Menu

ENG

Menu

การร้องเรียนกับการแจ้งความเท็จ

นายวรเศรษฐ์
 
ตั้งแต่สำนักงานประกันสังคมได้จัดให้มีประกันการว่างงานสำหรับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง โดยไม่ได้กระทำความผิด หรือลูกจ้างที่ลาออกจากงานนั้น เนื่องจากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับไม่เท่ากัน ทำให้เกิดประเพณีใหม่สำหรับกลุ่มลูกจ้างที่ใช้สิทธิเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement) ที่ได้สมัครใจลาออกจากการเป็นลูกจ้าง แล้วมาร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานแรงงาน อ้างว่าถูกบังคับให้ลาออก ที่จริงแล้วถูกเลิกจ้างมาขอให้แรงงานมีคำสั่งว่า เป็นการเลิกจ้าง เพื่อที่จะได้นำหลักฐานนั้น ไปยื่นขอรับชำระประกันสังคม เพื่อรับสิทธิประโยชน์กรณีการว่างงานในอัตราที่สูงกว่า

แม้ว่า การเกษียณก่อนกำหนด นิยมจะนำหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชย และการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามาเป็นฐานส่วนใหญ่ หรือทั้งหมดในการจ่ายสิทธิประโยชน์ให้กับลูกจ้าง หากลูกจ้างยินยอมสมัครใจลาออก แต่กลับก่อให้เกิดมุมมองอีกแบบว่า ทำไมนายจ้างต้องจ่าย เพราะเป็นกรณีที่ลูกจ้างลาออกเอง การลาออกเป็นการอำพรางการเลิกจ้าง หรือเป็นการข่มขู่บังคับลูกจ้างให้ลาออก

แต่ถ้าท่านผู้อ่านเข้าใจเหตุผลของการเกษียณก่อนกำหนดแล้ว การจ่ายเงินให้กับลูกจ้างที่สมัครใจลาออกนั้น ก็ถือเป็นการจ่ายเงินที่นายจ้างจะต้องจ่ายในอนาคตอยู่แล้ว (การเกษียณอายุถือเป็นการเลิกจ้าง) แต่นายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างจนเกษียณอายุ อันเนื่องมาจากไม่มีงานให้ลูกจ้างทำ หรือเหตุจำเป็นอื่น ๆ ก็ได้

อีกทั้ง หากลูกจ้างไม่ยินยอมลงนามในใบลาออก นายจ้างจะบังคับได้หรือ การใช้กำลังบีบบังคับ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการผิดกฎหมาย เพื่อบังคับให้ลูกจ้างลงนามในใบลาออกในทางปฏิบัติมีจริงหรือ 

หากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเช่นนี้แล้วจะถือว่า นายจ้างบีบบังคับให้ลูกจ้างลาออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร

ผู้เขียนได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการร้องเรียนของลูกจ้าง พบว่า เจ้าหน้าที่แรงงานมักจะมีความเข้าใจว่า การร้องเรียนเป็นสิทธิของลูกจ้าง ลูกจ้างจะร้องเรียนอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือเท็จก็ตาม ผู้เขียนขออาศัยบทความนี้วิเคราะห์ว่า  หากลูกจ้างนำความอันเป็นเท็จมาร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่แรงงานแล้ว จะมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่

เรามาเริ่มที่กฎหมายก่อน ตามมาตรา ๑๓๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า “ผู้ใดแจ้งข้องความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

องค์ประกอบแรก คำว่า ผู้ใด อาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้

องค์ประกอบที่สอง  แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ แยกพิจารณาได้ ดังนี้

  1. การแจ้งนั้นจะต้องมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้เห็นว่า เป็นการแจ้งข้อความอาจเป็นการบอกกับเจ้าพนักงาน หรือแจ้งโดยวิธีตอบคำถามก็ได้ หรืออาจเป็นการแสดงหลักฐานก็ได้  แต่การนิ่งเฉยไม่ถือเป็นการแจ้งข้อความ
  2. ข้อความที่แจ้งจะต้องเป็นข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงนี้ต้องเป็นข้อเท็จจริง
    ในอดีต หรือในปัจจุบัน ไม่ใช่อนาคต
  3. การแจ้งข้อเท็จจริงนั้นต้องมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง
  4. ข้อความที่แจ้งจะต้องเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อกฎหมาย
  5. ข้อความที่แจ้งต้องเป็นเท็จถ้าหากไม่แน่นอนว่าเป็นเท็จศาลจะยกฟ้อง
  6. ข้อความเท็จจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดี

องค์ประกอบที่สาม เจ้าพนักงาน หมายถึง เจ้าพนักงานทั่วไปไม่เฉพาะเจาะจง การแจ้งเท็จนี้ต้องแจ้งแก่ เจ้าพนักงานที่มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการที่แจ้ง  หากเป็นเรื่องการกระทำนอกหน้าที่ของเจ้าพนักงานแล้วไม่มีความผิด

องค์ประกอบที่สี่  ซึ่งทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย

องค์ประกอบสุดท้าย  เจตนาผู้แจ้งจะต้องรู้ข้อเท็จจริงว่า ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่ตรง ไม่เป็นความจริงตามที่แจ้ง

เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของกฎหมาย เห็นได้ว่า การร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน ถือเป็นการแจ้งความต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ถ้าข้อความที่ลูกจ้างนำไปร้องเรียนหากเป็นความเท็จแล้ว ทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ซึ่งอาจเป็นนายจ้างก็ได้ หรือบุคคลอื่นก็ได้ เช่นกรณีตามที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงการเรียกร้องสิทธิประโยชน์ จากกองทุนประกันสังคม ทั้งที่ตนเองไม่มีสิทธิได้รับ หรือได้รับเงินมากกว่าที่ควรได้รับ หรือนายจ้างอาจจะต้องเงินให้กับลูกจ้างเพิ่มเติม เท่ากับกรณีเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีความผิด หากพนักงานตรวจแรงงานมีความเห็นว่า ลูกจ้างถูกเลิกจ้างโดยนายจ้าง

การกระทำของลูกจ้างจึงเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จแล้ว แต่หากลูกจ้างเปลี่ยนวิธีนำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงาน ก็จะไม่มีความผิดตามกฎหมายอาญา  เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด หากเป็นการฟ้องร้องคดีแพ่ง  แต่จะไปมีความผิดอาญาในข้อหาเบิกความเท็จได้

การดำเนินคดีแรงงานไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการร้องเรียน ต่อเจ้าพนักงานตรวจแรงงานหรือการฟ้องร้องคดีต่อศาลแรงงานก็ตาม  ลูกจ้างจะต้องใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่เห็นว่า ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือได้รับการคุ้มครองจากหน่วยงานของรัฐแล้ว จะดำเนินการอย่างไรก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงความถูกผิดแล้ว อาจเป็นการกระทำผิดอาญาต่อนายจ้างหรือบุคคลอื่นได้ และหากฝ่ายนายจ้างได้ดำเนินคดีอาญากับลูกจ้างแล้ว ลูกจ้างจะหมดอนาคตทันที