<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ปฏิคม ฟองโหย &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/author/patikomf/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 13 Nov 2019 07:43:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>อายุความการลงโทษในคดีอาญา</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/2790</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/2790#respond</comments>
				<pubDate>Thu, 05 Oct 2017 19:42:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[ปฏิคม ฟองโหย]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2790</guid>
				<description><![CDATA[<p>นายปฏิคม  ฟองโหย ทนายความ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด e-mail : patikomf@dlo.co.th &#160; สวัสดีครับ วันนี้ผมมีเกร็ดความรู้ทางกฎหมายเกี่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/2790">อายุความการลงโทษในคดีอาญา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p align="right">นายปฏิคม  ฟองโหย</p>
<p align="right">ทนายความ</p>
<p align="right">บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p align="right">e-mail : <a href="mailto:patikomf@dlo.co.th">patikomf@dlo.co.th</a></p>
<p align="right">
<p>&nbsp;</p>
<p>สวัสดีครับ วันนี้ผมมีเกร็ดความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับเรื่อง อายุความการลงโทษในคดีอาญา มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเชื่อว่าเป็นเรื่องที่หลายๆ คนอยากรู้เรื่องนี้เช่นกัน</p>
<p>หลักกฎหมายเกี่ยวกับอายุความการลงโทษในคดีอาญา จะมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๘ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า <span style="text-decoration: underline;">“เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือนับแต่วันที่ผู้กระทำผิดหลบหนี แล้วแต่กรณี เกินกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ เป็นอันล่วงเลยการลงโทษ จะลงโทษผู้นั้นมิได้ </span></p>
<p class="ListParagraph">(๑)  <span style="text-decoration: underline;">ยี่สิบปี สำหรับโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี</span></p>
<p class="ListParagraph">(๒)  <span style="text-decoration: underline;">สิบห้าปี สำหรับโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่ถึงยี่สิบปี</span></p>
<p class="ListParagraph">(๓)  <span style="text-decoration: underline;">สิบปี สำหรับโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี</span></p>
<p class="ListParagraph">(๔)  <span style="text-decoration: underline;">ห้าปี สำหรับโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีลงมาหรือโทษอย่างอื่น</span></p>
<p class="ListParagraph">                ซึ่งจากบทบัญญัติของมาตรา ๙๘ ดังกล่าว เป็นตัวบทกฎหมายที่กำหนดเรื่องระยะเวลาที่จะต้องนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษตามคำพิพากษา หากล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าวแล้วและยังไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษตามคำพิพากษาของศาลได้ ก็จะไม่สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นได้อีก ซึ่งผู้กระทำความผิดบางรายก็จะใช้วิธีการหลบหนีคดีให้หมดอายุความ ตามมาตรา ๙๘ เพื่อจะได้ไม่ต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษา</p>
<p>                สำหรับการนับระยะเวลาตามมาตรา ๙๘ นั้นต้องนำโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาเปรียบเทียบกับระยะเวลาตามมาตรา ๙๘ ก็จะทราบว่าอายุความในการจับตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษนั้นมีระยะเวลากี่ปี</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น จำเลยถูกฟ้องคดีอาญา ในข้อหา เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๕ ปี โดยไม่มีการรอการลงโทษไว้ แต่จำเลยได้หลบหนีไปก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดก็ต้องนำโทษตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดนั้น มาพิจารณาเปรียบเทียบกับมาตรา ๙๘ ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้น หากพิจารณามาตรา ๙๘ (๓) ที่บัญญัติว่า <span style="text-decoration: underline;">“สิบปี สำหรับโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี”</span> หมายความว่า หากจำเลยในคดีนี้หลบหนีคดีก็ต้องหลบหนีไปเป็นเวลา ๑๐ ปี  เพราะโทษตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดนั้น คือจำคุก ๕ ปีหลายท่านอาจสงสัยว่าแล้วระยะเวลา ๑๐ ปีที่ว่านั้นจะเริ่มนับกันตั้งแต่เมื่อไหร่ สำหรับอายุความในมาตรา ๙๘ นั้น จะแยกเป็น ๒ กรณีคือ กรณีที่ผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ คือหลบหนีไปโดยที่ยังไม่ได้รับโทษเลย ก็ให้นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และกรณีที่ผู้กระทำความผิดได้รับโทษไปบ้างแล้วแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนี ก็ให้นับแต่วันที่หลบหนีเป็นต้นไป</p>
<p>ระยะเวลาอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๘ เป็นบททั่วไป กรณีที่เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายอื่นที่มีบทบังคับหรือบทยกเว้นไว้โดยเฉพาะแล้ว ก็ไม่อาจนำอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๘ ไปใช้บังคับได้ยกตัวอย่างเช่น ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๑๑ จะมีบทบัญญัติในมาตรา ๗๔/๑ บัญญัติว่า <span style="text-decoration: underline;">“ในการดําเนินคดีอาญาตามหมวดนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจําเลยหลบหนีไป ในระหว่างถูกดําเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจําเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และเมื่อได้มีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําเลย ถ้าจําเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๘ มาใช้บังคับ”</span> ดังนั้น ถ้าผู้ใดถูกลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้ ก็จะไม่อาจนำอายุความการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๘ มาใช้ได้หมายความว่าต้องหลบหนีกันไปตลอด จับตัวได้เมื่อไหร่ก็ต้องมารับโทษเมื่อนั้น</p>
<p>ดังนั้น ถ้าใครคิดจะหลบหนี หรือมีคนที่รู้จักคิดจะหลบหนีคดี ก็ควรใคร่ครวญให้ดีและลองพิจารณาถึงระยะเวลาที่จะต้องหลบหนีกันให้ดี บางคนอายุมากแล้วแต่ตัดสินใจที่จะหนีคดีไปอีก ๑๐ ปีหรือ ๒๐ ปี ซึ่งหากนับรวมกับอายุตัวเองขณะที่หลบหนีแล้วบางคนเท่ากับต้องหนีไปตลอดชีวิตเลยก็มีจะไหวหรือเปล่าก็ต้องใคร่ครวญกันให้ดี ติดคุกยังมีวันออกนะครับ</p>
<p>เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆนี้ คงเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านได้บ้างนะครับ ไว้โอกาสหน้าจะนำเกร็ดความรู้ทางกฎหมายมาเล่าสู่กันฟังใหม่ สวัสดีครับ</p>
<p style="text-align: center;"><strong>(๒๘ กันยายน ๒๕๖๐)</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/2790">อายุความการลงโทษในคดีอาญา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/2790/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>การไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความ</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/2788</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/2788#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 20 Sep 2017 23:36:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[ปฏิคม ฟองโหย]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2788</guid>
				<description><![CDATA[<p>นายปฏิคม  ฟองโหย ทนายความ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด e-mail : patikomf@dlo.co.th                 สวัสดีครับ วันนี้ผมจะนำเกร็ดความรู้ทา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/2788">การไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p align="right">นายปฏิคม  ฟองโหย</p>
<p align="right">ทนายความ</p>
<p align="right">บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p align="right">e-mail : <a href="mailto:patikomf@dlo.co.th">patikomf@dlo.co.th</a></p>
<p>                สวัสดีครับ วันนี้ผมจะนำเกร็ดความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความ มาเล่าสู่กันฟัง ถ้าจะพูดถึงเรื่องการประนีประนอมสำหรับคนไทยนั้น มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ถ้าพูดถึงระบบเจ้าโคตร หลายคนอาจจะไม่รู้จัก</p>
<p>ระบบเจ้าโคตร เป็นระบบการจัดการความขัดแย้งในชุมชนซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยจะใช้ผู้ใหญ่ที่นับถือกันในตระกูล มาเป็นคนกลางในการสอบสวนทวนความ และเสนอแนะเพื่อหาทางออกของปัญหาความขัดแย้งของคนในชุมชนนั้น ๆ ให้ยุติกันด้วยดี ซึ่งปัญหาความขัดแย้งในชุมชนที่สามารถยุติกันได้ในระบบเจ้าโคตร ส่วนหนึ่งก็มาจากการให้ความเคารพในระบบอาวุโส และความเป็นญาติผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีใจเป็นธรรม และส่วนหนึ่งก็คงมาจากนิสัยใจคอของคนไทยซึ่งมีความโอบอ้อมอารี ถ้อยทีถ้อยอาศัย ซึ่งได้ถูกอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ตกทอดกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้</p>
<p>ช่วงปี ๒๕๔๑ ทางราชการได้จัดให้มี อาสาสมัครไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชนขึ้น หรือที่มีชื่อย่อว่า <strong>อกช.</strong> ไม่แน่ใจว่าผู้อ่านพอจะรู้จักหรือได้ยินชื่อนี้กันบ้างหรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่าหลายคนอาจไม่จะรู้จัก  เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักกับ อกช. นี้กันไว้เป็นความรู้ก็แล้วกัน เผื่อว่าวันนึงตัวเราเอง หรือเพื่อนบ้านเรามีข้อขัดแย้งกันในชุมชน เราอาจจะต้องไปพึ่งพา อกช. เพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งให้เราก็ได้</p>
<p>อกช. คือใคร ? อาสาสมัครไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน ชื่อก็บอกไว้แล้วว่า อาสาสมัคร แล้วใครบ้างจะเป็นอาสาสมัครได้ อันนี้สำคัญ ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน ก็ต้องเป็นผู้ที่มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ และต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม และมีจริยธรรม เป็นที่ยอมรับนับถือของคนในชุมชนนั้น ๆ อาจจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้อาวุโส ประจำชุมชนหรือท้องถิ่นนั้นก็ได้ และที่สำคัญอีกอย่างคือ ต้องเป็นจิตอาสาที่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน อกช. ก็จะมีภาระหน้าที่เหมือนกับเจ้าโคตรในสมัยเก่าก่อน  โดยมุ่งหวังให้เกิดความสมานฉันท์ขึ้นในชุมชน และสร้างความสงบสุขให้กับสังคม สำหรับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชนนั้น ไม่ได้มีแต่เฉพาะในประเทศไทยของเราประเทศเดียวนะครับ ในต่างประเทศเช่น สิงคโปร์ สหรัฐเอมริกา ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย หรือประเทศญี่ปุ่น ก็มีหน่วยงานเพื่อการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทในชุมชนเช่นเดียวกัน แต่จะมีข้อแตกต่างกันในส่วนของรูปแบบของผู้ไกล่เกลี่ยบางประเทศก็จะใช้ทนายความเป็นผู้ไกล่เกลี่ยบ้าง หรือมีการตั้งเป็นคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้ไกล่เกลี่ยบ้าง หรือใช้เป็นอาสาสมัครบ้างก็แล้วแต่รูปแบบและความเหมาะสมของชุมชนท้องถิ่นในแต่ละประเทศ</p>
<p>ข้อพิพาทอะไรบ้างที่จะนำไปให้ อกช. ช่วยไกล่เกลี่ย หลัก ๆ ก็เป็นเรื่องข้อพิพาททางแพ่ง ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการไกล่เกลี่ยได้ทุกประเภท ตั้งแต่คดีครอบครัว มรดก เรื่องที่ดิน หรือเรื่องอื่น ๆ ส่วนคดีอาญา ก็สามารถนำไปให้ อกช. ไกล่เกลี่ยได้ แต่ต้องเป็นคดีอาญาที่ยอมความกันได้</p>
<p>การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน ถือว่ามีข้อดีและมีประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันในชุมชน เพราะถ้าหากคู่กรณีสามารถเจรจาตกลงยุติข้อขัดแย้งกันได้ ก็ไม่ต้องเสียเงินเสียทองว่าจ้างทนายความ มาฟ้องร้องดำเนินคดีต่อกัน อีกทั้งไม่ต้องมาเสียเวลาขึ้นโรงขึ้นศาล ซึ่งกว่าคดีจะเสร็จสิ้นก็ใช้เวลากันหลานเดือนหลายปี ท่านที่เคยมีประสบการณ์เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลก็คงพอเข้าใจได้ดี</p>
<p>ปัจจุบัน การไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความ ที่ศาลก็ยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้โจทก์และจำเลย สามารถยุติข้อพิพาทและสร้างสมานฉันท์ให้แก่คู่ความทั้งสองฝ่ายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว แต่การเจรจาไกล่เกลี่ยในชั้นศาลนั้น อาจจะเกิดขึ้นโดยผ่านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชนมาแล้วแต่ไม่สำเร็จ หรือคู่กรณีไม่ได้ใช้วิธีการไก่ลเกลี่ยข้อพิพาทในชุมชนมาก่อน อาจจะเป็นเพราะไม่ทราบว่ามีหน่วยงานอาสานี้อยู่ในชุมชน หรือคู่กรณีบางรายอาจจะทราบแต่ไม่ใช้ เพราะต้องการไปคุยกันที่ศาลอย่างเดียวก็ได้ โดยปกติแล้วเมื่อคู่กรณีมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันที่ศาลแล้ว ศาลก็จะเปิดโอกาสให้คู่ความได้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยกันเสียก่อนที่จะมีการไต่สวนหรือสืบพยาน ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของคู่ความทั้งสองฝ่ายนั้นแหละครับ ซึ่งทุกศาลจะมีศูนย์ไกล่เกลี่ยหรือประนอมข้อพิพาทประจำศาลไว้เพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของคู่ความ แต่การไกล่เกลี่ยจะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องอยู่ที่การตัดสินใจของตัวความแต่ละคนครับ ระบบการไกล่เกลี่ยจะไม่สามารถบังคับให้คู่ความทุกฝ่ายหรือแต่บางฝ่ายยินยอมยุติข้อพิพาทได้ เพราะการประนีประนอมยอมความต้องเกิดจากการตกลงปลงใจ ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เพื่อยุติข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทต่อกัน สำหรับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลนั้น ปัจจุบันจะเกิดขึ้นเมื่อคู่กรณีได้มีการยื่นฟ้องคดีศาลแล้ว แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีการเจรไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนยื่นฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งปัจจุบันทางสำนักงานศาลยุติธรรม ก็ได้มีการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้แพร่หลายแก่ประชาชนอยู่ครับ ขณะนี้ทางศาลยุติธรรมอยู่ระหว่างการร่างระเบียบศาลยุติธรรม เรื่องการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง มาใช้บังคับในเร็ว ๆ นี้</p>
<p>ผมเองได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนา กับสำนักงานศาลยุติธรรม ในหัวข้อ “แนวทางการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องของศาลยุติธรรม” เมื่อต้นเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ก็เห็นว่าแนวทางการไกล่เกลี่ยเป็นประโยชน์กับคู่กรณีทุกฝ่าย และอาจจะมีออกเป็นกฎหมายและนำมาใช้ในอนาคตอันใกล้นี้  แต่อย่างไรก็ตามในการสัมมนาก็มีการพูดถึงปัญหาในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องว่ายังมีปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายอยู่พอสมควร เช่นเรื่องอายุความ เพราะในการเจรจากันอาจใช้ระยะเวลาพอสมควรโดยเฉพาะในคดีใหญ่ ๆ หรือคดีที่มีทุนทรัพย์พิพาทกันสูง ๆ เพราะหากระหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ยซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ อายุความฟ้องร้องคดีของเจ้าหนี้อาจจะขาดลงไปเสียก่อน สุดท้ายเจ้าหนี้ก็ยังคงต้องใช้สิทธิยื่นฟ้องคู่กรณีต่อศาลอยู่ดี ซึ่งหากจะนำแนวทางการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องมาใช้ ก็คงต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้รองรับกับปัญหาเรื่องอายุความที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ยให้สอดคล้องเสียก่อน นอกจากนี้ก็อาจจะมีเรื่องค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมศาลในการไกล่เกลี่ยเป็นต้น ก็ต้องคอยติดตามข่าวสารความคืบหน้าเรื่องนี้กันต่อไป</p>
<p>เกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ คงเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยนะครับ ไว้โอกาสหน้าจะนำเกร็ดความรู้ทางกฎหมายมาเล่าสู่กันฟังใหม่ สวัสดีครับ</p>
<p align="center"><strong>(๒๑ กันยายน ๒๕๖๐)</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/2788">การไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/2788/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>การจับตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษา</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/legal-articles/2787</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/legal-articles/2787#respond</comments>
				<pubDate>Wed, 20 Sep 2017 23:33:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[ปฏิคม ฟองโหย]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความกฎหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2787</guid>
				<description><![CDATA[<p>นายปฏิคม  ฟองโหย ทนายความ บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด e-mail : patikomf@dlo.co.th สวัสดีครับ วันนี้ผมขอนำสาระทางกฎหมายเรื่องการออกหมายจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/2787">การจับตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p align="right">นายปฏิคม  ฟองโหย</p>
<p align="right">ทนายความ</p>
<p align="right">บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด</p>
<p align="right">e-mail : patikomf@dlo.co.th</p>
<p align="right">
<p style="text-indent: 25px;">สวัสดีครับ วันนี้ผมขอนำสาระทางกฎหมายเรื่องการออกหมายจับจำเลยให้มาฟังคำพิพากษา  มาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นเกร็ดความรู้สำหรับท่านที่ยังไม่เข้าใจเรื่องการออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษา</p>
<p style="text-indent: 25px;">ปัจจุบันนี้ เราจะพบข่าวคนดังที่มีชื่อเสียงระดับประเทศของเราตกเป็นจำเลยในคดีอาญาและต้องโทษคดีอาญากันหลายต่อหลายคน ซึ่งผลคดีของจำเลยแต่ละคนก็แตกต่างกันไป  และมีทั้งที่มาฟังคำพิพากษาและไม่ยอมมาฟังคำพิพากษาก็ว่ากันไป</p>
<p style="text-indent: 25px;">ในการดำเนินคดีอาญานั้น วันที่ถือว่าเป็นวันสำคัญที่สุดก็คือวันที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ไม่ว่าจะอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ตาม โดยเฉพาะจำเลย  โดยหลักแล้วการดำเนินคดีอาญานั้นต้องกระทำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาต่อหน้าจำเลยฉะนั้น จำเลยจะต้องมาศาลทุกนัด เว้นแต่จำเลยจะได้รับอนุญาตจากศาลให้พิจารณาคดีนั้นลับหลังจำเลยได้ จำเลยจึงไม่ต้องมาศาล แต่อย่างไรก็ตามวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยจะต้องมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง จะมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้บุคคลอื่นมาฟังคำพิพากษาแทนไม่ได้  ซึ่งจะต่างกับคดีแพ่ง ที่กฎหมายให้สิทธิจำเลยที่จะไม่มาฟังคำพิพากษาในคดีแพ่งก็ได้ แต่ในคดีอาญาไม่ได้เด็ดขาด จำเลยต้องมาฟังคำพิพากษาด้วยตนเองเท่านั้น  และในกรณีที่จำเลยไม่มาฟังคำพิพากษา ศาลจะอ่านคำพิพากษานั้นโดยที่ไม่มีตัวจำเลยอยู่ต่อหน้าก็ไม่สามารถทำได้   ปัญหาคือแล้วจะทำยังไงดี ?  เมื่อจำเลยก็ไม่ยอมมาฟังคำพิพากษา และศาลก็อ่านคำพิพากษานั้นไม่ได้   ถ้าเช่นนั้นก็ต้องจับตัวจำเลยมาฟังให้ได้ แล้วจะจับอย่างไร กฎหมายให้ทำได้หรือ ?</p>
<p style="text-indent: 25px;">มีคำตอบครับ  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๒ บัญญัติว่า</p>
<blockquote style="padding: 10px 20px; margin: 0 0 20px; border-left: 5px solid #eee;">
<p style="text-indent: 25px;">คดีที่อยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณา ถ้ามีคำร้องระหว่างพิจารณาขึ้นมา ให้ศาลสั่งตามที่เห็นสมควร เมื่อการพิจารณาเสร็จแล้ว ให้พิพากษาหรือสั่งตามรูปความ</p>
<p style="text-indent: 25px;">ให้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลโดยเปิดเผยในวันเสร็จการพิจารณา หรือภายในเวลาสามวันนับแต่เสร็จคดี ถ้ามีเหตุอันสมควรจะเลื่อนไปอ่านวันอื่นก็ได้แต่ต้องจดรายงานเหตุนั้นไว้</p>
<p style="text-indent: 25px;">เมื่อศาลอ่านให้คู่ความฟังแล้ว ให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ ถ้าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่มาจะอ่านโดยโจทก์ไม่อยู่ก็ได้ <span style="text-decoration: underline;">ในกรณีที่จำเลยไม่อยู่ โดยไม่มีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ก็ให้ศาลรอการอ่านไว้จนกว่าจำเลยจะมาศาล แต่ถ้ามีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ให้ศาลออกหมายจับจำเลย เมื่อได้ออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับ ก็ให้ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งลับหลังจำเลยได้ และให้ถือว่าโจทก์หรือจำเลย แล้วแต่กรณีได้ฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นแล้ว</span></p>
<p style="text-indent: 25px; margin-bottom: 0;">ในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งต้องเลื่อนอ่านไปโดยขาดจำเลยบางคน ถ้าจำเลยที่อยู่จะถูกปล่อย ให้ศาลมีอำนาจปล่อยชั่วคราวระหว่างรออ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น</p>
</blockquote>
<p style="text-indent: 25px;">หลักกฎหมายข้างต้น จึงเป็นทางออกให้กับศาลที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง กรณีที่จำเลยไม่มาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา ในทางปฏิบัติศาลจะพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยว่าการไม่มาศาลนั้น เป็นการจงใจจะไม่มาศาลหรือไม่ ถ้าศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่จงใจ ตัวอย่างเช่น จำเลยเจ็บป่วยถึงขั้นต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจริงๆ หรือที่บ้านจำเลยน้ำท่วมหนักไม่สามารถเดินทางมาศาลได้จริงๆ  เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยไม่จงใจที่จะไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล ศาลก็อาจจะเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปก่อนได้ โดยที่จะไม่มีการออกหมายจับจำเลย แต่กรณีที่จำเลย ไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือจงใจที่จะไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล กรณีนี้ ศาลก็จะออกหมายจับตัวจำเลยให้มาฟังคำพิพากษาตามหลักกฎหมายข้างต้น เมื่อศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยแล้ว ศาลก็จะเลื่อนการอ่านคำพิพากษานั้นออกไปอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน เพื่อจับตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษา แล้วถ้าภายในหนึ่งเดือน หรือจนถึงวันนัดอ่านคำพิพากษาที่เลื่อนมาแล้วยังจับตัวจำเลยมาศาลไม่ได้  ศาลก็สามารถอ่านคำพิพากษานั้นได้โดยที่ไม่มีตัวจำเลยมาฟัง หรืออ่านลับหลังจำเลยได้ตามหลักกฎหมายข้างต้นเช่นเดียวกัน</p>
<p style="text-indent: 25px;">การออกหมายจับตัวจำเลยให้มาฟังคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๒  มีเจตนารมณ์เพื่อจับตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการออกหมายจับตัวจำเลยมารับโทษตามคำพิพากษา ซึ่งหมายจับของศาลนั้น ยังมีอีกหลายประเภท มีทั้งหมายจับในคดีอาญา และหมายจับในคดีแพ่ง ในวันนี้ผมขอยกตัวอย่างเฉพาะในส่วนของหมายจับในคดีอาญา ที่ออกมาเพื่อจับตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษาเท่านั้น ซึ่งขณะที่ศาลออกหมายจับตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษานั้น โจทก์และจำเลยก็จะยังไม่ทราบผลของคำพิพากษาว่า ศาลจะพิพากษายกฟ้อง โจทก์ หรือพิพากษาลงโทษจำเลยเพียงใด ซึ่งผลของคำพิพากษาอาจเป็นได้ทั้งสองกรณี แต่โดยมากถ้าจำเลยพอรู้แกวว่าอาจถูกศาลพิพากษาลงโทษ ก็จะใช้วิธีไม่มาฟังคำพิพากษาของศาลในครั้งแรก และรอให้ศาลอ่านคำพิพากษาลับหลังไปก่อน เมื่อรู้ผลคำพิพากษาที่ศาลอ่านลับหลังว่าเป็นอย่างไรแล้ว ค่อยหาวิธีแก้ไขหรือต่อสู้คดีกันต่อไปจะว่าเป็นเทคนิคทางคดีของทนายความก็ว่าได้</p>
<p style="text-indent: 25px;">เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ นี้ คงเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านได้บ้างนะครับ ไว้โอกาสหน้าจะนำเกร็ดความรู้ทางกฎหมายมาเล่าสู่กันฟังใหม่ สวัสดีครับ</p>
<p align="center"><strong>(๑๒ กันยายน ๒๕๖๐)</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/legal-articles/2787">การจับตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/legal-articles/2787/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
