เจาะลึก...............สัญญาจ้างแรงงาน ครั้งที่ ๔ (ตอนจบ)
ซึ่งโทษทางวินัยนั้นจะมีหลายกรณีเช่น ตักเตือนด้วยวาจา ทำทัณฑ์บน ตักเตือนเป็นหนังสือ พักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ไม่ขึ้นเงินเดือนประจำปี ไม่เลื่อนตำแหน่ง ให้ออก หรือเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย
แต่บางครั้ง การผิดนัดผิดสัญญาของลูกจ้างก็อาจไม่เป็นความผิดทางวินัยก็ได้ นายจ้างสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดจากการผิดสัญญาดังกล่าว (ถ้ามี) หรืออาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง (เลิกจ้าง) เช่น อ้างว่า ตนเองมีความเชี่ยวชาญพิเศษในงาน แต่กลับทำงานได้ไม่เสมือนเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษนั้น เป็นต้น หากนายจ้างใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา นายจ้างก็จะต้องจ่ายค่าชดเชยตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (โปรดพิจารณามาตรา ๕๗๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) และถือว่า เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม เพราะเป็นการเลิกจ้างตามที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน อย่างไรก็ดี การจะพิจารณาว่า นายจ้างมีความรับผิดชอบอย่างไรต่อการเลิกจ้างนั้น จะต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป
มีปัญหาต่อไปว่า นายจ้างจะนำค่าเสียหายมาหักกลบลบหนี้กับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดได้หรือไม่ คงจะต้องพิจารณาตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งอนุญาตให้นายจ้างสามารถหักค่าเสียหาย ซึ่งเกิดจากการที่ลูกจ้างกระทำจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมของลูกจ้าง (โปรดพิจารณามาตรา ๗๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑) ดังนั้น นายจ้างจะนำค่าเสียหายมาหักจากเงินดังกล่าวได้หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่า การกระทำผิดสัญญาของลูกจ้างนั้นเกิดจากกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ไม่ใช่ว่า นายจ้างจะสามารถหักได้ทุกกรณี
นายจ้างสามารถกำหนดไว้เป็นเงื่อนไขหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานว่า หากลูกจ้างปฏิบัติผิดนัดผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ให้นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และหรือเรียกค่าเสียหาย และลูกจ้างตกลงให้นายจ้างมีสิทธินำค่าเสียหายไปหักจากค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดได้ไม่จำกัดจำนวน เท่ากับเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า หากต่อมา มีการผิดนัดผิดสัญญาเกิดขึ้น นายจ้างไม่จำต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างอีก สามารถนำค่าเสียหายมาหักออกจากค่าจ้างได้ทันที
เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง ลูกจ้างมีหน้าที่จะต้องส่งมอบการงานที่จ้างให้แก่นายจ้างเพื่อที่ตนเองจะได้กลับสู่สถานะเดิมดังเช่นก่อนที่จะเข้ามาทำงานเป็นลูกจ้าง (โปรดพิจารณามาตรา ๓๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) หากลูกจ้างกระทำผิดสัญญา ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ในระหว่างการตรวจสอบความเสียหายนั้น นายจ้างมีเวลาที่จะชะลอการจ่ายค่าจ้างได้เพียงไม่เกินสามวัน นับแต่วันที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงเท่านั้น หากนายจ้างไม่ได้รับความเสียหาย นายจ้างจะต้องรีบจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างโดยเร็ว (โปรดพิจารณามาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑) แต่หากเป็นเงินอื่น เช่น โบนัสค้างชำระ หรือเงินสวัสดิการอื่นที่ลูกจ้างยังไม่ได้รับ นายจ้างสามารถชะลอการจ่ายไว้มากกว่าสามวันได้
เบ็ดเตล็ด ที่มักจะกล่าวถึงในสัญญาจ้างแรงงานมาตรฐานมี ๒ กรณีคือ
๑. การผ่อนผัน ผ่อนเวลา ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายยังมีสถานะเป็นนายจ้างลูกจ้างกัน ก็ย่อมมีการปฏิบัติต่อกันย่อหย่อนผ่อนผันในกฎระเบียบต่าง ๆ บ้างอันเป็นเรื่องธรรมดา แต่การที่นายจ้างปล่อยประละเลยการปฏิบัติตาม กฎระเบียบบ่อย ๆ อาจจะถูกแปลความได้ว่านายจ้าง ได้สละประโยชน์ในบรรดาเงื่อนไขของกฎระเบียบนั้น ๆ เสียแล้ว จึงไม่อาจนำมาใช้ในทางที่เป็นโทษกับลูกจ้างได้
ข้อสังเกต
- นายจ้างมักจะไม่ได้ลงนาม หรือลงนามเองพร้อมประทับตรานิติบุคคล แต่มอบให้ฝ่ายบุคคลเป็นผู้ลงนามแทน และยังไม่มีหนังสือมอบอำนาจอีกด้วย
- พยาน มักจะเป็นพยานของนายจ้างทั้งสองคน
- นายจ้างมักจะไม่มอบคู่ฉบับของสัญญาจ้างแรงงานให้กับลูกจ้างยึดถือไว้ แต่อาจให้ถ่ายสำเนาไว้แทน
- เมื่อลูกจ้างลงนามทำสัญญาจ้างแรงงานแล้ว นายจ้างจะมอบสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้ลูกจ้างศึกษาต่อไป
ส่วนฝ่ายลูกจ้าง เมื่อนายจ้างเรียกไปทำสัญญาจ้างแรงงาน มักจะดีใจที่ได้งานทำ และไม่ได้ใส่ใจว่า ตนลงนามผูกพันอะไรไปบ้าง เขาให้เซ็นต์อะไรก็เซ็นต์ทั้งนั้น อีกทั้งอยู่ในสถานะที่แทบจะไม่มีอำนาจต่อรอง จะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีเรื่องมีราวกับนายจ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างควรจะร้องขอคู่ฉบับสัญญาเก็บไว้กับตัวก่อน หรืออย่างน้อยก็ถ่ายสำเนาเก็บไว้ หากเกิดปัญหาในอนาคต ก็จะได้รู้ว่า ตนเองอยู่ในสถานะอย่างไร
ท้ายสุดนี้ ผู้เขียนหวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย และสามารถนำประโยชน์ที่ได้ไปใช้อย่างถูกต้อง และมีคุณธรรมต่อไป
