Menu

ENG

Menu

นายจ้างจะนำหนี้อื่นมาหักค่าจ้างลูกจ้างได้เพียงใด

ในสถานประกอบการขนาดใหญ่ทั่วไป มีลูกจ้างจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีลูกจ้างที่เป็นสามีภริยากันจะทำงานที่เดียวกัน หรือมีญาติพี่น้องทำงานอยู่ที่เดียวกัน ซึ่งความสัมพันธ์เช่นนี้ก็มักจะถูกนำมาเชื่อมโยงกันในกรณีที่ลูกจ้างคนใดคนหนึ่งเกิดปัญหาข้อพิพาทแรงงานกับนายจ้าง โดยเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างคนหนึ่งก่อความเสียหายให้กับนายจ้าง ลูกจ้างที่เป็นสามีภริยากัน หรือเป็นญาติพี่น้องกันก็จะถูกบีบบังคับให้มาร่วมรับผิดชอบในค่าเสียหายดังกล่าวด้วย

หรือบางกรณี กรรมการของบริษัทนายจ้าง (กรณีนายจ้างเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) หารายได้เอาจากลูกจ้างโดยนำเงินส่วนตัวออกให้ลูกจ้างกู้และคิดดอกเบี้ยแพงๆ แล้วถือโอกาสหักเงินที่ลูกจ้างจะต้องผ่อนชำระเงินกู้และดอกเบี้ยออกจากค่าจ้างของลูกจ้างก็มี

หรือบางสถานประกอบการ ลูกจ้างกับนายจ้างร่วมมือกันเก็บเงินออม (คล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) โดยหักค่าจ้างลูกจ้างไว้บางส่วนและนายจ้างจ่ายสมทบเข้าไปบางส่วน ทำเป็นประจำทุกเดือน โดยตกลงกันว่า หากลูกจ้างลาออกจะคืนเงินทั้งสองส่วนให้กับลูกจ้างพร้อมดอกเบี้ย  ส่วนเงินที่หักและสมทบไว้นี้ นายจ้างก็จัดตั้งคณะกรรมการของลูกจ้างขึ้นมากลุ่มหนึ่งทำหน้าที่ดูแลบัญชีและปล่อยกู้ให้กับพนักงานด้วยกันพร้อมคิดดอกเบี้ย นายจ้างเองก็ทำหน้าที่หักเงินค่าจ้างของลูกจ้างที่ใช้บริการกู้ยืมเงินจากคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืม

หรือกรณียอดฮิต นายจ้างจัดให้เงินกู้ยืมสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง โดยลูกจ้างจะต้องหาลูกจ้างอื่นมาค้ำประกันการกู้ยืมเงิน นายจ้างเองก็หักเงินชำระหนี้เอาจากค่าจ้างทุกรอบเดือน แต่ปรากฏว่า ลูกจ้างลาออก หรือถูกเลิกจ้างแล้วแต่กรณีแต่ยังชำระเงินกู้ยืมไม่ครบ  นายจ้างก็หักคอเอาจากลูกจ้างผู้ค้ำประกันโดยจัดการหักเงินกู้ที่ค้างเอาจากลูกจ้างผู้ค้ำประกันแทนที่จะไปเรียกร้องเอาจากลูกหนี้ที่เบี้ยวหนี้

ตามตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมาข้างต้น มีข้อควรพิจารณาว่า การหักเงินของนายจ้างแต่ละแบบจะสามารถกระทำได้หรือไม่ อย่างไร เพราะท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า การหักเงินดังกล่าวไม่ใช่หนี้ที่ลูกจ้างเป็นผู้ก่อหนี้ต่อนายจ้างโดยตรง ซึ่งเมื่อพิจารณาตามมาตรา ๗๖ ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๑ กล่าวว่า “ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ
(๑)  ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างจะต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่กฎหมายกำหนดไว้
(๒)  ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน
(๓) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง
(๔) เป็นเงินประกันตามมาตรา ๑๐ หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
(๕)  เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกับกองทุนเงินสะสม
การหักตาม (๒) (๓) (๔) และ (๕) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้เกินละร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาการจ่ายตามมาตรา ๗๐ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง”

เมื่อพิจารณาจากข้อกฎหมายแล้ว เห็นว่า นายจ้างจะสามารถหักค่าจ้างของลูกจ้างได้หรือไม่ มีเพียงกรณีเดียวก็คือหนี้ดังกล่าวเป็นการชำระเงินตามกฎหมายกำหนดไว้ได้หรือไม่  (มาตรา ๗๖ (๑) ) ซึ่งศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานของคำว่า การชำระเงินอย่างอื่น (หนี้อื่น) ตามกฎหมายไว้ว่า “ต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากกฎหมายบัญญัติไว้ให้นายจ้างสามารถหักเงินเอาจากลูกจ้างไว้อย่างชัดเจน เช่น การชำระภาษีเงินได้ของลูกจ้าง หรือการชำระเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นต้น แม้ลูกจ้างจะทำหนังสือยินยอมให้หักค่าจ้างได้ นายจ้างก็ไม่สามารถกระทำได้  (ฎีกา ๑๔๕๘/๒๕๔๘)”

ดังนั้น โดยสรุป กรณีตามตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมานี้ เป็นกรณีที่นายจ้างหักค่าจ้างของลูกจ้างไม่ถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน หากนายจ้างที่ยังมีการหักค่าจ้างในกรณีเช่นนี้อยู่ อย่าชะล่าใจ เพราะอาจจะถูกลูกจ้างฟ้องเรียกร้องให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแล้ว ยังอาจต้องโทษคดีอาญา จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย