Menu

ENG

Menu

กรรมการลูกจ้างอาจถูกเลิกจ้างโดยไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกรรมการลูกจ้างกันก่อน คำว่า “กรรมการลูกจ้าง” ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา๔๕ ถึง มาตรา๕๓ กรรมการลูกจ้าง คือตัวแทนของลูกจ้างซึ่งได้รับการคัดเลือกมาจากลูกจ้างทั้งหมด เพื่อทำหน้าที่ดูแลสวัสดิการของลูกจ้าง  ปรึกษาหารือเพื่อกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นประโยชน์ต่อนายจ้างและลูกจ้าง พิจารณาคำร้องทุกข์ของลูกจ้าง และหาทางปรองดองและระงับข้อขัดแย้งในสถานประกอบการ

การคัดเลือกลูกจ้างขึ้นมาทำหน้าที่เป็นกรรมการลูกจ้างนั้น ก่อนอื่น จะต้องพิจารณาจาก จำนวนลูกจ้างในสถานประกอบการ ซึ่งจะต้องมีจำนวนลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไปเสียก่อน โดยคณะกรรมการลูกจ้างจะมีได้ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป จนถึงสูงสุดยี่สิบเอ็ดคน สำหรับสถานประกอบการที่ลูกจ้างเกินสองพันห้าร้อยคน

หากสถานประกอบการใดมีสหภาพแรงงานและมีสมาชิกของสหภาพแรงงานเกินหนึ่งในห้าของลูกจ้างทั้งหมด สหภาพแรงงานนั้นสามารถแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างได้หนึ่งคน แต่ถ้าเกินกึ่งหนึ่งแล้ว สหภาพแรงงานอาจแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างได้ทั้งคณะก็ได้

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า ที่ผู้เขียนได้บรรยายปูพื้นมาเพื่อให้เห็นถึงที่ทีมาของกรรมการลูกจ้าง โดยเฉพาะหน้าที่ของกรรมการลูกจ้างนั้นอาจจะขัดต่อผลประโยชน์ของนายจ้างได้  นายจ้างจึงอาจไม่พอใจและกลั่นแกล้งกรรมการลูกจ้างได้  ดังนั้น พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ จึงได้บัญญัติมาตรา ๕๒ เพื่อคุ้มครองกรรมการลูกจ้าง มีข้อความว่า “ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใดๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน” พร้อมกับบทกำหนดโทษตามมาตรา ๑๔๓ บัญญัติว่า “นายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕๐ มาตรา๕๒ หรือมาตรา ๕๓ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้ นายจ้างจึงไม่อาจที่จะลงโทษกรรมการลูกจ้างได้ตามอำเภอใจ ต้องให้ศาลแรงงานเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองเหตุแห่งการลงโทษของนายจ้างเสียก่อนว่า มีเหตุผลอันสมควรที่จะลงโทษกรรมการลูกจ้างหรือไม่ อย่างไร

แต่ภูมิคุ้มกันทางกฎหมายเช่นนี้ กลับถูกลูกจ้างหัวใสเอาไปใช้เป็นเกราะคุ้มครองตัวเองเนื่องจากเล็งเห็นได้ว่า ตนอยู่ในสถานะที่มีความเสี่ยงที่อาจถูกนายจ้างเลิกจ้างได้ เนื่องจากกระทำความผิดเกี่ยวกับวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง จึงแก้เผ็ดนายจ้างโดยจับมือกับสหภาพแรงงาน จัดประชุมกรรมการสหภาพแรงงานอย่างเร่งด่วน เพื่อแต่งตั้งลูกจ้างคนดังกล่าวเป็นกรรมการลูกจ้างเสียเลย นายจ้างเองก็ไม่ทราบว่า ลูกจ้างได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างแล้ว

เมื่อได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่า ลูกจ้างกระทำความผิดจริง จึงได้เลิกจ้างลูกจ้าง  ลูกจ้างจึงได้นำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลแรงงานอ้างว่า นายจ้างไม่มีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน และเรียกค่าเสียหาย นอกจากนี้นายจ้างยังอาจถูกเรียกให้จ่ายค่าจ้างตลอดระยะเวลาพิพาท และดอกเบี้ยผิดนัดจากเงินค่าจ้างดังกล่าวอีกร้อยละ 15 ต่อปี

ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า  “จากพฤติกรรมของลูกจ้างส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรมและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งลูกจ้างอาศัยเหตุนี้มาเป็นมูลฟ้องร้องนายจ้างอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเช่นนี้ ลูกจ้างจึงไม่อาจอ้างเหตุแห่งการเป็นกรรมการลูกจ้างมาคุ้มครองจากศาลแรงงานกลางเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวกับให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานและชดใช้ค่าเสียหายให้กับลูกจ้างได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว” (อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๖๒/๒๕๕๑)

ผู้เขียนเห็นว่า ฎีกานี้จะถือเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางการตอบโต้ลูกจ้างที่บิดเบือนใช้กฎหมายไปในทางที่ผิดจากวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านหากเกิดกรณีเช่นนี้กับสถานประกอบกิจการของท่าน อย่างไรก็ตาม การแปลความกฎหมายว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไรนั้นถือเป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่ง จึงควรถูกกระทำโดยผู้รู้ หรือถูกตรวจสอบอย่างรอบด้านแล้ว