 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการซื้อสินค้าหรือรับบริการในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. 68 – 28 ก.พ. 68 ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4l3BjjS">https://bit.ly/4l3BjjS</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 455ฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. 68 – 28 ก.พ. 68</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4c6pDce">https://bit.ly/4c6pDce</a></p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong>          &#8211;</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่</strong><strong>    8479/2540</strong></p>
<p><strong>ระหว่าง          </strong><strong>          ธ.                                               โจทก์</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>กรมสรรพากร                       </strong><strong>          จำเลย</strong></p>
<p><strong>เรื่อง</strong> การลงรายจ่ายของบริษัท</p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong><strong>         :</strong> การประมาณการรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป โดยตั้งเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบัน สามารถนำมาลงเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบันได้หรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>                :</strong>  โจทก์มีการประมาณการรายจ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าบริหารงาน เงินเดือน และโบนัสของพนักงานไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีปีละ 2 ครั้ง ซึ่งในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520 โจทก์ทำประมาณการรายจ่ายครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2520 เพื่อจ่ายในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม 2520 และครั้งที่ 2 เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2520 เพื่อจ่ายในระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2521 จะเห็นได้ว่าประมาณการรายจ่ายครั้งที่ 2 มิใช่ประมาณการรายจ่ายที่จะต้องจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชี 2520 แต่เป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521 รายจ่ายตามประมาณการครั้งที่ 2 จึงมิใช่รายจ่ายจริงของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520 โจทก์จึงไม่มีสิทธินำรายจ่ายตามประมาณการครั้งที่ 2 มาหักออกจากรายได้เพื่อคำนวณหากำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520 เพราะเท่ากับเป็นรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong><strong>     : </strong>ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เนื่องจากการรับรู้รายได้และรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องใช้หลักเกณฑ์สิทธิ กล่าวคือ ให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้นตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>กรณีตามข้อเท็จจริง แม้ว่าโจทก์จะมีการประมาณการรายจ่ายและตั้งค้างจ่ายสำหรับเงินค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าบริหารงาน เงินเดือน และโบนัสของพนักงานไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520 แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ารายจ่ายดังกล่าวไม่ใช่รายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520 แต่เป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521 โจทก์จึงไม่มีสิทธินำรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521 มาลงเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520 แม้จะตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายไว้แล้วก็ตาม เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้มีการจ่ายจริงและไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ซึ่งถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้ในการนำเสนอมีเพียงวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"><strong>มัญจา บุญช่วย</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8523">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กุมภาพันธ์ 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8523/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มกราคม 2568</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8512</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8512#respond</comments>
				<pubDate>Sat, 15 Feb 2025 03:45:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8512</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter ฉบับที่ 162 เดือนมกราคม 2568 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8512">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มกราคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 1</strong><strong>62 เดือนมกราคม 2568</strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>กฎกระทรวงฉบับที่ 395 (พ.ศ. 2567) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) เพื่อส่งเสริมการลงทุนในกองทุนที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย โดยให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4bZgJx3">https://bit.ly/4bZgJx3</a></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.กำหนดให้ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 451) ได้กำหนดให้ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษียื่นแบบพร้อมแสดงรายการภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร หรือระบบอื่นใดในทำนองเดียวกัน โดยประกาศนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับการจ่ายเงินได้ซึ่งต้องหัก ณ ที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/41V2V1Y">https://bit.ly/41V2V1Y</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3.การประกาศใช้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เพื่อจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและสนับสนุนมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ประเทศไทยจึงได้ตราพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เพื่อจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้ พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/4l2uPSw">https://bit.ly/4l2uPSw</a></p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.มาตรการภาษีในการสนับสนุนคนไทยที่มีศักยภาพที่ทำงานในต่างประเทศให้กลับเข้ามาในงานในประเทศ</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. &#8230;. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการคลัง (คค.) เสนอ โดยเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรแก่บุคคลธรรมดา (ลูกจ้าง) สำหรับคนไทยที่เคยทำงานอยู่ในต่างประเทศและจะกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยในสาขาความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (นายจ้าง) ที่ประกอบกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมายซึ่งได้จ่ายเงินเดือนให้แก่บุคคลธรรมดา (ลูกจ้าง) ที่เดินทางกลับเข้ามาทำงานในประเทศ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/42lS9lN">https://bit.ly/42lS9lN</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรการ Easy E-Receipt 2.0</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. &#8230;.) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการ “Easy E-Receipt 2.0”) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยกำหนดให้ผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท เฉพาะที่มีหลักฐานใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/42lS9lN">https://bit.ly/42lS9lN</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่</strong><strong>    7700/2548</strong></p>
<p><strong>ระหว่าง          </strong><strong>          <span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>    </code></strong></span>นาย ว.                                         โจทก์</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>กรมสรรพากร                       </strong><strong>          จำเลย</strong></p>
<p><strong>เรื่อง</strong> การใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาค</p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong><strong>         :</strong> ใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค สามารถนำไปหักลดหย่อนเงินบริจาคได้หรือไม่ เพียงใด</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>                :</strong>  ตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ให้สิทธิผู้มีเงินได้พึงประเมินนำเงินที่ตนบริจาคมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ โดยหักได้เท่าจำนวนที่บริจาคแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายแล้ว เมื่อใบอนุโมทนาบัตรที่โจทก์นำมาขอหักเป็นค่าลดหย่อนระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค ย่อมมีเหตุให้เชื่อได้ว่าโจทก์ได้บริจาคเงินจริง โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีชื่อในใบอนุโมทนาบัตรดังกล่าวจึงมีสิทธิหักเป็นค่าลดหย่อนได้ ส่วนปัญหาว่าโจทก์สามารถนำเงินบริจาคตามที่ปรากฏในใบอนุโมทนาบัตรทั้งจำนวนมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้หรือไม่นั้น การที่ใบอนุโมทนาบัตรระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาคก็เพื่อเหตุผลทางด้านจิตใจและความเชื่อทางศาสนาว่าบุคคลในครอบครัวของโจทก์ทุกคนได้ร่วมกันทำบุญกุศล เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อระบุในใบอนุโมทนาบัตร โดยไม่มีชื่อบุคคลอื่นร่วมด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำเงินบริจาคทั้งจำนวนตามที่ปรากฏในใบอนุโมทนาบัตรนั้นมาหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ได้ ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนด</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong><strong>     : </strong>ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เนื่องจากการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วยการบริจาคเงินที่ไม่ได้กระทำผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ผู้บริจาคจำเป็นต้องมีหลักฐานที่สามารถใช้พิสูจน์ต่อสรรพากรว่าได้มีการบริจาคเงินแล้วจริง จึงจะมีสิทธินำเงินบริจาคดังกล่าวไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะสามารถหักลดหย่อนค่าบริจาคได้ แต่การพิจารณาว่าผู้บริจาคจะได้รับสิทธิลดหย่อนเงินบริจาคเต็มจำนวนหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากชื่อที่ปรากฏในหลักฐานการบริจาคด้วย เช่นดังกรณีดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>1.กรณีที่หลักฐานการบริจาคปรากฏชื่อผู้บริจาคเพียงคนเดียว เช่น ระบุว่า “นาย ก.” แม้ว่าจะมีผู้บริจาคหลายคน แต่จะมีเพียงผู้ที่มีชื่อระบุไว้ในหลักฐานการบริจาคเท่านั้น (นาย ก.) ที่สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้เต็มจำนวน หรือ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2.กรณีที่หลักฐานการบริจาคปรากฏชื่อผู้บริจาคร่วมกันหลายคน เช่น ระบุว่า “นาย ก. นาย ข. และนาย ค.” ผู้บริจาคทุกคนที่มีชื่อระบุในหลักฐานการบริจาค (นาย ก. นาย ข. และนาย ค.) สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ตามสัดส่วนที่ได้บริจาค</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>จากคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น ผู้เขียนเห็นว่า การระบุเพียงคำว่า “และครอบครัว” ต่อท้ายชื่อโจทก์ โดยไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใดในครอบครัวโจทก์ไว้เป็นการเฉพาะ จะถือว่าเป็นกรณีเดียวกับกรณีที่ 1. ซึ่งหมายความว่าโจทก์ถือเป็นผู้บริจาคเพียงคนเดียว และสามารถหักลดหย่อนค่าบริจาคได้เต็มจำนวน แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อน คำวินิจฉัยของศาลจึงชอบแล้ว</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>นอกจากนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทกับกรมสรรพากรและรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษี ผู้มีเงินได้ที่ประสงค์จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วยการบริจาคเงิน ควรระบุชื่อและจำนวนเงินที่แต่ละคนบริจาคในหลักฐานการบริจาคไว้อย่างชัดเจน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้ในการนำเสนอมีเพียงวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ณัฏฐณิชา ศรีเจริญวณิชกุล</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8512">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน มกราคม 2568</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/newsletter/8512/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤศจิกายน 2567</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/8444</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/8444#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 26 Nov 2024 09:30:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8444</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter   ฉบับที่ 160 เดือนพฤศจิกายน 2567   กฎหมายใหม่ล่าสุด &#160; &#160; ข่าวภาษี      1. ก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8444">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤศจิกายน 2567</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ </strong><strong>160 เดือนพฤศจิกายน 2567</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินชดเชยเยียวยาที่ได้รับจากกรมประมงตามโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. &#8230;. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยกำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินชดเชยเยียวยาที่ได้รับจากกรมประมงตามโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3RTSTcp">https://bit.ly/3RTSTcp</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2. </strong><strong>การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. &#8230;.) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยเป็นการปรับปรุงการให้สิทธิประโยชน์ตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย ในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund หรือ TESG)</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3RTSTcp">https://bit.ly/3RTSTcp</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</u></strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่   </strong><strong>5204/2538</strong></p>
<p>ระหว่าง                         บริษัท ซ.                                               โจทก์</p>
<p><strong>                                  </strong>กรมสรรพากร                                           จำเลย</p>
<p>เรื่อง      อำนาจประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมิน กรณีไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามมาตรา 71 (1)</p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong><strong>       </strong>:   การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลเกินกำหนด เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) ได้หรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>              :  </strong>เมื่อมีเหตุใดเหตุหนึ่งใน 3 เหตุตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจประเมินภาษีได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีเหตุครบทั้ง 3 ประการ แม้เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจะได้เรียกให้จำเลยส่งเอกสารต่าง ๆ ไปเพื่อตรวจสอบ แต่เมื่อได้ความแน่ชัดแล้วว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นรายการที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี อันเป็นเหตุหนึ่งที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจะใช้อำนาจประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) ได้แล้ว ก็หาจำเป็นที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจะต้องทำการตรวจสอบไต่สวนหาความจริงจากเอกสารที่โจทก์ส่งมอบ การส่งมอบเอกสารของโจทก์ไม่ทำให้อำนาจการประเมินของเจ้าพนักงานดังกล่าวหมดสิ้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี หากไม่ยื่นภายในกำหนดเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) ทันที โจทก์ยื่นรายการเกินกำหนดเวลาไป เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินได้ตามมาตรา 71 (1) การยื่นรายการของโจทก์ในภายหลังไม่อาจลบล้างอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong>    :   ผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เนื่องจาก การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น จะต้องกระทำภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร ในกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งแล้วว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ได้ยื่นรายการที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี ซึ่งถือเป็นเหตุหนึ่งที่เจ้าพนักงานประเมินจะใช้อำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) ได้ แม้ต่อมาภายหลังจากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะได้ยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานประเมินก็ตาม แต่เจ้าพนักงานประเมินก็ไม่จำต้องตรวจสอบไต่สวนหาความจริงจากเอกสารนั้นอีก ดังนั้น แม้จะได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว แต่เมื่อเป็นการยื่นหลังจากพ้นกำหนดหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว กรณีจึงไม่สามารถลบล้างอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินได้ และไม่ทำให้อำนาจการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวที่มีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วหมดสิ้นไปแต่อย่างใด</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกานี้ในการนำเสนอมีเพียงวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกฎหมายภาษีอากรมากขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ฉวีวรรณ อรัญเยาว์</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8444">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน พฤศจิกายน 2567</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/8444/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กันยายน 2567</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/news/8380</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/news/8380#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 30 Sep 2024 03:59:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมายข่าวภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8380</guid>
				<description><![CDATA[<p>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ DLO’s Tax Newsletter ฉบับที่ 158 เดือนกันยายน 2567 กฎหมายใหม่ล่าสุด      1.มอบอำนาจให้สรรพากรพื้นที่สั่งแล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8380">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กันยายน 2567</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>DLO’s Tax Newsletter</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ฉบับที่ 15</strong><strong>8 เดือนกันยายน 2567</strong></p>
<p><strong><u>กฎหมายใหม่ล่าสุด</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.มอบอำนาจให้สรรพากรพื้นที่สั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 360/2567 อธิบดีกรมสรรพากรได้มอบอำนาจให้สรรพากรพื้นที่สั่งและปฏิบัติราชการแทนในการพิจารณาคำขอของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ขออนุมัติเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรา 4(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 787) พ.ศ.2567 ตามคำร้องขออนุมัติเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ (New Start-up) ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 448) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจสำหรับกิจการที่ประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่ออนุมัติหรือไม่อนุมัติตามคำขอ และลงนามในหนังสือแจ้งผลการพิจารณาดังกล่าว</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/47H08Me">https://bit.ly/47H08Me</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>2.แต่งตั้งเจ้าหนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร</strong></p>
<p>ประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 78) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร โดยให้ข้าราชการตำรวจตามประกาศดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากรเฉพาะในการเข้าถึงข้อมูลผู้เสียภาษีอากรของกรมสรรพากร เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับคดีภาษีอากร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 4 แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/47JSwJa">https://bit.ly/47JSwJa</a></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>3.การจัดทำบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนตามประมวลรัษฎากร</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การจัดทำบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนตามประมวลรัษฎากร เพื่อให้การจัดทำบัญชีงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุน และการแนบบัญชีดังกล่าวตามมาตรา 68 ทวิและมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากรเป็นไปโดยถูกต้อง และอำนวยความสะดวกแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ กรมสรรพากรจึงกำหนดให้ “งบฐานะการเงิน” ในงบการเงินที่ต้องจัดทำตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีเป็น“บัญชีงบดุล”และ “งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ”,“งบกำไรขาดทุน” ในงบการเงินที่ต้องจัดทำตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีเป็น “บัญชีกำไรขาดทุน” ตามมาตรา 68 ทวิ และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร โดยประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://bit.ly/3BdJTKs">https://bit.ly/3BdJTKs</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ข่าวภาษี</u></strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span>1.การกำหนดให้ไม้พะยูงเป็นสินค้าที่ต้องห้าม ให้ไม้ท่อนไม้ แปรรูป และไม้ล้อมบางชนิด เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาต และให้สิ่งประดิษฐ์ของไม้และถ่านไม้เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรอง ในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ไม้พะยูงเป็นสินค้าที่ต้องห้าม ให้ไม้ท่อนไม้แปรรูป และไม้ล้อมบางชนิด เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาต และให้สิ่งประดิษฐ์ของไม้และถ่านไม้เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรอง ในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. &#8230;. ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ โดยกำหนดให้ยกเลิกการควบคุมการส่งออกสิ่งประดิษฐ์ของไม้ เช่น ตู้ เตียง เก้าอี้ บานหน้าต่าง (ที่ไม่ใช่ไม้พะยูง) ไม่ต้องมีหนังสือรับรองฯ ประกอบการส่งออก เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ลดระยะเวลาและต้นทุนในการดำเนินการของผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจ และเพื่อประโยชน์ต่อกรมศุลกากรในการทำให้เกิดความชัดเจนว่าห้ามส่งออกไม้พะยูงท่อน ไม้พะยูงแปรรูป ไม้พะยูงล้อมและสิ่งประดิษฐ์ของไม้พะยูงภายใต้พิกัดอัตราศุลกากรที่ปรากฏในบัญชีแนบท้ายประกาศ พณ. ฯ พ.ศ. 2556 เท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>คำพิพากษาศาลฎีกาที่</strong><strong>    1703/2553</strong></p>
<p><strong>ระหว่าง          </strong><strong>            บริษัท ธ. จำกัด                               โจทก์</strong></p>
<p><strong>                                กรมสรรพากร                       </strong><strong>          จำเลย</strong></p>
<p><strong>เรื่อง</strong> เงินจองหรือเงินดาวน์</p>
<p><strong><u>ประเด็นข้อพิพาท</u></strong><strong>         :</strong> กรณีเงินจองหรือเงินดาวน์ที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระให้แก่ผู้จำหน่ายรถยนต์ถือเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าฐานภาษีตามสัญญาให้เช่าซื้อระหว่างโจทก์กับผู้เช่าซื้อหรือไม่</p>
<p><strong><u>คำพิพากษา</u></strong><strong>                :</strong> ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อรถยนต์จากผู้จำหน่ายรถยนต์มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง ในราคาที่หักเงินจองที่ผู้เช่าซื้อจ่ายให้แก่ผู้จำหน่ายรถยนต์แล้วโจทก์ขายให้แก่ผู้เช่าซื้อ โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนในส่วนนี้ ถือได้ว่าโจทก์ได้รับประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินตามมูลค่าเงินจอง เงินจองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์จึงเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าของฐานภาษีตามสัญญาให้เช่าซื้อระหว่างโจทก์กับผู้เช่าซื้อด้วย</p>
<p><strong><u>ความเห็นของผู้เขียน</u></strong><strong>     : </strong>ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาข้างต้น เงินจองหรือเงินดาวน์เป็นการชำระเงินบางส่วนให้แก่ผู้จำหน่ายรถยนต์ ก่อนที่จะมีการทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้ให้เช่าซื้อ เมื่อผู้ให้เช่าซื้อได้ซื้อรถยนต์มาจากผู้จำหน่ายรถยนต์ในราคาที่หักเงินจองหรือเงินดาวน์ที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระให้แก่ผู้จำหน่ายรถยนต์ไปแล้วจึงเป็นการที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับประโยชน์ใด ๆ ที่อาจคิดคำนวณเป็นเงินได้ ตามมาตรา 79 วรรค 2 เงินจองหรือเงินดาวน์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าของฐานภาษีตามสัญญาให้เช่าซื้อระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อจึงถูกต้องแล้ว กรณีมีปัญหาน่าคิดอีกต่อไปว่า เงินได้ของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อเป็นเท่าไหร่ บริษัทต้องรับรู้เงินได้จากยอดราคารถยนต์ที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระเงินจองหรือเงินดาวน์ให้แก่ผู้จำหน่ายรถยนต์ไปแล้วหรือรับรู้เงินได้จากยอดก่อนที่ผู้เช่าซื้อจะชำระเงินจองหรือเงินดาวน์ให้แก่ผู้จำหน่ายรถยนต์</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>อนึ่ง การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวนี้เป็นเพียงการแสดงความเห็นทางกฎหมายของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ประกอบด้วย ซึ่งกรณีอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการตีความกฎหมายในมุมมองที่แตกต่างภายใต้บทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน การนำเสนอคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อต้องการให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายภาษีอากรมากยิ่งขึ้น และเสียภาษีอากรได้อย่างถูกต้องเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ศิรประภา พิมพการ</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/news/8380">จดหมายข่าวภาษีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เดือน กันยายน 2567</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/news/8380/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
