<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อรทัย ทาติ๊บ &#8211; สำนักกฎหมายธรรมนิติ</title>
	<atom:link href="https://www.dlo.co.th/author/oratait/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.dlo.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 14 Nov 2019 07:24:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.3.5</generator>
	<item>
		<title>ภาษีซื้อต้องห้าม แต่นำไปถือเป็นรายจ่ายได้ (ตอนที่ 2)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2027</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2027#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 30 May 2011 23:46:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อรทัย ทาติ๊บ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/2027</guid>
				<description><![CDATA[<p>ตอนที่ 1&#160;ผู้เขียนได้กล่าวถึงภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองไปแล้ว ว่าเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่กฎหมายยอมให้ผู้ประกอบการนำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ สำหรับตอนที่ 2 ผู้เขียนจะกล่าวต่อไปถึงภาษีซื้อต้องห้ามประเภทอื่นๆ บ้าง ซึ่งก็คือ ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร&#160; ดังนี้<br /> 1.&#160; ภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2027">ภาษีซื้อต้องห้าม แต่นำไปถือเป็นรายจ่ายได้ (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนที่ 1&nbsp;ผู้เขียนได้กล่าวถึงภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองไปแล้ว ว่าเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่กฎหมายยอมให้ผู้ประกอบการนำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ สำหรับตอนที่ 2 ผู้เขียนจะกล่าวต่อไปถึงภาษีซื้อต้องห้ามประเภทอื่นๆ บ้าง ซึ่งก็คือ ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร&nbsp; ดังนี้<br /> 1.&nbsp; ภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์<br /> ผู้เขียนเชื่อว่ากิจการเกือบทุกกิจการต้องมีการซื้อหรือเช่ารถยนต์มาใช้ในการประกอบกิจการอย่างแน่นอน&nbsp; ซึ่งก็แล้วแต่สภาพของกิจการว่ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้รถยนต์ประเภทใด บางกิจการก็อาจมีนโยบายซื้อรถยนต์ให้แก่ผู้บริหารใช้&nbsp; ซึ่งกรณีนี้ผู้เขียนก็เคยเห็นอยู่มากทีเดียว<br /> เมื่อผู้ประกอบการซื้อรถยนต์มาใช้ในการประกอบกิจการก็จะถูกผู้ขายเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีซื้อ) ตามกฎหมายไม่ว่ารถยนต์นั้นจะเป็นรถกระบะราคาไม่แพงมากหรือรถเก๋งราคาแพงหลายล้านบาท และนอกจากนั้น ต่อมามีการจ่ายค่าอะไหล่ ค่าอุปกรณ์ ค่าซ่อมรถยนต์นั้นๆ ผู้ประกอบการก็จะถูกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีซื้อ) เช่นกัน ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกผู้ประกอบการอื่นเรียกเก็บนั้นคือภาษีซื้อของผู้ประกอบการนั่นเอง&nbsp; และเรื่องภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42ฯ ได้กำหนดไว้ว่า ภาษีซื้อดังต่อไปนี้ ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม<br /> (1)&nbsp; ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อ เช่าซื้อ เช่า หรือรับโอนรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ข้อ 2(1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42 ฯ )<br /> (2)&nbsp; ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือการรับบริการที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ข้อ 2(1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42 ฯ )<br /> แม้ว่าภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ทั้ง 2 กรณีข้างต้น (ข้อ 2(1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42 ฯ ) จะไม่อนุญาตให้นำไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามอีกรายการหนึ่งที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เช่นเดียวกับภาษีซื้อที่เกิดขึ้นจากรายจ่ายค่ารับรอง แต่เมื่อพิจารณาจาก(ข้อ 2(1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42 ฯ )แล้ว&nbsp; หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วรถประเภทไหนล่ะคือ&nbsp; “รถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคน” ที่ภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องเป็นภาษีซื้อต้องห้ามแต่นำไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้</p>
<p> ผู้เขียนขอเรียนว่า การพิจารณาว่ารถยนต์ใดเป็นรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนนั้น ให้พิจารณาจากนิยามความหมายตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ดังนี้<br /> <strong>รถยนต์นั่ง</strong>&nbsp; คือ รถเก๋งหรือรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย และให้หมายความรวมถึงรถยนต์ในลักษณะทำนองเดียวกัน เช่น รถยนต์ที่มีหลังคาติดต่อเป็นเนื้อเดียวกันในลักษณะถาวรด้านข้าง หรือด้านหลังคนขับมีประตูหรือหน้าต่างและมีที่นั่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีที่นั่งเท่าใด<br /> <strong>รถยนต์โดยสาร</strong>&nbsp; คือ รถตู้หรือรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้ขนส่งคนโดยสารจำนวนมาก รวมทั้งรถยนต์ในลักษณะทำนองเดียวกัน<br /> <strong>รถยนต์กระบะ</strong>&nbsp; คือ รถยนต์ที่มีที่นั่งด้านหน้าตอนเดียวสำหรับคนขับ และตอนหลังเป็นกระบะบรรทุก ซึ่งเปิดโล่งจนถึงท้ายรถโดยไม่มีหลังคา</p>
<p>จากคำนิยามตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ท่านผู้อ่านโปรดสังเกตว่า รถยนต์นั่งก็นั้นคือรถเก๋งหรือรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย โดยไม่คำนึงว่ารถยนต์นั่งนั้นจะมีที่นั่งเท่าใด ดังนั้น รถเก๋งที่ออกแบบเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัยแม้มีที่นั่งเกินสิบที่นั่งหรือร้อยที่นั่งรถเก๋งนั้นก็ยังคงถือเป็นรถยนต์นั่งอยู่ดี ประเด็นคือจำนวนที่นั่งมิใช่สาระสำคัญในการนำมาพิจารณาว่ารถยนต์นั้นๆใช่หรือไม่ใช่รถยนต์นั่งที่ภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องเป็นภาษีซื้อต้องห้าม แต่สิ่งสำคัญในการพิจารณาคือสภาพและลักษณะการใช้งานของตัวรถยนต์นั้นๆ มากกว่า ในทางกลับกันสำหรับรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนนั้น จำนวนที่นั่งยังคงเป็นสาระสำคัญในการพิจารณาประเภทของรถยนต์อยู่</p>
<p>ข้อสังเกตอีกประการซึ่งมีความสำคัญมาก หลายท่านเข้าใจว่าการที่จะดูว่ารถยนต์แต่ละคันเป็นรถยนต์ประเภทใดให้พิจารณาตามประเภทรถที่ระบุในคู่มือทะเบียนรถยนต์ ผู้เขียนขอเรียนเน้นย้ำว่าประเภทรถยนต์ที่ระบุไว้ในคู่มือทะเบียนรถยนต์นั้นเป็นการระบุประเภทรถยนต์ตามพระราชบัญญัติขนส่งทางบกเท่านั้น ไม่สามารถนำมาพิจารณาว่ารถยนต์ใดคือรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนในทางภาษีอากรได้ และในทางภาษีอากรกรมสรรพากรยอมรับให้พิจารณาประเภทของรถยนต์โดยอ้างอิงตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเท่านั้น&nbsp;</p>
<p>เมื่อท่านผู้อ่านพอพิจารณาประเภทของรถยนต์ได้แล้ว ต่อไปเราจะมาพิจารณาด้านเนื้อหาเกี่ยวกับภาษีซื้อต้องห้ามที่เกี่ยวกับรถยนต์ทั้ง 2 กรณี ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวไปแล้วข้างต้น<br /> (1)&nbsp; ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อ เช่าซื้อ เช่า หรือรับโอนรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ข้อ 2(1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42 ฯ )<br /> จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่แค่ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อ เช่าซื้อรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนเท่านั้นที่ผู้ประกอบการไม่สามารถนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ภาษีซื้อต้องห้ามในกรณีนี้ยังรวมถึงภาษีซื้อที่เกิดจากการที่ผู้ประกอบการเช่ารถยนต์ดังกล่าวมาจากผู้ประกอบการรายอื่นด้วย&nbsp; แต่ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อ เช่าซื้อ รับโอนรถยนต์ประเภทรถบรรทุก, รถกระบะตอนเดียว, กระบะ space cap หรือ smart cap ไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามแต่อย่างใด ทั้งนี้ผู้เขียนได้รวบรวมข้อหารือที่เกี่ยวข้องบางส่วนมานำเสนอแก่ท่านผู้อ่าน ดังนี้<br /> &#8211;&nbsp;&nbsp; กรณีบริษัทฯ ซื้อรถยนต์นั่งหรือเช่ารถยนต์นั่ง เพื่อนำไปใช้ในการวิ่งทดสอบสมรรถนะของยางรถยนต์ เข้าลักษณะเป็นการนำรถยนต์นั่งไปใช้ในการประกอบกิจการของตนเอง โดยไม่ได้นำไปขายหรือให้เช่า ดังนั้น ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อรถยนต์หรือเช่ารถยนต์นั่ง เพื่อใช้ในการวิ่งทดสอบสมรรถนะของยาง ถือเป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร (กค 0811/พ.2673 วันที่ 3 เมษายน 2543) <br /> &#8211;&nbsp;&nbsp; บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ หากบริษัทซื้อรถยนต์ทดลองขับมีจุดประสงค์เพื่อใช้ประกอบกิจการของบริษัทและขายให้ลูกค้าในเวลาต่อมา ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นจากการซื้อรถยนต์ดังกล่าว ย่อมต้องห้ามตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42ฯ (กค 0702/พ./4808 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2551)<br /> &#8211;&nbsp;&nbsp; บริษัทเช่ารถยนต์นั่งมาใช้เป็นรถประจำตำแหน่งผู้บริหาร บริษัทนำภาษีซื้อที่เกิดจากค่าเช่ารถยนต์นั่งดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายได้บริษัทไม่ต้องเรียกเก็บภาษีจากผู้บริหารซึ่งใช้รถยนต์นั้น (กค 0802/พ.11334 30 มิถุนายน 2536)<br /> &#8211;&nbsp;&nbsp; รถยนต์กระบะบรรทุก ประเภทรถยนต์ส่วนบุคคล 2 ประตู มีที่นั่งหลังคนขับ(Space Cab) โดยไม่ได้ทำการดัดแปลงหรือตกแต่งใดๆ เพื่อใช้ประกอบกิจการโดยจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล รถยนต์ดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต จึงนำภาษีซื้อสำหรับรถยนต์กระบะดังกล่าวมาหักจากภาษีขายได้ ไม่ต้องห้ามแต่อย่างใด (กค 0802/พ.2830 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2540)</p>
<p>2.&nbsp; ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือการรับบริการที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ข้อ 2(1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42 ฯ ) ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือการรับบริการที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เช่น&nbsp; ค่าน้ำมันรถ ค่าอะไหล่ อุปกรณ์ ค่าซ่อมรถยนต์ ฯลฯ&nbsp; ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ผู้เขียนได้รวบรวมข้อหารือที่เกี่ยวข้องบางส่วนมานำเสนอแก่ท่านผู้อ่าน ดังนี้<br /> &#8211;&nbsp;&nbsp; ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อยางรถยนต์เพื่อใช้ในการทดสอบ โดยนำไปประกอบกับรถยนต์นั่ง และนำไปวิ่งในสนามทดสอบหรือบนท้องถนนเพื่อทดสอบการยึดเกาะถนน การสึกหรอ การรับน้ำหนักและการหยุดรถ รวมทั้งภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อน้ำมัน หรือจากการซ่อมบำรุง และการประกันภัยรถยนต์นั่งดังกล่าว ถือเป็นภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่ง บริษัทฯ จึงไม่มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามมาตรา82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)ฯ ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2535 (กค 0811/พ.2673 วันที่ 3 เมษายน 2543)<br /> &#8211;&nbsp;&nbsp; ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นจากการซื้อค่าบัตรทางด่วน (express way) สำหรับรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคน ที่ทางการพิเศษฯ เรียกเก็บจากการใช้ทางพิเศษ เข้าลักษณะเป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนฯ จึงไม่สามารถนำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ตามข้อ 2 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม&nbsp; ฉบับที่ 42 ฯ (กค 0809/1331 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2539)</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข้อยกเว้น</span> <br /> ภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคน สำหรับกิจการดังต่อไปนี้ผู้ประกอบการสามารถนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ <br /> 1.&nbsp; กิจการขายรถยนต์หรือให้เช่ารถยนต์ <br /> หากผู้ประกอบการนั้นซื้อรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนมาเพื่อขายหรือเพื่อให้เช่าในกิจการมิได้ซื้อมาไว้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการโดยตรง ภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับการซื้อรถยนต์ฯ ดังกล่าว เป็นภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ <br /> 2.&nbsp; กิจการรับประกันภัยสำหรับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีนั่งไม่เกินสิบคน เช่น บริษัทประกันภัยจ่ายค่าซ่อมรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบที่นั่งแก่ร้านซ่อมรถ แทนเจ้าของรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัย ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นจากค่าซ่อมรถยนต์ฯ นั้นไม่ใช่ภาษีซื้อต้องห้าม</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">สรุป</span> <br /> ภาษีซื้อที่เกิดจากรถยนต์ในกรณีดังต่อไปนี้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามแต่กฎหมายยอมให้นำมาหักรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้<br /> 1.&nbsp; ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อ เช่าซื้อ เช่า หรือรับโอนรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต <br /> 2.&nbsp; ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือการรับบริการที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต <br /> <span style="text-decoration: underline;">ยกเว้น</span> กิจการขายรถยนต์หรือให้เช่ารถยนต์ซึ่งซื้อรถยนต์ฯ ดังกล่าวมาเพื่อขายหรือให้เช่า และกิจการรับประกันภัยสำหรับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีนั่งไม่เกินสิบคน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/2027">ภาษีซื้อต้องห้าม แต่นำไปถือเป็นรายจ่ายได้ (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/2027/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
		<item>
		<title>ภาษีซื้อต้องห้าม แต่นำไปถือเป็นรายจ่ายได้ (ตอนที่ 1)</title>
		<link>https://www.dlo.co.th/tax-articles/1996</link>
				<comments>https://www.dlo.co.th/tax-articles/1996#respond</comments>
				<pubDate>Mon, 18 Apr 2011 21:35:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[อรทัย ทาติ๊บ]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความภาษีอากร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">https://www.dlo.co.th/legal-articles/1996</guid>
				<description><![CDATA[<p>ผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อประกอบกิจการจนมีรายรับเกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม (เกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี) ผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการนั้นๆ มีหน้าที่ต้องยื่นขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร  ซึ่งผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะเรียกว่า “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”  </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/1996">ภาษีซื้อต้องห้าม แต่นำไปถือเป็นรายจ่ายได้ (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></description>
								<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อประกอบกิจการจนมีรายรับเกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม (เกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี) ผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการนั้นๆ มีหน้าที่ต้องยื่นขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร  ซึ่งผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะเรียกว่า “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”  </p>
<p>ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่สำคัญซึ่งต้องปฏิบัติหลายประการ เช่น หน้าที่จัดทำรายงานและเก็บรักษาหลักฐานและเอกสารต่างๆเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม, หน้าที่ออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทุกครั้งเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการแล้วส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ นอกจากนั้นหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกรายไม่ว่าผู้ประกอบการรายนั้นจะมีฐานะเป็นบุคคลธรรมดา,  คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคล  คือ หน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม(ถ้ามี) เป็นรายเดือนต่อกรมสรรพากรทุกเดือนไม่ว่าจะได้ขายสินค้าหรือให้บริการในเดือนภาษีนั้นหรือไม่ก็ตาม ด้วยแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยใช้วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยการนำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ดังนี้</p>
<p>ภาษีขาย – ภาษีซื้อ =  ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ(เครดิตภาษีที่เหลืออยู่)    </p>
<p>การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยวิธีการนำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อจะก่อให้เกิดผล 2 ประการด้วยกัน  ประการแรก  ถ้าผลการคำนวณมีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ จำนวนส่วนต่างที่เกิดขึ้นคือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องชำระสำหรับเดือนนั้น ประการที่สอง ถ้าผลการคำนวณมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนนั้น และจำนวนส่วนต่างถือเป็นเครดิตภาษีที่เหลืออยู่ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนสามารถเลือกใช้สิทธิที่จะขอคืนเป็นเงินหรือยกไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดไปก็ได้หรือที่เรียกกันว่าพันยอด</p>
<p>สำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยวิธีนำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ มีประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องพิจารณาเสมอก่อนนำภาษีซื้อมาใช้  คือ ภาษีซื้อใดที่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ และภาษีซื้อใดเป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ เพราะ ไม่ใช่ภาษีซื้อทุกกรณีที่กฎหมายอนุญาตให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำมาหักออกจากภาษีขายได้  และในกรณีที่เกิดความผิดพลาดในการนำภาษีซื้อมาใช้ โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเอาภาษีซื้อต้องห้ามไปหักออกจากภาษีขาย ผลที่ตามมาคือผู้ประกอบการจดทะเบียนอาจต้องรับผิดในเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนดไว้</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตามมีภาษีซื้อบางประเภทแม้เป็นภาษีซื้อต้องห้าม ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลก็สามารถนำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้  ตามมาตรา 65ตรี (6ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้</p>
<p>1.  ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร<br />
2.  ภาษีซื้อตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากร</p>
<p>ผู้อ่านบางคนอาจเกิดคำถามว่า ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง หรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน ตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากรที่สามารถนำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร  กรณีนี้กรมสรรพากรได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับภาษีซื้อดังกล่าวไว้ในข้อ 5 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 17) ดังนี้</p>
<p>(ก)  ค่ารับรอง หรือค่าบริการไม่ว่าจะจ่ายเพื่อการรับรองหรือให้บริการแก่บุคคลใด ๆ และไม่ว่าจะอำนวยประโยชน์แก่กิจการหรือไม่ก็ตาม เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่ามหรสพ  ค่าใช้จ่ายเพื่อการกีฬา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน<br />
(ข)  ค่าสิ่งของ หรือประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการตาม (ก) และบุคคลอื่น</p>
<p>ตัวอย่างคำวินิจฉัยของกรมสรรพากรที่วินิจฉัยว่าเป็นภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายค่ารับรองฯ</p>
<p>&#8211; บริษัทฯ เช่าห้องชุดติดกับสำนักงานของบริษัทฯ เพื่อใช้เป็นห้องพักรับรองสำหรับลูกค้าที่ไม่พักที่โรงแรม ซึ่งพนักงานของบริษัทฯ ไม่มีสิทธิเข้าไปพักอาศัย ภาษีซื้อที่เกิดจากค่าซื้อม่าน พรม โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา เตียง แอร์ ตู้เย็น เพื่อใช้ติดตั้งในห้องรับรองลูกค้า, ค่าซื้อโทรทัศน์ วีดีโอ วิทยุ และติดตั้ง UBC เพื่อใช้เป็นข่าวสารให้บริการลูกค้าในห้องรับรอง และค่าซักแห้ง ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ในกรณีลูกค้าได้พักที่ห้องรับรองนี้  ไม่สามารถขอคืนหรือนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้เนื่องจากถือเป็นภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง ตามมาตรา 82/5(4) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 5 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17)ฯ ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2534  (กค 0811/พ./5697 วันที่ 26 มิถุนายน 2545)  </p>
<p>&#8211; กระเช้าของขวัญที่บริษัทแจกให้เป็นของขวัญแก่ลูกค้า เนื่องในพิธีหรือโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ การเปิดแนะนำสินค้าใหม่โดยมีนามบัตรของบริษัทที่ระบุชื่อ ที่อยู่ และเครื่องหมายการค้าของบริษัทติดที่กระเช้าของขวัญดังกล่าว หากกระเช้าดังกล่าวเป็นสิ่งของที่บริษัทพึงให้แก่ลูกค้าตามประเพณีทั่วไป และมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสมควรแล้ว บริษัทไม่ต้องนำมูลค่าของกระเช้าของขวัญดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79(4) และตามข้อ 2(6) แห่งประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 40) ภาษีซื้ออันเกิดจากการซื้อกระเช้าของขวัญมาแจกหรือให้เป็นของขวัญแก่ลูกค้าดังกล่าวเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(4) และตามข้อ 5 แห่งประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) (กค 0811/พ.6945 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2539)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th/tax-articles/1996">ภาษีซื้อต้องห้าม แต่นำไปถือเป็นรายจ่ายได้ (ตอนที่ 1)</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.dlo.co.th">สำนักกฎหมายธรรมนิติ</a>.</p>
]]></content:encoded>
							<wfw:commentRss>https://www.dlo.co.th/tax-articles/1996/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
							</item>
	</channel>
</rss>
