Menu

ENG

Menu
  • ธรรมนิติ
  • /
  • บทความกฎหมาย
  • /
  • การย้ายสถานประกอบการกิจการกับผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างและครอบครัว

การย้ายสถานประกอบการกิจการกับผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างและครอบครัว

การเช่าพื้นที่ทำสำนักงาน หรือการเช่าพื้นที่ทำโรงงานอุตสาหกรรม ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการประกอบธุรกิจทั่วไป แน่นอนว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าแล้ว ผู้เช่าย่อมมีสิทธิที่จะเจรจาเพื่อต่อสัญญาเช่าออกไป หรือหาสถานที่เช่าแห่งใหม่ ในอัตราค่าเช่าที่ถูกกว่า

ซึ่งหากมีการเช่าต่อก็คงไม่เกิดปัญหาอะไร แต่หากผู้เช่าเลือกหาสถานที่เช่าใหม่ ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลจากเดิม หรือเป็นกรณีอื่นที่นำไปสู่การย้ายสถานประกอบกิจการแล้ว อาจนำไปสู่ปัญหาข้อพิพาทแรงงานได้หากลูกจ้างไม่สมัครใจไปทำงาน ณ สถานที่ทำงานแห่งใหม่ด้วย

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๐ ซึ่งได้ถูกแก้ไขตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๑ ได้บัญญัติถึงค่าชดเชยพิเศษซึ่งลูกจ้างมีสิทธิได้รับในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นไว้ ดังนี้

“ในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างและครอบครัว  นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ  ในการนี้ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์ไปทำงานด้วย  ให้ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายจ้างหรือวันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามมาตรา ๑๑๘

ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าตามวรรคหนึ่ง ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือเท่ากับค่าจ้างการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ลูกจ้างบอกเลิกสัญญา

ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามวรรคสาม ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดการจ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาและมีคำสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง

เมื่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาแล้ว ปรากฏว่า ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างเป็นหนังสือให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วแต่กรณีให้แก่ลูกจ้าง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง

ในกรณีที่คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาแล้วปรากฏว่า ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วแต่กรณี ให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมีคำสั่งเป็นหนังสือและแจ้งให้นายจ้างและลูกจ้างทราบ

คำสั่งของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานให้เป็นที่สุด เว้นแต่นายจ้างหรือลูกจ้างจะอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างจะต้องวางหลักประกันต่อศาลตามจำนวนที่ต้องจ่ายตามคำสั่ง จึงจะฟ้องคดีได้”

ตัวบทกฎหมายค่อนข้างยาว แต่สาระสำคัญหลักที่จะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้อยู่ที่วรรคแรก ซึ่งผู้เขียนจะพยายามอธิบายให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจได้ง่ายที่สุด ดังนี้

๑.การย้ายสถานประกอบกิจการ หมายถึง นายจ้างปิดสถานประกอบกิจการเดิมทั้งหมดไปเปิดดำเนินการ ณ สถานที่แห่งใหม่ หากเป็นการเพิ่มสถานประกอบการแล้วให้ลูกจ้างไปทำงานไม่ถือเป็นการย้ายสถานประกอบกิจการตามมาตรานี้

๒.การที่นายจ้างมีสถานที่ประกอบกิจการมากกว่า ๑ แห่ง หากนายจ้างปิดสถานประกอบกิจการแห่งหนึ่ง และให้ลูกจ้างไปทำงานสถานประกอบกิจการที่เหลืออยู่ ไม่ใช่การย้ายสถานประกอบกิจการตามมาตรานี้เช่นกัน

๓. การย้ายมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างและครอบครัว หมายถึง ลูกจ้างจะต้องได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิต คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานจะพิจารณาจากภาระค่าใช้จ่าย ภาระด้านครอบครัว และภาระในการเดินทางของลูกจ้างแต่ละรายที่เกิดขึ้นจากการย้ายสถานประกอบกิจการ และจะเปรียบเทียบกับการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนของนายจ้างให้แก่ลูกจ้างด้วย โปรดพิจารณาตัวอย่างผลสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างและครอบครัว ดังนี้

  • บ้านที่ลูกจ้างพักอาศัยเป็นของตนเอง ไม่สามารถย้ายไปเช่าบ้านใกล้กับสถานประกอบการแห่งใหม่ของนายจ้างได้
  • ลูกจ้างจะต้องตื่นเร็วขึ้นจากเดิมและออกจากบ้านเร็วขึ้น
  • ใช้เวลาในการเดินทางไปกลับเพิ่มขึ้นจากเดิมทำให้ไม่มีเวลาเตรียมอาหารให้บุตร
  • ไม่มีเวลารับส่งบุตรไปโรงเรียนต้องให้นั่งรถโรงเรียนไปแทนและต้องว่าจ้างคนมาดูแลบุตรและหรือบิดามารดาที่ป่วยในช่วงเย็นเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย
  • เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายต่อการเดินทางไปทำงานของภรรยาลูกจ้าง เนื่องจากทำงานสถานที่เดิม ลูกจ้างและภรรยาสามารถนั่งจักรยานยนต์ไปทำงานร่วมกันได้
  • แนวทางการเขียนบรรยายผลกระทบที่ลูกจ้างได้รับนั้น ให้กำหนดให้ชัดไปเลยว่า ลูกจ้างต้องเสียหายเป็นตัวเงินเท่าใด หรือต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเท่าใด

๔. ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตปกติของลูกจ้างและครอบครัว หากไม่ประสงค์จะไปทำงานกับนายจ้างย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าชดเชยพิเศษเท่ากับการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑

๕.กรณีที่นายจ้างไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ลูกจ้างกล่าวอ้างและไม่จ่ายค่าชดเชย ลูกจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียวมีสิทธิที่จะร้องเรียนต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน โดยมีกระบวนการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว ผู้เขียนไม่ขออธิบายซ้ำอีก

๖. นายจ้างที่ไม่จ่ายค่าชดเชยพิเศษหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง จะมีความผิดตามมาตรา๑๔๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๖เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การที่จะพิจารณาว่า ลูกจ้างได้รับผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของตนหรือครอบครัวหรือไม่ กฎหมายให้อำนาจอยู่ที่คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานเป็นผู้วินิจฉัยในชั้นแรก ซึ่งหากนายจ้างไม่เห็นด้วย  สามารถนำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ เรื่องนี้คงจะต้องเริ่มต้นจากฝ่ายนายจ้างที่จะต้องทำการบ้านให้ดี และอาจจะต้องจัดมาตรการเข้ามาช่วยแก้ไขเยียวยาปัญหาให้กับลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบก็จะช่วยบรรเทาปัญหาข้อพิพาทแรงงานได้ในระดับหนึ่ง