Menu

ENG

Menu

เลิกกิจการกับการเลิกจ้าง

เข้าสู่ปลายปี  ผลประกอบการของหลาย ๆ กิจการก็เริ่มทยอยออกมาให้เห็น กิจการใดที่ประสบกับปัญหาขาดทุนติดต่อกันก็อาจนำไปสู่การเลิกกิจการได้ (ซึ่งผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะการเลิกบริษัท อันเป็นที่แพร่หลายที่สุด)  ซึ่งการเลิกบริษัทนั้นมีกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายที่ยุ่งยากซับซ้อน ผู้เขียนจะกล่าวอ้างถึงกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทเฉพาะที่จำเป็นเพื่อปูพื้นฐานให้ท่านผู้อ่านและเชื่อมโยงไปถึงปัญหาที่เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานต่อไป

1.การเลิกบริษัทหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้น 

บริษัทจำกัดในประเทศไทยโดยทั่วไป  จะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการเลิกบริษัทไว้เป็นการเฉพาะ แต่ก็มีบริษัทบางประเภทที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำกิจการใดกิจการหนึ่งให้เสร็จแล้วก็เลิกรากันไป  เช่น การจัดตั้งบริษัทเพื่อร่วมทำงานที่ประมูลได้ หากทำงานที่รับจ้างแล้วเสร็จเมื่อใด  ก็จะเป็นเหตุให้บริษัทจะต้องถูกเลิกต่อไป

แต่โดยทั่วไป  หากผู้ถือหุ้นไม่ทะเลาะกันเสียเองแล้ว  บริษัทที่ยังสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้  แม้ว่าจะมีปัญหาขาดทุนอยู่บ้าง  ผู้ถือหุ้นจะไม่ตัดใจเลิกบริษัท แต่จะใช้วิธีเพิ่มทุน เพื่อระดมเงินจากผู้ถือหุ้นเข้าไปประคับประคองให้บริษัทดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่ในบางกรณี ธุรกิจที่บริษัททำนั้นไปไม่ไหวจริงๆ เช่น กิจการวิดีโอเทป หรือเทปคาสเซทที่ต้องล้มเลิกไปเพราะวิวัฒนาการของโลกที่เปลี่ยนไป หรือกรณีที่บริษัทประสบกับปัญหาขาดทุนจนไม่อาจเยียวยาได้แล้ว ผู้ถือหุ้นจึงมีมติให้เลิกกิจการ

การเลิกกิจการโดยมติของผู้ถือหุ้นนี้จะต้องกระทำโดยมีมติพิเศษ กล่าวคือ การประชุมผู้ถือหุ้นที่ต้องลงมติในเรื่องนั้นโดยคะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุม และมีสิทธิออกคะแนนเสียง และจะต้องนำความไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เลิกกัน

2. เมื่อเลิกบริษัทแล้ว จะเข้าสู่การชำระบัญชี

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า เมื่อบริษัทได้ประชุมมีมติพิเศษให้เลิกกันแล้ว ถือว่า การเลิกเสร็จสิ้น บริษัทไม่มีตัวตนแล้ว ซึ่งที่จริงแล้ว บริษัทยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่จนกว่าจะเสร็จสิ้นการชำระบัญชี

การชำระบัญชีคืออะไร  การชำระบัญชีก็คือ การชำระสะสางการงานของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นให้เสร็จไป  กับจัดการใช้หนี้และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น  

ดังนั้น  เมื่อผู้ถือหุ้นมีการประชุมเพื่อเลิกบริษัทแล้วก็มักจะมีการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเป็นวาระต่อไปในการประชุมคราวเดียวกัน และนำความไปจดทะเบียนพร้อมกับการจดทะเบียนเลิกบริษัท

ผู้ชำระบัญชีทำหน้าที่เปรียบเสมือนเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท แต่เข้ามาจัดการสะสางงาน หรือทรัพย์สินให้เสร็จสิ้นไป มีอำนาจแก้ต่างว่าต่างคดีความคดีแพ่งและคดีอาญา ดำเนินกิจการของบริษัทตามที่จำเป็นเพื่อชำระสะสางกิจการของบริษัทให้เสร็จสิ้น ขายทรัพย์สินของบริษัท และทำการอย่างอื่นที่จำเป็นเพื่อให้การชำระบัญชีเสร็จสิ้นไปด้วยดี

3.  การเลิกจ้างกับการเลิกกิจการ

เป็นที่เข้าใจได้ว่า ในการประชุมเพื่อมีมติให้บริษัทเลิกกิจการนั้น ท่านผู้ถือหุ้นทั้งหลายจะต้องได้รับการแจ้งถึงผลกระทบในกรณีที่ต้องเลิกจ้างลูกจ้างเกือบทั้งกิจการ (คงหลือไว้บางส่วน เพื่อทำงานชำระบัญชี) ถือหุ้นสามารถมีมติให้หยุดประกอบกิจการไว้ชั่วคราวก่อน เพื่อประกาศเลิกจ้างและเคลียร์เรื่องเงินกับลูกจ้าง ซึ่งหากผู้ถือหุ้นได้จัดเตรียมเงินเพื่อจ่ายให้แก่ลูกจ้างไว้พร้อมถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

การเจรจากับลูกจ้างก็คงจะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะทุกคนก็ต่างยอมรับว่า ไม่มีอะไรที่อยู่ค้ำฟ้า การทำธุรกิจก็ย่อมมีขึ้นมีลง วันหนึ่งหากธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ นายจ้างกับลูกจ้างก็ย่อมต้องแยกทางกันไปเป็นธรรมดา

ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการทำงานเลิกจ้างกรณีของกลุ่มแตงโมไทย แถบรังสิต พบว่า แม้นายจ้างจะจ่ายค่าชดเชย และเงินอื่นตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดก็ตาม แต่กลับมีกลุ่มคนที่แสวงหาประโยชน์กับลูกจ้างอยู่ ซึ่งไม่ประสงค์ให้มีการปิดกิจการ เช่น มีการปล่อยกู้ดอกเบี้ยแพงๆ ให้กับลูกจ้าง มีการเก็บค่าหัวคิวร้านอาหารในโรงงานและหอพัก  เป็นต้น 

หากกิจการปิดตัวลงแล้วคนกลุ่มนี้จะไปหาประโยชน์กับใคร วันที่นายจ้างนัดจ่ายเงิน กลุ่มคนเหล่านี้ปิดประตูไม่ให้ลูกจ้างมารับเงิน จัดพวกมาเฟียมาดักรอทวงเงินลูกจ้างคืน แต่เห็นตำรวจก็ไม่กล้า ก็กลายเป็นโชคของลูกจ้างกลุ่มนี้ที่ไม่ต้องคืนเงิน เก็บเงินค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวไปใช้เป็นทุนในการทำงานที่บ้านเกิดต่อไป

กรณีดังกล่าวดูเสมือนมีปัญหา แต่กรณีที่ปิดบริษัทและนายจ้างมีเงินไม่เพียงพอในการจ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือเงินอื่นใดตามกฎหมายแรงงาน หรืออาจจะมีเงินดังกล่าวเพียงพอหากต้องขายทรัพย์สินบางส่วนของบริษัทไปก่อนนั้นกลับมีปัญหายิ่งกว่า 

กรณีเช่นนี้ อย่างไรเสียก็ต้องเกิดข้อพิพาทเพราะลูกจ้างไม่มีทางเลือกเสียแล้ว งานก็ไม่มีทำ เงินก้นถุงที่ตนมีสิทธิจะได้รับก็อาจไม่ได้เสียอีก  แต่ว่าเงินที่นายจ้างจะต้องจ่ายให้กับลูกจ้างนี้ถือว่า เป็นหนี้บุริมสิทธิ์ในระดับเดียวกับหนี้ค่าภาษีอากร กล่าวคือ เป็นหนี้ที่มีสิทธิพิเศษที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นของนายจ้าง โดยอยู่ในระดับเดียวกับหนี้ค่าภาษีอากรเลยทีเดียว แต่หนี้ดังกล่าวให้นับถอยหลังขึ้นไปสี่เดือน แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อลูกจ้างหนึ่งคน

หากลูกจ้างนำความไปร้องที่กระทรวงแรงงาน หรือที่แรงงานจังหวัดหรือแรงงานเขตก็ตาม พนักงานตรวจแรงงานจะเข้ามาทันที และจะพยายามชี้แจงให้นายจ้างเข้าใจถึงเงินที่นายจ้างจะต้องชำระ พร้อมนำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลทั้งหมดไปตรวจเพื่อคำนวณเงินที่ลูกจ้างแต่ละคนมีสิทธิได้รับ

ซึ่งในชั้นนี้ นายจ้างก็ควรจะสอบทานไปพร้อมกัน เนื่องจากประสบการณ์ของผู้เขียน หากเป็นกรณีที่บริษัทมีลูกจ้างจำนวนมาก นายจ้างอาจจะไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดว่าจะต้องจ่ายใครบ้าง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบัญชี การเงิน หรือฝ่ายบุคคลจัดการ แต่อย่าลืมว่า บุคคลดังกล่าวเป็นลูกจ้างเช่นกันและอาจร่วมมือกันนำรายชื่อบุคคลภายนอก หรือลูกจ้างที่ได้พ้นสภาพไปแล้วมาขอรับเงินด้วย  นายจ้างจึงควรมีทีมที่ปรึกษากฎหมายสอบทานตัวเลขให้ชัดเจนเสียก่อน

หากการเจรจายังคงยืดเยื้อ ทางแรงงานคงจะไม่รอที่จะทำคำสั่งออกมาเพราะต้องรับแรงกดดันจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายลูกจ้างต้องการเรื่องเร็ว ส่วนอีกฝ่ายต้องการเวลาวิ่งหาเงิน แรงงานจะมีเวลาไม่เกิน ๖๐ วันนับแต่วันที่รับคำร้อง แต่ในความเป็นจริง ใช้เวลาประมาณ ๓๐วัน เนื่องจากฝ่ายนายจ้างแทบจะไม่มีข้อต่อสู้ใด ๆ เสียเลย นอกจากขอความปราณีจากทางลูกจ้างเพื่อให้เวลาวิ่งเต้นหาเงิน หรือขอชำระเพียงบางส่วน

เมื่อนายจ้างได้รับคำสั่งจากพนักงานตรวจแรงงานแล้ว หากนายจ้างยังคง ไม่ชำระค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างภายใน ๑๕ วัน และไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน ๓๐ วันแล้ว คำสั่งของพนักตรวจแรงงานจะถือว่า เป็นที่สุด ลูกจ้างจะมีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ลูกจ้างจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้  ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกจ้างได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับจำนวนเงินสงเคราะห์ที่กองทุนฯ จะจ่ายให้กับลูกจ้างกรณีที่นายจ้าง ไม่จ่ายค่าชดเชยนั้น มีอัตราเงินที่จะจ่าย ดังนี้ คือ

  • สามสิบเท่าของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันที่ลูกจ้างพึงได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑  สำหรับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ ๑๒๐ วันแต่ไม่ครบ ๖ ปี
  • หกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันที่ลูกจ้างพึงได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานครบ ๖ ปีขึ้นไป

ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายเงินอื่น ๆ นอกจากเงินชดเชย เช่น ค่าจ้างค้างชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าพักร้อนที่ไม่ได้ใช้  ลูกจ้างก็มีสิทธิขอรับการช่วยเหลือจากกองทุนฯ ได้เช่นกัน สำหรับขั้นตอนการขอรับเงินนั้นก็ใกล้เคียงกับกรณีการไม่จ่ายค่าชดเชย เพียงแต่จะต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการกองทุนฯ เสียก่อน โดยมีอัตราที่จะจ่ายไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันที่ลูกจ้างพึงได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑

การที่ลูกจ้างได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนฯ แล้ว มิได้หมายความว่า นายจ้างจะหลุดพ้นจากการชำระหนี้ส่วนนี้ เพราะเงินช่วยเหลือนี้จะไม่ครอบคลุมเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับทั้งหมด เงินส่วนที่ยังขาดนั้นลูกจ้างยังคงมีสิทธิเรียกร้องต่อไป

ส่วนเงินที่กองทุนฯ สำรองจ่ายไปก่อนนั้น กองทุนฯ จะรับช่วงสิทธิจากลูกจ้างและไล่เบี้ยเอาจากนายจ้างพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่กองทุนฯ ได้ชำระเงินไป ซึ่งกระบวนการติดตามหนี้คืนนั้นจะอยู่ในศาลแรงงาน เมื่อศาลพิพากษาให้นายจ้างจ่ายเงินให้กับลูกจ้างและกองทุนฯ แล้ว หากนายจ้างไม่มีเงินชำระก็จะเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของนายจ้างนำไปขายทอดตลาดต่อไป

สำหรับขั้นตอนของเรื่องแรงงานนั้นจะคาบเกี่ยวกับช่วงประชุมเลิกกิจการของผู้ถือหุ้น ซึ่งมีข้อควรพิจารณาคือ ใครจะเป็นผู้แทนของนายจ้างในการเจรจาเรื่องเงินกับลูกจ้าง เพราะกรรมการผู้มีอำนาจส่วนใหญ่จะรู้แกว เมื่อเห็นว่าบริษัทไม่มีเงินจ่ายลูกจ้าง จะมีความผิดทางอาญา ก็จะชิงลาออกจากกรรมการก่อนที่ความผิดจะเกิด ก็จะต้องตกเป็นภาระของผู้ถือหุ้นที่จะต้องหาคนเข้ามาจัดการชำระบัญชีเพื่อสะสางปัญหาต่อไป