Menu

ENG

Menu

ความตกลงเพื่อเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย-ไต้หวัน

ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร  (ฉบับที่ 463) พ.ศ. 2549 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2549 นั้น กำหนดให้ยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรให้แก่บุคคลตามข้อผูกพันในการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทำไว้กับหน่วยงานของต่างประเทศตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ เฉพาะข้อผูกพันที่ได้ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

จากข้อความในพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว หลายท่านอาจมีข้อสงสัยว่าเหตุใดการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลไทยกับประเทศต่างๆ จึงไม่อาศัยอำนาจตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร  (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว

ต่อคำถามดังกล่าว ตอบได้ว่า เหตุที่ประเทศไทยต้องตราพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 463 พ.ศ. 2549 มาใช้บังคับ เนื่องจากสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ได้ทำข้อผูกพันในการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจแห่งกรุงไทเป (ไต้หวัน)

ซึ่งเนื้อความในข้อตกลงฉบับดังกล่าว มีผลเป็นการเว้นการเก็บภาษีซ้อน เช่นเดียวกับที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับรัฐบาลของต่างประเทศ ดังที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาออกฉบับที่ 18 พ.ศ. 2505 แต่เนื่องจากประเทศไทยยึดถือนโยบายจีนเดียว ดังนั้นการดำเนินการใด ๆ กับไต้หวัน จึงต้องมิใช่การดำเนินการระหว่างรัฐกับรัฐ แต่เป็นการดำเนินการระหว่างหน่วยงานภายในของแต่ละประเทศเท่านั้น  

อย่างไรก็ตาม ความตกลงฉบับดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความสับสนในทางปฏิบัติ ทั้งเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ซึ่งรับผิดชอบการจัดเก็บภาษี และกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ ซึ่งรับผิดชอบในการจัดทำความตกลง ว่าความตกลงที่ลงนามกันเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 นั้น

ก่อให้เกิดผลผูกพันขึ้นหรือไม่ เพียงใด  กรมสรรพากรจึงได้ขอความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา จนในที่สุดได้เกิดความชัดเจนขึ้นเมื่อคณะกรรมกฤษฎีกาได้มีความเห็นตามบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 897/2547 เดือนตุลาคม 2547 ว่าความตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อได้ออกพระราชกฤษฎีกามารองรับ ซึ่งต่อมากรมสรรพากรได้ออกพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 463 พ.ศ. 2549 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2549

เพื่อให้อนุวัตรตามข้อ 26 ของความตกลงที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการออกกฎหมายภายในรองรับความตกลงดังกล่าวเสียก่อน จากนั้นจึงแลกเปลี่ยนหนังสือยืนยันระหว่างกันเพื่อยืนยันว่าแต่ละฝ่ายได้ออกกฎหมายภายในรองรับความตกลงแล้ว ความตกลงจะมีผลใช้บังคับอย่างสมบูรณ์ต่อไป

จากหนังสือของคณะกรรมการกฤษฎีกาประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 463 พ.ศ. 2549 จึงตีความได้ว่า “ประเทศไทยได้มีความตกลงเพื่อเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับไต้หวัน” นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ หากบุคคลในประเทศไทยจะดำเนินการใด ๆ กับบริษัทหรือบุคคลใดที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไต้หวัน หรือบริษัทในไต้หวันประสงค์จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย หรือลงทุนไปแล้ว จึงควรพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามความตกลงดังกล่าวประกอบอีกทางหนึ่งด้วย