Menu

ENG

Menu

ทางเลือกใหม่ของการลงทุนเพื่อเตรียมเกษียณ

การลงทุน เมื่อพูดถึงการลงทุนในปัจจุบันมีให้เลือกมากมายหลายช่องทาง ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเลือกลงทุนได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดอนุพันธ์ การลงทุนซื้อทองคำ หรือการลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต การลงทุนที่ยกตัวอย่างมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะเมื่อดูจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้นผมจึงขอแนะนำท่านผู้อ่าน ให้ทราบเกี่ยวกับการลงทุนช่องทางหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนที่แน่นอนในระยะยาว สร้างหลักประกันความมั่นคงให้แก่ชีวิตของท่านเมื่อถึงคราวเกษียณอายุการทำงาน และสามารถใช้ประโยชน์ในทางภาษีของตัวท่านเองอีกด้วย ซึ่งการลงทุนที่ว่านี้คือการลงทุนในการทำประกันชีวิตรูปแบบหนึ่งนั่นเอง

วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการลงทุน คือการสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิต หลังจากที่ท่านตัดสินใจปลดระวางจากการทำงานแล้ว และยังคงมีเงินเหลือไว้ใช้สอยจำนวนหนึ่ง พร้อมกับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่พอเพียงให้แก่ตัวท่านเมื่อยามเจ็บป่วย ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญในการสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่ประชาชนในช่วงวัยเกษียณ จึงได้มีนโยบายสนับสนุน ให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมเงินเพิ่มขึ้น โดยได้มีมติเห็นชอบให้กรมสรรพากรปรับปรุงค่าลดหย่อนภาษี 1เพื่อสนับสนุนการออมเงินในรูปแบบของการทำประกันชีวิตแบบบำนาญ โดยให้สามารถนำเบี้ยประกันที่จ่ายสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ ไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 200,000 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไป2ซึ่งสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาทแล้วจะเห็นว่าสามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตรวมกันได้ถึง 300,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิในการหักลดหย่อนที่สูงมากเลยทีเดียว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเงินค่าเบี้ยประกันที่ท่านเสียในทุกๆ ปีนั้น ท่านมิได้เสียไปเต็มตามจำนวนที่ควรจะเสียตามจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง เช่น ถ้าท่านเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 30% และในปีนี้ท่านได้ทำประกันชีวิตแบบบำนาญไว้ 300,000 บาท ท่านจะสามารถประหยัดภาษีหรืออาจได้รับภาษีคืน 90,000 บาท (300,000 X 30%) เปรียบเหมือนรัฐบาลได้ช่วยออกค่าเบี้ยประกันให้แก่ท่าน 90,000 บาท  ดังนั้นท่านจึงจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญเองจริงๆ เพียง 210,000 บาทเท่านั้น ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นประโยชน์ทางอ้อมที่ท่านจะได้รับการลงทุนทำประกัน

อย่างไรก็ดีเมื่อท่านนำเงินเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญดังกล่าว มารวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) โดยเมื่อรวมกันแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยให้เริ่มใช้กับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี 2553 ที่ท่านต้องนำมายื่นแบบภายในเดือนมีนาคม 2554 เป็นต้นไป ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 194) โดยมีหลักเกณฑ์ของกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ3ที่ท่านจะสามารถนำมาใช้สิทธิ์ดังกล่าวข้างต้นได้ มีดังนี้

  1.  เป็นกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาเอาประกันตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  2. มีเงื่อนไขการจ่ายเงินบำนาญเท่าๆ กัน เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ เช่นรายเดือน หรือรายปี โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป จนถึงอายุไม่ต่ำกว่า 85 ปี
  3. ไม่มีการจ่ายผลประโยชน์อื่นใด ก่อนได้รับเงินบำนาญ เว้นแต่กรณีที่เสียชีวิตก่อน
  4. กรณีเสียชีวิต หากเกิดขึ้นก่อนระยะเวลาที่จะได้รับเงินบำนาญ จะได้รับในจำนวนที่มากกว่าเบี้ยประกันที่ผู้เอาประกันภัยได้จ่ายไปแล้วเล็กน้อย แต่หากเสียชีวิตในระหว่างช่วงเวลาที่ได้รับเงินบำนาญ จะได้รับไม่เกินเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยได้ชำระมาหักด้วยเงินบำนาญที่ได้รับไปแล้ว
  5. ใบเสร็จรับเงินหรือใบรับรองการจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตที่จะนำมาเป็นหลักฐานใช้สิทธิหักค่าลดหย่อน ซึ่งผู้รับประกันภัยต้องรับรองว่าเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญที่ได้รับสิทธิหักค่าลดหย่อนได้ และต้องแยกรายการค่าเบี้ยประกันแบบบำนาญออกจากเบี้ยประกันชีวิตแบบอื่น หรือเบี้ยประกันสุขภาพ/เบี้ยประกันอุบัติเหตุ หรือเบี้ยประกันภัยอื่นให้ชัดเจน

อนึ่ง กรณีที่ท่านจะสามารถนำเบี้ยประกันแบบบำนาญดังกล่าว มาใช้ในการหักลดหย่อนได้นั้น ท่านจะต้องมีหลักฐานจากผู้รับประกันภัย ซึ่งรับรองให้ว่าเป็นการจ่ายเบี้ยประกันภัยแบบบำนาญ ที่สามารถนำมาใช้ในการหักลดหย่อนภาษีได้ และหากว่าท่านได้ใช้สิทธิในการหักลดหย่อนเบี้ยประกันภัยแบบบำนาญไปแล้ว ต่อมาปรากฏว่ากรมธรรม์ประกันภัยของท่านนั้น ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวมา ท่านมีหน้าที่ที่จะต้องทำการยื่นแบบปรับปรุงเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติมในส่วนที่ท่านได้เริ่มใช้สิทธิในการนำเบี้ยประกันแบบบำนาญที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์นั้นมาหักออก พร้อมกับรับผิดในส่วนของเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) ให้ถูกต้องครบถ้วน


1 ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 279 (พ.ศ.2554)
2 ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ข้อ 2 (61)
3 ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 194)