Menu

ENG

Menu

ภาษีอากรเกี่ยวกับกรณีบริษัทจ่ายเงินช่วยเหลือแก่พนักงานที่ประสบภัยพิบัติ

วิกฤตการณ์น้ำท่วมในปี 2554 นี้ถือได้ว่าเป็นมหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี มีผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัตินี้จำนวนมาก พื้นที่ประสบภัยทั้งหมด 64 จังหวัด เสียชีวิต 533 ราย สูญหาย 2 ราย และยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 24 จังหวัด ที่อยู่ระหว่างฟื้นฟู 40 จังหวัด1 

หลายท่านสูญเสียสมาชิกในครอบครัว สัตว์เลี้ยง ทรัพย์สินเงินทองข้าวของเครื่องใช้ตลอดจนที่พักอาศัยเสียหาย บางท่านต้องกลายมาเป็นผู้อพยพครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไรก็ตาม ชีวิตคงต้องดำเนินต่อไป สิ่งที่หลายครอบครัวประสบกับความสูญเสียนั้นเป็นสิ่งนอกกาย แค่ทำใจยอมรับมันว่ าสรรพสิ่งในโลกนี้เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ แม้แต่ร่างกายของตัวเราเอง ก็ยังห้ามไม่ให้แก่ ห้ามไม่ให้เจ็บไม่ได้เลย

การเยียวยาและการให้ความช่วยเหลือเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีขึ้น เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ รัฐบาลได้กำหนดมาตรการต่าง ๆ ออกมาเยียวยาความเสียหาย แม้จะไม่สามารถชดเชยความเสียหายทั้งหมดที่ผู้ประสบภัยได้รับ ก็คงจะดีกว่าไม่มีมาตรการใด ๆ เลย เงินที่ผู้ประสบภัยไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัทห้างร้านซึ่งเป็นนิติบุคคล ได้รับชดเชยหรือช่วยเหลือจากรัฐ เนื่องจากประสพภัยหรือเสียหายจากภัยน้ำท่วมนี้ ได้รับยกเว้นภาษี  2  
แต่เงินชดเชยหรือช่วยเหลือจากรัฐ คงไม่เพียงพอต่อการเยียวยาความเสียหาย หลายฝ่ายต่างเรียกร้องให้รัฐบาลหามาตรการมารองรับ และป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมอีกต่อไป การเยียวยาความเสียหายที่ดี ไม่ควรทำด้านเดียวในลักษณะของการหยิบยื่นเงินทองให้ เพราะไม่มีความยั่งยืน ควรจะหาเครื่องมือทำกินให้ผู้ประสบภัย เช่น มีการสอนอาชีพและจัดหาเครื่องมือในการประกอบอาชีพให้ เปรียบเทียบได้กับการแจกข้าวกล่องหรือถุงยังชีพ กินหมดไปแล้วมื้อต่อไป จะเอาอะไรกิน ถ้าถุงยังชีพแจกอุปกรณ์หาปลาไปด้วย ก็คงจะดีไม่น้อย

บริษัทห้างร้านเองก็เป็นผู้ประสบภัย และได้รับความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ทว่าบริษัทหรือห้างร้านที่ประกอบธุรกิจผลิตหรือบริการ ซึ่งโดยปกติต้องอาศัยปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุนและผู้ประกอบการ3   หลายบริษัทได้รับความเสียหายในด้านทรัพย์สินจำนวนมาก เครื่องจักร สินค้าและโรงงานเสียหาย

แม้ต้องประสบกับภาวะที่ยากลำบากในยามทุกข์ยาก หลายต่อหลายบริษัท ก็ยังไม่ลังเลที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่พนักงานเพื่อเยียวยาความเสียหาย หวังเพียงให้พนักงานจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานในลักษณะของการจ่ายเงินช่วยเหลือจากความเสียหายโดยอาจให้มากน้อยตามกำลังความสามารถที่แต่ละกิจการจะพึงมี

เงินช่วยเหลือที่หยิบยื่นให้พนักงานไม่เพียงแต่จะบรรเทาความทุกข์ร้อน แต่ยังสร้างความผูกพันทางด้านจิตใจของพนักงานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก พนักงานจะจดจำไปตลอดว่า นายจ้างไม่ทิ้งกันในยามยาก เป็นการซื้อใจด้วยใจ การหยิบยื่นเงินทองให้เป็นเพียงรูปแบบการช่วยเหลือที่สะท้อนออกมาเท่านั้น โดยนายจ้างอาจจะไม่ได้คำนึงเลยแม้แต่น้อยว่า กิจการจะสามารถนำเงินที่จ่ายช่วยเหลือไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่อย่างไร

การจ่ายเงินช่วยเหลือพนักงานที่ประสบภัย ที่จะนำมาถือเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ ต้องเป็นการจ่ายตามประกาศของบริษัทที่มีหลักเกณฑ์เป็นการทั่วไป  ไม่เกินความเสียหายที่แท้จริง โดยไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน

เงินช่วยเหลือดังกล่าว ก็จะเป็นสวัสดิการพนักงาน ซึ่งตามประมวลรัษฎากรถือว่า เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการและสามารถนำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่ถ้าบริษัทพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่พนักงาน มากบ้าง น้อยบ้าง โดยไม่มีประกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าว เงินช่วยเหลือดังกล่าว อาจถือเป็นการให้ส่วนตัวโดยเสน่หา เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

สำหรับพนักงานที่ได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าวจากนายจ้าง  ไม่เพียงแต่ซาบซึ้งในความเมตตาและน้ำใจที่นายจ้างมีให้แก่ตน แต่ยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินและทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคหรือช่วยเหลือเพื่อชดเชยความเสียหายด้วย4

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์สำคัญของกฎหมาย คือ พนักงานผู้ประสบภัยต้องได้รับเงินชดเชยไม่เกินมูลค่าความเสียหายที่ได้รับ ดังนั้น บริษัทหรือห้างร้านที่มีระเบียบสวัสดิการจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ลูกจ้าง ควรจัดทำเอกสารประกอบการเบิกจ่าย โดยมีข้อมูลชื่อพนักงาน สังกัด สถานที่ตั้งของที่อยู่อาศัยที่แสดงได้ว่าอยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ มีการบรรยายถึงความเสียหายที่พนักงานได้รับ รวมถึงภาพถ่ายเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติเงินช่วยเหลือ

ภัยธรรมชาติ เกิดขึ้นและมีอยู่เองเป็นธรรมดา ไม่นานก็จะผ่านพ้นไป สิ่งสำคัญก็คือกำลังใจที่ไม่ควรหมดไป ตราบใดที่ยังคงมีลมหายใจ คนทุกคนจะต้องพบทั้งสุขและทุกข์สลับกันไป แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็เป็นผู้ประสบภัยเช่นกัน สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ทำตามหน้าที่ ตามกำลังตามความสามารถที่แต่ละคนจะพึงมีเพื่อช่วยเหลือสังคมตามโอกาสและท้ายที่สุดผู้เขียนขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่านก้าวผ่านวิกฤตใหญ่ครั้งนี้ไปด้วยกัน

——————————————————————————————————

1. สืบค้นจาก http://www.thaiflood.com/ เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2554

.2 พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 527) พ.ศ.2554 มาตรา 3 (1) ดู http://www.rd.go.th/publish/45073.0.html

3. สืบค้นจาก http://en.wikipedia.org เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554

4. พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 527) พ.ศ.2554  มาตรา 3 (2) ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 206) ข้อ 2