Menu

ENG

Menu

สาระสำคัญของ พรบ.คุ้มครองเงินฝาก

การคุ้มครองเงินฝากในประเทศไทย

วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี พ.ศ.2540 ทำให้ ค.ร.ม.มีมติให้ประกันเงินฝากเต็มจำนวน (Blanket guarantee) โดยมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ดูแลเรื่องการประกันเงินฝาก

การจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก สถาบันคุ้มครองเงินฝากได้จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 พระราชบัญญัติ ฯ จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 11 สิงหาคม 2551

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ทำหน้าที่หลักคือคุ้มครองผู้ฝากเงิน หากสถาบันการเงินถูกสั่งปิดกิจการ ผู้ฝากเงินทุกรายจะได้รับการจ่ายเงินคืนโดยเร็ว ตามจำนวนที่คุ้มครอง โดยไม่ต้องรอการชำระบัญชี

วัตถุประสงค์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก นอกจากการคุ้มครองผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน รวมทั้งดำเนินการกับสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินและชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต

กองทุนคุ้มครองเงินฝาก จัดตั้งขึ้นในสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยให้สถาบันการเงิน นำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกา ซึ่งไม่เกิน 1% ต่อปีของยอดเงินฝาก ถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง เงินกองทุนจะนำออกใช้เพื่อจ่ายคืนให้ผู้ฝากเงินเมื่อสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต

การคุ้มครองผู้ฝากเงิน เงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง 1.เงินฝากทุกประเภทที่เป็นเงินบาทในบัญชีเงินฝากภายในประเทศ และไม่ใช่เงินฝากในบัญชีประเภทเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน 2.ดอกเบี้ยค้างจ่ายของเงินฝากจนถึงวันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต

สถาบันการเงินภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก 1. ธนาคารพาณิชย์ (รวมสาขาธนาคารต่างประเทศ) จำนวน 34 ธนาคาร 2. บริษัทเงินทุน จำนวน 5 บริษัท 3. บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จำนวน 3 บริษัท ต่อไปอาจขยายถึงธนาคารของรัฐที่มีกฎหมายจัดตั้งโดยเฉพาะ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

จำนวนเงินฝากที่คุ้มครองต่อรายต่อสถาบันการเงินแต่ละแห่งตามจำนวนที่ฝากไว้แต่ไม่เกินจำนวน ดังนี้จำนวนเงินที่ได้รับคุ้มครอง (ล้านบาท) 1. 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ทั้งจำนวน 2 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ไม่เกิน 100 ล้านบาท 3. 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ไม่เกิน 50 ล้านบาท 4. 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ไม่เกิน 10 ล้านบาท 5. 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป ไม่เกิน 1 ล้านบาท

วงเงินคุ้มครองกำหนดไว้ที่ 1 ล้านบาท 1.เพื่อให้ครอบคลุมผู้ฝากรายย่อย ซึ่งเป็นผู้ฝาก ส่วนใหญ่ในระบบ หรือประมาณ 98.6% ของผู้ฝากทั้งหมด 2.เงินฝากส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท สามารถขอเฉลี่ย คืนจากทรัพย์สินของสถาบันการเงินตามกระบวนการชำระบัญชี

ผลจากการมีสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 1.ผลต่อรัฐบาล 1.1. ด้านการบริหารงานคลังภาครัฐ ไม่จำเป็นต้องรับภาระในการชดเชยความเสียหายของสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา 1.2. การมีสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 1.3. มีระบบการดูแลสถาบันการเงินที่แบ่งแยกอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจน เป็นไปตามมาตรฐานสากล 2.ผลต่อสถาบันการเงิน สร้างเสริมความเข้มแข็งของสถาบันการเงิน ซึ่งต้องพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ เพื่อ สร้างความมั่นใจต่อผู้ฝากรวมทั้งต้องมีการบริหารงาน ที่ยึดหลักธรรมาภิบาล 3.ผลต่อผู้ฝากเงิน 3.1. การมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ฝากเงินได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการสั่งปิดสถาบันการเงิน 3.2. ผู้ฝากเงินต้องศึกษาข้อมูลของสถาบันการเงินและพิจารณาการกระจายเงินออม รวมทั้งการลงทุนในรูปแบบอื่น 3.3. ผู้ฝากรายใหญ่อาจต้องศึกษาทางเลือกในการลงทุน

 

ที่มา : เอกสารอธิบายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง