Menu

ENG

Menu

กฎหมายควบคุมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-payment)

บทนำ


ปัจจุบันการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวก ในการดำเนินชีวิตประจำวัน กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้คนในสังคม เช่น เมื่อก่อนหากต้องการชำระค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ หรือค่าบัตรเครดิต เราจะต้องเดินทางไปชำระยังที่ทำการของบริการประเภทนั้น ๆ นอกจากจะต้องเสียเวลาในการเดินทางแล้ว ยังอาจจะต้องเสียอารมณ์ เมื่อพบว่าจำนวนผู้คนที่มาชำระค่าธรรมเนียมเยอะ จนต่อแถวกันยาวเหยียด 

แต่ปัจจุบันภาพเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไป เมื่อประชาชนสามารถชำระค่าบริการต่าง ๆ ได้ทางช่องทางที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตามร้านสะดวกซื้อ หรือทางธนาคาร หรือตู้เอทีเอ็ม ระบบแบบนี้เราเรียกว่า การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-payment

อย่างไรก็ตาม เราต่างหลงลืมกันไปว่า สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ย่อมจะมีโทษอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการลักเงินโดยใช้ช่องทางการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ส่งผลให้ความมั่นใจของผู้ใช้บริการลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากหวาดกลัวภัยเหล่านี้ และส่วนหนึ่งยังไม่มีความอุ่นใจว่าการชำระเงินทางช่องทางนี้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนเอง

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญในควบคุม และดูแลการธุรกิจบริการเกี่ยวกับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าโดยรวมทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงได้ออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551 เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงินและป้องกันการเสียหายจากการใช้เทคโนโลยีด้านการเงิน โดยประกาศใช้เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา

แต่ให้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันที่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา โดยมีรายละเอียดในเบื้องต้น ดังนี้

วัตถุประสงค์ของกฎหมาย

วัตถุประสงค์ของกฎหมายมีอยู่ 5 ประการ คือ

1. รักษาความมั่นคงทางการเงินและการพาณิชย์

2. เสริมสร้างความเชื่อถือและการยอมรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

3. ป้องกันความเสียหายต่อสาธารณชน

4. ส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เพิ่มมากขึ้น และ

5. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจหรือการให้บริการของภาครัฐ โดยกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลธุรกิจบริการ การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

ประเภทของธุรกิจที่ถูกควบคุมภายใต้พระราชกฤษฎีกาฯนี้

ธุรกิจบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมจะมีด้วยกันทั้งสิ้น 8 ประเภท ได้แก่

1. ธุรกิจการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์

2. ธุรกิจบริการเครือข่ายบัตรเครดิต

3. ธุรกิจบริการเครือข่ายอีดีซี

4. ธุรกิจบริการบริการสวิตช์ชิ่งในการชำระเงิน

5. ธุรกิจบริการหักบัญชี

6. ธุรกิจบริการชำระดุล

7. ธุรกิจบริการรับชำระเงินแทน และ

8. ธุรกิจการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือผ่านเครือข่าย

รูปแบบในการควบคุม

รูปแบบในการควบคุมธุรกิจบริการ การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ จะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

(1) การแจ้งให้ทราบ

(2) การขอขึ้นทะเบียน และ

(3) การขอรับใบอนุญาต

ซึ่งจะเป็นไปตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกา รายละเอียด ดังนี้

1. ธุรกิจที่ต้องแจ้งให้ทราบก่อนให้บริการ

ได้แก่ ธุรกิจการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ซื้อสินค้าหรือรับบริการเฉพาะอย่าง ตามรายการที่กำหนดไว้ล่วงหน้า จากผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ทั้งนี้ เว้นแต่การให้บริการเงิน   อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้จำกัดเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภค โดยมิได้แสวงหากำไรจากการออกบัตร ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

2. ธุรกิจที่ต้องขอขึ้นทะเบียนก่อนให้บริการ

ได้แก่ ธุรกิจที่ (1) การให้บริการเครือข่ายบัตรเครดิต (2) การให้บริการเครือข่ายอีดีซี (3) การให้บริการสวิตช์ชิ่งในการชำระเงินระบบหนึ่งระบบใด และ (4) การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้า และรับบริการเฉพาะอย่างตามรายการที่กำหนดไว้ล่วงหน้า จากผู้ให้บริการหลายราย ณ สถานที่ที่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและการให้บริการเดียวกัน

 3. ธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนให้บริการ

ได้แก่ ธุรกิจที่มีลักษณะดังต่อไปนี้  คือ (1) การให้บริการหักบัญชี (2) การให้บริการชำระดุล (3) การให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใด หรือผ่านทาง   เครือข่าย  (4) การให้บริการสวิตช์ชิ่งในการชำระเงินหลายระบบ  (5) การให้บริการชำระเงินแทน และ  (6) การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้า และหรือรับบริการเฉพาะอย่างตามรายการที่กำหนดไว้ล่วงหน้า จากผู้ให้บริการหลายราย โดยไม่จำกัดสถานที่และไม่อยู่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและการให้บริการเดียวกัน

ระยะเวลาในการดำเนินการ

พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ได้กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-payment)  สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้จนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 แต่ถ้าประสงค์จะทำธุรกิจต่อไป ผู้ให้บริการจะต้องยื่นแบบแจ้งให้ทราบ หรือขอขึ้นทะเบียน หรือขอรับใบอนุญาตแล้วแต่กรณี ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ถึง 16 มีนาคม 2552 ซึ่งพ้นจากวันดังกล่าว (13 พฤษภาคม 2552) จะไม่สามารถให้บริการต่อไปได้