Menu
Menu

การแก้ไขกฎหมายหุ้นส่วนบริษัท ลดขั้นตอนเงื่อนไข จัดตั้งบริษัทได้เร็วขึ้น

นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา
การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด สามารถทำได้ง่ายขึ้น และรวดเร็วกว่าเดิม
ทั้งนี้เป็นผลมาจากการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(1) 
ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัท

บทบัญญัติตาม บรรพ 3 ลักษณะ 22 ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ พ.ศ. 2472 ทำให้บทบัญญัติบางมาตราสร้างภาระ โดยไม่จำเป็นแก่ประชาชน เช่น
จำนวนผู้เริ่มก่อการ จำนวนการลงโฆษณานัดประชุม
ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดความยุ่งยาก ซ้ำซ้อน
และความล่าช้า ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ นอกจากนี้ยังเป็นอุปสรรค ต่อการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

ดังนั้น
เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว และเพื่อให้การดำเนินกิจการค้าในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนและบริษัท มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น กระทรวงพาณิชย์
จึงแก้ไขบทบัญญัติในเรื่องหุ้นส่วนและบริษัท
ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นมา

สาระสำคัญของการแก้ไขนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการจะได้รับความสะดวก
รวดเร็ว ลดขั้นตอน ช่วยส่งเสริมการจัดตั้งธุรกิจ และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการติดต่อทำธุรกิจการค้า
โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

1. จำนวนผู้เริ่มก่อการ

มีการบัญญัติให้มีผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท โดยตามมาตรา 1097
กำหนดให้เริ่มตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ลดลงจากเดิมซึ่งต้องมีผู้เริ่มก่อการ 7
คน โดยเข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิ
และกระทำการอย่างอื่นตามที่กฎหมายกำหนดในการจัดตั้งบริษัท
และสามารถจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจัดตั้งบริษัท ภายในวันเดียวกับวันที่ผู้เริ่มก่อการจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ(2)

ซึ่งมีเงื่อนไขว่าในการประชุมตั้งบริษัท ผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นทุกคน ต้องเข้าร่วมประชุม และให้ความเห็นชอบในกิจการที่ได้พิจารณาในที่ประชุมนั้น
ซึ่งกรรมการ จะขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนบริษัทไปพร้อมกัน
ภายในวันนั้นก็ได้ ตามมาตรา 1111/1
ถ้าได้ดำเนินการครบทุกขั้นตอนดังต่อไปนี้

(1) จัดให้มีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้น ครบตามจำนวนหุ้นทั้งหมดที่บริษัทจะจดทะเบียน
(2) ประชุมจัดตั้งบริษัทเพื่อพิจารณากิจการต่างๆ ตามมาตรา 1108
โดยมีผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นทุกคนเข้าร่วมประชุม
และผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นทุกคน ให้ความเห็นชอบในกิจการที่ได้
ประชุมกันนั้น
(3) ผู้เริ่มก่อการได้มอบกิจการทั้งปวงให้แก่กรรมการ
(4) กรรมการได้เรียกให้ผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นใช้เงินค่าหุ้นตามมาตรา 1110 วรรคสอง และเงินค่าหุ้นดังกล่าวได้ใช้เสร็จแล้ว

2. การแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน และห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัด

นอกจากนั้นหากเดิม มีการประกอบการในลักษณะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดที่มีผู้เป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ 3
คนขึ้นไป ก็สามารถแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด โดยใช้ชื่อเดิมได้ (3)
โดยความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนและดำเนินการตามมาตรา 1246/1
ซึ่งแต่เดิม การแปรสภาพนั้นต้องจดทะเบียนเลิกห้างก่อนแล้วไปทำการจดทะเบียน
ตั้งบริษัทขึ้นใหม่
ซึ่งเกิดปัญหาความยุ่งยากและต้องใช้เวลาดำเนินการหลายขั้นตอน

ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้ ไม่ต้องจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนก่อน
โดยหุ้นส่วนผู้จัดการของห้าง มีหนังสือแจ้งความยินยอมให้แปรสภาพต่อนายทะเบียน ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ยินยอม และประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ 1
ครั้ง รวมทั้งมีหนังสือแจ้งเจ้าหนี้ ให้ทราบเรื่องที่จะแปรสภาพและให้สิทธิคัดค้านภายใน 30 วัน

ถ้ามีเจ้าหนี้คัดค้านจะแปรสภาพไม่ได้ จนกว่าจะชำระหนี้หรือให้ประกันหนี้นั้น
แล้ว
หากไม่มีเจ้าหนี้คัดค้านผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ต้องประชุมกันเพื่อยินยอม
และดำเนินการในการจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัท
กำหนดทุนจดทะเบียน และกำหนดจำนวนหุ้นที่จะให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคน
กำหนดจำนวนเงินค่าหุ้นที่ได้ชำระแล้ว โดยต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 25
ของมูลค่าหุ้น กำหนดจำนวนหุ้นสามัญ
หรือหุ้นบุริมสิทธิและสภาพที่จะออกและจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้น
ตลอดจนแต่งตั้งกรรมการและกำหนดอำนาจกรรมการและแต่งตั้งผู้สอบบัญชี

หลังจากนั้นหุ้นส่วนผู้จัดการเดิม ต้องส่งมอบกิจการให้แก่คณะกรรมการของบริษัทภายใน 14 วันนับจากวันที่ประชุมเสร็จ
เมื่อคณะกรรมการ แจ้งให้ผู้เป็นหุ้นส่วนชำระเงินค่าหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 25
ของมูลค่าหุ้นหรือโอนกรรมสิทธิ์ หรือทำเอกสารหลักฐานการใช้สิทธิต่างๆ แล้ว
คณะกรรมการต้องขอจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดต่อนายทะเบียน ภายใน 14
วันนับแต่วันที่เรียกเก็บค่าหุ้นเสร็จ

ผลของการแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด
ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดเดิมหมดสภาพ
บริษัทได้รับทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างทั้งหมด
สำหรับหนี้ของห้างหุ้นส่วนที่เกิดขึ้นก่อนการแปรสภาพ
ให้เจ้าหนี้เรียกให้บริษัทชำระหนี้ก่อน
หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้จากผู้เป็นหุ้นส่วน
ของห้างตามความรับผิดในหนี้ขณะเป็นห้างหุ้นส่วน

3. การแก้ไขวิธีการเกี่ยวกับ การนัดเรียกและการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด
ผู้ประกอบธุรกิจในรูปแบบบริษัทจำกัด ต้องจัดการประชุมใหญ่ให้ถูกต้องตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่
มิฉะนั้นมติของที่ประชุม อาจไม่มีผลตามกฎหมายและเป็นปัญหาต่อธุรกิจของบริษัทเองในภายหลังได้ โดยบริษัทจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายใหม่ ดังนี้ 4

3.1 การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติเรื่องทั่วไป
การนัดเรียกประชุมต้องลงพิมพ์โฆษณาอย่างน้อย 1
ครั้งในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่
และต้องส่งหนังสือนัดประชุมโดยทางไปรษณีย์ตอบรับ ไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้ ต้องดำเนินการก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน
ทั้งสองประการตามมาตรา 1175

3.2 การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษ
การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษ เช่น มติในการเพิ่มทุน
มาตรา 1220 การลดทุน มาตรา 1224 การควบบริษัทมาตรา 1238 จะลดการประชุมจาก
2 ครั้ง เหลือเพียง 1 เดียว ตามมาตรา 1175
แต่ต้องบอกกล่าวการประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 14
วัน โดยลงพิมพ์โฆษณาทางหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ และส่งหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนควบคู่กันและมติที่ประชุม
จะต้องได้คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามมาตรา 1194

3.3 ข้อบังคับของบริษัทที่ขัดต่อกฎหมายใหม่
หากบริษัทที่จดทะเบียนไว้เดิมมีข้อบังคับขัดต่อกฎหมายฉบับใหม่
ข้อบังคับนั้นไม่มีผลบังคับอีกต่อไป
ดังนั้น บริษัทจึงควรแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่

3.4 มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ได้จัดประชุมก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
หากบริษัทนำมติดังกล่าวมายื่นจดทะเบียนหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2551
นายทะเบียนจะยังคงพิจารณาคำขอจดทะเบียนตามกฎหมาย ระเบียบ
และข้อบังคับของบริษัทที่ใช้อยู่ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2551

4. มีการลดการประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์และการคัดค้านของเจ้าหนี้
ในกรณีที่ต้องการลดทุนบริษัทตามมาตรา 1226
ให้โฆษณาความประสงค์นั้น ในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อย 1 ครั้ง
และต้องมีหนังสือบอกกล่าว ไปยังบรรดาผู้ซึ่งบริษัทรู้ว่าเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท บอกให้ทราบรายการซึ่งประสงค์จะลดทุนลง
ทั้งนี้มีการลดระยะเวลาการคัดค้านของเจ้าหนี้ลงด้วย
โดยเจ้าหนี้ผู้มีข้อคัดค้านอย่างหนึ่งอย่างใดในการลดทุนนั้น
ต้องส่งคำคัดค้านไปภายใน 30 วันนับแต่วันที่บอกกล่าวจากเดิมที่กำหนดไว้ 3
เดือน ถ้าไม่มีเจ้าหนี้คัดค้านภายในกำหนดเวลา 30 วัน
ก็ให้ถือว่าไม่มีการคัดค้าน

ส่วนการควบบริษัทนั้น จากเดิมต้องลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่
อย่างน้อย 7 ครั้ง เหลืออย่างน้อย 1 ครั้ง ตามมาตรา 1240
และต้องส่งคำบอกกล่าว ไปยังบรรดาผู้ซึ่งบริษัทรู้ว่าเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท
โดยบอกให้ทราบรายการที่ประสงค์จะควบบริษัทเข้ากัน
และขอให้เจ้าหนี้ผู้มีข้อคัดค้านอย่างหนึ่งอย่างใด ในการควบบริษัทเข้ากัน
นั้น ส่งคำคัดค้านไปภายใน 60 วันนับแต่วันที่บอกกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิกการส่งหนังสือบริคณห์สนธิ และข้อบังคับฉบับตีพิมพ์ต่อนายทะเบียน ตามมาตรา 1147 อีกด้วย

ข้อมูลอ้างอิง      

1 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 / ตอนที่ 41ก / หน้า 12 / 3 มีนาคม พ.ศ. 2551
2 สำนักทะเบียนธุรกิจ ฉบับที่ 48 / 20 มิถุนายน 2551
3สำนักทะเบียนธุรกิจ ฉบับที่ 52 / 26 มิถุนายน 2551
4 สำนักทะเบียนธุรกิจ ฉบับที่ 37 / 21 พฤษภาคม 2551

ที่มาเว็บสำนักงานส่งเสริมการลงทุน