Menu

ENG

Menu

เจาะลึก……………สัญญาจ้างแรงงาน ครั้งที่ ๓

เจาะลึก……………สัญญาจ้างแรงงาน ครั้งที่ ๒

 

เจาะลึกสัญญาจ้างแรงงานคราวนี้  เราจะมากล่าวถึงกฎหมายความลับทางการค้า ซึ่งจะเชื่อมโยงมาถึงสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างให้คำรับรองไว้

ข้อสัญญาห้ามลูกจ้างทำงานกับคู่แข่ง และรักษาความลับทางการค้า  ข้อห้ามทั้งสองเรื่องนี้จะมาจากเหตุผลเดียวกันคือ การรักษาความลับทางการค้าของนายจ้าง โดยเริ่มจากนายจ้างจะให้ลูกจ้างให้คำรับรองว่า  จะไม่ประกอบธุรกิจ หรือเป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น  คู่สัญญา   กับบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนที่ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันกับนายจ้างหรือคล้ายกับนายจ้าง รวมทั้งจะไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการแข่งขันกับธุรกิจของนายจ้าง ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม

แน่นอนที่สุด การที่บริษัทคู่แข่งได้ว่าจ้างลูกจ้างประเภทนี้เข้าทำงาน เนื่องจากลูกจ้างมีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์การทำงานในลักษณะเดียวกับนายจ้างใหม่มาก่อน ซึ่งก็หมายความว่า ลูกจ้างทราบดีว่า จะต้องทำงานในธุรกิจนี้อย่างไร รวมทั้งยังทราบไปถึงข้อมูลทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในทางพาณิชย์หรือไม่ก็ตาม เช่น ทราบดีว่า ต้นทุนการผลิตอยู่ที่เท่าใด ลูกค้างานประเภทนี้เป็นอย่างไร ข้อมูลของลูกค้า  เป็นต้น

หากบริษัทคู่แข่งได้ข้อมูลเหล่านี้ไป ย่อมเป็นประโยชน์ในการแข่งขันทางการค้าระหว่างกันได้  นายจ้างจะต้องหามาตรการป้องกันมิให้เสียบุคลากรอย่างนี้ไปอยู่ในกำมือของคู่แข่ง  จึงได้กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน ห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำทั้งในระหว่างที่เป็นลูกจ้าง และต่อเนื่องไปจนกระทั่งพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างไปแล้วอีกช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่อาจห้ามถาวรได้ เพราะเป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพ มีผลเป็นโมฆะกรรม

นอกจากนี้ ในระหว่างที่ลูกจ้างทำงานเป็นลูกจ้างนั้น ลูกจ้างมีโอกาสได้รู้เห็นความลับทางการค้าของนายจ้าง หรือของลูกค้าของนายจ้างได้  ซึ่งนายจ้างเอง บางครั้งก็จำต้องทำสัญญารักษาความลับทางการค้ากับลูกค้าเสียก่อน จึงจะทำธุรกิจกับลูกค้าได้ และในเนื้อหาของสัญญารักษาความลับทางการค้านั่นเอง ได้บังคับให้นายจ้างจะต้องรับผิดชอบหากความลับทางการค้าของลูกค้าได้ถูกเปิดเผยออกไป เนื่องจากการกระทำของลูกจ้างตนเอง

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น นายจ้างจึงต้องจัดให้มีสัญญารักษาความลับทางการค้าระหว่างตนกับลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความรับทางการค้า และผลที่ตามมา หากความลับทางการค้ารั่วไหลออกไปสู่สาธารณชน ลูกจ้างอาจมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับนายจ้างด้วย

การทำสัญญารักษาความลับทางการค้า สามารถทำได้ ๒ แบบ คือ กำหนดไว้เป็นเงื่อนไขหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน หรือทำสัญญาแยกออกไปต่างหาก เหตุที่บางสถานประกอบการนิยมแยกสัญญาออกจากนั้น เนื่องจากการรักษาความลับทางการค้าไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน บางครั้ง ลูกจ้างลาออกจากการเป็นพนักงานไปแล้ว แต่ความลับทางการค้ายังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ  ความลับจึงยังคงเป็นความลับต่อไปเรื่อย ๆ  ลูกจ้างจึงมีหน้าที่ตามสัญญารักษาความลับทางการค้าต่อไปอย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุดชัดเจน

ดังนั้น หากกำหนดเป็นเงื่อนไขหนึ่งในสัญญาจ้างแรงงานแล้ว และเมื่อลูกจ้างพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างไปเมื่อใดแล้ว  นายจ้างอาจจะเผลอทำลาย หรือทิ้งไปเสียก่อน ทำให้ไม่มีพยานหลักฐานที่จะนำไปใช้เรียกร้องเอาจากลูกจ้าง หากลูกจ้างเปิดเผยความลับทางการค้าของนายจ้างในภายหลังได้

อย่างไรก็ตาม มักจะเกิดปัญหาในการตีความบ่อยๆ กรณีคำว่า “คู่แข่ง” หมายความถึงใคร นายจ้างอาจแก้ไขปัญหานี้โดยกำหนดให้ชัดในสัญญาเลยว่า เป็นใครบ้าง หรืออาจกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ไปว่า เป็นองค์กร หรือบริษัทที่ถูกถือหุ้นโดยลูกจ้างเก่าของนายจ้างเอง หรือพิจารณาจากทุนจดทะเบียนว่า ใกล้เคียงกับของนายจ้างหรือไม่ และทำธุรกิจเดียวกันกับนายจ้างหรือไม่

ข้อสัญญาการโอนลิขสิทธิ์ให้กับนายจ้าง  ตามกฎหมายลิขสิทธิ์กำหนดว่า ให้งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงาน หรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามวัตถุที่ประสงค์ของการจ้างแรงงานนั้น (โปรดพิจารณา มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗)

แม้ตามข้อกฎหมายจะอนุญาตให้นายจ้างสามารถใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวของลูกจ้างได้ก็ตาม แต่ก็อาจมีปัญหาในการตีความว่า งานใดเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์กันแน่  และลูกจ้างเองก็ย่อมมีอำนาจใช้งานอันมีลิขสิทธิ์นั้นเป็นการส่วนตัวในฐานะเป็นเจ้าของงานได้อีกด้วย ซึ่งในการทำงานจริงอาจทำให้นายจ้างมีปัญหาในการทำธุรกิจได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดปัญหา  นายจ้างจึงกำหนดไว้เป็นเงื่อนไขในสัญญาจ้างแรงงานว่า ให้ลิขสิทธิ์ที่เกิดจากงานที่ลูกจ้างได้สร้างสรรค์ขึ้นอันเนื่องมาจากการทำงานที่จ้างตกเป็นของนายจ้าง  และนายจ้างยังจะห้ามเพิ่มเติมอีกด้วยว่า จะไม่นำงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นอันไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือไม่ได้รับโอนสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นเข้ามาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานอีกด้วย

ข้อสัญญาว่า มีคุณสมบัติตามที่นายจ้างกำหนดไว้  แต่ละตำแหน่งที่นายจ้างประกาศรับสมัครงานนั้น ย่อมใช้คุณสมบัติของลูกจ้างที่แตกต่างกันไป บางตำแหน่งนายจ้างกำหนดไว้ชัดเจนว่า ลูกจ้างต้องมีความสามารถอะไรบ้าง เช่น หากสมัครงานเพื่อทำอาชีพทนายความ ลูกจ้างก็จะต้องมีใบอนุญาตว่าความ (ตั๋วทนาย) เป็นต้น

แต่ถ้าหากปรากฏในภายหลังว่า ลูกจ้างไม่มีใบอนุญาตว่าความ เนื่องจากแสดงหลักฐานเท็จไว้ตอนสมัครงานแล้ว หรืออาจเพราะใบอนุญาตถูกเพิกถอนในภายหลัง  นายจ้างสามารถอ้างสัญญาข้อนี้เพื่อเลิกจ้างลูกจ้างได้ แต่จะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่จะต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆไปว่า เป็นการจงใจของลูกจ้างหรือไม่ และอย่างน้อย การเลิกจ้างโดยเหตุตามสัญญาข้อนี้ ย่อมเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม

ข้อสัญญาเรื่องการยืมทรัพย์สินของนายจ้าง  การทำงานที่จ้างบางตำแหน่ง นายจ้างมีหน้าที่จัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานให้กับลูกจ้างในการทำงาน เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค เป็นต้น โดยนายจ้างได้ส่งมอบให้กับลูกจ้างได้ครอบครองใช้ประโยชน์ แต่ในทางปฏิบัติมักจะมิได้ทำสัญญายืมใช้ระหว่างกัน จึงมักจะเกิดปัญหาว่า หากเครื่องมือเสียหายแล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ นายจ้างจึงกำหนดไว้เป็นเงื่อนไขในสัญญาว่า หากเกิดจากการใช้งานปกติก็ย่อมเป็นหน้าที่ของนายจ้างในการรับผิดชอบซ่อมแซม  แต่ถ้าความเสียหายเกิดจากความจงใจ หรือประมาทเลินเล่อของลูกจ้างเอง  ลูกจ้างก็ควรที่จะเป็นผู้รับผิดชอบ

ข้อสัญญาที่จะอุทิศตนเพื่อการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน นายจ้างชอบให้ลูกจ้างทุ่มเททำงานที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างเต็มที่เพื่อที่ให้งานที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นไปด้วยดี ทั้งนี้ ไม่ว่าจะต้องทำงานล่วงเวลา หรือการทำงานในวันหยุด หรือทำงานล่วงเวลาในวันหยุดด้วยหรือไม่ก็ตาม   แต่ทว่า การจะพิสูจน์ว่า ลูกจ้างอุทิศตนทำงานจริงหรือไม่ มีลักษณะเป็นนามธรรม ยากต่อการพิสูจน์  งานบางลักษณะเป็นงานใช้ความคิด  หากลูกจ้างคิดไม่ออกแล้ว นายจ้างจะมากล่าวหาว่า ลูกจ้างไม่อุทิศตนทำงานให้กับนายจ้างได้อย่างไร   ส่วนการทำงานล่วงเวลา หรือ การทำงานในวันหยุด หรือการทำงานล่วงเวลาในหยุดนั้น ตามกฎหมายนายจ้างกับลูกจ้างจะต้องทำความตกลงกันเป็นคราวๆไป (โปรดพิจารณามาตรา ๒๔ และ ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑)  ดังนั้น สัญญาข้อนี้เป็นเสมือนข้อตกลงทางใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น แต่คงจะนำไปบังคับใช้ไม่ได้

บทความฉบับต่อไปจะเป็นบทสรุปของการเจาะลึกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งจะกล่าวถึงบทลงโทษ และข้อตกลงทั่วไปเป็นการส่งท้าย  หากท่านผู้อ่านติดตามมาตลอดคงจะเห็นแล้วว่า แต่ละข้อแต่ละเงื่อนไขของสัญญาล้วนมีที่มาที่ไปบนพื้นฐานของกฎหมายทั้งสิ้น   ดังนั้น การที่เราคัดลอกสัญญามาใช้โดยเห็นว่า สัญญานั้น ๆ มีประโยชน์กับเรา แต่ขาดความเข้าใจนั้น อาจจะทำให้เกิดความเสียหายในภายหลังได้ เช่น ข้อตกลงที่เราเห็นว่าดี อาจมีผลเป็นโมฆะกรรมก็ได้ ท่านผู้อ่านจึงไม่ควรประมาท หรือประหยัดกับเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือชำนาญทางกฎหมายจะช่วยให้ป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคตได้