Menu

ENG

Menu

เจาะลึก……………สัญญาจ้างแรงงาน ครั้งที่ ๒

ผู้เขียนขอเริ่มเจาะลึกต่อเลย เพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาท่านผู้อ่านที่เคารพ

ค่าจ้างและการชำระค่าจ้าง  ตามสัญญาจะกำหนดอัตราค่าจ้างเริ่มต้นเมื่อลูกจ้างได้เริ่มทำงานกับนายจ้าง และวิธีการชำระค่าจ้าง โดยมีข้อควรพิจารณา ดังนี้

  • อัตราค่าจ้างเริ่มต้น จะต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (กรุงเทพมหานคร และ
    ปริมณฑล ๒๐๓ บาทต่อวัน) รายละเอียดของค่าจ้างขั้นต่ำ สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บของกระทรวงแรงงาน http://www.mol.go.th/statistic_01.html
  • กำหนดชำระค่าจ้าง กรณีเป็นลูกจ้างรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง จะต้องไม่น้อยกว่าเดือนละหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ ให้จ่ายตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน (มาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑)
  • จ่ายเป็นเงินตราไทย เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างให้จ่ายเป็นตั๋วเงิน
    หรือเงินตราต่างประเทศ (มาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑)
  • สถานที่การชำระเงินนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้าง ณ สถานที่ทำงานของ
    ลูกจ้าง หากจ่าย ณ สถานที่อื่น หรือด้วยวิธีอื่นจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง (มาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑)

คำรับรองของลูกจ้าง ในระหว่างที่สัญญาจ้างแรงงานมีผลใช้บังคับ ลูกจ้างจะต้องให้คำมั่นสัญญากับนายจ้างหลายประการ ผู้เขียนจะไล่เรียงกันเป็นเรื่อง ๆ ไป

คำรับรองว่า ลูกจ้างยินยอมให้นายจ้างมีสิทธิเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง        ในช่วงระหว่างการทำงานเป็นนายจ้างลูกจ้างกัน เป็นธรรมดาที่นายจ้างจะเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างของลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเพราะเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น เช่น การตอกบัตรไปเป็นการใช้คีย์การ์ด หรือปั๊มนิ้วมือ หรือเพราะความสามารถของลูกจ้างเองที่เพิ่มมากขึ้นตาม ประสบการณ์ที่มากขึ้น เช่น การปรับเงินเดือนประจำปี การปรับเปลี่ยนหลาย ๆ ประการที่เกิดขึ้น

หากเป็นไปในทางเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งขึ้น นายจ้างย่อมสามารถกระทำได้ตามลำพัง แต่ถ้าเปลี่ยนในทางไม่เป็นคุณแล้ว นายจ้างไม่สามารถกระทำได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน เช่น การเพิ่มชั่วโมงการทำงานต่อวัน เป็นต้น และหากเป็นกรณีที่เปลี่ยนแปลงแล้วไม่อาจชี้ชัดได้ว่า เป็นคุณหรือไม่ เช่น นายจ้างเปลี่ยนเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดงาน จาก ๘.๓๐ ถึง ๑๗.๐๐ น. มาเป็น ๘.๐๐ ถึง ๑๖.๓๐ น. เป็นต้น ทั้งที่จำนวนชั่วโมงเท่าเดิม แต่นายจ้างคงจะปวดหัว เพราะลูกจ้างบางคนเห็นว่า เป็นคุณ เพราะเป็นคนมาเช้าอยู่แล้ว จะได้กลับบ้านเร็วขึ้น แต่บางคนเห็นว่า ไม่เป็นคุณเลย เพราะเช้าต้องไปส่งลูกไปโรงเรียน ปกติก็มาแทบจะไม่ทันอยู่แล้ว หากเป็นเวลาเริ่มงานเช้าขึ้นไปอีกคงจะมาทำงานสายแน่ กรณีเช่นนี้คงจะเกิดการถกเถียงกันมากมายได้

การขอความยินยอมภายหลังจากที่ได้เป็นนายจ้างลูกจ้างกันแล้ว ย่อมเป็นเรื่องยากสำหรับนายจ้างที่จะเจรจาหว่านล้อม เพราะเห็นได้ชัดเลยว่า ลูกจ้างเป็นผู้เสียประโยชน์ และต้องได้รับการยินยอมเป็นรายลูกจ้างไป แต่ถ้านายจ้างจัดการให้ลูกจ้างให้ความยินยอมเสียแต่แรก ย่อมเป็นการง่ายกว่า ดังนั้น การกำหนดให้ลูกจ้างให้ความยินยอมนี้จึงถูกกำหนดไว้เป็นเงื่อนไขสำคัญในสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็น

  • การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหรือหน้าที่การงาน การกำหนด หรือแก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิก หรือเพิ่มเติมวันและเวลาทำงานปกติ วันลา วันหยุด เวลาพัก สวัสดิการ
  • การกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด
  • การกำหนด หรือแก้ไข เปลี่ยนแปลงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน สภาพการจ้าง รวมทั้งการโอนย้ายตำแหน่งหรือหน้าที่การงานในกิจการของนายจ้าง หรือกิจการในเครือตามที่นายจ้างจะเห็นสมควรและพร้อมจะปฏิบัติงานทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดได้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะต้องไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ หากนายจ้างฝ่าฝืน ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นโมฆะทันที และนายจ้างอาจจะต้องรับโทษในทางอาญาด้วย (กรณีลูกจ้างหัวใสไปร้องเรียนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน)

การให้ความยินยอมล่วงหน้านี้จะต้องเขียนให้ชัดถึงขนาดว่า เป็นการยินยอมที่ไม่เป็นคุณต่อลูกจ้างด้วย ถึงจะบังคับได้คลอบคลุมถึงกรณีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่นายจ้างเปลี่ยนแปลงแล้วไม่เป็นคุณกับลูกจ้าง แต่การกำหนดข้อสัญญาของลูกจ้างถึงขนาดนี้ จะถือว่า เป็นข้อสัญญาที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างจนเกินสมควรหรือไม่ ซึ่งศาลมีสิทธิสั่งให้การบังคับใช้สัญญาข้อนี้ บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่คู่กรณี คงจะต้องรอการวางบรรทัดฐานของศาลฎีกาต่อไป (มาตรา ๑๔/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑)

การให้ความยินยอมล่วงหน้านี้แม้ว่า จะทำให้นายจ้างสามารถบริหารจัดการงานบุคคลได้ง่ายขึ้นก็ตาม แต่นายจ้างควรจะอธิบายทำความเข้าใจถึงความจำเป็นที่ทำให้นายจ้างจะต้องเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างให้กับลูกจ้างทราบด้วย เพราะถึงนายจ้างจะได้เปรียบจากสัญญาข้อนี้ แต่ลูกจ้างอาจใช้มาตรการโต้ตอบโดยการเฉื่อยงาน (Slowdown) ซึ่งอาจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายได้

ข้อสัญญาว่า จะปฏิบัติตามคำรับรองที่ปรากฏอยู่ในใบสมัครงาน บรรดาข้อมูลที่ลูกจ้างใช้เมื่อสมัครงานนั้น เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ลูกจ้างเสนอให้นายจ้างพิจารณา หากนายจ้างเห็นว่า น่าสนใจก็จะเรียกลูกจ้างเข้ามาสัมภาษณ์ต่อไป ข้อมูลดังกล่าว นายจ้างมักจะไม่ได้ทำการตรวจสอบว่า ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร เว้นแต่เป็นข้อมูลที่มีเอกสารอ้างอิง เช่น ปริญญาบัตร เป็นต้น 

เพื่อตัดปัญหาดังกล่าว เมื่อนายจ้างตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานแล้ว จึงได้ใช้วิธีให้ลูกจ้างทำการรับรองความถูกต้องของข้อมูลอีกครั้งหนึ่งโดยกำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน สำหรับกรณีนี้ หากข้อมูลถูกต้องอยู่แล้วก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่หากมีข้อมูลบางส่วนเป็นเท็จ และข้อมูลนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการทำงานของลูกจ้างแล้ว นายจ้างมาตรวจสอบพบภายหลัง นายจ้างสามารถอ้างเหตุของการให้ข้อมูลเท็จนี้ เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และใช้สิทธิเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้

ข้อสัญญาว่า จะปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เมื่อลูกจ้างลงนามทำสัญญาจ้างแรงงาน เป็นการยากที่จะให้ลูกจ้างรับรู้บรรดากฎ กติกาต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำงาน ฝ่ายบุคคลของนายจ้าง มักใช้วิธีให้สำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานแก่ลูกจ้างไปศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งอาจไม่ครบถ้วน หากเป็นกิจการขนาดเล็ก อาจจะไม่มีกฎกติกามากมาย แต่ถ้าเป็นกิจการขนาดใหญ่ มีสหภาพแรงงาน มีกรรมการลูกจ้าง กิจการนั้นจะมีระเบียบ ประกาศ คำสั่งมาก รวมทั้งจะมีข้อตกลงสภาพการจ้างที่เกิดจาการยื่นข้อเรียกร้องอีกด้วย นายจ้างจะให้ลูกจ้างรับทราบทั้งหมดในคราวเดียวได้อย่างไร

นายจ้างจึงได้กำหนดเป็นเงื่อนไขหนึ่งในสัญญาจ้างแรงงาน เพื่อให้ลูกจ้างยอมรับที่จะปฏิบัติตามระเบียบ ประกาศ คำสั่งดังกล่าว ทั้งที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน หรือในอนาคต และให้บรรดากฎ ระเบียบเหล่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานด้วย หากนายจ้างกำหนดเงื่อนไขในลักษณะนี้ จากเดิมบรรดาระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ซึ่งถือเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่งที่ออกโดยนายจ้างฝ่ายเดียว ได้แปรสภาพไปเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ลูกจ้างจึงถูกผูกพันให้ปฏิบัติตาม

ดังนั้น จึงตกเป็นภาระของฝ่ายลูกจ้างที่จะต้องศึกษาระเบียบเหล่านั้นให้ดี หากฝ่าฝืน จะเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงาน และอาจจะถูกลงโทษทางวินัยได้

ผู้เขียนคงจะต้องเขียนบทความอีกหลายตอน กว่าจะจบเรื่องเจาะลึกสัญญาจ้างแรงงาน หวังว่า ท่านผู้อ่านจะติดตามตอนต่อไปเรื่อย ๆ จนจบ เพราะแต่ละครั้งที่เขียน ผู้เขียนพยายามนำประสบการณ์จริงที่ผู้เขียนประสบมาเองสอดแทรกเข้าไปด้วย เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ประโยชน์สูงสุด