Menu

ENG

Menu

เจาะลึก……………สัญญาจ้างแรงงาน ครั้งที่ ๔ (ตอนจบ)

 
มาถึงบทสรุปของการเจาะลึกสัญญาจ้างแรงงานแล้วครับท่านผู้อ่าน หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อผู้เขียนได้ตามอีเมล และเบอร์โทรศัพท์ที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซท์ของสำนักกฎหมายธรรมนิตินี้ครับ

การผิดนัดผิดสัญญา  ลักษณะของการเรียกร้องของการจ้างแรงงานจะมีความพิเศษแตกต่างจากการเรียกร้องทางแพ่งทั่วไป  การผิดนัดผิดสัญญามักจะกล่าวถึงเฉพาะกรณีลูกจ้างเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาเท่านั้น (เพราะสัญญาจ้างแรงงานส่วนใหญ่นายจ้างจะเป็นผู้จัดทำขึ้นมาเอง) สำหรับกรณีที่ลูกจ้างปฏิบัติผิดนัดผิดสัญญาจ้างแรงงาน นายจ้างอาจไม่จำต้องเลิกจ้างลูกจ้างก็ได้ หากการกระทำความผิดนั้นเป็นการกระทำผิดทางวินัยในการทำงานด้วย นายจ้างอาจใช้มาตรการลงโทษทางวินัยตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเพื่อลงโทษลูกจ้างก็ได้

ซึ่งโทษทางวินัยนั้นจะมีหลายกรณีเช่น ตักเตือนด้วยวาจา ทำทัณฑ์บน ตักเตือนเป็นหนังสือ พักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ไม่ขึ้นเงินเดือนประจำปี ไม่เลื่อนตำแหน่ง ให้ออก หรือเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย

แต่บางครั้ง การผิดนัดผิดสัญญาของลูกจ้างก็อาจไม่เป็นความผิดทางวินัยก็ได้ นายจ้างสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดจากการผิดสัญญาดังกล่าว (ถ้ามี) หรืออาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง (เลิกจ้าง) เช่น อ้างว่า ตนเองมีความเชี่ยวชาญพิเศษในงาน แต่กลับทำงานได้ไม่เสมือนเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษนั้น เป็นต้น หากนายจ้างใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา นายจ้างก็จะต้องจ่ายค่าชดเชยตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (โปรดพิจารณามาตรา ๕๗๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) และถือว่า เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม เพราะเป็นการเลิกจ้างตามที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน  อย่างไรก็ดี การจะพิจารณาว่า นายจ้างมีความรับผิดชอบอย่างไรต่อการเลิกจ้างนั้น จะต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

มีปัญหาต่อไปว่า  นายจ้างจะนำค่าเสียหายมาหักกลบลบหนี้กับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดได้หรือไม่ คงจะต้องพิจารณาตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งอนุญาตให้นายจ้างสามารถหักค่าเสียหาย ซึ่งเกิดจากการที่ลูกจ้างกระทำจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมของลูกจ้าง (โปรดพิจารณามาตรา ๗๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑) ดังนั้น นายจ้างจะนำค่าเสียหายมาหักจากเงินดังกล่าวได้หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่า การกระทำผิดสัญญาของลูกจ้างนั้นเกิดจากกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ไม่ใช่ว่า นายจ้างจะสามารถหักได้ทุกกรณี

นายจ้างสามารถกำหนดไว้เป็นเงื่อนไขหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานว่า หากลูกจ้างปฏิบัติผิดนัดผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ให้นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และหรือเรียกค่าเสียหาย  และลูกจ้างตกลงให้นายจ้างมีสิทธินำค่าเสียหายไปหักจากค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดได้ไม่จำกัดจำนวน  เท่ากับเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า หากต่อมา มีการผิดนัดผิดสัญญาเกิดขึ้น  นายจ้างไม่จำต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างอีก สามารถนำค่าเสียหายมาหักออกจากค่าจ้างได้ทันที

เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง  ลูกจ้างมีหน้าที่จะต้องส่งมอบการงานที่จ้างให้แก่นายจ้างเพื่อที่ตนเองจะได้กลับสู่สถานะเดิมดังเช่นก่อนที่จะเข้ามาทำงานเป็นลูกจ้าง (โปรดพิจารณามาตรา ๓๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) หากลูกจ้างกระทำผิดสัญญา ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ในระหว่างการตรวจสอบความเสียหายนั้น นายจ้างมีเวลาที่จะชะลอการจ่ายค่าจ้างได้เพียงไม่เกินสามวัน นับแต่วันที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงเท่านั้น หากนายจ้างไม่ได้รับความเสียหาย  นายจ้างจะต้องรีบจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างโดยเร็ว (โปรดพิจารณามาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑) แต่หากเป็นเงินอื่น เช่น โบนัสค้างชำระ  หรือเงินสวัสดิการอื่นที่ลูกจ้างยังไม่ได้รับ นายจ้างสามารถชะลอการจ่ายไว้มากกว่าสามวันได้

เบ็ดเตล็ด  ที่มักจะกล่าวถึงในสัญญาจ้างแรงงานมาตรฐานมี ๒ กรณีคือ

๑. การผ่อนผัน ผ่อนเวลา ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายยังมีสถานะเป็นนายจ้างลูกจ้างกัน ก็ย่อมมีการปฏิบัติต่อกันย่อหย่อนผ่อนผันในกฎระเบียบต่าง ๆ บ้างอันเป็นเรื่องธรรมดา   แต่การที่นายจ้างปล่อยประละเลยการปฏิบัติตาม กฎระเบียบบ่อย ๆ อาจจะถูกแปลความได้ว่านายจ้าง ได้สละประโยชน์ในบรรดาเงื่อนไขของกฎระเบียบนั้น ๆ เสียแล้ว จึงไม่อาจนำมาใช้ในทางที่เป็นโทษกับลูกจ้างได้ 

๒. การบอกกล่าว ทวงถาม หรือการส่งเอกสารที่อาจมีขึ้นในระหว่างที่เป็นนายจ้างลูกจ้างกัน นายจ้างจะกำหนดให้ใช้ที่อยู่ในสัญญาของทั้งนายจ้าง และลูกจ้างเป็นหลักในการติดต่อ  หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิบอกกล่าว ทวงถามไปยังอีกฝ่ายหนึ่งตามที่อยู่ในสัญญานี้แล้ว จะมาปฏิเสธว่า ไม่ได้รับการการบอกกล่าว ทวงถามนั้นไม่ได้
คำลงท้ายสัญญา  จะกล่าวถึงว่า สัญญาได้ทำขึ้นเป็นกี่ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกัน  คู่สัญญาได้รับทราบ และเข้าใจข้อความโดยตลอดดีแล้ว เห็นว่า ถูกต้องตรงตามเจตนาของตน  ดังนั้น คู่สัญญาจึงได้ลงลายมือชื่อ และประทับตราสำคัญ (นายจ้าง) ลูกจ้างลงชื่ออย่างเดียว ต่อหน้าพยาน โดยทั่วไปมักจะมีสองคน เป็นพยานฝ่ายนายจ้าง ๑ คน และฝ่ายลูกจ้างอีก ๑ คน ซึ่งพยานไม่จำต้องรู้รายละเอียดของเนื้อหาสัญญา แต่ต้องรู้เห็นว่า คู่สัญญาได้ลงนามทำสัญญากันจริง เมื่อคู่สัญญาทุกฝ่ายได้ลงนามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายนายจ้าง และลูกจ้างก็จะยึดถือไว้ฝ่ายละฉบับ

 

ข้อสังเกต

  • นายจ้างมักจะไม่ได้ลงนาม หรือลงนามเองพร้อมประทับตรานิติบุคคล แต่มอบให้ฝ่ายบุคคลเป็นผู้ลงนามแทน และยังไม่มีหนังสือมอบอำนาจอีกด้วย
  • พยาน มักจะเป็นพยานของนายจ้างทั้งสองคน
  • นายจ้างมักจะไม่มอบคู่ฉบับของสัญญาจ้างแรงงานให้กับลูกจ้างยึดถือไว้  แต่อาจให้ถ่ายสำเนาไว้แทน
  • เมื่อลูกจ้างลงนามทำสัญญาจ้างแรงงานแล้ว  นายจ้างจะมอบสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้ลูกจ้างศึกษาต่อไป
บทส่งท้าย  ผู้ประกอบกิจการทั่วไปมักจะมีสัญญาจ้างแรงงานมาตรฐาน เพื่อความสะดวกในการบริหารงานบุคคล  หากนายจ้างจัดให้มีสัญญาจ้างแรงงานที่มีเนื้อหาคลอบคลุมในทำนองเดียวกับที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้  เชื่อได้เลยว่า นายจ้างจะได้ประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลอย่างดียิ่ง

ส่วนฝ่ายลูกจ้าง เมื่อนายจ้างเรียกไปทำสัญญาจ้างแรงงาน มักจะดีใจที่ได้งานทำ และไม่ได้ใส่ใจว่า ตนลงนามผูกพันอะไรไปบ้าง เขาให้เซ็นต์อะไรก็เซ็นต์ทั้งนั้น อีกทั้งอยู่ในสถานะที่แทบจะไม่มีอำนาจต่อรอง จะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีเรื่องมีราวกับนายจ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างควรจะร้องขอคู่ฉบับสัญญาเก็บไว้กับตัวก่อน หรืออย่างน้อยก็ถ่ายสำเนาเก็บไว้ หากเกิดปัญหาในอนาคต ก็จะได้รู้ว่า ตนเองอยู่ในสถานะอย่างไร

ท้ายสุดนี้ ผู้เขียนหวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย และสามารถนำประโยชน์ที่ได้ไปใช้อย่างถูกต้อง และมีคุณธรรมต่อไป