Menu

ENG

Menu

บทบาทของศาลยุติธรรมกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม

บทบาทของศาลยุติธรรมกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม

(The Role of the Court of Justice and the Environmental Law )

บทนำ

คำว่า “ สิ่งแวดล้อม ” (Environment) ทั้งคำในภาษาอังกฤษกับคำในภาษาไทย ต่างก็มีความหมายตรงกัน กล่าวคือ คำว่า “ Environment ” หมายความตามตัวอักษรว่า “ that which surrounds ” เช่นเดียวกับคำว่า “สิ่งแวดล้อม” ในภาษาไทย

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวว่า “ สิ่งแวดล้อมคือ ทุกสิ่งที่ไม่ใช่ตัวฉันเอง : the environment is everything that is not me ” 1

ตามกฎหมายแคนาดา Canadian Environmental Protection Act 1988
ให้ความหมาย ซึ่งเป็นความหมายที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า สิ่งแวดล้อม ก็คือ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่ตัวเรา แต่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานั่นเอง

สิ่งแวดล้อม หมายถึง ส่วนประกอบของโลกและรวมถึงอากาศ
พื้นดิน และน้ำ บรรยากาศทุกชั้นอินทรีย์และอนินทรีย์สาร และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
และระบบทางธรรมชาติที่รวมส่วนประกอบข้างต้นทั้งหมดด้วย
2
สำหรับประเทศออสเตรเลียนั้น มี Environmental Protection Act 1974 ให้ความหมายว่า หมายถึง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ล้อมรอบมนุษย์ ซึ่งไม่ว่าจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์แต่ละคน หรือต่อกลุ่มชนที่รวมกันอยู่ในสังคม หรือไม่ก็ตาม

สำหรับในประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕ บัญญัติว่า

“ สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ซึ่งเกิดโดยธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ได้ทำขึ้น ”

และตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้ความหมาย “ สิ่งแวดล้อม ” ว่าหมายถึง

" สิ่งต่าง ๆ ทั้งทางธรรมชาติและทางสังคมที่แวดล้อมมนุษย์อยู่

ตามปฏิญญาในการประชุมสหประชาชาติ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่กรุงสต็อกโฮล์ม (Declaration of the United Nations Conference on the
Human Environment, 1972) สรุปใจความสำคัญได้ว่า

มนุษย์เป็นทั้งผู้พึ่งพา (creature) และผู้สร้าง(shoulder) สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตนเอง สิ่งแวดล้อมทำให้มนุษย์มีสติปัญญา ศีลธรรม มีสังคมและมีความเจริญทางจิตใจ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้มนุษย์มีวิธีการหลายหลากวิธี ที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วและไม่อาจคาดหมายได้

สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองหรือที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นสิ่งสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดี และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่ควรจะได้อยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดี การพิทักษ์ (protection) และการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมเป็นหน้าที่ (duty) ของรัฐบาลทุกประเทศ

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๙ บัญญัติว่า

รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการสงวน บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล รวมทั้ง มีส่วนร่วมในการส่งเสริมบำรุงรักษาและคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตามหลักการการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษ ที่มีผลต่อสุขภาพอนามัยสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์และพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม แต่การพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม ไม่อาจสัมฤทธิ์ผลได้เลย หากไม่มีกฎหมายเป็นรองรับ

ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๔๕ -๒๕๔๙ เกี่ยวกับนโยบายในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์ ๒ ประการคือ

ประการแรก
ต้องการให้มีระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เน้นความรับผิดชอบ
มีความโปร่งใส เกิดผลในทางปฏิบัติโดยให้ประชาชน ชุมชนและองค์กรปกครองท้องถิ่น มีส่วนร่วมและรับผิดชอบการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประการที่สอง คือ เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อย่างมีสมดุล มีการควบคุมที่ดี เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิต ให้มีการจัดการเมืองและชุมชนน่าอยู่ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของศิลปวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน3

จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ของต้องห้าม มิให้แตะต้อง หรือใช้ประโยชน์แท้จริงแล้ว ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี้ ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ ขอแต่เพียงใช้อย่างฉลาด และขณะเดียวกันก็ต้องช่วยกันบำรุงรักษาและสร้างขึ้นใหม่ มิฉะนั้นแล้ว ประเทศไทยอาจมีทะเลทรายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็เป็นได้

เมื่อกล่าวถึง “ กฎหมายสิ่งแวดล้อม ”
แล้วย่อมหมายความถึง กฎหมายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศและกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ
กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ หมายถึงกฎหมายที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมของรัฐ ซึ่งเกิดจากฉันทามติ
(Consensus) ระหว่างรัฐต่าง ๆ เพื่อจุดประสงค์ที่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
รวมทั้ง การใช้ทรัพยากรแบบยั่งยืน (resource conservation and sustainable
use)

ด้วยเหตุผลที่ว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นสมบัติของมนุษยชาติ ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง การที่ประเทศหนึ่ง ไม่ใส่ใจไยดีในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ดูแลอย่างเคร่งครัด นอกจาก จะทำให้ประเทศที่ละเลยสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว
ก็ยังมีผลกระทบไปยังประเทศใกล้เคียงและอาจมีผลไปทั่วโลก

ดังเช่น โอโซนในชั้นบรรยากาศของโลกปัจจุบัน มีแนวโน้มลดลง จนเกิดภาวะเรือนกระจก (emission of greenhouse effect) อันเกิดจากการที่หลาย ๆ ประเทศมีการเผาทำลายขยะมีพิษ
ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน คลอโรฟูลโลคาร์บอน เป็นควันพิษที่ไม่อาจระบายสู่ชั้นบรรยากาศได้ หรือการที่เรือเดินทะเลปล่อยของเสียในน่านน้ำสากล เป็นต้น

กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ มักจะอยู่ในรูปของอนุสัญญา (conventions)
พิธีสาร (protocols) และแนวปฏิบัติที่มีลักษณะเป็น soft law เช่น แถลงการณ์ร่วม(declarations)4 และบางประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา ก็ใช้มาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อม ในการคว่ำบาตรสินค้าชนิดที่ได้มาโดยการทำลายสิ่งแวดล้อม และหากประเทศใด มีการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ก็จะถูกคว่ำบาตรทางการค้าทั้งหมด 5

ส่วนกฎหมายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศนั้น หมายถึงกฎหมายภายในของรัฐต่าง ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม ควบคุมป้องกันมลพิษ ส่งเสริมให้สิ่งแวดล้อม มีผลทำให้มีสุขภาพอนามัยที่ดี ซึ่งกฎหมายภายในดังกล่าว อาจอยู่ในรูปของกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายปกครองหรือกฎหมายมหาชน

ในปัจจุบันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์
อัตราการเกิดประชากรของโลก มีแนวโน้มสูง อัตราการมีอายุมากเพิ่มมากขึ้น
อัตราการตายลดลง ขณะเดียวกันประชาชน ยังคงต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี
มีสังคมที่อุดมสมบูรณ์มั่งคั่ง (Prosperity) ต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นและดีขึ้น
ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี

เราคงไม่อาจแสวงหาทรัพยากรจากโลกอื่นได้ หากมีการใช้ทรัพยากรหรือรักษาสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้บริหารจัดการให้ดี แล้วนับวันก็มีแต่ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด และสิ่งแวดล้อมจะสิ้นสลายไป ชนรุ่นหลังจะอยู่กันได้อย่างไร

เมื่อกล่าวถึงสิ่งแวดล้อม ย่อมหมายถึงประโยชน์หรือสมบัติของสังคมส่วนรวม
แต่เมื่อกล่าวถึงการใช้หรือหาประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม ก็มักจะคิดถึงผลประโยชน์ของปัจเจกชน
การปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่อาจสำเร็จได้โดยลำพังของคน ๆ เดียวหรือรัฐ ๆ เดียว

เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสิ่งที่อยู่รอบตัวมนุษย์
การที่คน ๆ หนึ่ง หรือประเทศ ๆ หนึ่ง มุ่งมั่นที่จะปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม
ในขณะที่คนอื่น ๆ หรือประเทศอื่น ๆ มุ่งมั่นแต่จะทำลายหรือเพิกเฉย
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ย่อมไม่มีทางสำเร็จได้
การทำความเข้าใจปลุกจิตสำนึกของคนทุกคนในสังคมหรือรัฐบาลทุกประเทศ ให้ร่วมมือกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

และการที่สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวพัน
ทั้งตัวบุคคลทั่วโลกและพื้นที่ทั่วโลก ทั้งบนดิน ใต้ดิน น้ำ และอากาศ
สัตว์และพืชทั่วโลก รวมทั้งการอยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสัตว์ จึงทำให้ต้องมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ และกฎหมายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ตามความหมายดังกล่าวแล้ว

อำนาจอธิปไตยในรัฐ ๆ หนึ่งที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วย
อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ
สถาบันที่ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งสาม ล้วนแต่มีบทบาทที่สำคัญต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
กล่าวคือ ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ในการออกกฎหมายที่พิทักษ์สิ่งแวดล้อม
และดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในขณะที่ฝ่ายบริหาร มีหน้าที่ในการใช้อำนาจทางปกครอง ให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายตุลาการ มีหน้าที่ตีความบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และวางบรรทัดฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อม

การทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ล้วนแต่ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี
เพราะกฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นกฎหมายพิเศษที่ต้องร่าง ใช้
ตีความและบังคับการ โดยหลักการและวิธีการที่เป็นพิเศษแตกต่างจากกฎหมายทั่วไป

ข้อที่น่าพิจารณาประการหนึ่งคือ เมื่อกล่าวถึง “ สิ่งแวดล้อม ”
เรามักจะคิดถึงกลุ่มองค์กรเอกชน (NGO) ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว หน่วยงานภาครัฐ
เป็นหน่วยงานหลักที่มี ทั้งอำนาจและหน้าที่โดยตรงในการปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ การลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรม มักจะถูกเพ่งเล็งว่า
อุตสาหกรรมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ส่วนฝ่ายที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก็จะถูกมองว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม เช่น การคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม
เขื่อน การวางท่อก๊าซ การสร้างเส้นทางคมนาคมต่าง ๆ เป็นต้น

ทั้งที่การบริหารจัดการเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมที่ดี สามารถไปด้วยกันได้กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังจะเห็นได้ว่า กฎหมายสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ จะออกตามความต้องการและคำแนะนำที่มาจาก ทั้งฝ่ายสังคมที่นิยมสิ่งแวดล้อม (Environmentalist
community) และฝ่ายนักธุรกิจ 6

ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฯ ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีรายละเอียดหลายประการ ซึ่งมีข้อหนึ่งที่สำคัญคือ รัฐจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ในการกำกับควบคุมและตรวจสอบให้มีบทลงโทษที่รุนแรง

ในบทความนี้ จะกล่าวถึงบทบาทของศาลยุติธรรมที่เป็นอยู่ ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจำกัด
และบทบาทของศาลยุติธรรมที่ควรจะเป็น ในเงื่อนไขและข้อเสนอที่ต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นมาตรการรองรับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล เพื่อควบคุมดูแลการใช้และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในทิศทางที่เหมาะสม
ก่อนที่ประเทศไทย จะไม่หลงเหลือสิ่งแวดล้อมที่ดีอีกต่อไป

กฎหมายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ เป็นเครื่องมือของสังคมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะ
ในขณะเดียวกัน ก็ยังคงให้ความเป็นธรรมแก่ปัจเจกชน

ความเป็นมาของกฎหมายสิ่งแวดล้อม

ในประเทศอังกฤษในปี
ค.ศ.๑๒๗๓ กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ ๑
ออกพระบรมราชโองการ ห้ามเผาถ่านหินในบริเวณที่กำหนด
ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ก็มีกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมมลพิษ โดยมีมาตรการต่าง ๆ
ที่จะปกป้องคุ้มครองสุขภาพประชาชน
ประเทศอังกฤษได้ชื่อว่า เป็นประเทศอุตสาหกรรมประเทศแรก ที่มีระบบกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เก่าแก่ที่สุด เช่น Public Health Act 1848, Alkali Act 1863,
Town and Country Planning
Act 1947

ต้นกำเนิดของกฎหมายสิ่งแวดล้อม มิได้เกิดขึ้นเพราะต้องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
หากแต่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน (intend to
safeguard public health rather than the environment)
แต่ก็มีผลทางอ้อมที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อม

ระบบกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์โดยตรงที่จะปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ.1974
เมื่อมีการออกพระราชบัญญัติควบคุมมลพิษ (Control of Pollution Act
1974:COPA)
ซึ่งต่อมาถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติพิทักษ์สิ่งแวดล้อม(Environmental
Protection Act: EPA):ซึ่งยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน

ข้อที่น่าสังเกตคือ EPA เป็นกฎหมายแม่บท กำหนดให้มีการออกกฎหมายรอง เพื่อกำหนดมาตรการขั้นพื้นฐาน ในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม จนกว่าสังคมจะได้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีในทศวรรษหน้า
กฎหมายที่ออกตามมาได้แก่ Noise and Statutory Nuisance Act 1993, Water
Act 1989, Water Resources Act 1991 และ Water Industrial Act 1991 7

สำหรับประเทศไทย
ก่อนปี
พ.ศ.๒๕๑๘ ประเทศไทยมิได้มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม ในภาพรวมโดยตรง แต่ก็มีกฎหมายหลายฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม
โดยกฎหมายเหล่านั้นแต่ละฉบับ มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในบางเรื่อง
ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลักของหน่วยงานที่ใช้บังคับกฎหมายนั้น
เช่น

กฎหมายเกี่ยวกับโรงงาน กฎหมายเกี่ยวกับการสาธารณสุข
กฎหมายเกี่ยวกับการเดินเรือและการรักษาแม่น้ำลำคลอง
กฎหมายเกี่ยวกับการประมง ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ ว่าด้วยละเมิดและทรัพย์

ประเทศไทยได้มีการตรากฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยตรงเป็นครั้งแรก เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
และสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้นมา เพื่อให้ทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องสิ่งแวดล้อมในภาพรวมทั้งหมด

ขณะเดียวกัน กฎหมายและหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในแต่ละเรื่องอยู่เดิมนั้น ก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไป คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมิได้มีอำนาจเพียงพอ ที่จะดำเนินการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต่อมา ได้มีการยกเลิก พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๑๘ และมีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งได้มีการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

พร้อมทั้ง ยกเลิกสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยให้ก่อตั้งหน่วยงานใหม่ ๓ หน่วยงาน เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติคือ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษและกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม8

ที่มาของกฎหมายสิ่งแวดล้อม (Source of Environmental Law)

ในประเทศอังกฤษกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ ได้แก่

๑. พระราชบัญญัติต่าง ๆ เช่น Environmental Protection Act 1990(EPA)

๒. กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำละเมิด และ Case Law

๓. กฎหมายท้องถิ่น เช่น เทศบัญญัติ

๔. กฎหมายผังเมือง

๕. กฎหมายที่ดิน

๖. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

๗. กฎหมายเกี่ยวกับสาธารณสุข

๘. กฎหมายเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงาน

สำหรับในประเทศไทยนั้น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม แยกได้เป็น ๒ กลุ่มคือ

๑. กลุ่มกฎหมายมหาชน
ได้แก่ รัฐธรรมนูญ
พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการจัดการและป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม
การออกใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
การลงโทษผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่สิ่งแวดล้อมหรือผู้ก่อให้เกิดมลพิษ

๒. กลุ่มกฎหมายเอกชน ได้แก่ กฎหมายละเมิดและกฎหมายลักษณะทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

หากพิจารณาถึงการออกแบบหรือวางระบบกฎหมายแล้ว
กฎหมายสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย มีลักษณะคล้ายกับกฎหมายอังกฤษที่ให้ EPA เป็น
กฎหมายหลัก ที่กำหนดนโยบายในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมีกฎหมายอื่นประกอบ
ดังนั้น จึงอาจแยกกลุ่มกฎหมายออกได้เป็น ๒ กลุ่ม คือ

๑. กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕

๒. กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เป็นมาตรการ ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและควบคุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่

๒.๑
กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม
เช่น พระราชบัญญัติรักษาคลอง ร.ศ.๑๒๑ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย
พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.
๒๕๒๒ เป็นต้น

๒.๒ กฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
เช่น พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐
พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕
พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.๒๕๔๒ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.
๒๕๑๐ เป็นต้น

๒.๓ กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชนเมือง
เช่น พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.๒๕๑๘ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒
พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕
พระราชบัญญัติรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง
พ.ศ.๒๕๓๕

๒.๔ กฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม
เช่น พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
พ.ศ.๒๕๐๔ พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.๒๕๑๘ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร
พ.ศ.๒๕๒๒

๒.๕
กฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งและอาญาจากปัญหาสิ่งแวดล้อม
ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ 9

เจตนารมณ์ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม

คดีสิ่งแวดล้อม ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา
ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องระหว่างเอกชนด้วยกันเอง หรือระหว่างรัฐกับเอกชนก็ตาม
ล้วนแต่มีผลต่อส่วนรวม มีผลต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นมรดกของชาติ
กระบวนพิจารณาคดี ที่ต้องมีการนำสืบพยานหลักฐานที่มีความสลับซับซ้อน และไม่ควรใช้เวลานานเกินไป
ผู้เสียหายส่วนใหญ่ มีฐานะยากจนและด้อยโอกาสที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

ในการใช้และการตีความกฎหมาย อาจทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในวิถีทางของกฎหมาย
จึงจำเป็นที่นักกฎหมายต้องเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายเสียก่อน
มิฉะนั้น กฎหมายจะไม่มีผลใช้บังคับให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง

เจตนารมณ์ของกฎหมายสิ่งแวดล้อมสรุปได้ ๔ ประการ 1 คือ

๑. การป้องกัน (Prevention)
การป้องกันมลพิษและความเสียหายที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อม เป็นวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญที่สุด (optimum
objective) ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ในส่วนที่ ๑ ของ
EPA ของอังกฤษ เป็นบทบัญญัติในการควบคุมอากาศ น้ำและพื้นแผ่นดิน(air, water
and land) ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะนำไปสู่สิ่งแวดล้อม (Environmental
media) ที่ดี

๒. การปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม(Setting environmental quality standard) กฎหมายสิ่งแวดล้อม จะกำหนดเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับมลพิษ ที่เกิดขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมที่พอยอมรับได้ เป็นหลักเกณฑ์ที่เดินสายกลาง กำหนดเขตแดนแห่งการดำเนินกิจการอุตสาหกรรม โดยที่ยังคงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดี

ด้วยเหตุผลที่ว่า กิจการที่อาจก่อให้เกิดมลพิษนั้น
ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีประโยชน์แก่สังคม ทั้งเรื่องการจ้างแรงงาน
การผลิตสินค้าและบริการ ฐานะทางเศรษฐกิจ
ความสะดวกสบาย(amnenity) ของประชาชน

กฎหมายสิ่งแวดล้อมเอง ยอมรับว่า สังคมยุคใหม่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ โดยปราศจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง ดังนั้น กฎหมายสิ่งแวดล้อม จึงมีหลักการว่า รัฐควรอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรมได้ภายใต้การควบคุม

๓. การเยียวยา (Clean-up/remediation) ในบางกรณีการป้องกันสิ่งแวดล้อม มิให้ถูกทำลายอาจจะไม่ทันการ
เมื่อสิ่งแวดล้อมถูกทำลายไปแล้ว จึงจำเป็นที่กฎหมายสิ่งแวดล้อม จะต้องเข้ามาเยียวยา โดยมีวิธีการเฉพาะ แตกต่างจากการเยียวยาความเสียหายในคดีแพ่งโดยทั่วไป

กฎหมายสิ่งแวดล้อม
เช่น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาแหล่งน้ำของอังกฤษ (The Water Resources Act
1991) กำหนดให้องค์กรของรัฐเข้าไปจัดการบำบัดรักษาคุณภาพน้ำได้ทันที โดยมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนสะดวกแก่ผู้ปฏิบัติ โดยผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย(Polluter pays
principle)

๔. เจตนารมณ์ของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีโทษทางอาญา
เจตนารมณ์ของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีโทษทางอาญานั้น โดยหลักแล้ว กฎหมายมีเจตนารมณ์ที่ต้องการป้องกันหรือควบคุมมลพิษ ซึ่งแตกต่างจากเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญาโดยทั่วไป ที่มุ่งจะลงโทษผู้กระทำผิด หรือเพื่อปกป้องคุ้มครองสังคมส่วนรวม

ดังนั้น มาตรการบทบังคับทางกฎหมาย อาจจะแตกต่างกันได้ เช่น ศาลขุนนาง (Crown
Court) ของอังกฤษ มีอำนาจออกคำสั่งคุ้มครอง เยียวยาความเสียหายได้เป็นการชั่วคราว แม้จะเป็นคดีอาญาก็ตาม
หรือการมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานเข้าไปในสถานที่ประกอบการ เพื่อยึดเครื่องมือ
เครื่องจักรที่เป็นต้นเหตุของมลพิษ อีกทั้งมีอำนาจทั่วไปที่จะกำหนดวิธีการใด ๆ ก็ได้ที่เหมาะสมกับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น11

กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่สำคัญในปัจจุบัน

ในประเทศไทย ปัญหาสิ่งแวดล้อมถือว่าเป็นปัญหาระดับชาติ จนในระยะหลัง ต้องมีการระบุแนวนโยบายการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทุกฉบับ
ในส่วนของการอธิบายกฎหมายสิ่งแวดล้อมทุกฉบับนั้น ผู้อ่านคงหาอ่านได้โดยง่าย
จากคำอธิบายกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่นักวิชาการในมหาวิทยาลัยหลายท่าน ได้เขียนอธิบายไว้โดยละเอียดแล้ว

ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอกล่าวถึงบทบัญญัติของกฎหมายสิ่งแวดล้อมบ้าง เท่าที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอจำกัดประเด็นในการนำเสนอ โดยจะกล่าวแต่เฉพาะภารกิจของศาลยุติธรรม ที่จะใช้กฎหมายในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น
โดยผู้เขียน จะได้เปรียบเทียบกับหลักกฎหมายของประเทศ
ที่สามารถใช้กฎหมายจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและเป็นธรรมมาแล้ว

๑. กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เป็นความผิดทางอาญา หรือที่เรียกว่า Environmental Crime นั้น อาจแยกฐานความผิดได้ ๓ ประการ

ประการแรก คือ ความผิดเนื่องจากการก่อให้เกิดมลพิษ

ประการที่สอง คือ ความผิดฐานละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และ

ประการที่สาม คือ ความผิดฐานกระทำผิดเงื่อนไข ที่เจ้าพนักงานอนุญาตหรือคำเตือนที่เจ้าพนักงานแจ้งให้ทราบ

โดยภาพรวม แล้วกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีโทษทางอาญาของประเทศไทย เป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับทฤษฎีดังกล่าวอยู่แล้ว ข้อที่น่าสังเกตคือ
การกระทำที่จะเป็นความผิดกฎหมายอาญาสิ่งแวดล้อมนี้
เนื่องจากเป็นกฎหมายเทคนิค (technical law)
กล่าวคือ ที่เป็นความผิดทางอาญาเพราะกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด (Mala
prohibita) เช่น ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจร
ไม่ใช่เพราะเป็นความผิดต่อเมื่อมีเจตนา (Mala in
se) อย่างเช่น ความผิดฐานลักทรัพย์

ดังนั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายอาญาสิ่งแวดล้อมนี้
จึงควรเป็นความผิดที่ไม่ต้องการเจตนาเป็นองค์ประกอบความผิด

๒. กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เป็นความรับผิดทางแพ่ง กฎหมายที่กล่าวถึงความรับผิดทางแพ่งที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนั้น ได้แก่

๒.๑ ความรับผิดทางแพ่งตามพระราชบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ
บทบัญญัติที่สำคัญได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๖ และมาตรา ๙๗ ซึ่งให้ผู้ที่เป็นต้นเหตุแห่งความเสียหาย ที่เกิดขึ้นแก่สิ่งแวดล้อมและหรือทรัพยากรธรรมชาติ เป็นผู้จ่ายค่าเสียหายทั้งหมด ทั้งนี้เป็นไปตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (The polluter pays principle)

หลักนี้อธิบายได้ว่า ผู้ก่อให้เกิดมลพิษ จะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารจัดการระบบการกำจัดมลพิษ
เช่น ค่าบำบัดน้ำเสีย ค่าเก็บขยะ
นอกจากนี้ จะต้องรับผิดชอบในค่าเสียหาย ที่เป็นผลมาจากมลพิษที่ตนเองก่อให้เกิดด้วย
เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดและกำจัดน้ำมันที่รั่วไหลจากโรงงานของตน ที่รัฐต้องจ่ายไป12

มาตรา ๙๖ เป็นความรับผิดในความเสียหายที่ก่อให้เกิดมลพิษ ซึ่งเอกชนที่ได้รับความเสียหาย และรัฐมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน บัญญัติว่า

“แหล่งกำเนิดมลพิษใด ก่อให้เกิดหรือเป็นแหล่งกำเนิดของการรั่วไหล หรือแพร่กระจายของมลพิษ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายหรือสุขภาพอนามัย หรือเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นหรือของรัฐเสียหายด้วยประการใด ๆ เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น มีหน้าที่ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายเพื่อการนั้น ไม่ว่าการรั่วไหล หรือแพร่กระจายของมลพิษนั้น จะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ของเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษหรือไม่ก็ตาม
เว้นแต่ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่า มลพิษเช่นว่านั้น เกิดจาก

(๑) เหตุสุดวิสัยหรือการสงคราม

(๒) การกระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือเจ้าพนักงานของรัฐ


(๓) การกระทำหรือละเว้นการกระทำของผู้ที่ได้รับอันตราย หรือความเสียหายเองหรือของบุคคลอื่น ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงหรือโดยอ้อม ในการรั่วไหลหรือการแพร่กระจายของมลพิษนั้น

ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย
ซึ่งเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ มีหน้าที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ทางราชการ ต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นด้วย ”

มาตรา ๙๗ เป็นความรับผิดในกรณีความเสียหายเกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งรัฐเท่านั้นที่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน บัญญัติว่า

“ ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใด
โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
อันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหาย แก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐ ตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย
สูญหายหรือเสียหายไปนั้น ”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับ ประเด็นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่สำคัญ ได้แก่

คำพิพากษาฎีกาที่ 861/2540 วินิจฉัยว่า

สิทธิและหน้าที่ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 58
สิทธิในการมีอากาศสะอาดบริสุทธิ์หายใจ เพื่อสุขภาพพลานามัยและคุณภาพชีวิตที่ดี สิทธิในการได้รับความรื่นรมย์ตามธรรมชาติ


สิทธิที่จะปลอดความเสียหายและเดือดร้อนอันเกิดจากปัญหาน้ำท่วม
ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหามลพิษทางอากาศ
ปัญหาความร้อนที่ระบายจากตึกอาคารสูง ล้วนเป็นสิทธิตามปกติธรรมดาของคนทั่วไป
ซึ่งมีสิทธิได้รับตามกฎหมายที่กำหนดอยู่แล้ว
จึงไม่ใช่เป็นสิทธิที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ
โจทก์ทั้งเจ็ด จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องจำเลยทั้งสาม

การที่โจทก์ทั้งเจ็ด ขอทราบข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับ รายงานการประชุมและมติในการพิจารณาสถานที่ทำงานของหน่วยราชการ ในเขตกรุงเทพมหานคร
และเมืองหลักรวมทั้งแบบแปลน การจัดพื้นที่การก่อสร้างอาคารและแผนการป้องกันแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากจำเลยที่ 3

แต่จำเลยที่ 3
ไม่ให้ความร่วมมือและไม่แจ้งเหตุขัดข้องว่า เป็นข้อมูลหรือข่าวสารที่ถือว่า
เป็นความลับเกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ หรือเข้าข้อยกเว้นข้ออื่นที่ไม่ต้องเปิดเผยแต่อย่างใด
จึงเป็นการกระทบสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ด ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 6
และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 48 ทวิ
โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้อง ” 13

คำพิพากษาฎีกาที่ 2034/2544 วินิจฉัยว่า

“ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฯ ก็ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการริบทรัพย์ของกลางไว้โดยเฉพาะ
จึงต้องอาศัยบทบัญญัติการริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33
ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลที่จะริบหรือไม่ก็ได้”14

คำพิพากษาฎีกาที่ 1733/2543 วินิจฉัยว่า


โจทก์ทั้งสิบหก ฟ้องจำเลยทั้งสี่ เพื่อขอให้ระงับการก่อสร้างและให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี ที่อนุมัติโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน อ้างว่า คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การก่อสร้างขยายท่าอากาศยานทำให้เกิดฝุ่นละออง ประชาชนและโจทก์ทั้งสิบหกสูดฝุ่นละออง ทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง
และมีผลต่อการระบายน้ำในหมู่บ้าน ทำให้เกิดความเสียหายแก่สุขภาพอนามัยและทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสิบหก

ดังนี้ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบหก เป็นเรื่องแหล่งกำเนิดมลพิษที่ก่อให้เกิดหรือแพร่กระจายของมลพิษ ซึ่งหากเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสิบหกได้รับอันตรายแก่ร่างกาย สุขภาพอนามัยและเป็นเหตุให้ ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสิบหกเสียหายด้วยประการใด ๆ โจทก์ทั้งสิบหก ก็ชอบที่จะฟ้องร้องเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายเพื่อการนั้น

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 มาตรา 96 ได้ หรืออาจเรียกค่าเสียหาย หรือค่าทดแทนจากรัฐ ในกรณีที่ได้รับความเสียหาย อันมีสาเหตุมาจากกิจการหรือโครงการที่ริเริ่มสนับสนุน หรือดำเนินการโดยส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 6(2) หรือหากเป็นกรณีจำเลยทั้งสี่จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อโจทก์ทั้งสิบหก โดยผิดกฎหมายให้โจทก์ทั้งสิบหกเสียหายแก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสิบหก

โจทก์ทั้งสิบหก ก็ชอบที่จะฟ้องร้องผู้ทำละเมิดหรือนายจ้างของผู้ทำละเมิด เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ หรือหากผู้ทำละเมิดทำละเมิดต่อเนื่องกันไม่ยอมหยุด โจทก์ทั้งสิบหก ก็ชอบที่จะฟ้องร้อง ขอให้ศาลสั่งให้ผู้ทำละเมิดหยุดทำละเมิดเสียก็ได้ ตามประมวลกฎหมายเพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 420


การที่โจทก์ทั้งสิบหกฟ้องจำเลยทั้งสี่ โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว จะมีผลถึงขนาดที่คณะรัฐมนตรี จะไม่อนุมัติการก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน จึงยังไม่อาจถือได้ว่ามติคณะรัฐมนตรีไม่ชอบ

ยิ่งกว่านั้น โจทก์ทั้งสิบหกได้รับความเสียหาย จากการก่อสร้างอันเนื่องมาจากความบกพร่องของผู้ก่อสร้าง ที่ไม่ป้องกันมลพิษ ซึ่งความเสียหายดังกล่าว ก็มิใช่ผลโดยตรงจากมติคณะรัฐมนตรี โจทก์ทั้งสิบหก ย่อมไม่อาจฟ้อง ขอให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี ที่อนุมัติการก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าอากาศยานได้”

นอกจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฯ ดังกล่าวแล้ว ยังมีพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ 15 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.๒๕๓๕ หมวดที่ ๓ กำหนดหน้าที่และความรับผิดทางแพ่ง ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในวัตถุอันตราย16 ไว้เป็นการเฉพาะ ได้แก่

ตามมาตรา ๖๓ บัญญัติถึงความรับผิดชอบต่อความเสียหายจากวัตถุอันตราย ซึ่งอยู่ในความครอบครองไว้ว่า


“ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขนส่งหรือผู้มีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตรายต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่วัตถุอันตรายที่อยู่ในความครอบครองของตน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิด เพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง”

มาตรา ๖๔ บัญญัติว่า

“ผู้ขายหรือผู้ส่งมอบวัตถุอันตรายให้กับบุคคลใด ต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายของบุคคลดังกล่าว อันเกิดแต่วัตถุอันตรายนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย
หรือเกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายนั้นเอง ”

มาตรา ๖๕ บัญญัติว่า

“นายจ้าง ตัวการ ผู้ว่าจ้างหรือเจ้าของกิจการ ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่บุคคลตามมาตรา ๖๓ หรือมาตรา ๖๔ ได้กระทำไปในการทำงานให้แก่ตน แต่ชอบที่จะได้ชดใช้จากบุคคลดังกล่าว เว้นแต่ตนจะมีส่วนผิดในการสั่งให้ทำการเลือกหาตัวบุคคล การควบคุมหรือการอื่นอันมีผลโดยตรงให้เกิดการละเมิดขึ้นนั้น”

มาตรา ๖๖ บัญญัติว่า “ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีก คนกลาง และผู้มีส่วนในการจำหน่ายจ่ายแจกทุกช่วงต่อ จากผู้ผลิตจนถึงผู้ที่รับผิดชอบ ขณะเกิดการละเมิดตามมาตรา ๖๓ หรือ มาตรา ๖๔
ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดด้วย”

๒.๒. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยละเมิด หลักกฎหมายละเมิด ที่ใช้กับความรับผิดทางแพ่งที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่

๒.๒.๑ หลักความรับผิดในผลแห่งละเมิดเนื่องจากการกระทำของตนเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ ตามมาตรา ๔๒๐ บุคคลที่จะรับผิดในผลแห่งละเมิดนี้ ต้องมีการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อและในมาตรา ๔๒๒ เป็นความรับผิดฐานละเมิด เมื่อมีการกระทำหรืองดเว้นไม่กระทำการ ที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่ประสงค์จะปกป้องบุคคลอื่น

กฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นกฎหมายที่ก่อให้เกิดหน้าที่แก่ผู้เกี่ยวข้อง ที่จะต้องปฏิบัติตาม โดยมีวัตถุประสงค์จะปกป้องบุคคลอื่น การละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือบกพร่อง ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
ย่อมเป็นการงดเว้นไม่กระทำการตามหน้าที่ ที่ตนต้องทำเป็นการกระทำละเมิด โดยมีเหตุผลพื้นฐานมาจากหน้าที่ที่ระบุไว้ในกฎหมายสิ่งแวดล้อม

ปัญหาที่เกิดจากการใช้กฎหมายละเมิด มาตรา ๔๒๐ และมาตรา ๔๒๒ คือ

ก. ผู้เสียหายที่จะฟ้องคดี 17
คงจำกัดแต่เฉพาะผู้เสียหายในกรณีพิเศษ ประชาชนทั่ว ๆ ไป
หากไม่ได้รับความเสียหายที่เป็นรูปธรรมแล้วไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๑๐/๒๕๑๓ วินิจฉัยว่า

“โจทก์ฟ้องเทศบาลเป็นจำเลยว่า ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่จะต้องจัดให้มีและบำรุงทางน้ำ ทางบก และทางระบายน้ำ ตลอดจนการรักษาความสะอาด ทำให้โจทก์และประชาชนทั่วไป ไม่อาจใช้ทางน้ำสาธารณะเป็นทางสัญจรได้เหมือนแต่ก่อน

ดังนี้ ย่อมหมายความว่า พลเมืองที่ใช้ทางน้ำสาธาณะนั้น ๆ ร่วมกันเป็นผู้ได้รับความเสียหายไม่ใช่ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายยิ่งกว่าประชาชนคนทั่วไป ไม่พอให้ถือว่า มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์ กับจำเลยอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
แพ่งมาตรา ๕๕ ศาลย่อมสั่งไม่รับคำฟ้อง”

ในกรณีที่ บุคคลใดพบเห็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปอาจเกิดความเสียหายได้ ถ้าบุคคลได้จัดการบำบัด มิให้เกิดความเสียหายที่บานปลายออกไปโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเองไป

บุคคลนั้นก็ชอบที่จะฟ้องเรียกค่าใช้จายที่ตนออกไป จากบุคคลที่ก่อความเสียหาย
หรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ ในการควบคุมดูแลเหตุภัยพิบัตินั้นโดย
ใช้หลักกฎหมายเรื่องจัดการงานนอกสั่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
๓๙๕ – มาตรา ๔o๑

ข. หน้าที่นำสืบ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามมาตรา ๔๒๐ และจำเลยปฏิเสธ
โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าการกระทำของจำเลย เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ โจทก์มีความยากลำบาก ที่จะนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

เพราะข้อเท็จจริงนี้ ฝ่ายจำเลยจะมีพยานหลักฐานมากกว่า และจำเลยจะทราบข้อเท็จจริงดีกว่าโจทก์
เช่นเมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายจากการปล่อยควันพิษของโรงงานจำเลย โจทก์เองไม่มีทางทราบได้เลยว่าการทำงานในโรงงานของจำเลยเป็นอย่างไร จำเลยเองเสียอีกที่ย่อมทราบแก่ใจของตนเองว่าตนทำอะไรไปบ้าง

ในประเทศอังกฤษมีหลัก Res ipsa loquiter ที่โจทก์มีภาระการพิสูจน์พยานหลักฐานในเบื้องต้น (prima facie evidence) ซึ่งข้อที่พิสูจน์เบื้องต้นนี้จะสื่อให้เห็นว่าจำเลยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ ตามหลักเรื่องข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของฝ่ายตนโดยเฉพาะ หลักนี้เป็นหลักกฎหมายอังกฤษ กำหนดขึ้นเพื่อความเป็นธรรมในการต่อสู้คดี

เพราะในเมื่อข้อเท็จจริงอันหนึ่ง อยู่ในความรู้เห็นของคู่ความฝ่ายหนึ่งเพียงคนเดียว ย่อมไม่เป็นธรรมที่จะให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องมีหน้าที่นำสืบ ซึ่งเขาจะต้องประสบความยากลำบาก หรืออาจเป็นพ้นวิสัยที่จะพิสูจน์
หลักนี้มีที่ใช้มากในเรื่องละเมิดอันเกิดจากความประมาทตามปกติ

การที่โจทก์อ้างว่า จำเลยประมาททำให้เกิดความเสียหาย โจทก์จะต้องมีหน้าที่นำสืบ แต่บางกรณีโจทก์ไม่มีทางสืบได้ เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประมาท อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยคนเดียว ถ้าจะให้โจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบ โจทก์ก็คงต้องแพ้คดี จึงเกิดหลัก Res ipta loguitur ขึ้นมา

หลักนี้มีว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้โจทก์เสียหายเพราะการกระทำของจำเลย และเหตุนั้นอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียวแล้ว ถ้าจำเลยไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุนั้นได้ ต้องถือว่าจำเลยประมาทไว้ก่อน
และจำเลยต้องมีหน้าที่นำสืบแก้ตัว เช่น จำเลยขับรถแฉลบลงข้างทาง โดยไม่ปรากฏสาเหตุหรือแพทย์ลืมสำลีไว้ในท้องคนไข้ เป็นต้น18

ดังนั้น หลังจากที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเสร็จแล้ว
ศาลก็จะโยนภาระการพิสูจน์(shift of the burden of
proof)ไปยังจำเลยที่มีพยานหลักฐานโดยตรงที่เกี่ยวกับการกระทำของตนเอง
หากจะนำหลัก Res ipsa loquiter
มาใช้ในศาลไทย ก็พอจะมีทางเป็นไปได้ โดยการใช้ดุลพินิจจดรายงานกระบวนพิจารณาในชั้นชี้สองสถาน

กำหนดให้โจทก์จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อนตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๓วรรคหนึ่ง
เพราะการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใด นำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใด ก่อนหรือหลังตามมาตรา
๑๘๓ ถือว่าเป็นดุลพินิจของศาล โดยถือความสะดวกในการสืบพิจารณาพยานเป็นสำคัญ แต่การวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดี ต้องถือภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบที่ถูกต้อง ชอบด้วยมาตรา ๘๔ เป็นสำคัญ19

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔o๔-๑๔o๕ /๒๕o๘ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๘๓ วินิจฉัยว่า

" ให้อำนาจแก่ศาลจะสั่งให้คู่ความฝ่ายใด นำสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้ เมื่อประเด็นที่จำเลยต่อสู้เป็นประเด็นสำคัญซึ่งถ้าได้ความแล้วคดี อาจพิจารณาพิพากษาไปได้ โดยไม่ต้องพิจารณาประเด็นข้ออื่น ๆ แล้ว ศาลอาจสั่งให้จำเลยนำสืบก่อนทุกประเด็นก็ได้

ค. ความรับผิดของผู้ประกอบการที่แต่ละคนมีส่วนก่อให้เกิดความ เสียหาย
ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมบางกรณีอาจเกิดจากการสะสมค่อย ๆ เป็นค่อยไปทีละเล็กละน้อย
และที่สำคัญคือ บางกรณีผู้ประกอบการเพียงรายเดียว ไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมได้
แต่ผู้ประกอบการหลายๆรายต่างคนต่างกระทำก็จะเกิดความเสียหายได้ เช่น แม่น้ำสายหนึ่งเน่าเสียอย่างรุนแรง

ลำพังแต่การที่โรงงานก.ปล่อยน้ำเสียลงไปในแม่น้ำ
ในทางทฤษฎีวิทยาศาสตร์แล้ว ไม่ถึงกับทำให้แม่น้ำเน่าเสียได้
แต่หากโรงงานข. โรงงานค. โรงงานง.ปล่อยของเสียระบายลงแม่น้ำไปด้วย
เมื่อรวม ๆ ของเสียที่โรงงานทั้งสี่แห่งระบายลงสู่แม่น้ำแล้ว
เป็นเหตุให้แม่น้ำเน่าเสียได้

การดำเนินคดีของผู้เสียหาย ย่อมมีความยุ่งยากที่จะพิสูจน์ว่า การกระทำของจำเลยมีความสัมพันธ์กับผลเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่(Causation)เพราะความเสียหายเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ(multiple causation)และพฤติการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เป็นการกระทำละเมิดร่วม(joint tort – feasor)

ในสหรัฐอเมริกา ในคดี Senn v. Merrell-Dow Pharmarceutical, INC20 ศาลใช้หลักที่เรียกว่า “market share alternative liability” ให้จำเลยหลายราย ที่แม้จะไม่ได้ร่วมกันทำละเมิดโจทก์ก็ตาม
แต่จำเลยแต่ละราย ล้วนแต่มีความเป็นไปได้ที่มีส่วนในการทำให้เกิดความเสียหาย
ในเมื่อจำเลยทุกรายต่างก็ได้ประโยชน์ในการอุตสาหกรรม โดยมีส่วนแบ่งในการตลาดในผลิตภัณฑ์ของตน

ก็ไม่มีเหตุผลใดที่เมื่อสังคมส่วนรวมได้รับความเสียหาย
จำเลยจะไม่ต้องรับผิด
ส่วนจะรับผิดมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องแล้วแต่การนำสืบพยานหลักฐานแก้ตัวของฝ่ายจำเลยเอง20 ศาลฎีกาเคยวางหลักไว้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๓๔/๒๕๓๔ ว่า
"จำเลยซึ่งขับรถยนต์โดยสารกับ ส.ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายนั่งซ้อนท้ายมาต่างประมาทด้วยกัน
มิใช่เป็นการร่วมกันทำละเมิด ผู้ตายมิได้มีส่วนทำความผิดด้วย และความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายอันเดียวกัน เป็นหนี้อันจะแบ่งแยกจากกันชำระมิได้

ผู้ทำละเมิดทุกคน ต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างลูกหนี้ร่วม ตามป.พ.พ.มาตรา ๓๐๑ ประกอบด้วย มาตรา ๒๙๑ จำเลยจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยกับส. จะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับส.ด้วยกันเอง”

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ วางหลักว่าเมื่อบุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำโดยประมาทเลินเล่อ
ไม่อาจเป็นการกระทำที่เป็นละเมิดร่วมได้ เพราะการละเมิดร่วมต้องเป็นการกระทำโดยจงใจร่วมกัน
แต่เมื่อผู้กระทำละเมิดแต่ละคน ต่างก็มีส่วนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และความเสียหาย ไม่อาจแบ่งแยกได้ผู้กระทำละเมิด จึงต้องรับผิดด้วยกันอย่างลูกหนี้ร่วม ทั้งที่มิได้เป็นลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ.มาตรา๓๐๑ประกอบมาตรา ๒๙๑

๒.๒.๒ หลักความรับผิดเด็ดขาด (Strict liability) ในคดี Ryland v. Fletcher 22 ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นเจ้าของเหมืองแร่ซึ่งติดกับที่ดินโจทก์ จำเลยสร้างเขื่อนกั้นน้ำทำให้น้ำไหลเข้าไปในที่ดินโจทก์ ศาลพิพากษาให้จำเลยรับผิด โดยให้เหตุผลว่าบุคคลใด นำสิ่งใดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายเข้ามาในที่ดินของตน บุคคลนั้นต้องจัดการเก็บรักษามิให้สิ่งนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น

หากมีความเสียหายเกิดขึ้น จากสิ่งของนั้นที่เข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่น เจ้าของสิ่งอันตรายนั้น ต้องรับผิดแม้จะไม่ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม เป็นความรับผิดโดยปราศจากความผิด (Liability without fault)หลักความรับผิดเด็ดขาดหรือความรับผิดเคร่งครัดนี้ ปรากฏอยู่ใน ป.พ.พ.มาตรา๔๓๗ ที่บัญญัติว่า

บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่าง
ใดๆอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล
บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย
หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง


ความข้อนี้ ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงบุคคลผู้มีไว้ในครอบครองของตน ซึ่งทรัพย์อันเป็นของอันเกิดอันตรายได้โดยสภาพ หรือโดยความมุ่งหมายที่จะใช้หรือโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นด้วย

หากความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเกิดจากทรัพย์อันตราย กฎหมายบัญญัติให้ผู้ครอบครองรับผิดไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า ความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือความผิดของผู้เสียหายเอง แม้จำเลยผู้ครอบครองทรัพย์อันตราย จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ จำเลยก็ไม่พ้นความรับผิด

เพราะมาตรา ๔๓๗ นี้เป็นความรับผิดของบุคคลเนื่องจากทรัพย์ที่ตนเองใช้ประโยชน์ ครอบครอง ในเมื่อตนเองได้ประโยชน์จากตัวทรัพย์ เมื่อทรัพย์ก่อให้เกิดความเสียหาย ตนเองก็ต้องรับผิด(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๕๑/๒๕๔๖ )

ข้อสังเกต หลักความรับผิดเด็ดขาดนี้ มีข้อจำกัดที่จะนำไปใช้ได้ ต่อเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจาก
“ทรัพย์อันเป็นของอันเกิดอันตรายได้โดยสภาพ หรือโดยความมุ่งหมายที่จะใช้หรือโดยอาการกลไกของทรัพย์”

เท่านั้น หากกรณีที่ไม่ใช่ทรัพย์อันตราย ผู้เสียหายควรแถลงต่อศาลในวันชี้สองสถาน ขอให้ศาลกำหนดประเด็นตามหลัก Resipsa loquiter ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๘๓ ตามข้อ ๒.๒.๑ ข.ดังกล่าวข้างต้น

๒.๒.๓. กฎหมายลักษณะทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ได้แก่บทบัญญัติ เกี่ยวกับการก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ ตามมาตรา ๑๓๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

บุคคลใดใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รบความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่า จะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร ในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้น มาคำนึงประกอบไซร้ ท่านว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ มีสิทธิที่จะปฏิบัติการ เพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไป ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทน

การพัฒนาด้านวิชาการและวิชาชีพ
ในประเทศอังกฤษ ในครั้งที่มีการออกกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยตรง
มีข้อที่น่าสนใจว่านอกจากอังกฤษจะออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมแล้ว อังกฤษยังได้พัฒนาควบคู่ไปด้วย เกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาบุคลากรให้มีความเป็นวิชาชีพ เป็นนักสิ่งแวดล้อม (Environmentalist) เช่นเดียวกับแพทย์ นักกฎหมาย วิศวกร23

ในแง่ของนักกฎหมาย คดีสิ่งแวดล้อมมีลักษณะคดีและเจตนารมณ์แตกต่าง จากคดีแพ่งและคดีอาญาทั่วไปดังกล่าวแล้ว เรามีนักกฎหมายเฉพาะด้านหลายสาขากฎหมายแล้ว เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี กฎหมายธุรกิจการค้าฯลฯ แต่ยังขาดแคลนนักกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างถ่องแท้และจริงจัง

เพราะการพัฒนา อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีย่อมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
คดีเกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมมีความซับซ้อน ลำพังแต่ความรู้ในทางนิติศาสตร์ยังไม่เพียงพอ
ต้องอาศัยความรู้ทางด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรการทางกฎหมายเป็นพิเศษที่เหมาะสม แก่การแก้ไขปัญหาหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้

ในหลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศ ได้กำหนดเป็นหลักการที่มอบความไว้วางใจแก่ศาลเป็นอย่างมาก ในการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่รูปคดี
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะกระบวนการในศาล เป็นกระบวนการที่เปิดเผยต่อสาธารณชน เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เข้ามาใช้สิทธิทางศาลได้อย่างกว้างขวาง และคำสั่งศาลถูกตรวจสอบได้ในตัวเอง

เนื่องจากคำพิพากษาต้องประกอบไปด้วยหลักกฎหมายและเหตุผล
และยังอาจถูกตรวจสอบโดยการอุทธรณ์ต่อศาลสูง
ในประเทศสหรัฐอเมริกาถือว่ากระบวนการในศาลเป็นกระบวนการที่เปิดเผย โปร่งใส
มีเหตุผลและเป็นธรรมหรือที่เรียกว่า Due Process ผลที่ได้นอกจากความยุติธรรมแล้ว วงการกฎหมายสิ่งแวดล้อม ยังจะได้ทราบบรรทัดฐานของหลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

กฎหมายสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย แม้ว่าจะก่อกำเนิดมาร่วม ๓๐ ปีแล้วก็ตาม
แต่ก็ยังคงขาดการพัฒนาการใช้กฎหมายนี้มากเท่าที่ควร
หากศาลยุติธรรม เป็นผู้นำในการจัดองค์กรศาลให้มีกระบวนพิจารณาคดีเป็นพิเศษ จัดองค์คณะผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้กฎหมายแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว
ก็จะเป็นการพัฒนาการใช้การตีความกฎมายสิ่งแวดล้อม ให้มีประสิทธิภาพในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

พร้อมไปกับการพัฒนาประเทศ
ในทางทฤษฎีรัฐจะต้องมีกฎหมายที่ดี
แต่ในความเป็นจริงคนใช้กฎหมายสำคัญกว่ากฎหมาย หากรัฐมีกฎหมายที่ดี
แต่นักกฎหมายขาดความรู้ ความเข้าใจหรือความเชี่ยวชาญ
กฎหมายที่ดีจะกลายเป็นกฎหมายที่ไม่ดี
ความสำคัญของผู้ใช้กฎหมายจึงเท่าเทียมกันกับตัวบทกฎหมาย

ในสหรัฐอเมริกา ทนายความที่ละเอียดในการทำงาน จะทราบว่าผู้พิพากษาแต่ละท่านมีแนวความคิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (judge’s ideology)อย่างไร ศาลบางมลรัฐ เช่น The Federal
District Court in Washington
D.C.เป็นที่รู้กันในหมู่ทนายความว่าเป็นศาลที่นิยมชมชอบกับสิ่งแวดล้อม(is
known for being pro-environment)

ดังนั้น หากกลุ่มอนุรักษ์นิยม(Environmental
activists)ฟ้องคดีที่ศาลนี้ ก็มีแนวโน้มว่า สิ่งที่เรียกร้องนั้น มีทางเป็นไป
ได้
ส่วนที่ศาลที่ไม่นิยมชมชอบสิ่งแวดล้อม (Anti-environment) เช่น Louisiana
District Courts ที่ศาลนี้ เมื่อภาคธุรกิจ(business interests) ฟ้องคดี
ข้อเรียกร้องของตนก็มีทางเป็นไปได้
และเมื่อผู้พิพากษาชุดเดิมต้องพ้นวาระไป
ทนายความก็จะปรับเปลี่ยนข้อมูล เกี่ยวกับทัศนคติของผู้พิพากษาเสียใหม่ เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน
ในศาลสูงนั้นก็มีปัญหาเช่นกัน กล่าวคือ

ผู้พิพากษาไม่เข้าใจในประเด็น ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับสิ่ง
แวดล้อมโดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นเกี่ยวกับหลักวิทยาศาสตร์
ดังนั้นในเดือนพฤษภาคม๒๕๓๔ The Flascher Judicial Institute in Boston and
the Environmental Law Institute in Washingon
D.C.ได้เปิดอบรมผู้พิพากษาทั่วประเทศที่ New
England โดยมีวิทยากรผู้บรรยายที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านเทคนิคและผู้เชี่ยวชาญ
ด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม24

ผู้เขียนเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม
เกษตรกรรม พาณิชยกรรมและการท่องเที่ยว และมีประชาชนจำนวนมากถึง ๖๐
กว่าล้านคน ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งเจริญขึ้นหรือมีมากขึ้นเท่าไร มลพิษ
การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การบุกรุกธรรมชาติ
การรังแกสัตว์หรือทำลายชีวิตสัตว์ และการทำลายสิ่งแวดล้อมย่อมเกิดขึ้นมากขึ้นเท่านั้น

หากเราไม่มีผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหา
ในประเด็นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมแล้ว
การทำลายสิ่งแวดล้อมก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง
ในขณะนี้ได้มีการจัดตั้งแผนกสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกาแล้ว
โดยให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง และคดีอาญาที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและมลพิษรวม
๒๔ ฉบับ

ดังนั้น จึงควรมีการจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ด้วย
เพื่อศาลยุติธรรม จะได้มีผู้พิพากษาที่มีความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะและเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า คดีที่มีประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะ ได้รับการพิจารณาพิพากษา

โดยผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อม และเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษและอาจจะ
จัดตั้งแผนกคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน ศาลอุทธรณ์ทุกแห่งและให้คำพิพากษาของศาลในคดี
สิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ถึงที่สุดที่ชั้นศาลอุทธรณ ์เช่นเดียวกับร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดียาเสพติดฯ

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่มีความสำคัญ ต่อการกินดีอยู่ดีและการมีคุณภาพ
ชีวิตที่ดีของประชาชน สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จะต้องใช้เวลานานหลายศตวรรษ และอาศัยบรรพบุรุษของเราหลายชั่วอายุคน พิทักษ์รักษาไว้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน
แต่สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อาจถูกมนุษย์ทำลายได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

การที่ความยุติธรรมมาสายเกินไป ย่อมทำให้ความเสียหายเพิ่มมากขึ้นไปทุกนาที
มาตรการในการพิทักษ์ คุ้มกัน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องถูกนำมาใช้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ในปัจจุบันประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย และพระราชบัญญัติที่เกี่ยว
กับสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป
ยังไม่มีมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมชั่วคราวก่อนพิพากษา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ยังมีข้อจำกัดเรื่องการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
ที่โจทก์ต้องมีภาระการพิสูจน์ 25และความเสียหายอาจมีลักษณะสะสม เกิดขึ้นทีละเล็กละน้อย26หรือใช้เวลานานเกินกว่าปกติเช่น กรณีสารพิษคลองเตย สารกัมมันตรังสี โคบอลต์-๖๐ รั่วไหล
โรงไฟฟ้าแม่เมาะ หรือสารตะกั่วที่คลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรีเป็นต้น
ซึ่งในกรณีดังกล่าวศาลควรใช้ ป.พ.พ.มาตรา๔๔๔ วรรคสองซึ่งบัญญัติว่า

“…ถ้าในเวลาที่พิพากษาคดี เป็นพ้นวิสัยจะหยั่งรู้ได้แน่ว่า ความเสียหายนั้นได้มีแท้จริงเพียงใด
ศาลจะกล่าวในคำพิพากษาว่า สงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษานั้น อีกภายในระยะเวลาไม่เกินสองปีก็ได้
  "

และศาลควรคำนึงว่า ความเสียหายในอนาคต แต่แน่นอนนั้น เป็นความเสียหายที่ศาลพิพากษาให้จำเลยรับผิดได้(Damages can be awarded in respect of future loss)27 เช่น การที่โจทก์ต้องไปพบแพทย์เป็นประจำทุกเดือน หลังถูกทำละเมิด แม้ขณะฟ้องคดีหรือขณะที่ศาลมีคำพิพากษา โจทก์ยังไม่ได้ไปพบแพทย์ก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ เพราะเป็นความเสียหายในอนาคตที่แน่นอน28และ

การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในอนาคตนี้แม้จะเกินสองปี
ศาลมีอำนาจกำหนดได้ หากโจทก์มีพยานหลักฐานที่หนักแน่นจนทำให้ศาลหยั่งรู้ได้
แน่ว่าความเสียหายนั้นได้มีแท้จริงในอนาคตเพียงใด
และนักกฎหมายทุกฝ่ายควรเข้าใจว่ามาตรการในการเยียวยา
ความเสียหายนั้นมิได้มีแต่เฉพาะการชดใช้
ค่าเสียหายเท่านั้น เพราะผู้ทำละเมิดต้องรับผิดใช้ค่าสินไหม
ทดแทนแก่ผู้เสียหาย

คำว่า “ค่าสินไหมทดแทน” หรือที่ตัวบทภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Compensation” หากแปลความว่า “การทดแทนความเสียหาย”
น่าจะตรงกับความหมายมากกว่า
การทดแทนความเสียหายคือ การทำให้ผู้เสียหายกลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนถูกละเมิดให้มากที่สุด
ค่าเสียหายจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนประการหนึ่งเท่านั้น

ในปัญหาว่า ใครบ้างที่มีสิทธิเรียกร้องมาตรการในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น
หากบุคคลทั่วไปเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้เสียหายในกรณีพิเศษ
บุคคลนั้นย่อมมีอำนาจฟ้อง เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา
๙๖ ในกรณีที่ได้รับความเสียหายจากมลพิษและหรือ
ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็เรียกร้องตาม มาตรา ๖๓ ถึงมาตรา
๖๖

หรืออาจเรียกร้องได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิดหรือทรัพย์
ได้แล้วแต่กรณี และในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นกับ สิ่งแวดล้อมที่เป็นสาธารณประโยชน์ ไม่ว่า
จะเป็นมลพิษหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ นอกจากเอกชนจะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้แล้ว

รัฐมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้อีกด้วย ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๙๖, มาตรา ๙๗
และกฎหมายพิเศษต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่กรณี
ข้อที่น่าพิจารณาอีกประการหนึ่งคือศาลในระบบ Common Law
มีการกำหนดค่าเสียหายที่เป็นการลงโทษ(Punitive Damage) ตามกฎหมายไทยนั้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๓๘ บัญญัติว่า

ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

จากบทบัญญัติดังกล่าว
ผู้เขียนเห็นว่า ได้เปิดช่องให้ศาลกำหนดค่าเสียหายในลักษณะนี้ได้ เช่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๖๑๗-๑๖๑๘/๒๕๐๐ วินิจฉัยว่า

ค่าเสียหายฐานละเมิด
เพราะทำลายครัว ห้องน้ำ จึงใช้ทรัพย์ไม่ได้ตามปกติ
ศาลกำหนดค่าเสียหายให้ตามสมควรนอกเหนือไปกว่าราคาทรัพย์ก็ได้”
และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๔/๒๕๐๑วินิจฉัยว่า
“ จำเลยละเมิดโดยจงใจทั้งที่มีผู้ทักท้วงแล้ว
เป็นพฤติการณ์แสดงความร้ายแรงที่ศาลคำนึงในการกำหนดค่าเสียหายได้

แต่โจทก์ต้องมีคำขอท้ายฟ้อง และนำสืบให้เห็นถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่ง
การกระทำของจำเลย เพื่อให้ศาลกำหนดค่าเสียหายให้มากกว่าความเสียหายที่แท้
จริงเพราะศาลเองก็ไม่ต้องการให้มีการค้ากำไรจากการเป็นคดี
ดุลพินิจของศาล ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนจะเป็นประโยชน์ในคดีสิ่งแวดล้อมเป็น
อย่างมาก

โดยเฉพาะใน กรณีที่มีความเสียหายที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้
เช่นความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับเป็นสภาพความเป็นอยู่ที่เลวลง
สภาพจิตใจที่ย่ำแย่ สภาพแวดล้อมที่มีผลในเชิงลบต่อคุณภาพชีวิตเป็นต้น

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่มีบทบัญญัติที่จะให้ศาลใช้วิธีการชั่วคราวก่อนฟ้องคดี29 ตามหลัก Anton Piller Order ที่ศาลอังกฤษวางหลักว่า ศาลมีอำนาจสั่งให้บุคคลใดระงับการกระทำใด ๆ ที่จะเป็นการทำลายพยานหลักฐาน

ที่เกี่ยวข้องและอาจถูกนำเสนอในคดีที่ผู้ร้องจะฟ้องบุคคลนั้น โดยผู้ร้องขอคำสั่งศาลดังกล่าว อาจได้รับหมายศาลไปดำเนินการ ตามที่ร้องขอได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานจำเลย จึงควรแก้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ให้ศาลใช้วิธีการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้ แม้ยัง
ไม่มีการฟ้องคดีก็ตาม

กระบวนพิจารณาคดีเกี่ยวกับ คำร้องนี้จึงเป็นการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวหรือที่เรียกว่า “exparte” และหากผู้ร้องไม่ฟ้องคดีภายในกำหนด คำสั่งศาลย่อมสิ้นผลไป และผู้ร้องอาจต้องชดใช้ค่าเสียหาย หากผู้ถูกหมายศาลได้รับความเสียหาย30

สำหรับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการ
ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้และควรแก้ไขกฎหมาย ให้พนักงานอัยการโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยแก้ไขเยียวยา
ความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือชดใช้ค่าเสียหาย แก่รัฐหรือประชาชนที่ได้รับความเสียหาย

และควรแก้ไขกฎหมายให้ชัดเจนว่า ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญามีผลผูกพันจำเลยและ
โจทก์รวมทั้งผู้เสียหายรายอื่นในทำนองเดียวกันกับโจทก์
ในส่วนของการเยียวยาความเสียหาย
นั้นควรจะเปิดกว้างที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจไปในทางที่เหมาะสม
เพราะในคดีสิ่งแวดล้อมบางคดีศาลต้องชั่งน้ำหนัก ๓ ฝ่าย

ฝ่ายที่หนึ่ง คือฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฝ่ายที่สอง คือฝ่ายผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม และฝ่ายที่สามคือฝ่ายผลประโยชน์ของปัจเจกชน หากจำกัดการใช้ดุลพินิจศาล ในการมีคำพิพากษาให้เหมือนกับ หลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความโดยทั่วไปแล้ว
คำพิพากษาของศาลแทนที่จะแก้ปัญหา อาจกลับกลายเป็นการก่อปัญหาก็เป็นได้
ตัวอย่างที่

ผู้เขียนอยากกล่าวถึงคำพิพากษาที่มีความยืดหยุ่นตามสภาพปัญหาคือ คดี Boom v.
Atlantic Cement31 ที่จำเลยประกอบกิจการโรงงานปูนซิเมนต์ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองขนาดเล็กในประเทศสหรัฐอเมริกา เศรษฐกิจของชุมชนนี้ขึ้นอยู่กับโรงงานปูนซีเมนต์ โจทก์ซึ่งได้รับความเดือดร้อน จากฝุ่นอันเกิดจากโรงงาน ได้ยื่นฟ้องขอให้โรงงานหยุดการก่อเหตุเดือดร้อน
รำคาญและขอให้จ่ายค่าเสียหาย

ศาลของรัฐนิวยอร์คพิพากษาให้ โรงงานจำเลยจัดการแก้ไขปรับปรุงการประกอบกิจการ
ไม่ให้ก่อความเดือดร้อน ภายในเวลาที่กำหนด
หากไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นได้
ให้โรงงานจำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์ไปหาซื้อที่อยู่อาศัย
ใหม่ในบริเวณอื่น32

ในประเด็นนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๖๓๔/๒๕๓๖ วินิจฉัยว่า

" ผู้ที่เข้าไปหาแหล่งมลพิษหรือเหตุเดือดร้อนรำคาญเอง
ไม่อาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน หรือให้ระงับการกระทำนั้นได้
ในคดีนี้กรมทางหลวงปรับปรุงถนนให้สูงขึ้นเพื่อความสะดวก
ในการสัญจรไปมาของประชาชนทั่วไปและเพื่อป้องกันน้ำท่วม


โจทก์อ้างว่า การก่อสร้างถนน
ดังกล่าวละเมิดสิทธิของโจทก์เพราะบังทางลมและแสงสว่างบริเวณบ้านของโจทก์
ศาลฎีกาเห็นว่ากรมทางหลวงจำเลยกระทำการดังกล่าวตามอำนาจหน้าที่ในกฎหมาย โดยมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์
และโจทก์ก็ทราบมาก่อนการซื้อบ้านแล้วว่า กรม
ทางหลวงจะทำการก่อสร้างยกระดับถนนซึ่ง


ถือว่าโจทก์ยอมรับสภาพดังกล่าวก่อนการซื้อบ้านแล้ว นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบระหว่างความเดือดร้อนที่โจทก์ได้รับ กับประโยชน์ที่ประชาชนได้รับถือว่า ความเดือดร้อนที่โจทก์ได้รับนั้นไม่เกินกว่าที่ควรคิดหรือคาดหมายได้
และโจทก์จะต้องยอมรับสภาพดังกล่าวเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่นในสังคม
จึงไม่ถือว่าการก่อสร้างถนนดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ "

ผู้เขียนเห็นว่า ในข้อจำกัดของตัวบทกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
คำพิพากษาของศาลยุติธรรมถือได้ว่า มีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจ
มิใช่ว่าผู้เขียนเป็นผู้พิพากษาจึงสรุปดังนี้
หากแต่ในทางตำรากฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ผู้เขียนได้ค้นคว้า
นักวิชาการต่างก็หยิบยกเอาคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐานในการอธิบาย

ปัญหาส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ตัวบทกฎหมาย
ทั้งในส่วนของกฎหมายสารบัญญัติที่เป็นกฎหมายอาญาที่อัตราโทษต่ำไปตนผู้กระทำผิดยอมเสียค่าปรับดีกว่า
จะหยุดพฤติการณ์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเนื่องจากเห็นว่าสามารถนำค่าปรับไปรวม
ในต้นทุนสินค้าได้

นอกจากปัญหาและข้อเสนอแนะดังกล่าวข้างต้นแล้วผู้เขียนเห็นว่า
ในส่วนของกฎหมายวิธีสบัญญัติไม่ว่าในทางแพ่งหรือทางอาญาควรมีการแก้ไขโดย
กำหนดให้คดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้รับการพิจารณาคดีที่รวดเร็วทันทีที่เกิด
ความเสียหายโดยต้องให้ศาลมีอำนาจออกมาตรการชั่วคราวระหว่างที่ยังไม่มีการฟ้องคดี
หรือ ก่อนศาลพิพากษาทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา

เพราะหากจะรอให้คำพิพากษาถึงที่สุดจึงจะบังคับคดีแล้ว
คำพิพากษานั้นอาจไม่มีอะไรให้บังคับคดีก็ได้
ควรขึ้นบัญชีพยานผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง
แก่ศาล
ในส่วนของคำพิพากษานั้นควรแก้กฎหมายที่ให้อำนาจศาลในการทำคำพิพากษาให้เหมาะ
สมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

ควรให้อำนาจศาลแก้ไขคำพิพากษาได้ในกรอบที่กำหนดไว้
ควรให้มีกรอบเวลาที่ชัดเจน
สำหรับคดีสิ่งแวดล้อมควรจัดตั้งแผนกคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในศาล
อุทธรณ์ทุกแห่งและให้คำพิพากษาของศาลถึง
ที่สุดที่ชั้นศาลอุทธรณ์เช่นเดียวกับร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์
คดียาเสพติดฯ

ควรอบรมนักกฎหมายทุกฝ่าย ให้เห็นถึงความสำคัญของคดีสิ่งแวดล้อมและให้มีความ
รู้ความเข้าใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมและมีความเชี่ยวชาญ ในการใช้และการตีความกฎหมายสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ควรแก้กฎหมายให้มีคณะกรรมการกำหนดค่าสินไหมทดแทนคดีสิ่งแวดล้อม ที่ประกอบ
ด้วย

นักธุรกิจ ประชาชน นักวิชาการสิ่งแวดล้อมและนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ เพื่อเสนอความเห็นต่อศาล เกี่ยวกับการเยียวยาทดแทน
ความเสียหายและจำนวนเงินค่าเสียหายที่ควรจะเป็น โดยมีหลักการ และเหตุผลประกอบในประเด็นของผู้มีอำนาจ
ฟ้องคดีนั้นไม่ควรจำกัดเฉพาะผู้เสียหายในกรณีพิเศษ หรือเฉพาะเจ้าพนักงานของรัฐเท่านั้น

แต่ควรเปิดโอกาสให้องค์กรอิสระหรือ NGO
ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕
มาตรา ๗และมาตรา๘เป็นผู้ฟ้องคดีเรียกค่าเสียหาย
เพื่อประโยชน์ส่วนรวมจากบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อ

สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป เช่นแม่น้ำลำคลอง
หรือทรัพยากรธรรมชาติหรือแม้กระทั่งการกำหนด
หลักเกณฑ์ที่เหมาะสมที่ให้องค์กรเอกชนเหล่านี้มีอำนาจ
ฟ้องคดีอาญาหรือร้องขอเป็นโจทก์ร่วมกับ
พนักงานอัยการในกรณีที่มีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการก่อความเสียหาย
แก่สิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม อันเป็นการสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา๗๙ และ ควรยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีแพ่งบางประเภท
ควรแก้ไขให้กองทุนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕
มาตรา ๒๒ ให้มีบทบาทมากขึ้นในการปฐมเยียวยา (first aid)
ความเสียหายที่เกิดจากมลพิษ

หรือ เกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อม
ควรแก้กฎหมายให้มีการฟ้องคดีกลุ่ม (class action)
ตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลทำให้เมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งฟ้องคดีแล้ว
ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย ซึ่งต้องเป็นผู้รับผิดแทนผู้เสียหายคนอื่นที่ได้รับเคราะห์กรรม ความเสียหายในเหตุการณ์เดียวกันได้ด้วยซึ่งจะทำให้ผู้เสียหาย กลุ่มประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย33

ควรมีการเวนคืนที่ดินที่จะเป็นการเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี
ควรให้อำนาจศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม ในการไต่สวน
คำร้องในลักษณะไต่สวนสาธารณะเมื่อปรากฏว่า
มีองค์กรใดของรัฐหรือภาคเอกชนที่กำลังมี
การกระทำที่ส่อแสดงว่าจะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมโดยกำหนด
กรอบเวลาที่รวดเร็ว เป็นพิเศษ
เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกาการตั้งสถานบันเทิง ที่เกี่ยวกับอบายมุขในชุมชนเมืองหรือใกล้กับโรงเรียน ต้องผ่านกระบวนการ Due Process ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นก่อน

กระบวนการไต่สวนสาธารณะนี้ จะเป็นบทบาทใหม่ของศาลที่จะป้องกันมิให้เกิดข้อพิพาท ควรสนับสนุนวิธีการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี โดยการไกล่เกลี่ยในศาล ที่มีผู้ไกล่เกลี่ยที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม หากมีการแก้ไขกฎหมายตามที่ผู้เขียนเสนอแล้ว
ผู้เขียนเชื่อว่า จะทำให้บทบาทและภารกิจของศาลยุติธรรม ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ไปด้วยกันได้

หรือสร้าง
ความสมดุลกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมดังที่ที่ประชุมของ The world Conservation Strategy1980 (IUCN 1980)ได้สรุปไว้ว่า “development and conservation are equally necessary for our survival”

หมายความว่า” การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาประเทศ จึงไปด้วยกันได้และสิ่งทั้งสองนี้ จำเป็นต่อความ
อยู่รอดของเรา

บทบาทหรือภารกิจนี้ จะเด่นชัดเป็นประโยชน์และตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่า
บทบาทของศาลในปัจจุบันที่ถูกมองว่า ศาลยุติธรรมมีเพียงบทบาทในการลงโทษผู้
กระทำผิดเท่านั้น

ในท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขออัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ
ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๒ ว่า

“ ……วันก่อนนี้เราพูดถึงปัญหาว่าเมืองไทยนี้
อีกหน่อยจะแห้ง ไม่มีน้ำเหลือ
จะต้องไปซื้อน้ำจากต่างประเทศซึ่งอาจเป็นไปได้
แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น
เพราะว่าถ้าคำนวณดูน้ำในประเทศไทยที่ไหลเวียนนั้น
ยังมีอยู่เพียงแต่ต้องบริหารให้ดี ถ้าบริหารให้ดีแล้ว
มีเหลือเฟือ…..ภูมิประเทศของประเทศไทย
“ยังให้”หมายความว่า ยังเหมาะแก่การอยู่กินในประเทศนี้


ประเทศไทยนี้เหมาะมากในการตั้งถิ่นฐาน
แต่ว่าต้องรักษาเอาไว้ ไม่ให้ประเทศไทยซึ่งเป็นสวนเป็นนากลายเป็นทะเลทราย
พูดกันว่า ถ้าหากไปทำโครงการไฟฟ้าพลังน้ำก็จะไปทำลายป่า
ทำให้เสียหายกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ผู้ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็พูดอย่างนั้น
อันนี้ความเป็นจริง ถ้าไปทำลายป่าแล้ว สิ่งที่ตามมาคือสนามกอล์ฟ
หรือการท่องเที่ยว หรือการลักลอบตัดป่าเป็นต้น


ดังนี้ ข้อเสียมันเพิ่มขึ้นมากได้จริง แต่ถ้าหากไปทำในที่ที่เหมาะสม
คำนวณได้ผลเสียในการตัดไม้ส่วนหนึ่งจะคุ้มกับผลได้….เราต้องเลือกดูว่าจะ
รักษาป่าไว้ หรือจะต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น
….”

และพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องใน มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
๕ รอบ ณ ศาลาดุสิตาลัย เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๕ ว่า

“…ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า เพราะเหตุใดเราควรรักษาป่า
ไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าเท่านั้น
แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ แหล่งน้ำและพวกเราควรจะรู้คุณของแผ่นดินเราเรียก
แผ่นดินนี้ว่าแผ่นดินแม่
ก็เพราะแผ่นดินนี้เป็นที่เกิดและเลี้ยงดูคนไทยมากว่า ๗๐๐ปี
ควรที่เราทั้งหลายจะบำรุงรักษาแผ่นดินให้คงความอุดมสมบูรณ์ไว้

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ดังกล่าว เป็นข้อเตือนใจว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมีความห่วงใยใน ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

“……ไม่มีพระราชวังไหนในโลก เหมือนพระตำหนักจิตรลดา
และบริเวณสวนจิตรลดาที่เต็มไปด้วยบ่อเลี้ยงปลา และไร่นาทดลอง
อีกทั้งโรงโคนม
ผสมด้วยโรงสีและโรงงานหลายหลาก จึงพูดได้อย่างเต็มปากว่าในประเทศไทยไม่มี
ช่องว่างระหว่างเกษตรกรกับกับพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงทำงานอย่าง หลังสู้ฟ้า
หน้าสู้ดิน ด้วยพระองค์เอง
…..” 34

จึงควรที่นักกฎหมายทั้งหลาย ควรจะระดมสรรพกำลังและคลังสมอง ช่วยกันปฏิรูปหรือพัฒนากฎหมายสิ่งแวดล้อม ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาชาติบ้านเมือง ให้ความเจริญทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ไปด้วยกันได้พร้อมกับสิ่งแวดล้อมที่ดี

ในส่วนของศาลยุติธรรมซึ่งพิจารณาพิพากษาคดี
ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะต้อง
บริหารจัดการองค์กรและบุคลากร
ตลอดจนเสนอแก้ไขกฎหมาย ในส่วนที่เกี่ยวข้องให้รองรับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน

อ้างอิง

*ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ประจำสำนักประธานศาลฎีกา

1 David Wilkinson,Environment and Law, 1st ed.(London:Routledge 2002),p.41

2 พรชัย ด่านวิวัฒน์
“ประเทศไทยกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในปัจจุบัน” วารสารนิติศาสตร์
ปีที่๓๐ ฉบับที่๑ (มีนาคม ๒๕๔๓ ):หน้า ๓๕

3สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่แปด พ.ศ. ๒๕๔๔–๒๕๔๙ หน้า๑๓๖

4 พรชัย ด่านวิวัฒน์ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ ๒, หน้า๓๔

5 สหรัฐอเมริกาเคยใช้มาตรการห้ามนำเข้ากุ้งกุลาดำ จากประเทศไทยด้วยเหตุผลว่า ประมงไทยจับปลาโดย
ใช้อวนลาก เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในทะเล

6 Nancy K. and Gary S. Silverman, Environmental Law ,3rd ed.(U.S.A.: Prentice – Hall,2000),p.3-4

7 Susan Wolf & Anna White ,Environmental Law , 1st ed.(London :Cavendish Publishing,1995), p.3-4

8 อำนาจ วงศ์บัณฑิต, กฎหมายสิ่งแวดล้อม พิิมพ์ครั้งที่๑(กรุงเทพฯ:วิญญูชน,๒๕๔๕), หน้า๔๕

9 อุดมศักดิ์ สินธิพงษ์, กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม พิมพ์ครั้งที่๑(กรุงเทพฯ:วิญญูชน, ๒๕๔๗), หน้า ๔๖–๔๘

10 Susan Wolf & Anna White, supra note7, p.9-10

11 Susan Wolf & Anna White, supra note7, p. 13

12 Susan Wolf & Anna White, supra note 7, p.15

13 มีหมายเหตุท้ายฎีกาว่า “สิทธิในการได้รับทราบข้อมูลและข่าวสาร ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างกว้าง ๆ
โดยจะเขียนรายละเอียดไว้ในกฎหมายต่าง ๆ เช่น สิทธิในการรับข้อมูลและข่าวสาร ในด้านสิ่งแวดล้อมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 บัญญัติไว้ในมาตรา 6(1)ว่า

" บุคคลอาจมีสิทธิที่จะได้รับทราบ ข้อมูลและข่าวสารจากทางราชการ ในเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เว้นแต่ข้อมูลหรือข่าวสารที่ทางราชการถือว่า เป็นความลับเกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ หรือเป็นความลับเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล สิทธิในทรัพย์สินหรือสิทธิในทางการค้าหรือกิจการของบุคคลใดที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ”

14 คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๘๒/๒๕๓๕ คดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ภาค ๑พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๐,๒๖ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๓๓,๓๕ จำคุก ๓ เดือนปรับ ๕,๐๐๐ บาท ริบของกลางและให้ทำลายลานปูนซีเมนต์ของกลาง

15 อำนาจ วงศ์บัณฑิต, อ้างแล้วในเชิงอรรถที่๒, หน้า๔๕๕

16 วัตถุอันตราย มีนิยามตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฯ มาตรา๔ เช่นวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิดฯลฯ

17 สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวในวงเสวนาระดมความคิดเห็น
“ความเสียหายด้านสุขภาพในคดีสิ่งแวดล้อม:การวินิจฉัยโดยแพทย์
และการชดเชยโดยกระบวนการยุติธรรม” คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๑๕
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ว่า ”การสู้คดีสิ่งแวดล้อมต่อไปนี้ เป็นการต่อสู้กับบรรษัทข้ามชาติที่มาพร้อมกระแสทุน การพิสูจน์ความเสียหาย จึงควรคำนึงถึงบริบทของสังคมไทยด้วย ไม่เฉพาะด้านเทคนิคหรืออาศัยผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก”

18 เข็มชัย ชุติวงศ์, คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยาน (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์นิติบรรณการ, 2547), หน้า63-64.

19 สมชัย ฑีฆาอุตมากร, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (กรุงเทพฯ : หจก.จิรรัชการพิมพ์, 2547), หน้า714.

20 305 Or. 256, 751 P.2d 215(1988)

21 Jerry J. Phillips and others, Tort Law ,Cases, Materials, Problems ,(U.S.A.:Michie,1990) ,p.573

22 (1926) 42 L.Q.R. 37

23 Susan Wolf & Anna White, supra note 7, p.5

24 Nancy K. Kubasek & Gary S. Silverman, supra note6, p.54

25 พนัส ทัศนียานนท์ วุฒิสมาชิกและกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมกล่าวในที่เสวนาฯ ดังที่อ้างไว้ในเชิงอรรถที่๑๓ ว่า

“ การชดเชยความเสียหายคดีสิ่งแวดล้อม เป็นดุลพินิจของศาลที่ยังมีความคิดคับแคบ
ความเสียหายที่ยังไม่ปรากฏอาการและความเสียหายเสียหายทางสุขภาพจิต ยังไม่พูดถึงมาก
และการชดเชยมีปัญหาเพราะกำหนดตามฐานะทางสังคม คนรวยได้มากกว่าคนจน”

26 อำนาจ วงศ์บัณฑิต, อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ ๒,หน้า ๔๗๕

27 David Hughes Environmental Law ,(London:1994) ,p.35

28 จิตติ ติงศภัทิย์ , คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (กรุงเทพฯ:คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,๒๕๒๓),หน้า ๖๑๒–๖๑๓

29 ดูพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา๒๘ให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งก่อนฟ้องคดีได้

30 ภัทรศักดิ์ วรรณแสง”ลักษณะพิเศษของการดำเนินกระบวนพิจารณา ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ,”วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ปีที่ ๓๓ เล่มที่ ๓(กันยายน ๒๕๔๖) หน้า ๕๒๑

31 26 N.Y.2d 219,257 N.E. 2d 870, 309 N.Y.S. 2d 312(1970)

32 อำนาจ วงศ์บัณฑิต , อ้างแล้วในเชิงอรรถที่๒,หน้า๔๘๓

33 ขณะนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังอยู่ในระหว่าง การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

34 คำกราบถวายบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลของ พลอากาศเอก หะริน หงสกุล ประธานรัฐสภา ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๒๓

ที่มา biolawcom.de