<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความกฎหมาย &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/category/legal-articles/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 08 Sep 2025 08:53:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 08:53:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8789</guid>
				<description><![CDATA[<p>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เกี่ยวกับกรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3) &#160; คำถาม : หากถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแล้ว ผู้ขับขี่จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><u>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เกี่ยวกับกรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</u></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<ol>
<li><strong>คำถาม </strong><strong>: </strong><strong>หากถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแล้ว ผู้ขับขี่จะสามารถไปขอใบอนุญาตฉบับใหม่ทันทีเลยได้หรือไม่ หรือจะต้องใช้เวลารอไปอีกกี่ปีจึงจะสามารถขอออกอนุญาตขับรถฉบับใหม่ได้</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : กรณีที่ผู้ขับขี่ถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง หากผู้ขับขี่จะไปขอออกใบอนุญาตฉบับใหม่ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ผู้ขับขี่จะยังไม่สามารถขอออกใบอนุญาตขับรถฉบับใหม่ได้ทันที เนื่องจากการที่ศาลสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ นั้นมีผลกระทบถึงใบอนุญาตขับรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ด้วยเพราะตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 4 (32) ได้ให้นิยามของใบอนุญาตขับขี่เอาไว้ว่า “ใบอนุญาตขับขี่” หมายความว่า ใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์&#8230; ฉะนั้นเมื่อศาลมีคำสั่งเพิกถอนใบขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ แล้วจึงถือว่าผู้ขับขี่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ ฯ ด้วย ดังนั้นหากผู้ขับขี่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแล้ว หากประสงค์จะมาขอออกใบอนุญาตฉบับใหม่ภายหลังจากถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ขับขี่จะยังไม่สามารถขอออกใบอนุญาตฉบับใหม่ทันทีได้ แต่จะต้องรอให้ครบกำหนดเวลา 3 ปี นับจากวันที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตเสียก่อน เนื่องจากพระราชบัญญัติรถยนต์ ฯ มาตรา 46 (9) บัญญัติเอาไว้ว่า &#8220;มาตรา 46 (9) ผู้ขอใบอนุญาตขับรถต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม&#8230;ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ เว้นแต่ได้พ้นกำหนดสามปีไปแล้วนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ โดยให้อธิบดีกำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาการออกใบอนุญาตขับรถไว้ด้วย&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="2">
<li><strong>คำถาม </strong> : <strong>ผลที่ตามมาหากฝ่าฝืนขับขี่รถในระหว่างถูกศาลสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : หากผู้ขับขี่ได้ขับขี่รถในระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ซึ่งถือว่าเป็นกรณีที่ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา มาตรา 31/1 ที่บัญญัติว่า “มาตรา 31/1 ในขณะขับรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวและต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อขอตรวจ” และจะต้องรับโทษทางพินัยตามมาตรา 152 ที่บัญญัติว่า “มาตรา 152 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา&#8230;มาตรา 31/1&#8230;มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 1,000 บาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="3">
<li><strong>คำถาม </strong><strong> : </strong><strong>กรณีที่ผู้ขับขี่ได้ขับขี่รถภายหลังจากที่ได้กระทำความผิดฐานขับขี่รถในขณะเมาสุราและถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดพร้อมทั้งถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่แล้ว หากต่อมาผู้ขับขี่ฝ่าฝืนขับขี่รถในระหว่างถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ขับขี่จะต้องโทษทางกฎหมายหรือไม่ อย่างไร</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : กรณีเช่นนี้ถือผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนมีความผิดและจะต้องรับโทษจำคุกและ/หรือโทษปรับตามกฎหมาย เนื่องจากตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 162 วรรคสาม ได้บัญญัติเอาไว้ว่า “162 วรรคสาม ผู้ใดขับขี่รถในระหว่างที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามคำสั่งของศาล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 2)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8775</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8775#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 03:33:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8775</guid>
				<description><![CDATA[<p>&#160; หัวข้อ : บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 2) &#8211;   กรณีกระทำความผิดเกี่ยวกับการขับรถในขณะเมาสุรา  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8775">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>หัวข้อ </u></strong><strong><u>: บทลง</u></strong><strong><u>โทษตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่</u></strong> <strong><u>2)</u></strong></p>
<p>&#8211;   กรณีกระทำความผิดเกี่ยวกับการขับรถในขณะเมาสุรา นอกจากโทษทางอาญาแล้ว ยังมีบทลงโทษหรือความรับผิดในประการอื่นอีกหรือไม่</p>
<p>&#8211;   กรณีถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถเนื่องจากขับรถในขณะเมาสุรา มีกำหนดระยะเวลาการพักใช้ใบอนุญาตมากน้อยเพียงใด</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol>
<li><strong>คำถาม </strong><strong> : </strong><strong>กรณีกระทำความผิดเกี่ยวกับการเมาแล้วขับ นอกจากโทษทางอาญาแล้ว ยังมีบทลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ ในประการอื่นอีกหรือไม่</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : นอกจากผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษทางอาญา คือ ต้องโทษจำคุก, โทษปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแล้ว ผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนทำการขับรถในขณะเมาสุรานั้นยังอาจถูกศาลใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ในการสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้ที่กระทำความผิดไว้ชั่วคราว และ/หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="2">
<li><strong>คำถาม </strong><strong> : กรณีถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถเนื่องจากขับรถในขณะเมาสุรา มีกำหนดระยะเวลาการพักใช้ใบอนุญาตมากน้อยเพียงใด</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ หรือการเพิกถอนใบอนุญาตนั้น กฎหมายได้กำหนดระยะเวลาของการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับธรรมดา ไม่ได้ชนใครเจ็บ/ตาย</strong> : พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า &#8220;ให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน&#8230;&#8221; ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จะต้องถูกศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ขั้นต่ำอย่างน้อย 6 เดือน และนอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังมีสิทธิถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่อีกด้วย</li>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ </strong>: พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสอง บัญญัติว่า &#8220;ให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งปี&#8230;&#8221; ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จะต้องถูกศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่อย่างน้อย 1 ปี และนอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังมีสิทธิถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่อีกด้วย</li>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส</strong> : พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสาม บัญญัติว่า &#8220;ให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าสองปี&#8230;&#8221; ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จะต้องถูกศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่อย่างน้อย 2 ปี และนอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังมีสิทธิถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่อีกด้วย</li>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย</strong><strong> : </strong>พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ บัญญัติว่า “ให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่” ซึ่งหมายความว่ากรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลไม่มีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ แต่จะต้องสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เท่านั้น</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8775">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8775/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 1)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8757</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8757#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 14 Jul 2025 04:05:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8757</guid>
				<description><![CDATA[<p>     ในทุกวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ประเทศไทยได้กำหนดให้เป็น “วันงดดื่มสุราแห่งชาติ” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของการดื่มสุรา โด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8757">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ในทุกวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ประเทศไทยได้กำหนดให้เป็น “วันงดดื่มสุราแห่งชาติ” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของการดื่มสุรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดื่มแล้วขับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนที่คร่าชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมากในแต่ละปี เพื่อป้องกันและควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ได้กำหนดข้อห้ามและบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการขับรถในขณะเมาสุราไว้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เนื้อหา </strong><strong>:</strong></p>
<ol>
<li><strong>คำถาม </strong><strong> : </strong><strong>กรณีเมาแล้วขับธรรมดา (ไม่ได้ชนใครเจ็บ/ตาย) มีโทษจำคุกหรือไม่</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 43 (2) บัญญัติห้ามเอาไว้ว่า “ห้ามขับขี่รถขณะเมาสุราหรือเมาอย่างอื่น” และหากฝ่าฝืนทำการขับรถโดยเมาสุราแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ไปเฉี่ยวชนบุคคลอื่นได้รับบาดเจ็บ ผู้ขับขี่ก็ยังมีสิทธิต้องโทษจำคุกได้ เนื่องจากพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า &#8220;ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="2">
<li><strong>คำถาม </strong><strong> : </strong><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ</strong><strong>, </strong><strong>เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส</strong> <strong>หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษปรับและโทษจำคุกมากน้อยเพียงใด</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ           :</p>
<ul>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ</strong> เช่น เมาแล้วขับและขับรถไปเฉี่ยวชนผู้อื่นจนเขาได้รับบาดเจ็บ กรณีเช่นนี้กฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสอง กำหนดโทษเอาไว้ว่าในกรณีที่ขับขี่รถในขณะเมาสุราแล้วการขับในขณะเมาสุรานั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้ขับขี่จะต้องระวางโทษ<strong>จำคุก ตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี หรือถูกปรับเงินตั้งแต่ 20</strong><strong>,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</strong></li>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส </strong>เช่น เมาแล้วขับและขับรถไปเฉี่ยวชนผู้อื่นจนเขาได้รับบาดเจ็บหนักต้องขับไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเกิน 20 วัน หรือทำให้บุคคลอื่นต้องเสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว กรณีเช่นนี้กฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสาม กำหนดโทษเอาไว้ว่ากรณีที่การกระทำความผิดฐานขับขี่รถในขณะเมาแล้วขับนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้ขับขี่จะต้องระวางโทษ<strong>จำคุกตั้งแต่ </strong><strong>2 ปีถึง 6 ปี หรือถูกปรับเงินปรับตั้งแต่ 40,000 บาท ถึง 120,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</strong></li>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย </strong>กรณีเช่นนี้กฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสาม กำหนดโทษเอาไว้ว่ากรณีที่การกระทำความผิดฐานขับขี่รถในขณะเมาแล้วขับนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้ขับขี่จะต้องระวางโทษ<strong>จำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี</strong> <strong>หรือถูกปรับเงินปรับตั้งแต่ 60</strong><strong>,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</strong></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8757">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8757/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>เรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนรับแรงงานเด็กทำงานเสริม ตอนที่ 2</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8718</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8718#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 12 Jun 2025 06:35:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8718</guid>
				<description><![CDATA[<p>     ความเดิมจากตอนที่แล้ว แม้ว่านายจ้างจะรับแรงงานเด็กที่มีอายุถึงเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตให้มาทำงานเป็นลูกจ้างแล้ว (เด็กที่มีอายุ 15 ปี บริบูร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8718">เรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนรับแรงงานเด็กทำงานเสริม ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ความเดิมจากตอนที่แล้ว แม้ว่านายจ้างจะรับแรงงานเด็กที่มีอายุถึงเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตให้มาทำงานเป็นลูกจ้างแล้ว (เด็กที่มีอายุ 15 ปี บริบูรณ์ ขึ้นไป) แต่ในการใช้แรงงานเด็กก็ยังมีข้อห้ามและข้อจำกัดหลายประการที่นายจ้างต้องระมัดระวังและปฏิบัติตาม หากนายจ้างท่านใดฝ่าฝืนอาจต้องรับโทษหนักทั้งจำคุกและถูกปรับหลายแสนบาท<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ข้อจำกัดในการใช้แรงงานเด็ก ที่นายจ้างต้องพึงระวังและปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ได้แก่<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>1. ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี (แต่อายุเกิน 15 ปี แล้ว) ไปทำงานในระหว่างช่วงเวลา 22.00 นาฬิกา จนถึง 06.00 นาฬิกา<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2. ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี (แต่อายุเกิน 15 ปี แล้ว) ไปทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หากนายจ้างฝ่าฝืนให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ไปทำงานในระหว่างช่วงเวลา 22.00 นาฬิกา จนถึง 06.00 นาฬิกา หรือให้ไปทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดนายจ้างต้องรับโทษดังนี้<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2.1 กรณีนายจ้างฝ่าฝืน แต่แรงงานเด็กไม่ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย นายจ้างต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2.2 กรณีที่นายจ้างฝ่าฝืน และแรงงานเด็กไม่ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย นายจ้างต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3. ข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่ทำงาน : ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี กฎหมายได้กำหนดห้ามไม่ให้นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในสถานที่ดังต่อไปนี้<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(1) โรงฆ่าสัตว์<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(2) สถานที่เล่นการพนัน<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(3) สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(4) สถานที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งได้แก่<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(4.1) โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์น้ำ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(4.2) สถานประกอบกิจการที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับการแปรรูปสัตว์น้ำ ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หากนายจ้างฝ่าฝืนให้ลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ไปทำงานในสถานที่ดังกล่าวข้างต้น นายจ้างต้องรับโทษ คือ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400,000 บาทถึง 800,000 บาทต่อลูกจ้างหนึ่งคน หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8718">เรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนรับแรงงานเด็กทำงานเสริม ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8718/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>Living will หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8618</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8618#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 06 May 2025 06:56:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8618</guid>
				<description><![CDATA[<p>     การทำหนังสือแสดงเจตนา (living will) คือหนังสือที่ทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนาของตนไว้ล่วงหน้าว่าไม่ประสงค์จะรับการรักษาพยาบาลที่เป็นเพียงเพื่อย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8618">Living will หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>การทำหนังสือแสดงเจตนา (living will) คือหนังสือที่ทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนาของตนไว้ล่วงหน้าว่าไม่ประสงค์จะรับการรักษาพยาบาลที่เป็นเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย ซึ่งในประเทศไทย พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ระบุให้บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของตนได้ แต่ต้องเป็นไปตามแนวทางที่กฎหมายกำหนด</p>
<p><strong>Living Will</strong><strong> มีความสำคัญอย่างไร?</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>&#8220;Living Will&#8221; หรือ &#8220;หนังสือแสดงเจตนา” เป็นการวางแผนการรักษาไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตอาจมีสถานการณ์ที่คุณไม่สามารถตัดสินใจเองได้ เช่น โคม่า หรือป่วยหนักอยู่ในสภาพที่ไม่รู้สึกตัว การตัดสินใจในการรักษาจึงมักขึ้นอยู่กับแพทย์และครอบครัว ซึ่งอาจนำไปสู่การรักษาที่คุณอาจไม่ต้องการ หรือทำให้ครอบครัวต้องเผชิญกับภาระหนักในการตัดสินใจแทน ดังนั้น การวางแผนการรักษาไว้ล่วงหน้าจึงมีประโยชน์ หลักๆ ดังนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>1.ผู้ป่วยสามารถแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หนังสือแสดงเจตนาเป็นโอกาสให้ผู้ป่วยแจ้งความประสงค์ล่วงหน้าต่อแพทย์ ญาติ และคนใกล้ชิด ในกรณีที่ตนไม่สามารถสื่อสารได้เอง ช่วยลดข้อขัดแย้งในการวางแผนการรักษาระหว่างครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2.ลดความทุกข์ทรมานจากการรักษาที่ยืดการตาย</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ผู้ป่วยจะไม่ต้องเผชิญกับกระบวนการรักษาที่รุนแรง เช่น การเจาะคอ ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือการปั๊มหัวใจ ที่อาจไม่ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นเพียงการยื้อความตายออกไปเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>การรักษาในระยะสุดท้ายที่ไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว อาจมีค่าใช้จ่ายสูงมาก การมี Living Will ช่วยให้ครอบครัวสามารถหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินตามมาในภายหลัง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>4.เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้อำลาและรับการเยียวยาทางจิตใจ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เมื่อไม่มีขั้นตอนทางการแพทย์ที่เร่งเร้าเกินไป ผู้ป่วยจะสามารถใช้ช่วงเวลาสุดท้ายร่วมกับครอบครัว คนรัก และเพื่อนสนิทได้อย่างมีความหมาย และสงบใจในวาระสุดท้ายของชีวิต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>วิธีการทำหนังสือเจตนา</strong></p>
<ol>
<li>เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีสติสัมปชัญญะดีพอที่จะสือสารได้ตามปกติ และสามารถเขียนหนังสือได้ด้วยตนเอง</li>
<li>กรณีที่ผู้แสดงเจตนาไม่สามารถเขียนหนังสือเองได้ สามารถให้ผู้อื่นช่วยเขียนหรือพิมพ์ข้อความแทน แล้วลงชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้แสดงเจตนา</li>
<li>การทำหนังสือแสดงเจตนาควรมีพยานรู้เห็นด้วย</li>
<li>ต้องระบุข้อมูลในหนังสือแสดงเจตนาให้ครบถ้วน</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ควรเลือกใครเป็นผู้แสดงเจตนาแทน ?</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ผู้ที่ผู้ป่วยหรือครอบครัวไว้วางใจ เช่น คู่สมรส พ่อแม่ พี่น้อง ลูก คนใกล้ชิด เพื่อนสนิท หรือผู้ที่เคารพนับถือ เนื่องจากต้องเป็นผู้ที่ต้องร่วมตัดสินใจเรื่องแนวทางการรักษากับทีมผู้รักษาในกรณีที่ผู้ทำหนังสือเจตนาไม่สามารถสื่อสารเองได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ควรเก็บหนังสือแสดงเจตนา หรือควรใช้อย่างไร ?</strong></p>
<ul>
<li>ควรเก็บรักษาหนังสือแสดงเจตนาฉบับจริงไว้กับตนเอง หรือมอบหมายให้คนสนิทหรือญาติที่ไว้วางใจเป็นผู้เก็บรักษา</li>
<li>มอบสำเนาหนังสือดังกล่าวที่เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องแล้วให้แก่ผู้แสดงเจตนาแทน พยาน คนใกล้ชิด และทีมผู้ให้การรักษา</li>
<li>เมื่อผู้ป่วยเข้ารักษาตัวที่สถานพยาบาล ควรมอบเอกสารดังกล่าวให้ทีมผู้ให้การรักษา</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ยกเลิกหนังสือแสดงเจตนาได้หรือไม่ ?</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หนังสือแสดงเจตนาสามารถยกเลิกหรือแก้ไขได้โดยผู้ทำหนังสือดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้ทำสามารถขีดฆ่าหรือเพิ่มเติมข้อความ พร้อมลงลายมือชื่อและระบุวันที่แก้ไข โดยฉบับที่ถือว่ามีผลบังคับใช้ คือฉบับล่าสุดที่ได้ยื่นต่อทีมผู้ให้การรักษาแล้ว</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หากท่านต้องการทำ Living Will แนะนำให้ปรึกษาทนายความเพื่อให้แน่ใจว่าเอกสารถูกต้องและมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย เพราะการจากไปเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การได้จากไปอย่างที่ใจต้องการ คือสิ่งที่คุณสามารถกำหนดได้</p>
<p>ปรึกษาทนายความ สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p>2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330</p>
<p>โทรศัพท์ 0-2680-9777</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8618">Living will หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8618/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>การพูดโกหกในชั้นตำรวจจะเป็นอย่างไร ?</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8527</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8527#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 02 Apr 2025 03:33:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8527</guid>
				<description><![CDATA[<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8527">การพูดโกหกในชั้นตำรวจจะเป็นอย่างไร ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8529" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1.jpg" alt="" width="1040" height="1040" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1.jpg 1040w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1-300x300.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1-1024x1024.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1-150x150.jpg 150w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1040px) 100vw, 1040px" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8530" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2.jpg" alt="" width="1040" height="1040" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2.jpg 1040w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2-300x300.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2-1024x1024.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2-150x150.jpg 150w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1040px) 100vw, 1040px" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8531" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3.jpg" alt="" width="1040" height="1040" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3.jpg 1040w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3-300x300.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3-1024x1024.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3-150x150.jpg 150w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1040px) 100vw, 1040px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8527">การพูดโกหกในชั้นตำรวจจะเป็นอย่างไร ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8527/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>Transfer Pricing ตอนที่ 6 ทบทวนการจัดทำ Disclosure Form</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 13 Nov 2024 08:11:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8419</guid>
				<description><![CDATA[<p>ตามที่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) อย่างเป็นทางการ ตามพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419">Transfer Pricing ตอนที่ 6 ทบทวนการจัดทำ Disclosure Form</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>ตามที่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) อย่างเป็นทางการ ตามพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 47 พ.ศ. 2561 โดยให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป ซึ่งระยะเวลาในการบังคับใช้ผ่านมากว่า 6 ปีแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า มีการดำเนินการตามกฎหมายที่ผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย ยังคงมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนและปฏิบัติไม่สอดคล้องกับแนวทางที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก เห็นได้จากการยื่นเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หรือข้อสอบถามและความเข้าใจที่แตกต่างจากกฎหมายและแนวทางที่กรมสรรพากรกำหนด อาทิ หน้าที่หรือแนวทางในการจัดทำรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี (Disclosure Form) หรือ เอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Local File) หรือรายการแจ้งข้อความตามรายงานข้อมูลรายประเทศ (Country-by-Country Report: CbCR)</p>
<p>ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอให้คำแนะนำและแนวทางเบื้องต้นในการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและแนวทางที่กรมสรรพากรกำหนด โดยในบทความตอนนี้ ผู้เขียนขอมุ่งเน้นในประเด็นการพิจารณาจัดทำ Disclosure Form สำหรับบริษัทก่อน เนื่องจากเป็นเอกสารเริ่มต้นในการจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ต่อไป</p>
<p><strong><u>A.ทบทวนผู้มีหน้าที่การยื่นแบบ Disclosure Form </u></strong></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-8426" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-1.jpg" alt="" width="704" height="147" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-1.jpg 704w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-1-300x63.jpg 300w" sizes="(max-width: 704px) 100vw, 704px" /> </strong></p>
<p><strong><u>ส่วนที่ 1</u></strong><strong> พิจารณาว่า บริษัทเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันหรือไม่</strong></p>
<p>ส่วนนี้ มักเกิดความเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการพิจารณาบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีทั้งสิ้น 3 ลักษณะ ดังนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8425" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-2.jpg" alt="" width="672" height="294" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-2.jpg 672w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-2-300x131.jpg 300w" sizes="(max-width: 672px) 100vw, 672px" /></p>
<p>*ลักษณะที่ 3 อยู่ระหว่างรอกฎกระทรวงประกาศกำหนด ยังไม่พิจารณา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในการพิจารณาจำนวนหุ้นตามลักษณะข้างต้น จะต้องพิจารณาถึงการถือหุ้นทั้งกลุ่มบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้นทางตรงหรือทางอ้อม หรือเป็นการถือหุ้นในนามบุคคลธรรมดาหรือในนามของบริษัท ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ของบริษัทนั้นๆ เท่านั้น ซึ่งจุดนี้มีบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่มากพอสมควร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอื่นๆ ที่ส่งผลให้กรอก Disclosure Form ไม่ถูกต้อง ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่างประเด็นดังกล่าว ดังนี้</p>
<p><strong><em><u>ตัวอย่าง </u></em></strong></p>
<ul>
<li>บางบริษัทมีการพิจารณาสัดส่วนหุ้นโดยพิจารณาเฉพาะตาม บอจ.5 เท่านั้น ซึ่งโดยหลักการแล้วจะต้องพิจารณาตรวจทานสัดส่วนหุ้นตามโครงสร้างการถือหุ้นของทั้งกลุ่มบริษัทไม่จำกัดเฉพาะใน บอจ. 5 กรณีดังกล่าวส่งผลให้บางบริษัทระบุใน Disclosure Form ว่า มีบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันโดยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50% เพียงบริษัทเดียวตาม บอจ.5 แต่เมื่อตรวจทานทั้งโครงสร้างการถือหุ้นของกลุ่มบริษัททั้งหมด พบว่า มีบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันกว่า 100 บริษัท</li>
<li>กรณีบริษัทมีผู้ถือหุ้นร่วมกัน จะต้องนับจำนวนหุ้นของผู้ถือหุ้นรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นที่เป็นบริษัทหรือบุคคลธรรมดา (คำว่า “ผู้ถือหุ้น” ตามความในมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งประมวลรัษฎากร (ลักษณะที่ 2) นั้น ได้หมายความครอบคลุมทั้งผู้ถือหุ้นรายบุคคลและผู้ถือหุ้นหลายบุคคลรวมกัน) ซึ่งกรณีดังกล่าว บริษัทคิดสัดส่วนหุ้นเฉพาะบริษัท หรือเฉพาะบุคคล ทำให้สัดส่วนหุ้นไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อคิดสัดส่วนรวมกันแล้วเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องระบุใน Disclosure Form เทียบเคียง ตัวอย่างจากแนวทางของกรมสรรพากรดังภาพด้านล่างนี้</li>
</ul>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8424" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-3.jpg" alt="" width="570" height="290" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-3.jpg 570w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-3-300x153.jpg 300w" sizes="(max-width: 570px) 100vw, 570px" /></p>
<p><strong><em><u>ข้อพิจารณา 1 </u></em></strong><strong><em><u>: </u></em></strong><strong><em>A Co. และ D Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันหรือไม่</em></strong></p>
<p><strong><em><u>แนวทางการพิจารณา </u></em></strong><strong><em><u>:</u></em></strong> <em>A Co. และD Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากนาย ก. ถือหุ้นโดยตรงร้อยละ 40 ใน D Co. และถือหุ้นโดยอ้อมร้อยละ 12 ใน D Co. ผ่าน C Co. รวมจำนวนการถือหุ้นใน D Co. ของ นาย ก. แล้วเป็นจำนวนร้อยละ 52 และนาย ก. ถือหุ้นโดยตรงใน A Co. ร้อยละ 80 จึงเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งประมวลรัษฎากร</em></p>
<p><em> </em></p>
<p><strong><em><u>ข้อพิจารณา 2 </u></em></strong><strong><em><u>:</u></em></strong><strong><em> B Co. และ D Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันหรือไม่</em></strong></p>
<p><strong><em><u>แนวทางการพิจารณา </u></em></strong><strong><em><u>:</u></em></strong><em>  </em><em>B Co. และ D Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากนาย ก. ถือหุ้นโดยตรงร้อยละ 40 ใน D Co. และถือหุ้นโดยอ้อมร้อยละ 12 ใน D Co. ผ่าน C Co. รวมจำนวนการถือหุ้นใน D Co. ของ นาย ฮ. แล้วเป็นจำนวนร้อยละ 52 และ B Co. มีผู้ถือหุ้นทางอ้อม เป็นบุคคลเดียวกันกับ D Co. คือ นาย ก. ซึ่ง นาย ก. ถือหุ้นโดยอ้อมร้อยละ 56 ใน B Co. ผ่าน A Co. จึงเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งประมวลรัษฎากร</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>บางบริษัทระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน เฉพาะบริษัทที่มีรายการธุรกรรมระหว่างกันในรอบระยะเวลาบัญชีเท่านั้น ซึ่งตามกฎหมายและแบบ Disclosure Form จะต้องระบุบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด (เฉพาะ Disclosure Form ส่วน ก) ไม่ว่าจะมีรายการธุรกรรมระหว่างกัน ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ก็ตาม</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ส่วนที่ 2</u></strong><strong> พิจารณารายได้ทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชี</strong></p>
<p>บริษัทมีรายได้ทั้งหมดที่ปรากฏ<u>ตามงบการเงิน</u>ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ของผู้มีหน้าที่ยื่นแบบ มากกว่า 200 ล้านบาท</p>
<p>ผู้มีหน้าที่ยื่น Disclosure Form จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดทั้งสองส่วนข้างต้น ดังนั้น แม้ว่า รายได้ของบริษัทจะถึง 200 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นแล้ว ไม่ถึงสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด บริษัทก็ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ หรือในทางกลับกัน แม้บริษัทจะเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน แต่รายได้ไม่ถึง 200 ล้านบาท ก็ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบเช่นกัน</p>
<p><strong><u>ข้อพึงระวัง</u></strong> กรณีการพิจารณาบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ที่ระบุใน Disclosure Form เมื่อบริษัทมีหน้าที่ยื่นแบบแล้ว จะต้องระบุบริษัททั้งหมดที่เข้าลักษณะที่มีความสัมพันธ์ โดยไม่คำนึงว่า บริษัทที่ระบุนั้น มีรายได้มากกว่า 200 ล้านบาทหรือไม่ และไม่ว่าบริษัทนั้นจะมีการทำธุรกรรมกับบริษัทหรือไม่ก็ตาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>B.ทบทวนการกรอกแบบ <u>Disclosure Form</u></strong></p>
<p><strong><u>ส่วน ก</u></strong> <strong>ระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งในและต่างประเทศ โดยจะต้องระบุบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ไม่ว่าจะมีรายการธุรกรรมระหว่างกันในรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งระบุรายการอื่นตามรายการที่กำหนดใน </strong><strong>Disclosure Form</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8423" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-4.jpg" alt="" width="696" height="150" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-4.jpg 696w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-4-300x65.jpg 300w" sizes="(max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p><strong><u>ส่วน ข</u></strong> <strong>ระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งในและต่างประเทศ เฉพาะบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันที่มีรายการธุรกรรมระหว่างกัน รวมทั้งระบุมูลค่ารวมของธุรกรรมตามที่กำหนดใน </strong><strong>Disclosure Form</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8422" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-5.jpg" alt="" width="683" height="91" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-5.jpg 683w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-5-300x40.jpg 300w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<p><strong><u>ส่วน ค</u></strong> <strong>ระบุข้อมูลอื่นๆ ตามที่แบบกำหนด</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8421" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-6.jpg" alt="" width="690" height="118" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-6.jpg 690w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-6-300x51.jpg 300w" sizes="(max-width: 690px) 100vw, 690px" /></p>
<p>อนึ่ง ข้อ 1. ให้ระบุว่า ผู้ยื่นแบบอยู่ในกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่อยู่ในบังคับต้องแจ้งข้อความตามรายงานข้อมูลรายประเทศ (County-by-Country Report: CbCR) ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 408) ใช่หรือไม่ โดยให้พิจารณา ดังนี้</p>
<ol>
<li>ผู้ยื่นแบบอยู่ในกลุ่มบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลข้ามชาติ หรือไม่</li>
<li>หากผู้ยื่นแบบอยู่ในกลุ่มบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลข้ามชาติตาม 1. แล้ว ให้พิจารณารายได้รวมทั้งหมด (Consolidated Group Revenue) ของกลุ่มบริษัทข้ามชาติดังกล่าวว่า ใน<u>รอบระยะเวลาบัญชีก่อน</u>รอบระยะเวลาบัญชีที่ต้องรายงานข้อมูลตาม CbCR นั้น ไม่น้อยกว่าจำนวนดังต่อไปนี้ ใช่หรือไม่</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong>(1) 28,000 ล้านบาท</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong>(2) จำนวนเฉลี่ยของ 28,000 ล้านบาท ซึ่งคำนวณตามจำนวนวันของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น (กรณีที่รอบ                     ระยะเวลาบัญชีดังกล่าวไม่ครบ 12 เดือน)</p>
<p>การพิจารณารอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่ต้องรายงานข้อมูลตาม CbCR เช่น ในกรณีที่ข้อมูลของรอบระยะเวลาบัญชีที่จะต้องรายงานใน CbCR คือ ข้อมูลของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 การพิจารณารายได้รวมทั้งหมดของกลุ่มบริษัทข้ามชาตินั้นให้พิจารณารอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว คือ รอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 เป็นต้น</p>
<p>ทั้งนี้ ผู้อ่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกรอกแบบ Disclosure Form ตามคำอธิบายประกอบการกรอกแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ของกรมสรรพากร (Disclosure Form) ตามลิงค์นี้ <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/cit/2565/DCF_Explanatory_Note_FY2022_Update.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/cit/2565/DCF_Explanatory_Note_FY2022_Update.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สุดท้ายนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้อ่านทุกท่านจะสามารถนำแนวทาง รวมทั้งกรณีศึกษาไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนแบบ Disclosure Form ที่บริษัทท่านได้ยื่นไปแล้ว พบว่า ดำเนินการคลาดเคลื่อนไป หรืออยู่ระหว่างการจัดเตรียมเพื่อยื่นต่อกรมสรรพากร ตลอดทั้งบริษัทที่เริ่มต้นศึกษาเนื่องจากเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่ต้องยื่นแบบ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ศึกษารายละเอียดจากบทความอื่นเพิ่มเติม</strong></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217">1. Update!!!… 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610">2. Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5782">3. Transfer Pricing ตอนที่ 3 คลายประเด็นสงสัยในการเตรียมข้อมูลสำหรับยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6099">4. Transfer Pricing ตอนที่ 4 รู้ก่อนและเตรียมความพร้อมก่อน กับหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้รายจ่าย</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/7701">5.Transfer Pricing ตอนที่ 5 การจัดเตรียมเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (TP Document)</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419">Transfer Pricing ตอนที่ 6 ทบทวนการจัดทำ Disclosure Form</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ข้อตกลงการจ้างแรงงาน</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8288</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8288#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 07 Jun 2024 09:48:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8288</guid>
				<description><![CDATA[<p>นายไพศาล ทองขาว ผู้เขียน &#160;        ฉบับก่อนนี้ ผู้เขียนได้กล่าวถึงลักษณะของการจ้างแรงงานที่ไม่มีผลบังคับหรืออาจถูกบังคับโดยกฎหมายแรงงานไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8288">ข้อตกลงการจ้างแรงงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">นายไพศาล ทองขาว  ผู้เขียน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ฉบับก่อนนี้ ผู้เขียนได้กล่าวถึงลักษณะของการจ้างแรงงานที่ไม่มีผลบังคับหรืออาจถูกบังคับโดยกฎหมายแรงงานได้ในกรณีบ้าง ฉบับนี้จะได้กล่าวต่อไปถึงรูปแบบของสัญญาจ้างแรงงาน โดยตาม หลักกฎหมายแล้วไม่ได้กำหนดแบบหรือพิธีการใดๆในการจัดทำสัญญาจ้างแรงงานไว้ ดังนั้น นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงว่าจ้างกันด้วยวาจาได้ แต่อาจเกิดปัญหาการถกเถียงและยุ่งยากในการพิสูจน์ว่าได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้อย่างไรบ้าง เช่น สิทธิหน้าที่ของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ระยะเวลาการจ้าง ค่าจ้างสวัสดิการ เป็นต้น ประการสำคัญที่พึงต้องระมัดระวังของข้อตกลงระหว่างนายจ้างลูกจ้างนั้น ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่พ้นวิสัย อันจะทำให้ข้อตกลงเช่นนั้น มีผลเป็นโมฆะได้ เช่น ข้อตกลงที่นายจ้างตกลงกับลูกจ้างให้รวมค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายไปกับค่าจ้างในเวลาทำงานปกติ โดยไม่มีการคิดค่าล่วงเวลาที่ทำงานจริงมีลักษณะเป็นการผูกพันให้ลูกจ้างต้องยอมทำงานล่วงเวลาตามข้อตกลงเช่นนั้นตลอดไปโดยนายจ้างไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างอีกต่อไป ลักษณะการตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างล่วงหน้าเกี่ยวกับค่าล่วงเวลาทั้งที่ลูกจ้างได้ตกลงค่าล่วงเวลาตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.๒๕๔๑ แม้ลูกจ้างได้ตกลงด้วยก็มีผลโมฆะ จึงทำให้ข้อตกลงค่าล่วงเวลาของสัญญาจ้างแรงงานสูญเปล่า ไม่มีผลบังคับกันทางกฎหมายได้ โดยข้อเท็จจริงที่เคยเกิดขึ้นลูกจ้างได้รับค่าจ้างในอัตรารายเดือนๆละ ๘๕,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นอัตราค่าจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติวันละ ๘ ชั่วโมงตามสัญญากำหนดชั่วโมงทำงานการทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลาทำงาน ๑๗.๐๐ น.-๑๘.๐๐ น. พัก ๑ ชั่วโมง เวลาทำงานวันละ ๑๐ ชั่วโมงอัตราค่าจ้างเหมาจ่ายรวมค่าล่วงเวลาเป็นเงินเดือนละ ๘๕,๐๐๐บาท ลูกจ้างฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาที่นายจ้างให้ทำล่วงเวลาวันละ ๒ ชั่วโมง รวม ๑๐ ชั่วโมงทำงาน โดยศาลฎีกาตัดสินให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลา โดยเวลาที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานเกินไป ๒ ชั่วโมง เนื่องจากประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาพิจารณาในกรณีข้อตกลงที่กำหนดค่าล่วงเวลาไว้ล่วงหน้า โดยไม่ได้คิดจากเวลาที่ทำจริง ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.๒๕๔๑ ข้อตกลงที่กำหนดค่าจ้างเหมาจ่ายรวมค่าล่วงเวลาเป็นการล่วงหน้าจึงไม่อาจตกลงกันได้ แม้ตกลงกันไปแล้ว ย่อมไม่มีผลบังคับใดๆและตกเป็นอันสูญเปล่า นายจ้างยกข้อต่อสู้ว่าการตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ให้การทำงานเกินวันละ ๘ ชั่วโมง เพราะนายจ้างได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ พ.ศ.๒๕๔๑ ออกตามความในพราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ข้อ ๑ –ข้อ ๗ ก็ตาม แต่นายจ้างเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ (เดิมการอุทธรณ์กฎหมายให้อุทธรณ์ไปที่ศาลฎีกา) ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นข้อกล่าวอ้างที่นายจ้างเพิ่งยกขึ้นอ้างนอกเหนือคำให้การขึ้นกล่าวอ้างใหม่ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง กรณีจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืนโดยให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาทำงานแก่ลูกจ้าง <a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[๑]</a><br />
<strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>คดีนี้ยังมีประเด็นที่น่าพิจารณาอยู่อีกกล่าวคือ ผู้เขียนมีความเห็นว่า แม้นายจ้างยกข้อต่อสู้ในคำให้การคดีนี้ ตั้งแต่ศาลชั้นต้นว่านายจ้างมีสิทธิกำหนดเวลาทำงานเกินกว่า ๘ ชั่วโมง จึงถือว่าเวลาที่เกินไปจาก ๘ ชั่วโมงให้สิทธิแก่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันเกี่ยวกับค่าล่วงเวลาไว้รวมกับค้างจ้างและให้มีผลบังคับล่วงหน้าตลอดระยะเวลาตามสัญญาและมีข้อเท็จจริงว่านายจ้างได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวงที่ ฉบับที่ ๗ ในการกำหนดเวลาทำงาน เกิน ๘ ชั่วโมงก็ตาม แต่ข้อตกลงของนายจ้างกับลูกจ้างก็ไม่อาจตกลงกำหนดค่าล่วงเวลาล่วงหน้าได้ เพราะจะทำให้ข้อตกลงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งจะไม่มีผลบังคับได้เช่นกัน เนื่องจากกรณีของนายจ้างสามารถตกลงกับลูกจ้างให้มีเวลาการทำงานเกิน ๘ ชั่วโมงได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ โดยกฎกระทรวงดังกล่าว ผู้เขียนได้กล่าวถึงรายละเอียดลักษณะของงานที่ตกลงเวลาทำงานเกินกว่าวันละ ๘ ชั่วโมงตามกฎกระทรวงไว้ในฉบับก่อนนี้ ซึ่งมีเจตนาให้มีการคุ้มครองแรงงานแตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.๒๕๔๑ โดยบัญญัติให้งานบางประเภทที่มีสภาพหรือลักษณะของการทำงานที่ไม่อาจนำข้อกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับได้อย่างเหมาะสม จึงได้กำหนดการคุ้มครองแรงงานในงานตามกฎกระทรวงดังกล่าวไว้เป็นพิเศษให้แตกต่างจากการคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายเป็นไปตามาตรา ๒๒พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.๒๕๔๑ บัญญัติให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมในการออกกฎกระทรวงเพื่อให้งานมีการกำหนดเวลาทำงานให้แตกต่างไปเสียจากที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. ๒๕๔๑<br />
<strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งลูกจ้างเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีข้อตกลงกับสายการบินว่า ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากลูกจ้างตั้งครรภ์ ให้ถือว่าลูกจ้างได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ซึ่งกรณีนี้ศาลฎีกา ข้อตกลงดังกล่าวที่กำหนดว่าหากลูกจ้างตั้งครรภ์ให้ถือว่าลูกจ้างได้บอกเลิกสัญญาเป็นข้อตกลงที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกับข้อตกลงในเรื่องสภาพการจ้าง การสิ้นสุดสัญญาและการตั้งครรภ์ตามสัญญา ซึ่ง</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเข้าใจและยอมรับว่าการปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน มีลักษณะเป็นการเฉพาะ มีคุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับบุคลิกภาพที่ดีและสุขภาพสมบูรณ์สามารถปฏิบัติงานบนเครื่องบินขณะทำการบินได้ตามหลักเกณฑ์ที่สายการบินนายจ้างกำหนดและไม่ถูกจำกัดทางเวชศาสตร์การบินซึ่งจะต้องได้รับการศึกษาอบรม การทดสอบและการตรวจร่างกายตามระยะเวลาที่โจทก์กำหนด พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจำเป็นต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อมจะเข้ารับการฝึกอบรมและปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มพูนความสามารถและประสบการณ์ในช่วงระยะเวลา ๒ ปีแรก ของการปฏิบัติงานการตั้งครรภ์ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและอันตรายต่อสุขภาพ นายจ้างและลูกจ้างจึงได้ตกลงเงื่อนไขเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไว้ในสัญญาจ้าง “ เมื่อลูกจ้างได้กระทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับกรณีร้ายแรงและภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากลูกจ้างตั้งครรภ์ ให้ถือว่าลูกจ้างได้บอกเลิกสัญญา&#8230; โดยให้สัญญาสิ้นสุดตั้งแต่วันที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งวินิจฉัยหรือเมื่อเห็นได้ชัดว่า ลูกจ้างตั้งครรภ์ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อตกลงว่า “ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากลูกจ้างตั้งครรภ์ ให้ถือว่าลูกจ้างได้บอกเลิกสัญญา” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้าง เพราะลูกจ้างมีครรภ์ เป็นการขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะ ผู้เขียนมีความเห็นว่า กรณีดังกล่าวแม้สภาพร่างกายและความสมบูรณ์ของสุขภาพจะเป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการให้บริการต่อผู้โดยสารบนเครื่องบิน จึงเชื่อว่านายจ้างจึงกำหนดเป็นเงื่อนไขสำคัญไว้ในคุณสมบัติของลูกจ้าง แต่นายจ้างน่าจะมีลักษณะการจ้างงานหน่วยงานอื่นที่มีสภาพการจ้างที่เอื้อต่อลูกจ้างที่ตั้งครรภ์ในการปฏิบัติตามสัญญาจ้างได้ โดยเป็นทางเลือกแก่นายจ้างในการปรับเปลี่ยนหน้าที่หรือสภาพการจ้างที่มีลักษณะการจ้างเดียวกันให้แก่ลูกจ้างได้ ไม่ถึงขนาดที่ต้องกำหนดให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงทันที แต่เป็นข้อเสียอาจทำให้นายจ้างเสียประโยชน์ในช่วงเวลาที่ลูกจ้างลาคลอด ทำให้นายจ้างเข้าใจว่าอาจตกลงได้จึงระบุในข้อตกลงซึ่งไม่มีผลบังคับ<a href="#_ftn2" name="_ftnref2">[๒]</a><br />
<strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ส่วนอีกเรื่องที่ผู้เขียนมักพบเห็นข้อตกลงที่นายจ้างตกลงกับลูกจ้าง โดยห้ามลูกจ้างทำงานให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในลักษณะเดียวกันและและคู่แข่งทางการค้า เพื่อป้องกันความเสียหายของนายจ้าง โดยตกลงว่า “ ลูกจ้างจะไม่ทำงานให้กับผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงบริษัท ห้างร้าน ในเครือที่เกี่ยวข้องและเป็นคู่ทางการค้าของนายจ้างไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม รวมถึงต้องไม่เปิดเผย</p>
<p>ข้อมูลใดๆหรือความลับทางการค้าแก่บุคคลอื่นตลอดระยะเวลาที่ยังทำงานให้นายจ้างและภายในระยะเวลา ๕ ปี นับแต่สิ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของนายจ้าง” ศาลฎีกาพิจารณาถึงข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์โดยจำกัดประเภทธุรกิจไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้ห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของลูกจ้างอย่างเด็ดขาด ลักษณะข้อตกลงเช่นนั้นไม่ใช่การตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมด เพียงแต่เป็นการห้ามประกอบอาชีพบางอย่างที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับนายจ้างเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิประโยชน์ของนายจ้างและลูกจ้างที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดเด็ดขาดจนอาจดำรงอยู่ได้ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ แต่การจำกัดสิทธิเป็นระยะเวลา ๕ ปี นับจากวันที่ลูกจ้าง ซึ่งเป็นเพียงพนักงานธุรการประสานงานขายพ้นสภาพจาการเป็นพนักงาน นับว่าทำให้ลูกจ้างผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงเห็นสมควรให้มีผลบังคับได้เพียง ๑ ปี นับจากวันที่ลูกจ้างพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ระยะเวลาในการจำกัดของสัญญาจึงขึ้นอยู่กับแต่ละกรณีไม่ใช่ว่าจะตกลงกันจำกัดระยะเวลา ๕ ปี ไม่ได้ เพียงแต่ต้องพิจารณาตำแหน่งหน้าที่ของลูกจ้างควบคู่ไปด้วย<a href="#_ftn3" name="_ftnref3">[๓]</a><br />
<strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ดังนั้น ศาลฎีกาจึงถือว่าข้อตกลงที่ห้ามลูกจ้างทำงานให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในลักษณะเดียวกันและคู่แข่งทางการค้าจึงตกลงกันได้ เพียงแต่ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นระยะเวลาที่จำกัดมากเกินไป โดยพิจารณาจากหน้าที่ของลูกจ้าง ในทางปฏิบัติแล้วนายจ้างพึงพิจารณาตำแหน่งหน้าที่ด้วยว่าลูกจ้างมีความรับผิดชอบ เพื่อนำมาเป็นเงื่อนไขในการกำหนดระยะเวลาที่จำกัดห้ามไว้ในสัญญาด้วย<br />
<strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ผู้เขียนจึงขอฝากข้อคิดจากที่ได้หยิบยกมาเล่าสู่กันฟังทั้งสามเรื่อง เพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างพึงระมัดระวังในข้อตกลงโดยอาจเข้าใจไปว่าการประกอบกิจการของตนเองนั้น อาจตกลงกันเพื่อยกเว้นหลักกฎหมายได้ทุกกรณี ซึ่งแม้ทั้งสองฝ่ายจะยินยอม แต่อาจขัดต่อกฎหมายได้ ประการสำคัญจะทำให้ข้อตกลงนั้นย่อมเป็นโมฆะ</p>
<p>_________________________________________________________________________</p>
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1">[๑]</a> คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๐๕/๒๕๖๑<br />
<a href="#_ftnref2" name="_ftn2">[๒]</a> คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๙๔/๒๕๔๙<br />
<a href="#_ftnref3" name="_ftn3">[๓]</a> คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๙๔/๒๕๔๙</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8288">ข้อตกลงการจ้างแรงงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8288/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>จ้างแรงงานมีลักษณะอย่างไรและการจ้างแรงงานที่ไม่อยู่ในบังคับบางส่วนของกฎหมายแรงงาน</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8237</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8237#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 19 Apr 2024 01:45:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8237</guid>
				<description><![CDATA[<p>ไพศาล ทองขาว ผู้เขียน &#160;        ในการประกอบธุรกิจโดยทั่วไป จะมีการว่าจ้างบุคคล หลากหลายสาขาต่างๆตามคุณวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์ของบุคคล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8237">จ้างแรงงานมีลักษณะอย่างไรและการจ้างแรงงานที่ไม่อยู่ในบังคับบางส่วนของกฎหมายแรงงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">ไพศาล ทองขาว ผู้เขียน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ในการประกอบธุรกิจโดยทั่วไป จะมีการว่าจ้างบุคคล หลากหลายสาขาต่างๆตามคุณวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์ของบุคคลนั้นๆ เพื่อให้บุคคลดังกล่าวทำงานให้บริการหรือผลิตสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่งของธุรกิจ</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ผู้เขียน จึงขอกล่าวถึงข้อสังเกตสำคัญว่ากรณีใดเป็นการตกลงในลักษณะของการว่าจ้างแรงงาน  ซึ่งการ ตกลงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและบุคคลนั้น  อาจมีการตกลงกันด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้  โดยมีรายละเอียดหน้าที่ของบุคคลที่ถูกว่าจ้างไว้ว่า บุคคลที่ถูกว่าจ้างมีหน้าที่อย่างไร และผู้ประกอบธุรกิจตกลงจ่ายสินจ้าง ซึ่งเป็นเงินให้บุคคลดังกล่าว เมื่อผู้ประกอบธุรกิจตกลงว่าจ้างบุคคลใดแล้ว บุคคลนั้นย่อมต้องอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชา ซึ่งเป็นไปตามสภาพการจ้างที่ตกลงกันและอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของบริษัท ไม่ได้มุ่งเน้นผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานไว้ตามมาตรา ๕๗๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า “ อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีก คนหนึ่งเรียกว่านายจ้างและนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ” ลักษณะดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นเหตุผลประกอบในการพิจารณาว่าข้อตกลงระหว่างบุคคลที่ว่าจ้างและผู้ถูกว่าจ้างมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานหรือไม่และมีความสำคัญที่ต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนในเบื้องแรก อันจะนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไปว่า ความสัมพันธ์ในทางกฎหมายของบุคคลทั้งสองนั้น ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแรงงาน หรือไม่</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>การจ้างแรงงานซึ่งมีบทบัญญัติกฎหมายสำคัญที่กำหนดสิทธิหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้างไว้เพื่อให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการแรงงาน เงินทดแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน เลิกจ้าง ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ เป็นต้น ซึ่งกรณีดังกล่าวจะอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ แต่การจ้างแรงงานของหน่วยงานบางแห่งไม่อยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้ มิให้ใช้บังคับแก่</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>(๑) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>(๒) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>นอกจากกรณีข้างต้นแล้ว รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ได้ ซึ่งกฎกระทรวงแรงงานฉบับที่ ๑๔ ที่ให้การคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้าน อันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วยได้รับสิทธิและความคุ้มครองเสมือนแรงงานประเภทอื่น แต่มีเพียงเฉพาะบางบทกฎหมายคุ้มครองแรงงานเท่านั้น ที่มิให้นำมาบังคับใช้แก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย  ทั้งนี้ เป็นไปตามกำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๕)ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ (ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕) หมายถึงการจ้างลูกจ้างทำงาน อันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย เช่น ลูกจ้างที่ทำงานบ้านมีหน้าที่ในการซักผ้า กวาดบ้าน ทำอาหาร จะไม่ได้รับสิทธิและความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานดังเช่นการจ้างแรงงานทั่วไป เนื่องจากการทำงานไม่เกี่ยวกับงานบ้านที่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย แล้วกรณีใดจะถือว่าเป็นการจ้างแรงงานเกี่ยวกับงานบ้านที่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย เพราะเหตุว่า หากเป็นการจ้างแรงงานเกี่ยวกับงานบ้านที่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วยจะได้ความคุ้มครองตามกฎหมาย</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ผู้เขียนขอนำข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาเคยพิพากษามาเล่าสู่กันฟัง คดีนี้นายจ้างเปิดร้านเสริมสวย โดยให้ลูกจ้างซักผ้า ทำงานบ้าน กวาดร้านทำผม และซักผ้าเช็ดผม ลักษณะงานหรือสภาพการจ้างของนายจ้างเป็นการกำหนดหน้าที่ให้ลูกจ้างนอกจากทำงานบ้านให้นายจ้างแล้ว ลูกจ้างยังมีหน้าที่ทำงานอื่นๆของนายจ้างด้วย ซึ่งกรณีนี้ นายจ้างเปิดร้านเสริมสวยนายจ้างจึงให้ลูกจ้างทำงานในส่วนที่ให้บริการต่อเนื่องมาจากร้านเสริมสวยด้วย เช่นกวาดร้านทำผม ซักผ้าเช็ดผม ต่อมา นายจ้างเลิกจ้างซึ่งน่าจะเป็นการเลิกจ้างในฐานะลูกจ้างที่มีหน้าที่แม่บ้านทำงานบ้าน ลูกจ้างจึงใช้สิทธิฟ้องขอให้บังคับนายจ้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่ธรรม ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย นายจ้างให้การต่อสู้ว่าลูกจ้างทำงานแยกส่วนกันกับร้านเสริมสวย ไม่เกี่ยวกับธุรกิจร้านเสริมสวยของนายจ้างและไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่ธรรม ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าชดเชยให้ลูกจ้าง ศาลแรงงานกลางตัดสินโดยให้เหตุผลว่า การที่นายจ้างจ้างลูกจ้างให้ทำงานบ้าน โดยให้ลูกจ้างซักผ้า ทำงานบ้าน กวาดร้านทำผมและซักผ้าเช็ดผม ถือได้ว่าเป็นการให้ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านที่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย ศาลฎีกาไม่รับฎีกา จึงเท่ากับว่า คดีถึงที่สุดตามที่ศาลแรงงานกลางตัดสินข้างต้น ๑</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>พฤติการณ์ในคดีนี้ ผู้เขียนเห็นว่า หากพิจารณาเฉพาะการซักผ้า ทำงานบ้านก็จะเป็นการจ้างลูกจ้างทำงานที่ไม่มีงานบ้านที่เป็นการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย ซึ่งจะเข้าหลักเกณฑ์กฎกระทรวงฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ (ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕) ซึ่งกำหนดมิให้นำบางหมวดในบางมาตราที่กำหนดในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.๒๕๔๑ มาใช้บังคับ โดยผู้เขียนจะขอกล่าวเพียงบางหมวดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ศาลฎีกาตัดสิน เช่น หมวด ๕ ว่าด้วยค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ไม่ให้นำหมวดมาตราที่เกี่ยวข้องดังกล่าวมาบังคับใช้ จึง</p>
<p>____________________________________</p>
<p>๑ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๔๕/๒๕๕๒</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>มีผลทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด หากศาลพิจารณาเป็นยุติว่า การจ้างแรงงานนั้น เป็นการจ้างลูกจ้างทำงานที่ไม่มีงานบ้านอันเป็นการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย แต่กรณีดังกล่าว การที่นายจ้างให้ลูกจ้างกวาดร้านทำผมและซักผ้าเช็ดผมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร้านเสริมสวยอันเป็นธุรกิจของนายจ้าง ศาลจึงถือว่าเป็นการให้ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านที่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย กรณีนี้ลูกจ้างชนะ นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่ธรรม ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจที่ว่าจ้างลูกจ้างให้ทำงานบ้าน แล้วสั่งการให้ลูกจ้างไปช่วยทำงานในส่วนของธุรกิจของตนเองด้วยนั้น พึงเป็นข้อสังเกตว่าลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องให้สิทธิแก่ลูกจ้างตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานได้</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ส่วนบางกิจการที่มีการตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างบางรูปแบบก็ไม่อาจถือเป็นการจ้างแรงงาน จึงไม่ต้องพิจารณาว่าการจ้างดังกล่าวเป็นการจ้างทำงานบ้านที่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย ซึ่งจะอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายเกี่ยวกับความคุ้มครองแรงงานหรือไม่ โดยพิจารณาจากหลักที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งผู้เขียนขอนำ คำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ตัดสินว่าการตกลงระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>กรณีแรก บริษัท A จ้าง B สัญชาติญี่ปุ่น  B ไม่มีใบอนุญาตทำงาน B ไม่มีการลงเวลาทำงาน ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของบริษัท A บริษัท A มีนโยบายเปิดตัวรถยนต์กระบะไฟฟ้า จึงว่าจ้าง B ให้ทำเว็บไซต์ เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจการของบริษัท A โดยแบ่งจ่ายเงินเป็นงวดๆรายเดือนตามผลความสำเร็จของงาน ไม่ต้องลงเวลาทำงาน มีอิสระในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ และจะได้รับค่าจ้างเมื่อทำงานสำเร็จ สัญญาระหว่าง บริษัท A กับ  B  เป็นสัญญาจ้างทำของ บริษัท A จึงไม่ใช่นายจ้างของ B พิพากษายกฟ้อง ๒</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>กรณีที่สอง  โรงพยาบาล A ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน โดย โรงพยาบาล A ว่าจ้างB ในตำแหน่ง นักกายภาพบำบัด ให้บริการคนไข้ในและคนไข้นอก ทำงานสัปดาห์ละ ๖ วัน ตั้งแต่ ๐๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. ค่าจ้างเดือนละ ๕๕,๐๐๐ บาท โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลด้านกายภาพบำบัดว่า เมื่อมีค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วย โรงพยาบาล A จะหักเงินไว้ร้อยละ ๗๐ เป็นรายได้ของโรงพยาบาล A เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์การทำกายภาพบำบัดของโรงพยาบาล A ค่ารักษาพยาบาลที่เหลือ ร้อยละ ๓๐ จำเลยจะหักเงินอีก ร้อยละ ๑ เป็นค่าใช้สถานที่ของโรงพยาบาล A เงินค่ารักษาพยาบาลที่เหลือจะโอนเข้าบัญชี B ทุกวันที่ ๑๕ ของเดือน เงินค่าตอบแทนที่ B ได้รับไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับว่าโรงพยาบาล A เก็บเงินจากผู้ป่วยได้ โรงพยาบาล A ไม่เคร่งครัดเรื่องวัน เวลา การเข้าออกจากการทำงาน B มีอิสระในการกำหนดในการกำหนดวันเวลาทำงานเองได้ ไม่อยู่ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ไม่มีการประเมินผลการทำงาน ไม่มีประกันสังคม ต่อมาโรงพยาบาล A ไม่ยอมให้ B ทำงานกับคนไข้นอก โดยให้หัวหน้าแผนกจงใจไม่กำหนดให้ B ทำเวร ทำให้ค่าจ้างโจทก์ลดลงเหลือเดือนละ ๔๕,๐๐๐ บาท B  ถือเป็นการเลิกจ้าง จึงฟ้อง โรงพยาบาล A เรียกร้องค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชย ค่าล่วงเวลา สินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจาการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า นิติสัมพันธ์ระหว่าง โรงพยาบาล A และ B ไม่เข้าลักษณะเป็นนายจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่งที่มีข้อตกลงกันระหว่างโจทก์และจำเลยในการแบ่งผลประโยชน์จากการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้านกายภาพ พิพากษายกฟ้อง ๓</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>กรณีที่ผู้เขียนหยิบยกนำคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษดังกล่าวข้างต้นมาเล่าสู่กันฟังนั้น เป็นการชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์การว่าจ้าง ซึ่งแม้จะเป็นการจ้างแรงงาน แต่กฎหมายก็ไม่อาจให้ความคุ้มครองในบางกรณี และบางกรณีไม่เข้าด้วยลักษณะของสัญญาจ้างแรงงาน จึงไม่จำต้องพิจารณาว่า เป็นลูกจ้างหรือนายจ้าง และอีกฝ่ายต้องรับผิดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือไม่ อันจะเป็นประโยชน์ทั้งแก่นายจ้างและลูกจ้างในการว่าจ้างให้ถูกต้อง เพื่อรักษาสิทธิหน้าที่ ตลอดจนความคุ้มครองที่กฎหมายกำหนดไว้ต่อไป</p>
<p>_________________________________________________________________________</p>
<p>๒ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๒๐ / ๒๕๖๔ ,  ๓ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๒๐ / ๒๕๖๔</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8237">จ้างแรงงานมีลักษณะอย่างไรและการจ้างแรงงานที่ไม่อยู่ในบังคับบางส่วนของกฎหมายแรงงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8237/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>8 เรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนรับแรงงานเด็กทำงานเสริม ตอนที่ 1</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8152</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8152#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 22 Jan 2024 09:37:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8152</guid>
				<description><![CDATA[<p>     วันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกปี เป็นวันเด็กแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีจะมอบคำขวัญวันเด็กให้เด็กไทย ผู้ปกครองก็พาบุตรหลานไปเที่ยวเล่นเพลิ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8152">8 เรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนรับแรงงานเด็กทำงานเสริม ตอนที่ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>วันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกปี เป็นวันเด็กแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีจะมอบคำขวัญวันเด็กให้เด็กไทย ผู้ปกครองก็พาบุตรหลานไปเที่ยวเล่นเพลิดเพลิน ณ สถานที่ต่างๆ ในทางกลับกันจะมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เที่ยวเล่นตามประสาเด็ก หรือมีความจำเป็นที่จะต้องแบ่งเบาภาระทางบ้านเพื่อหารายได้เข้ามาสู่ตนหรือครอบครัวของตน ผู้เขียนอยากชี้ให้เห็นว่า เรื่องของแรงงานเด็กเป็นเรื่องที่ กฎหมายของประเทศไทยให้ความสำคัญ แม้กระทั่ง นานาประเทศยังกำหนดให้วันที่ 12 มิถุนายน 2566 เป็นวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กสากล<br />
<strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>ผู้เขียนจึงอยากยกข้อกฎหมายที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนรับจ้างแรงงานเด็กทำงานเสริม (พาร์ทไทม์) และเป็นข้อคำถามที่นักกฎหมายได้รับอยู่บ่อยครั้งมาแบ่งปันเพื่อประโยชน์ของผู้อ่านทุกท่าน<br />
<strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>1. <strong>คำถาม</strong> เด็กนักเรียนอายุเท่าใดที่ผู้ประกอบการสามารถรับมาทำงานพาร์ทไทม์ได้ ? เด็กนักเรียนที่ผู้ประกอบการสามารถรับทำงานได้ ต้องมีอายุขั้นต่ำตั้งแต่กี่ปีขึ้นไป ?<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></span></span></strong><strong>ตอบ</strong> : เด็กที่ผู้ประกอบการสามารถรับเข้ามาทำงานได้ ต้องมีอายุขั้นต่ำตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 44)</p>
<p><strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>2. <strong>คำถาม</strong> กรณีที่ผู้ประกอบการฝ่าฝืนรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี มาทำงานจะมีโทษทางกฎหมายอย่างไร ?<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong><strong>ตอบ</strong> : 1.ถูกลงโทษปรับตั้งแต่ 400,000 บาทถึง 800,000 บาทต่อลูกจ้างหนึ่งคน หรือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>2.ถูกลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>3. ถูกลงโทษทั้งปรับทั้งจำ</p>
<p><strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>3. <strong>คำถาม</strong> กรณีที่ผู้ประกอบการรับเด็กนักเรียนพาร์ทไทม์มาทำงาน ต้องดำเนินการทางทะเบียนอย่างไรบ้าง ?<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong><strong>ตอบ</strong> : กรณีที่ผู้ประกอบการรับเด็กอายุตั้งแต่ 15 ปี แต่อายุไม่ถึง 18 ปี บริบูรณ์ เข้ามาทำงาน ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องดำเนินการทางทะเบียนดังนี้ (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 45)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>1. แจ้งการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วันนับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>2. จัดทำบันทึกสภาพการจ้างกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเก็บไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้าง พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจได้ในเวลาทำการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>3. แจ้งการสิ้นสุดการจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 7 วันนับแต่วันที่เด็กออกจากงาน</p>
<p><strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>4. <strong>คำถาม</strong> กรณีที่ผู้ประกอบการฝ่าฝืนไม่ดำเนินการทางทะเบียน จะมีผลอย่างไร มีโทษทางกฎหมายหรือไม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong><strong>ตอบ</strong> : หากผู้ประกอบการฝ่าฝืนไม่ดำเนินการแจ้งทางทะเบียน จะมีโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 146 คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท</p>
<p><strong><span style="color: #002991;"><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></span></strong>หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องที่ผู้เขียนนำมาสื่อสารกับผู้อ่านจะทำให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์ บอกต่อกับคนรู้จักหรือได้ศึกษาเพิ่มเติม และหากท่านผู้อ่านท่านใดสนใจติดตามเรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนรับแรงงานเด็กทำงานเสริม ตอนที่ 2 สามารถติดตามทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊ค (Facebook) ของบริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด ต่อไป<br />
เนื้อหา ธรรมนาถ เรียบเรียง/กราฟฟิก คณะฟังชั่นฯ สำนักคดี<br />
Hashtag: วันเด็ก, แรงงานเด็ก, กฎหมายแรงงานเด็ก, รับจ้างพาร์ทไทม์, ต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก, คดีแรงงาน, แรงงานผิดกฎหมาย, ใช้แรงงานเด็ก<br />
<strong>กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 44 ,45,146,148/1</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8152">8 เรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนรับแรงงานเด็กทำงานเสริม ตอนที่ 1</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8152/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
