<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความกฎหมาย &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/category/legal-articles/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 08 Jun 2026 03:15:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>การให้เครดิตสินค้า ที่ควรมีการประกันความเสี่ยง</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8958</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8958#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 03:15:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8958</guid>
				<description><![CDATA[<p>     ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้สินเชื่อการค้าแก่ลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขายและรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ อย่างไรก็ตา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8958">การให้เครดิตสินค้า ที่ควรมีการประกันความเสี่ยง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้สินเชื่อการค้าแก่ลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขายและรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การให้เครดิตสินค้านั้นมาพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและความมั่นคงทางการเงินของธุรกิจ การประกันความเสี่ยงจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปกป้องธุรกิจจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น</p>
<p><strong>ความเสี่ยงในการให้เครดิตสินค้า</strong></p>
<ol>
<li>ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk)</li>
</ol>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกค้าไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนดเวลาหรือชำระไม่ครบถ้วน อาจเกิดจากปัญหาทางการเงินของลูกค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด</p>
<ol start="2">
<li>ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk)</li>
</ol>
<p>การเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาด อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน หรือราคาสินค้าที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า</p>
<ol start="3">
<li>ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk)</li>
</ol>
<p>ความเสี่ยงที่เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสม ระบบควบคุมภายในที่อ่อนแอ หรือการขาดข้อมูลที่เพียงพอในการประเมินลูกค้า</p>
<p><strong>ประเภทของการประกันความเสี่ยง</strong></p>
<ol>
<li>ประกันเครดิตการค้า (Trade Credit Insurance)</li>
</ol>
<p>ประกันภัยที่คุ้มครองความเสียหายจากการที่ลูกค้าไม่สามารถชำระหนี้การค้าได้ มีความคุ้มครองทั้งกรณีล้มละลายและกรณีผิดนัดชำระหนี้</p>
<ol start="2">
<li>ประกันการส่งออก (Export Credit Insurance)</li>
</ol>
<p>ประกันภัยสำหรับผู้ส่งออกที่คุ้มครองความเสี่ยงจากการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงทางการเมือง ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงจากการไม่ได้รับอนุญาตนำเงินออกนอกประเทศ</p>
<ol start="3">
<li>การประกันตนเอง (Self-Insurance)</li>
</ol>
<p>การสำรองเงินหรือสินทรัพย์เพื่อรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยไม่พึ่งพาบริษัทประกันภัย</p>
<p><strong>ประโยชน์ของการประกันความเสี่ยง</strong></p>
<ol>
<li>ปกป้องกระแสเงินสด</li>
</ol>
<p>การประกันภัยช่วยให้ธุรกิจได้รับเงินทดแทนเมื่อเกิดความเสียหายจากการที่ลูกค้าไม่ชำระหนี้ ทำให้กระแสเงินสดของธุรกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น</p>
<ol start="2">
<li>เพิ่มความมั่นใจในการขยายธุรกิจ</li>
</ol>
<p>การมีประกันภัยทำให้ธุรกิจกล้าขยายการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าใหม่หรือเพิ่มวงเงินให้กับลูกค้าเก่า</p>
<ol start="3">
<li>ช่วยในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน</li>
</ol>
<p>สถาบันการเงินมักให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าแก่ธุรกิจที่มีการประกันความเสี่ยงที่เหมาะสม</p>
<ol start="4">
<li>ปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง</li>
</ol>
<p>บริษัทประกันภัยจะช่วยประเมินและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของลูกค้า</p>
<p><strong>หลักการในการเลือกประกันความเสี่ยง</strong></p>
<ol>
<li>ประเมินความเสี่ยงที่แท้จริง</li>
</ol>
<p>วิเคราะห์ประเภทของลูกค้า ขนาดของการให้เครดิต และลักษณะของธุรกิจเพื่อเลือกประกันที่เหมาะสม</p>
<ol start="2">
<li>พิจารณาต้นทุนและผลประโยชน์</li>
</ol>
<p>เปรียบเทียบค่าเบี้ยประกันกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และประโยชน์ที่จะได้รับ</p>
<ol start="3">
<li>ศึกษาเงื่อนไขการประกัน</li>
</ol>
<p>ทำความเข้าใจเงื่อนไขการคุ้มครอง ข้อยกเว้น และกระบวนการเคลมให้ชัดเจน</p>
<ol start="4">
<li>เลือกบริษัทประกันที่มีความน่าเชื่อถือ</li>
</ol>
<p>พิจารณาความมั่นคงทางการเงิน ประสบการณ์ และชื่อเสียงของบริษัทประกัน</p>
<p><strong>ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง</strong></p>
<ol>
<li>พระราชบัญญัติประกันภัย พ.ศ. 2535</li>
</ol>
<p>กำหนดกรอบการดำเนินธุรกิจประกันภัย การกำกับดูแล และการคุ้มครองผู้เอาประกันภัย</p>
<ol start="2">
<li>พระราชบัญญัติการค้าระหว่างประเทศ</li>
</ol>
<p>สำหรับการประกันเครดิตในการส่งออก รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ</p>
<ol start="3">
<li>พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483</li>
</ol>
<p>กำหนดสิทธิของเจ้าหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย</p>
<p><strong>ข้อแนะนำในการปฏิบัติ</strong></p>
<ol>
<li>จัดทำนโยบายการให้เครดิตที่ชัดเจน</li>
</ol>
<p>กำหนดเกณฑ์การประเมินลูกค้า วงเงินสูงสุด และระยะเวลาการให้เครดิต</p>
<ol start="2">
<li>ติดตามและประเมินลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ</li>
</ol>
<p>จัดทำระบบติดตามการชำระหนี้และประเมินฐานะการเงินของลูกค้าเป็นระยะ</p>
<ol start="3">
<li>กระจายความเสี่ยง</li>
</ol>
<p>หลีกเลี่ยงการให้เครดิตกับลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย แต่ควรกระจายให้กับลูกค้าหลากหลายรายและหลากหลายธุรกิจ</p>
<ol start="4">
<li>จัดทำสัญญาที่ครอบคลุม</li>
</ol>
<p>ร่างสัญญาการค้าให้มีเงื่อนไขที่ปกป้องสิทธิของตนเอง รวมถึงการกำหนดหลักประกันที่เหมาะสม</p>
<p><strong>สรุป</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>การให้เครดิตสินค้าเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญ แต่ต้องมาพร้อมกับการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม การประกันความเสี่ยงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องธุรกิจจากความเสียหายที่ไม่คาดคิด ผู้ประกอบการควรพิจารณาการประกันภัยอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงลักษณะของธุรกิจ ความเสี่ยงที่เผชิญ และงบประมาณที่มีอยู่</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>การลงทุนในการประกันความเสี่ยงไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูงเช่นปัจจุบัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8958">การให้เครดิตสินค้า ที่ควรมีการประกันความเสี่ยง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8958/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>เพื่อนบ้านขุดดินชิดแนวเขตที่ดินของเรา จนที่ดินพังทลายหรือเสี่ยงพังทลาย ทำอย่างไรได้บ้าง ?</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8934</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8934#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 19 May 2026 07:52:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8934</guid>
				<description><![CDATA[<p>     ปัญหาเพื่อนบ้านหรือเจ้าของที่ดินข้างเคียง “ขุดดินติดแนวเขต” จนทำให้ที่ดินของเราทรุดตัวพังทลาย หรือเสี่ยงจะพังทลาย เป็นเรื่องที่อาจพบได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8934">เพื่อนบ้านขุดดินชิดแนวเขตที่ดินของเรา จนที่ดินพังทลายหรือเสี่ยงพังทลาย ทำอย่างไรได้บ้าง ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ปัญหาเพื่อนบ้านหรือเจ้าของที่ดินข้างเคียง “ขุดดินติดแนวเขต” จนทำให้ที่ดินของเราทรุดตัวพังทลาย หรือเสี่ยงจะพังทลาย เป็นเรื่องที่อาจพบได้และอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อที่ดิน บ้าน รั้ว หรือสิ่งปลูกสร้างของเราได้ แล้วเราทำอย่างไรได้บ้าง? แล้วกฎหมายคุ้มครองเจ้าของที่ดินที่ได้รับความเสียหายหรือเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายในอนาคตหรือไม่? วันนี้เราจะมาหาตอบคำถามนี้กันครับ</p>
<p><strong>(1) สิทธิของเจ้าของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เจ้าของที่ดินมีสิทธิใช้ประโยชน์และจัดการทรัพย์สินของตนได้ แต่ต้องไม่ใช้สิทธินั้นในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หากการขุดดินของเพื่อนบ้านทำให้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของเราพังทลายหรือเสียหาย การขุดดินดังกล่าวจึงถือเป็นการทำละเมิด ซึ่งต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เราสามารถเรียกให้เจ้าของที่ดินที่ทำการขุดดินหยุดดำเนินการได้หากการขุดดินดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างในที่ดินของเราได้</p>
<p><strong>(2) การขออนุญาตขุดดินและการป้องกันความเสียหาย</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>การขุดดินโดยมีความลึกจากระดับพื้นดินเกิน 3 เมตร หรือมีพื้นที่ปากบ่อเกิน 10,000 ตารางเมตร หรือมีความลึกหรือพื้นที่ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนดนั้น ผู้ดำเนินการขุดดินจะต้องแจ้งขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น โดยก่อนทำการขุดดินต้องมีการเว้นระยะห่างจากที่ดินข้างเคียง หรือที่สาธารณะเป็นระยะไม่น้อยกว่า 2 เท่าของลึกบ่อดินที่จะทำการขุด ยกเว้นในกรณีที่ได้มีการจัดการป้องกันความเสียหายตามหลักวิศวกรรมโดยวิศวกรสาขาโยธาแล้ว ตามมาตรา 17 และ 24 ตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 จึงจะสามารถขุดดินโดยเว้นระยะห่างน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หากการขุดดินดังกล่าวนั้นมีความลึกเกิน 20 เมตรจากระดับพื้นดินจะต้องมีมาตรการป้องกันอันตรายและติดตั้งอุปกรณ์สำหรับวัดการเคลื่อนตัวของดินขณะทำการขุดดิน พร้อมมีแบบแปลน รายประกอบแบบแปลน และรายการคำนวณของวิศวกร สาขาโยธา ระดับวุฒิวิศวกร เพื่อป้องกันอันตรายและความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ก่อสร้างกำแพงกันดินป้องกันการพังทลายของดินที่อยู่ข้างเคียง เป็นต้น ดังนั้นการขุดดินเว้นระยะห่างน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดสามารถทำได้แต่ต้องมีมาตรการป้องกันตามหลักวิศวกรรม ซึ่งการป้องกันการพังทลายของดินนั้น หากผู้ดำเนินการขุดดินฝ่าฝืนเจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งระงับหรือสั่งแก้ไขได้ในกรณีที่ผู้ดำเนินการขุดดินไม่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติขุดและถมดิน พ.ศ. 2543 และกฎกระทรวงกำหนดมาตรการป้องการพังทลายของดินหรือสิ่งปลูกสร้างในการถมดินหรือถมดิน พ.ศ. 2548 และการกระทำดังกล่าวก็จะกลายเป็นความผิดตามกฎหมายซึ่งมีโทษในทางอาญา</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>สำหรับการขุดดินที่ไม่จำเป็นต้องแจ้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นกฎหมายกำหนดไว้เพียง 2 กรณีเท่านั้น คือ การขุดดินโดยมีความลึกจากระดับพื้นดินไม่เกิน 3 เมตร หรือมีพื้นที่ปากบ่อไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร และการขุดบ่อน้ำใช้ที่มีพื้นปากบ่อดินไม่เกินสี่ตารางเมตร แต่อย่างไรก็ตามการขุดดินเพื่อทำบ่อน้ำ หรือบ่อปลา ก็ควรต้องเว้นระยะห่างจากที่ดินข้างเคียงตามสมควรเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินข้างเคียง หากเกิดความเสียหายแก่ที่ดินข้างเคียงเจ้าของที่ดินก็สามารถใช้สิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้</p>
<p><strong>กรณีที่ดินของเรา “ยังไม่พังทลาย” แต่เสี่ยงจะพังทลายในอนาคต ทำอย่างไรได้บ้าง?</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หากเพื่อนบ้านหรือเจ้าของที่ดินข้างเคียงขุดดินชิดแนวเขตจนมีความเสี่ยงว่าที่ดินของเราจะทรุดตัวหรือพังทลาย แม้ยังไม่เกิดความเสียหาย เราสามารถดำเนินการได้ ดังนี้</p>
<ul>
<li>แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล/อบต./เขต) ให้เข้าตรวจสอบ</li>
<li>ขอให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นใช้อำนาจตามกฎหมาย มีคำสั่งให้หยุดการขุดดินและป้องกันความเสียหาย</li>
<li>ทำหนังสือเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้หยุดดำเนินการขุดดินและป้องกันข้อพิพาทในอนาคต</li>
</ul>
<p><u>กฎหมายคุ้มครองแม้มีเพียง “ความเสี่ยง” ที่จะเกิดการพังทลายหรืออันตรายต่อทรัพย์สิน ไม่จำเป็นต้องรอให้ที่ดินเราพังทลายเสียหายก่อน</u></p>
<p><strong>กรณีที่ดินของเรา “พังทลายเสียหายแล้ว” เราสามารถทำอย่างไรได้บ้าง?</strong></p>
<p>ถ้าที่ดิน รั้ว หรือสิ่งปลูกสร้างของเราได้รับความเสียหายแล้ว สามารถดำเนินการได้ดังนี้:</p>
<ul>
<li>เรียกร้องให้เพื่อนบ้านซ่อมแซมหรือชดใช้ค่าเสียหาย</li>
<li>หากตกลงกันไม่ได้ สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายและให้ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้</li>
<li>แจ้งหน่วยงานท้องถิ่นให้มีคำสั่งระงับการขุดดิน หากพบว่าเป็นการขุดดินโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ทำการขุดดินได้ ซึ่งมีโทษในทางอาญา</li>
</ul>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ในบางกรณีหากการกระทำมีลักษณะก่อให้เกิดอันตรายและความเสียหายแก่ประชาชนและทรัพย์สิน อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนซึ่งมีโทษปรับและจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย</p>
<p><strong>สิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อพบปัญหา</strong></p>
<ol>
<li>ถ่ายภาพ/วิดีโอเก็บหลักฐาน</li>
<li>ตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้ชัดเจน</li>
<li>แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ทำการขุดดิน</li>
<li>หากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อทรัพย์สิน ควรรีบแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นทันที</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เจ้าของที่ดินมีสิทธิใช้ที่ดินของตนได้ตามกฎหมาย แต่อย่างก็ตามการใช้สิทธิของตนก็จะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้รับความเสียหาย หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังได้รับผลกระทบจากการขุดดินดังกล่าวของเพื่อนบ้านหรือเจ้าของที่ดินข้างเคียง คุณไม่จำเป็นต้องนิ่งเฉย สามารถแจ้งหน่วยงานรัฐ ขอให้ระงับการกระทำดังกล่าว และสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามกฎหมาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;">โดย นาย   ศุภกฤต ประหา เป็นผู้เรียบเรียง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8934">เพื่อนบ้านขุดดินชิดแนวเขตที่ดินของเรา จนที่ดินพังทลายหรือเสี่ยงพังทลาย ทำอย่างไรได้บ้าง ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8934/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 08:53:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8789</guid>
				<description><![CDATA[<p>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เกี่ยวกับกรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3) &#160; คำถาม : หากถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแล้ว ผู้ขับขี่จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><u>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เกี่ยวกับกรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</u></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<ol>
<li><strong>คำถาม </strong><strong>: </strong><strong>หากถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแล้ว ผู้ขับขี่จะสามารถไปขอใบอนุญาตฉบับใหม่ทันทีเลยได้หรือไม่ หรือจะต้องใช้เวลารอไปอีกกี่ปีจึงจะสามารถขอออกอนุญาตขับรถฉบับใหม่ได้</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : กรณีที่ผู้ขับขี่ถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง หากผู้ขับขี่จะไปขอออกใบอนุญาตฉบับใหม่ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ผู้ขับขี่จะยังไม่สามารถขอออกใบอนุญาตขับรถฉบับใหม่ได้ทันที เนื่องจากการที่ศาลสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ นั้นมีผลกระทบถึงใบอนุญาตขับรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ด้วยเพราะตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 4 (32) ได้ให้นิยามของใบอนุญาตขับขี่เอาไว้ว่า “ใบอนุญาตขับขี่” หมายความว่า ใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์&#8230; ฉะนั้นเมื่อศาลมีคำสั่งเพิกถอนใบขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ แล้วจึงถือว่าผู้ขับขี่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ ฯ ด้วย ดังนั้นหากผู้ขับขี่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแล้ว หากประสงค์จะมาขอออกใบอนุญาตฉบับใหม่ภายหลังจากถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ขับขี่จะยังไม่สามารถขอออกใบอนุญาตฉบับใหม่ทันทีได้ แต่จะต้องรอให้ครบกำหนดเวลา 3 ปี นับจากวันที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตเสียก่อน เนื่องจากพระราชบัญญัติรถยนต์ ฯ มาตรา 46 (9) บัญญัติเอาไว้ว่า &#8220;มาตรา 46 (9) ผู้ขอใบอนุญาตขับรถต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม&#8230;ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ เว้นแต่ได้พ้นกำหนดสามปีไปแล้วนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ โดยให้อธิบดีกำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาการออกใบอนุญาตขับรถไว้ด้วย&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="2">
<li><strong>คำถาม </strong> : <strong>ผลที่ตามมาหากฝ่าฝืนขับขี่รถในระหว่างถูกศาลสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : หากผู้ขับขี่ได้ขับขี่รถในระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ซึ่งถือว่าเป็นกรณีที่ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา มาตรา 31/1 ที่บัญญัติว่า “มาตรา 31/1 ในขณะขับรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวและต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อขอตรวจ” และจะต้องรับโทษทางพินัยตามมาตรา 152 ที่บัญญัติว่า “มาตรา 152 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา&#8230;มาตรา 31/1&#8230;มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 1,000 บาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="3">
<li><strong>คำถาม </strong><strong> : </strong><strong>กรณีที่ผู้ขับขี่ได้ขับขี่รถภายหลังจากที่ได้กระทำความผิดฐานขับขี่รถในขณะเมาสุราและถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดพร้อมทั้งถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่แล้ว หากต่อมาผู้ขับขี่ฝ่าฝืนขับขี่รถในระหว่างถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ขับขี่จะต้องโทษทางกฎหมายหรือไม่ อย่างไร</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : กรณีเช่นนี้ถือผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนมีความผิดและจะต้องรับโทษจำคุกและ/หรือโทษปรับตามกฎหมาย เนื่องจากตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 162 วรรคสาม ได้บัญญัติเอาไว้ว่า “162 วรรคสาม ผู้ใดขับขี่รถในระหว่างที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามคำสั่งของศาล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8789/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 2)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8775</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8775#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 03:33:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8775</guid>
				<description><![CDATA[<p>&#160; หัวข้อ : บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 2) &#8211;   กรณีกระทำความผิดเกี่ยวกับการขับรถในขณะเมาสุรา  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8775">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>หัวข้อ </u></strong><strong><u>: บทลง</u></strong><strong><u>โทษตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่</u></strong> <strong><u>2)</u></strong></p>
<p>&#8211;   กรณีกระทำความผิดเกี่ยวกับการขับรถในขณะเมาสุรา นอกจากโทษทางอาญาแล้ว ยังมีบทลงโทษหรือความรับผิดในประการอื่นอีกหรือไม่</p>
<p>&#8211;   กรณีถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถเนื่องจากขับรถในขณะเมาสุรา มีกำหนดระยะเวลาการพักใช้ใบอนุญาตมากน้อยเพียงใด</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol>
<li><strong>คำถาม </strong><strong> : </strong><strong>กรณีกระทำความผิดเกี่ยวกับการเมาแล้วขับ นอกจากโทษทางอาญาแล้ว ยังมีบทลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ ในประการอื่นอีกหรือไม่</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : นอกจากผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษทางอาญา คือ ต้องโทษจำคุก, โทษปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแล้ว ผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนทำการขับรถในขณะเมาสุรานั้นยังอาจถูกศาลใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ในการสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้ที่กระทำความผิดไว้ชั่วคราว และ/หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="2">
<li><strong>คำถาม </strong><strong> : กรณีถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถเนื่องจากขับรถในขณะเมาสุรา มีกำหนดระยะเวลาการพักใช้ใบอนุญาตมากน้อยเพียงใด</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ หรือการเพิกถอนใบอนุญาตนั้น กฎหมายได้กำหนดระยะเวลาของการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับธรรมดา ไม่ได้ชนใครเจ็บ/ตาย</strong> : พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า &#8220;ให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน&#8230;&#8221; ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จะต้องถูกศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ขั้นต่ำอย่างน้อย 6 เดือน และนอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังมีสิทธิถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่อีกด้วย</li>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ </strong>: พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสอง บัญญัติว่า &#8220;ให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งปี&#8230;&#8221; ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จะต้องถูกศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่อย่างน้อย 1 ปี และนอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังมีสิทธิถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่อีกด้วย</li>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส</strong> : พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสาม บัญญัติว่า &#8220;ให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าสองปี&#8230;&#8221; ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จะต้องถูกศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่อย่างน้อย 2 ปี และนอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังมีสิทธิถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่อีกด้วย</li>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย</strong><strong> : </strong>พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ บัญญัติว่า “ให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่” ซึ่งหมายความว่ากรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลไม่มีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ แต่จะต้องสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เท่านั้น</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8775">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8775/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 1)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8757</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8757#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 14 Jul 2025 04:05:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8757</guid>
				<description><![CDATA[<p>     ในทุกวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ประเทศไทยได้กำหนดให้เป็น “วันงดดื่มสุราแห่งชาติ” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของการดื่มสุรา โด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8757">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ในทุกวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ประเทศไทยได้กำหนดให้เป็น “วันงดดื่มสุราแห่งชาติ” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของการดื่มสุรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดื่มแล้วขับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนที่คร่าชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมากในแต่ละปี เพื่อป้องกันและควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ได้กำหนดข้อห้ามและบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการขับรถในขณะเมาสุราไว้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เนื้อหา </strong><strong>:</strong></p>
<ol>
<li><strong>คำถาม </strong><strong> : </strong><strong>กรณีเมาแล้วขับธรรมดา (ไม่ได้ชนใครเจ็บ/ตาย) มีโทษจำคุกหรือไม่</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ : พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 43 (2) บัญญัติห้ามเอาไว้ว่า “ห้ามขับขี่รถขณะเมาสุราหรือเมาอย่างอื่น” และหากฝ่าฝืนทำการขับรถโดยเมาสุราแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ไปเฉี่ยวชนบุคคลอื่นได้รับบาดเจ็บ ผู้ขับขี่ก็ยังมีสิทธิต้องโทษจำคุกได้ เนื่องจากพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า &#8220;ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="2">
<li><strong>คำถาม </strong><strong> : </strong><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ</strong><strong>, </strong><strong>เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส</strong> <strong>หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษปรับและโทษจำคุกมากน้อยเพียงใด</strong></li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ตอบ           :</p>
<ul>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ</strong> เช่น เมาแล้วขับและขับรถไปเฉี่ยวชนผู้อื่นจนเขาได้รับบาดเจ็บ กรณีเช่นนี้กฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสอง กำหนดโทษเอาไว้ว่าในกรณีที่ขับขี่รถในขณะเมาสุราแล้วการขับในขณะเมาสุรานั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้ขับขี่จะต้องระวางโทษ<strong>จำคุก ตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี หรือถูกปรับเงินตั้งแต่ 20</strong><strong>,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</strong></li>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส </strong>เช่น เมาแล้วขับและขับรถไปเฉี่ยวชนผู้อื่นจนเขาได้รับบาดเจ็บหนักต้องขับไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเกิน 20 วัน หรือทำให้บุคคลอื่นต้องเสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว กรณีเช่นนี้กฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสาม กำหนดโทษเอาไว้ว่ากรณีที่การกระทำความผิดฐานขับขี่รถในขณะเมาแล้วขับนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้ขับขี่จะต้องระวางโทษ<strong>จำคุกตั้งแต่ </strong><strong>2 ปีถึง 6 ปี หรือถูกปรับเงินปรับตั้งแต่ 40,000 บาท ถึง 120,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</strong></li>
<li><strong>กรณีเมาแล้วขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย </strong>กรณีเช่นนี้กฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสาม กำหนดโทษเอาไว้ว่ากรณีที่การกระทำความผิดฐานขับขี่รถในขณะเมาแล้วขับนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้ขับขี่จะต้องระวางโทษ<strong>จำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี</strong> <strong>หรือถูกปรับเงินปรับตั้งแต่ 60</strong><strong>,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</strong></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8757">บทลงโทษตามพรบ.จราจรทางบก ฯ กรณีขับรถในขณะเมาสุรา (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8757/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>เรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนรับแรงงานเด็กทำงานเสริม ตอนที่ 2</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8718</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8718#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 12 Jun 2025 06:35:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8718</guid>
				<description><![CDATA[<p>     ความเดิมจากตอนที่แล้ว แม้ว่านายจ้างจะรับแรงงานเด็กที่มีอายุถึงเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตให้มาทำงานเป็นลูกจ้างแล้ว (เด็กที่มีอายุ 15 ปี บริบูร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8718">เรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนรับแรงงานเด็กทำงานเสริม ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ความเดิมจากตอนที่แล้ว แม้ว่านายจ้างจะรับแรงงานเด็กที่มีอายุถึงเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตให้มาทำงานเป็นลูกจ้างแล้ว (เด็กที่มีอายุ 15 ปี บริบูรณ์ ขึ้นไป) แต่ในการใช้แรงงานเด็กก็ยังมีข้อห้ามและข้อจำกัดหลายประการที่นายจ้างต้องระมัดระวังและปฏิบัติตาม หากนายจ้างท่านใดฝ่าฝืนอาจต้องรับโทษหนักทั้งจำคุกและถูกปรับหลายแสนบาท<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ข้อจำกัดในการใช้แรงงานเด็ก ที่นายจ้างต้องพึงระวังและปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ได้แก่<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>1. ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี (แต่อายุเกิน 15 ปี แล้ว) ไปทำงานในระหว่างช่วงเวลา 22.00 นาฬิกา จนถึง 06.00 นาฬิกา<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2. ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี (แต่อายุเกิน 15 ปี แล้ว) ไปทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หากนายจ้างฝ่าฝืนให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ไปทำงานในระหว่างช่วงเวลา 22.00 นาฬิกา จนถึง 06.00 นาฬิกา หรือให้ไปทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดนายจ้างต้องรับโทษดังนี้<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2.1 กรณีนายจ้างฝ่าฝืน แต่แรงงานเด็กไม่ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย นายจ้างต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2.2 กรณีที่นายจ้างฝ่าฝืน และแรงงานเด็กไม่ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย นายจ้างต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3. ข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่ทำงาน : ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี กฎหมายได้กำหนดห้ามไม่ให้นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในสถานที่ดังต่อไปนี้<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(1) โรงฆ่าสัตว์<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(2) สถานที่เล่นการพนัน<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(3) สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(4) สถานที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งได้แก่<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(4.1) โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์น้ำ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>(4.2) สถานประกอบกิจการที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับการแปรรูปสัตว์น้ำ ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558<br />
<strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หากนายจ้างฝ่าฝืนให้ลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ไปทำงานในสถานที่ดังกล่าวข้างต้น นายจ้างต้องรับโทษ คือ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400,000 บาทถึง 800,000 บาทต่อลูกจ้างหนึ่งคน หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8718">เรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนรับแรงงานเด็กทำงานเสริม ตอนที่ 2</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8718/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>Living will หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8618</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8618#respond</comments>
				<pubDate>Tue, 06 May 2025 06:56:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8618</guid>
				<description><![CDATA[<p>     การทำหนังสือแสดงเจตนา (living will) คือหนังสือที่ทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนาของตนไว้ล่วงหน้าว่าไม่ประสงค์จะรับการรักษาพยาบาลที่เป็นเพียงเพื่อย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8618">Living will หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>การทำหนังสือแสดงเจตนา (living will) คือหนังสือที่ทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนาของตนไว้ล่วงหน้าว่าไม่ประสงค์จะรับการรักษาพยาบาลที่เป็นเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย ซึ่งในประเทศไทย พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ระบุให้บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของตนได้ แต่ต้องเป็นไปตามแนวทางที่กฎหมายกำหนด</p>
<p><strong>Living Will</strong><strong> มีความสำคัญอย่างไร?</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>&#8220;Living Will&#8221; หรือ &#8220;หนังสือแสดงเจตนา” เป็นการวางแผนการรักษาไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตอาจมีสถานการณ์ที่คุณไม่สามารถตัดสินใจเองได้ เช่น โคม่า หรือป่วยหนักอยู่ในสภาพที่ไม่รู้สึกตัว การตัดสินใจในการรักษาจึงมักขึ้นอยู่กับแพทย์และครอบครัว ซึ่งอาจนำไปสู่การรักษาที่คุณอาจไม่ต้องการ หรือทำให้ครอบครัวต้องเผชิญกับภาระหนักในการตัดสินใจแทน ดังนั้น การวางแผนการรักษาไว้ล่วงหน้าจึงมีประโยชน์ หลักๆ ดังนี้</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>1.ผู้ป่วยสามารถแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หนังสือแสดงเจตนาเป็นโอกาสให้ผู้ป่วยแจ้งความประสงค์ล่วงหน้าต่อแพทย์ ญาติ และคนใกล้ชิด ในกรณีที่ตนไม่สามารถสื่อสารได้เอง ช่วยลดข้อขัดแย้งในการวางแผนการรักษาระหว่างครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>2.ลดความทุกข์ทรมานจากการรักษาที่ยืดการตาย</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ผู้ป่วยจะไม่ต้องเผชิญกับกระบวนการรักษาที่รุนแรง เช่น การเจาะคอ ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือการปั๊มหัวใจ ที่อาจไม่ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นเพียงการยื้อความตายออกไปเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>3.ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>การรักษาในระยะสุดท้ายที่ไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว อาจมีค่าใช้จ่ายสูงมาก การมี Living Will ช่วยให้ครอบครัวสามารถหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินตามมาในภายหลัง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>4.เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้อำลาและรับการเยียวยาทางจิตใจ</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>เมื่อไม่มีขั้นตอนทางการแพทย์ที่เร่งเร้าเกินไป ผู้ป่วยจะสามารถใช้ช่วงเวลาสุดท้ายร่วมกับครอบครัว คนรัก และเพื่อนสนิทได้อย่างมีความหมาย และสงบใจในวาระสุดท้ายของชีวิต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>วิธีการทำหนังสือเจตนา</strong></p>
<ol>
<li>เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีสติสัมปชัญญะดีพอที่จะสือสารได้ตามปกติ และสามารถเขียนหนังสือได้ด้วยตนเอง</li>
<li>กรณีที่ผู้แสดงเจตนาไม่สามารถเขียนหนังสือเองได้ สามารถให้ผู้อื่นช่วยเขียนหรือพิมพ์ข้อความแทน แล้วลงชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้แสดงเจตนา</li>
<li>การทำหนังสือแสดงเจตนาควรมีพยานรู้เห็นด้วย</li>
<li>ต้องระบุข้อมูลในหนังสือแสดงเจตนาให้ครบถ้วน</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ควรเลือกใครเป็นผู้แสดงเจตนาแทน ?</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>ผู้ที่ผู้ป่วยหรือครอบครัวไว้วางใจ เช่น คู่สมรส พ่อแม่ พี่น้อง ลูก คนใกล้ชิด เพื่อนสนิท หรือผู้ที่เคารพนับถือ เนื่องจากต้องเป็นผู้ที่ต้องร่วมตัดสินใจเรื่องแนวทางการรักษากับทีมผู้รักษาในกรณีที่ผู้ทำหนังสือเจตนาไม่สามารถสื่อสารเองได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ควรเก็บหนังสือแสดงเจตนา หรือควรใช้อย่างไร ?</strong></p>
<ul>
<li>ควรเก็บรักษาหนังสือแสดงเจตนาฉบับจริงไว้กับตนเอง หรือมอบหมายให้คนสนิทหรือญาติที่ไว้วางใจเป็นผู้เก็บรักษา</li>
<li>มอบสำเนาหนังสือดังกล่าวที่เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องแล้วให้แก่ผู้แสดงเจตนาแทน พยาน คนใกล้ชิด และทีมผู้ให้การรักษา</li>
<li>เมื่อผู้ป่วยเข้ารักษาตัวที่สถานพยาบาล ควรมอบเอกสารดังกล่าวให้ทีมผู้ให้การรักษา</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ยกเลิกหนังสือแสดงเจตนาได้หรือไม่ ?</strong></p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หนังสือแสดงเจตนาสามารถยกเลิกหรือแก้ไขได้โดยผู้ทำหนังสือดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้ทำสามารถขีดฆ่าหรือเพิ่มเติมข้อความ พร้อมลงลายมือชื่อและระบุวันที่แก้ไข โดยฉบับที่ถือว่ามีผลบังคับใช้ คือฉบับล่าสุดที่ได้ยื่นต่อทีมผู้ให้การรักษาแล้ว</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>     </code></strong></span></strong>หากท่านต้องการทำ Living Will แนะนำให้ปรึกษาทนายความเพื่อให้แน่ใจว่าเอกสารถูกต้องและมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย เพราะการจากไปเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การได้จากไปอย่างที่ใจต้องการ คือสิ่งที่คุณสามารถกำหนดได้</p>
<p>ปรึกษาทนายความ สามารถติดต่อได้ที่</p>
<p>บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p>2/2 อาคารภักดี ชั้น 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330</p>
<p>โทรศัพท์ 0-2680-9777</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8618">Living will หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8618/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>การพูดโกหกในชั้นตำรวจจะเป็นอย่างไร ?</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8527</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8527#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 02 Apr 2025 03:33:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8527</guid>
				<description><![CDATA[<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8527">การพูดโกหกในชั้นตำรวจจะเป็นอย่างไร ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8529" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1.jpg" alt="" width="1040" height="1040" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1.jpg 1040w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1-300x300.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1-1024x1024.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1-150x150.jpg 150w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide1-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1040px) 100vw, 1040px" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8530" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2.jpg" alt="" width="1040" height="1040" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2.jpg 1040w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2-300x300.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2-1024x1024.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2-150x150.jpg 150w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide2-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1040px) 100vw, 1040px" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8531" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3.jpg" alt="" width="1040" height="1040" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3.jpg 1040w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3-300x300.jpg 300w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3-1024x1024.jpg 1024w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3-150x150.jpg 150w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2025/03/Slide3-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 1040px) 100vw, 1040px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8527">การพูดโกหกในชั้นตำรวจจะเป็นอย่างไร ?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8527/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>Transfer Pricing ตอนที่ 6 ทบทวนการจัดทำ Disclosure Form</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 13 Nov 2024 08:11:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8419</guid>
				<description><![CDATA[<p>ตามที่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) อย่างเป็นทางการ ตามพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419">Transfer Pricing ตอนที่ 6 ทบทวนการจัดทำ Disclosure Form</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>ตามที่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) อย่างเป็นทางการ ตามพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 47 พ.ศ. 2561 โดยให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป ซึ่งระยะเวลาในการบังคับใช้ผ่านมากว่า 6 ปีแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า มีการดำเนินการตามกฎหมายที่ผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย ยังคงมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนและปฏิบัติไม่สอดคล้องกับแนวทางที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก เห็นได้จากการยื่นเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หรือข้อสอบถามและความเข้าใจที่แตกต่างจากกฎหมายและแนวทางที่กรมสรรพากรกำหนด อาทิ หน้าที่หรือแนวทางในการจัดทำรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี (Disclosure Form) หรือ เอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Local File) หรือรายการแจ้งข้อความตามรายงานข้อมูลรายประเทศ (Country-by-Country Report: CbCR)</p>
<p>ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอให้คำแนะนำและแนวทางเบื้องต้นในการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและแนวทางที่กรมสรรพากรกำหนด โดยในบทความตอนนี้ ผู้เขียนขอมุ่งเน้นในประเด็นการพิจารณาจัดทำ Disclosure Form สำหรับบริษัทก่อน เนื่องจากเป็นเอกสารเริ่มต้นในการจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ต่อไป</p>
<p><strong><u>A.ทบทวนผู้มีหน้าที่การยื่นแบบ Disclosure Form </u></strong></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-8426" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-1.jpg" alt="" width="704" height="147" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-1.jpg 704w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-1-300x63.jpg 300w" sizes="(max-width: 704px) 100vw, 704px" /> </strong></p>
<p><strong><u>ส่วนที่ 1</u></strong><strong> พิจารณาว่า บริษัทเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันหรือไม่</strong></p>
<p>ส่วนนี้ มักเกิดความเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการพิจารณาบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีทั้งสิ้น 3 ลักษณะ ดังนี้</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8425" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-2.jpg" alt="" width="672" height="294" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-2.jpg 672w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-2-300x131.jpg 300w" sizes="(max-width: 672px) 100vw, 672px" /></p>
<p>*ลักษณะที่ 3 อยู่ระหว่างรอกฎกระทรวงประกาศกำหนด ยังไม่พิจารณา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในการพิจารณาจำนวนหุ้นตามลักษณะข้างต้น จะต้องพิจารณาถึงการถือหุ้นทั้งกลุ่มบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้นทางตรงหรือทางอ้อม หรือเป็นการถือหุ้นในนามบุคคลธรรมดาหรือในนามของบริษัท ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ของบริษัทนั้นๆ เท่านั้น ซึ่งจุดนี้มีบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่มากพอสมควร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอื่นๆ ที่ส่งผลให้กรอก Disclosure Form ไม่ถูกต้อง ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่างประเด็นดังกล่าว ดังนี้</p>
<p><strong><em><u>ตัวอย่าง </u></em></strong></p>
<ul>
<li>บางบริษัทมีการพิจารณาสัดส่วนหุ้นโดยพิจารณาเฉพาะตาม บอจ.5 เท่านั้น ซึ่งโดยหลักการแล้วจะต้องพิจารณาตรวจทานสัดส่วนหุ้นตามโครงสร้างการถือหุ้นของทั้งกลุ่มบริษัทไม่จำกัดเฉพาะใน บอจ. 5 กรณีดังกล่าวส่งผลให้บางบริษัทระบุใน Disclosure Form ว่า มีบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันโดยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50% เพียงบริษัทเดียวตาม บอจ.5 แต่เมื่อตรวจทานทั้งโครงสร้างการถือหุ้นของกลุ่มบริษัททั้งหมด พบว่า มีบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันกว่า 100 บริษัท</li>
<li>กรณีบริษัทมีผู้ถือหุ้นร่วมกัน จะต้องนับจำนวนหุ้นของผู้ถือหุ้นรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นที่เป็นบริษัทหรือบุคคลธรรมดา (คำว่า “ผู้ถือหุ้น” ตามความในมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งประมวลรัษฎากร (ลักษณะที่ 2) นั้น ได้หมายความครอบคลุมทั้งผู้ถือหุ้นรายบุคคลและผู้ถือหุ้นหลายบุคคลรวมกัน) ซึ่งกรณีดังกล่าว บริษัทคิดสัดส่วนหุ้นเฉพาะบริษัท หรือเฉพาะบุคคล ทำให้สัดส่วนหุ้นไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อคิดสัดส่วนรวมกันแล้วเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องระบุใน Disclosure Form เทียบเคียง ตัวอย่างจากแนวทางของกรมสรรพากรดังภาพด้านล่างนี้</li>
</ul>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8424" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-3.jpg" alt="" width="570" height="290" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-3.jpg 570w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-3-300x153.jpg 300w" sizes="(max-width: 570px) 100vw, 570px" /></p>
<p><strong><em><u>ข้อพิจารณา 1 </u></em></strong><strong><em><u>: </u></em></strong><strong><em>A Co. และ D Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันหรือไม่</em></strong></p>
<p><strong><em><u>แนวทางการพิจารณา </u></em></strong><strong><em><u>:</u></em></strong> <em>A Co. และD Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากนาย ก. ถือหุ้นโดยตรงร้อยละ 40 ใน D Co. และถือหุ้นโดยอ้อมร้อยละ 12 ใน D Co. ผ่าน C Co. รวมจำนวนการถือหุ้นใน D Co. ของ นาย ก. แล้วเป็นจำนวนร้อยละ 52 และนาย ก. ถือหุ้นโดยตรงใน A Co. ร้อยละ 80 จึงเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งประมวลรัษฎากร</em></p>
<p><em> </em></p>
<p><strong><em><u>ข้อพิจารณา 2 </u></em></strong><strong><em><u>:</u></em></strong><strong><em> B Co. และ D Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันหรือไม่</em></strong></p>
<p><strong><em><u>แนวทางการพิจารณา </u></em></strong><strong><em><u>:</u></em></strong><em>  </em><em>B Co. และ D Co. เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากนาย ก. ถือหุ้นโดยตรงร้อยละ 40 ใน D Co. และถือหุ้นโดยอ้อมร้อยละ 12 ใน D Co. ผ่าน C Co. รวมจำนวนการถือหุ้นใน D Co. ของ นาย ฮ. แล้วเป็นจำนวนร้อยละ 52 และ B Co. มีผู้ถือหุ้นทางอ้อม เป็นบุคคลเดียวกันกับ D Co. คือ นาย ก. ซึ่ง นาย ก. ถือหุ้นโดยอ้อมร้อยละ 56 ใน B Co. ผ่าน A Co. จึงเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งประมวลรัษฎากร</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>บางบริษัทระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน เฉพาะบริษัทที่มีรายการธุรกรรมระหว่างกันในรอบระยะเวลาบัญชีเท่านั้น ซึ่งตามกฎหมายและแบบ Disclosure Form จะต้องระบุบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด (เฉพาะ Disclosure Form ส่วน ก) ไม่ว่าจะมีรายการธุรกรรมระหว่างกัน ในรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ก็ตาม</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><u>ส่วนที่ 2</u></strong><strong> พิจารณารายได้ทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชี</strong></p>
<p>บริษัทมีรายได้ทั้งหมดที่ปรากฏ<u>ตามงบการเงิน</u>ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ของผู้มีหน้าที่ยื่นแบบ มากกว่า 200 ล้านบาท</p>
<p>ผู้มีหน้าที่ยื่น Disclosure Form จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดทั้งสองส่วนข้างต้น ดังนั้น แม้ว่า รายได้ของบริษัทจะถึง 200 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นแล้ว ไม่ถึงสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด บริษัทก็ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ หรือในทางกลับกัน แม้บริษัทจะเข้าลักษณะเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน แต่รายได้ไม่ถึง 200 ล้านบาท ก็ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบเช่นกัน</p>
<p><strong><u>ข้อพึงระวัง</u></strong> กรณีการพิจารณาบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน ที่ระบุใน Disclosure Form เมื่อบริษัทมีหน้าที่ยื่นแบบแล้ว จะต้องระบุบริษัททั้งหมดที่เข้าลักษณะที่มีความสัมพันธ์ โดยไม่คำนึงว่า บริษัทที่ระบุนั้น มีรายได้มากกว่า 200 ล้านบาทหรือไม่ และไม่ว่าบริษัทนั้นจะมีการทำธุรกรรมกับบริษัทหรือไม่ก็ตาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>B.ทบทวนการกรอกแบบ <u>Disclosure Form</u></strong></p>
<p><strong><u>ส่วน ก</u></strong> <strong>ระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งในและต่างประเทศ โดยจะต้องระบุบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ไม่ว่าจะมีรายการธุรกรรมระหว่างกันในรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งระบุรายการอื่นตามรายการที่กำหนดใน </strong><strong>Disclosure Form</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8423" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-4.jpg" alt="" width="696" height="150" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-4.jpg 696w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-4-300x65.jpg 300w" sizes="(max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p><strong><u>ส่วน ข</u></strong> <strong>ระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งในและต่างประเทศ เฉพาะบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันที่มีรายการธุรกรรมระหว่างกัน รวมทั้งระบุมูลค่ารวมของธุรกรรมตามที่กำหนดใน </strong><strong>Disclosure Form</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8422" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-5.jpg" alt="" width="683" height="91" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-5.jpg 683w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-5-300x40.jpg 300w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<p><strong><u>ส่วน ค</u></strong> <strong>ระบุข้อมูลอื่นๆ ตามที่แบบกำหนด</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-8421" src="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-6.jpg" alt="" width="690" height="118" srcset="https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-6.jpg 690w, https://www.dlo.co.th/wp-content/uploads/2024/11/T6-6-300x51.jpg 300w" sizes="(max-width: 690px) 100vw, 690px" /></p>
<p>อนึ่ง ข้อ 1. ให้ระบุว่า ผู้ยื่นแบบอยู่ในกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่อยู่ในบังคับต้องแจ้งข้อความตามรายงานข้อมูลรายประเทศ (County-by-Country Report: CbCR) ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 408) ใช่หรือไม่ โดยให้พิจารณา ดังนี้</p>
<ol>
<li>ผู้ยื่นแบบอยู่ในกลุ่มบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลข้ามชาติ หรือไม่</li>
<li>หากผู้ยื่นแบบอยู่ในกลุ่มบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลข้ามชาติตาม 1. แล้ว ให้พิจารณารายได้รวมทั้งหมด (Consolidated Group Revenue) ของกลุ่มบริษัทข้ามชาติดังกล่าวว่า ใน<u>รอบระยะเวลาบัญชีก่อน</u>รอบระยะเวลาบัญชีที่ต้องรายงานข้อมูลตาม CbCR นั้น ไม่น้อยกว่าจำนวนดังต่อไปนี้ ใช่หรือไม่</li>
</ol>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong>(1) 28,000 ล้านบาท</p>
<p><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong><strong><span style="color: #004ab3;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>  </code></strong></span></strong>(2) จำนวนเฉลี่ยของ 28,000 ล้านบาท ซึ่งคำนวณตามจำนวนวันของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น (กรณีที่รอบ                     ระยะเวลาบัญชีดังกล่าวไม่ครบ 12 เดือน)</p>
<p>การพิจารณารอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่ต้องรายงานข้อมูลตาม CbCR เช่น ในกรณีที่ข้อมูลของรอบระยะเวลาบัญชีที่จะต้องรายงานใน CbCR คือ ข้อมูลของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 การพิจารณารายได้รวมทั้งหมดของกลุ่มบริษัทข้ามชาตินั้นให้พิจารณารอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว คือ รอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 เป็นต้น</p>
<p>ทั้งนี้ ผู้อ่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกรอกแบบ Disclosure Form ตามคำอธิบายประกอบการกรอกแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ของกรมสรรพากร (Disclosure Form) ตามลิงค์นี้ <a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/cit/2565/DCF_Explanatory_Note_FY2022_Update.pdf">https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/cit/2565/DCF_Explanatory_Note_FY2022_Update.pdf</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สุดท้ายนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้อ่านทุกท่านจะสามารถนำแนวทาง รวมทั้งกรณีศึกษาไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนแบบ Disclosure Form ที่บริษัทท่านได้ยื่นไปแล้ว พบว่า ดำเนินการคลาดเคลื่อนไป หรืออยู่ระหว่างการจัดเตรียมเพื่อยื่นต่อกรมสรรพากร ตลอดทั้งบริษัทที่เริ่มต้นศึกษาเนื่องจากเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่ต้องยื่นแบบ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ศึกษารายละเอียดจากบทความอื่นเพิ่มเติม</strong></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5217">1. Update!!!… 5 ข้อต้องรู้เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกฎหมาย Transfer Pricing</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5610">2. Transfer Pricing ตอนที่ 2 สิ่งที่บริษัทในเครือเดียวกันต้องรู้ก่อนยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/5782">3. Transfer Pricing ตอนที่ 3 คลายประเด็นสงสัยในการเตรียมข้อมูลสำหรับยื่น Disclosure Form สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2562</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/6099">4. Transfer Pricing ตอนที่ 4 รู้ก่อนและเตรียมความพร้อมก่อน กับหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้รายจ่าย</a></p>
<p><a href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/7701">5.Transfer Pricing ตอนที่ 5 การจัดเตรียมเอกสารหรือหลักฐานแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อกำหนดของธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (TP Document)</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419">Transfer Pricing ตอนที่ 6 ทบทวนการจัดทำ Disclosure Form</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/8419/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ข้อตกลงการจ้างแรงงาน</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8288</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8288#respond</comments>
				<pubDate>Fri, 07 Jun 2024 09:48:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/?p=8288</guid>
				<description><![CDATA[<p>นายไพศาล ทองขาว ผู้เขียน &#160;        ฉบับก่อนนี้ ผู้เขียนได้กล่าวถึงลักษณะของการจ้างแรงงานที่ไม่มีผลบังคับหรืออาจถูกบังคับโดยกฎหมายแรงงานไ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8288">ข้อตกลงการจ้างแรงงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">นายไพศาล ทองขาว  ผู้เขียน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ฉบับก่อนนี้ ผู้เขียนได้กล่าวถึงลักษณะของการจ้างแรงงานที่ไม่มีผลบังคับหรืออาจถูกบังคับโดยกฎหมายแรงงานได้ในกรณีบ้าง ฉบับนี้จะได้กล่าวต่อไปถึงรูปแบบของสัญญาจ้างแรงงาน โดยตาม หลักกฎหมายแล้วไม่ได้กำหนดแบบหรือพิธีการใดๆในการจัดทำสัญญาจ้างแรงงานไว้ ดังนั้น นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงว่าจ้างกันด้วยวาจาได้ แต่อาจเกิดปัญหาการถกเถียงและยุ่งยากในการพิสูจน์ว่าได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้อย่างไรบ้าง เช่น สิทธิหน้าที่ของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ระยะเวลาการจ้าง ค่าจ้างสวัสดิการ เป็นต้น ประการสำคัญที่พึงต้องระมัดระวังของข้อตกลงระหว่างนายจ้างลูกจ้างนั้น ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่พ้นวิสัย อันจะทำให้ข้อตกลงเช่นนั้น มีผลเป็นโมฆะได้ เช่น ข้อตกลงที่นายจ้างตกลงกับลูกจ้างให้รวมค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายไปกับค่าจ้างในเวลาทำงานปกติ โดยไม่มีการคิดค่าล่วงเวลาที่ทำงานจริงมีลักษณะเป็นการผูกพันให้ลูกจ้างต้องยอมทำงานล่วงเวลาตามข้อตกลงเช่นนั้นตลอดไปโดยนายจ้างไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างอีกต่อไป ลักษณะการตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างล่วงหน้าเกี่ยวกับค่าล่วงเวลาทั้งที่ลูกจ้างได้ตกลงค่าล่วงเวลาตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.๒๕๔๑ แม้ลูกจ้างได้ตกลงด้วยก็มีผลโมฆะ จึงทำให้ข้อตกลงค่าล่วงเวลาของสัญญาจ้างแรงงานสูญเปล่า ไม่มีผลบังคับกันทางกฎหมายได้ โดยข้อเท็จจริงที่เคยเกิดขึ้นลูกจ้างได้รับค่าจ้างในอัตรารายเดือนๆละ ๘๕,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นอัตราค่าจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติวันละ ๘ ชั่วโมงตามสัญญากำหนดชั่วโมงทำงานการทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลาทำงาน ๑๗.๐๐ น.-๑๘.๐๐ น. พัก ๑ ชั่วโมง เวลาทำงานวันละ ๑๐ ชั่วโมงอัตราค่าจ้างเหมาจ่ายรวมค่าล่วงเวลาเป็นเงินเดือนละ ๘๕,๐๐๐บาท ลูกจ้างฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาที่นายจ้างให้ทำล่วงเวลาวันละ ๒ ชั่วโมง รวม ๑๐ ชั่วโมงทำงาน โดยศาลฎีกาตัดสินให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลา โดยเวลาที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานเกินไป ๒ ชั่วโมง เนื่องจากประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาพิจารณาในกรณีข้อตกลงที่กำหนดค่าล่วงเวลาไว้ล่วงหน้า โดยไม่ได้คิดจากเวลาที่ทำจริง ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.๒๕๔๑ ข้อตกลงที่กำหนดค่าจ้างเหมาจ่ายรวมค่าล่วงเวลาเป็นการล่วงหน้าจึงไม่อาจตกลงกันได้ แม้ตกลงกันไปแล้ว ย่อมไม่มีผลบังคับใดๆและตกเป็นอันสูญเปล่า นายจ้างยกข้อต่อสู้ว่าการตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ให้การทำงานเกินวันละ ๘ ชั่วโมง เพราะนายจ้างได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ พ.ศ.๒๕๔๑ ออกตามความในพราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ข้อ ๑ –ข้อ ๗ ก็ตาม แต่นายจ้างเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ (เดิมการอุทธรณ์กฎหมายให้อุทธรณ์ไปที่ศาลฎีกา) ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นข้อกล่าวอ้างที่นายจ้างเพิ่งยกขึ้นอ้างนอกเหนือคำให้การขึ้นกล่าวอ้างใหม่ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง กรณีจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืนโดยให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาทำงานแก่ลูกจ้าง <a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[๑]</a><br />
<strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>คดีนี้ยังมีประเด็นที่น่าพิจารณาอยู่อีกกล่าวคือ ผู้เขียนมีความเห็นว่า แม้นายจ้างยกข้อต่อสู้ในคำให้การคดีนี้ ตั้งแต่ศาลชั้นต้นว่านายจ้างมีสิทธิกำหนดเวลาทำงานเกินกว่า ๘ ชั่วโมง จึงถือว่าเวลาที่เกินไปจาก ๘ ชั่วโมงให้สิทธิแก่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันเกี่ยวกับค่าล่วงเวลาไว้รวมกับค้างจ้างและให้มีผลบังคับล่วงหน้าตลอดระยะเวลาตามสัญญาและมีข้อเท็จจริงว่านายจ้างได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวงที่ ฉบับที่ ๗ ในการกำหนดเวลาทำงาน เกิน ๘ ชั่วโมงก็ตาม แต่ข้อตกลงของนายจ้างกับลูกจ้างก็ไม่อาจตกลงกำหนดค่าล่วงเวลาล่วงหน้าได้ เพราะจะทำให้ข้อตกลงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งจะไม่มีผลบังคับได้เช่นกัน เนื่องจากกรณีของนายจ้างสามารถตกลงกับลูกจ้างให้มีเวลาการทำงานเกิน ๘ ชั่วโมงได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ โดยกฎกระทรวงดังกล่าว ผู้เขียนได้กล่าวถึงรายละเอียดลักษณะของงานที่ตกลงเวลาทำงานเกินกว่าวันละ ๘ ชั่วโมงตามกฎกระทรวงไว้ในฉบับก่อนนี้ ซึ่งมีเจตนาให้มีการคุ้มครองแรงงานแตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.๒๕๔๑ โดยบัญญัติให้งานบางประเภทที่มีสภาพหรือลักษณะของการทำงานที่ไม่อาจนำข้อกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับได้อย่างเหมาะสม จึงได้กำหนดการคุ้มครองแรงงานในงานตามกฎกระทรวงดังกล่าวไว้เป็นพิเศษให้แตกต่างจากการคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายเป็นไปตามาตรา ๒๒พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.๒๕๔๑ บัญญัติให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมในการออกกฎกระทรวงเพื่อให้งานมีการกำหนดเวลาทำงานให้แตกต่างไปเสียจากที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. ๒๕๔๑<br />
<strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งลูกจ้างเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีข้อตกลงกับสายการบินว่า ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากลูกจ้างตั้งครรภ์ ให้ถือว่าลูกจ้างได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ซึ่งกรณีนี้ศาลฎีกา ข้อตกลงดังกล่าวที่กำหนดว่าหากลูกจ้างตั้งครรภ์ให้ถือว่าลูกจ้างได้บอกเลิกสัญญาเป็นข้อตกลงที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกับข้อตกลงในเรื่องสภาพการจ้าง การสิ้นสุดสัญญาและการตั้งครรภ์ตามสัญญา ซึ่ง</p>
<p><strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเข้าใจและยอมรับว่าการปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน มีลักษณะเป็นการเฉพาะ มีคุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับบุคลิกภาพที่ดีและสุขภาพสมบูรณ์สามารถปฏิบัติงานบนเครื่องบินขณะทำการบินได้ตามหลักเกณฑ์ที่สายการบินนายจ้างกำหนดและไม่ถูกจำกัดทางเวชศาสตร์การบินซึ่งจะต้องได้รับการศึกษาอบรม การทดสอบและการตรวจร่างกายตามระยะเวลาที่โจทก์กำหนด พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจำเป็นต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อมจะเข้ารับการฝึกอบรมและปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มพูนความสามารถและประสบการณ์ในช่วงระยะเวลา ๒ ปีแรก ของการปฏิบัติงานการตั้งครรภ์ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและอันตรายต่อสุขภาพ นายจ้างและลูกจ้างจึงได้ตกลงเงื่อนไขเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไว้ในสัญญาจ้าง “ เมื่อลูกจ้างได้กระทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับกรณีร้ายแรงและภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากลูกจ้างตั้งครรภ์ ให้ถือว่าลูกจ้างได้บอกเลิกสัญญา&#8230; โดยให้สัญญาสิ้นสุดตั้งแต่วันที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งวินิจฉัยหรือเมื่อเห็นได้ชัดว่า ลูกจ้างตั้งครรภ์ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อตกลงว่า “ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากลูกจ้างตั้งครรภ์ ให้ถือว่าลูกจ้างได้บอกเลิกสัญญา” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้าง เพราะลูกจ้างมีครรภ์ เป็นการขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะ ผู้เขียนมีความเห็นว่า กรณีดังกล่าวแม้สภาพร่างกายและความสมบูรณ์ของสุขภาพจะเป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการให้บริการต่อผู้โดยสารบนเครื่องบิน จึงเชื่อว่านายจ้างจึงกำหนดเป็นเงื่อนไขสำคัญไว้ในคุณสมบัติของลูกจ้าง แต่นายจ้างน่าจะมีลักษณะการจ้างงานหน่วยงานอื่นที่มีสภาพการจ้างที่เอื้อต่อลูกจ้างที่ตั้งครรภ์ในการปฏิบัติตามสัญญาจ้างได้ โดยเป็นทางเลือกแก่นายจ้างในการปรับเปลี่ยนหน้าที่หรือสภาพการจ้างที่มีลักษณะการจ้างเดียวกันให้แก่ลูกจ้างได้ ไม่ถึงขนาดที่ต้องกำหนดให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงทันที แต่เป็นข้อเสียอาจทำให้นายจ้างเสียประโยชน์ในช่วงเวลาที่ลูกจ้างลาคลอด ทำให้นายจ้างเข้าใจว่าอาจตกลงได้จึงระบุในข้อตกลงซึ่งไม่มีผลบังคับ<a href="#_ftn2" name="_ftnref2">[๒]</a><br />
<strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ส่วนอีกเรื่องที่ผู้เขียนมักพบเห็นข้อตกลงที่นายจ้างตกลงกับลูกจ้าง โดยห้ามลูกจ้างทำงานให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในลักษณะเดียวกันและและคู่แข่งทางการค้า เพื่อป้องกันความเสียหายของนายจ้าง โดยตกลงว่า “ ลูกจ้างจะไม่ทำงานให้กับผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงบริษัท ห้างร้าน ในเครือที่เกี่ยวข้องและเป็นคู่ทางการค้าของนายจ้างไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม รวมถึงต้องไม่เปิดเผย</p>
<p>ข้อมูลใดๆหรือความลับทางการค้าแก่บุคคลอื่นตลอดระยะเวลาที่ยังทำงานให้นายจ้างและภายในระยะเวลา ๕ ปี นับแต่สิ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของนายจ้าง” ศาลฎีกาพิจารณาถึงข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์โดยจำกัดประเภทธุรกิจไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้ห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของลูกจ้างอย่างเด็ดขาด ลักษณะข้อตกลงเช่นนั้นไม่ใช่การตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมด เพียงแต่เป็นการห้ามประกอบอาชีพบางอย่างที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับนายจ้างเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิประโยชน์ของนายจ้างและลูกจ้างที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดเด็ดขาดจนอาจดำรงอยู่ได้ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ แต่การจำกัดสิทธิเป็นระยะเวลา ๕ ปี นับจากวันที่ลูกจ้าง ซึ่งเป็นเพียงพนักงานธุรการประสานงานขายพ้นสภาพจาการเป็นพนักงาน นับว่าทำให้ลูกจ้างผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงเห็นสมควรให้มีผลบังคับได้เพียง ๑ ปี นับจากวันที่ลูกจ้างพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ระยะเวลาในการจำกัดของสัญญาจึงขึ้นอยู่กับแต่ละกรณีไม่ใช่ว่าจะตกลงกันจำกัดระยะเวลา ๕ ปี ไม่ได้ เพียงแต่ต้องพิจารณาตำแหน่งหน้าที่ของลูกจ้างควบคู่ไปด้วย<a href="#_ftn3" name="_ftnref3">[๓]</a><br />
<strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ดังนั้น ศาลฎีกาจึงถือว่าข้อตกลงที่ห้ามลูกจ้างทำงานให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในลักษณะเดียวกันและคู่แข่งทางการค้าจึงตกลงกันได้ เพียงแต่ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นระยะเวลาที่จำกัดมากเกินไป โดยพิจารณาจากหน้าที่ของลูกจ้าง ในทางปฏิบัติแล้วนายจ้างพึงพิจารณาตำแหน่งหน้าที่ด้วยว่าลูกจ้างมีความรับผิดชอบ เพื่อนำมาเป็นเงื่อนไขในการกำหนดระยะเวลาที่จำกัดห้ามไว้ในสัญญาด้วย<br />
<strong><span style="color: #042891;"><strong style="font-size: 1rem;"><code>       </code></strong></span></strong>ผู้เขียนจึงขอฝากข้อคิดจากที่ได้หยิบยกมาเล่าสู่กันฟังทั้งสามเรื่อง เพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างพึงระมัดระวังในข้อตกลงโดยอาจเข้าใจไปว่าการประกอบกิจการของตนเองนั้น อาจตกลงกันเพื่อยกเว้นหลักกฎหมายได้ทุกกรณี ซึ่งแม้ทั้งสองฝ่ายจะยินยอม แต่อาจขัดต่อกฎหมายได้ ประการสำคัญจะทำให้ข้อตกลงนั้นย่อมเป็นโมฆะ</p>
<p>_________________________________________________________________________</p>
<p><a href="#_ftnref1" name="_ftn1">[๑]</a> คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๐๕/๒๕๖๑<br />
<a href="#_ftnref2" name="_ftn2">[๒]</a> คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๙๔/๒๕๔๙<br />
<a href="#_ftnref3" name="_ftn3">[๓]</a> คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๙๔/๒๕๔๙</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/8288">ข้อตกลงการจ้างแรงงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/8288/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
