Menu

ENG

Menu

กฎหมายภาษีอากรตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ(ล่าสุด!!!)

สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายทางการคลังในการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ผู้ประกอบการ  โดยล่าสุด พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรฯ จำนวน 4 ฉบับได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2551 ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 473) พ.ศ. 2551  ได้แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินบางกรณีดังต่อไปนี้              
   1. ทรัพย์สินประเภทคอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย ในกรณีที่กิจการได้ซื้อ ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ หรือได้มาซึ่งสิทธิการใช้ แล้วแต่กรณี เพื่อมีไว้ในการประกอบกิจการของตนเอง ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ดังนี้                              
   (1) กรณีเป็นกิจการขนาดใหญ่ (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวรซึ่งไม่รวมที่ดิน เกิน 200 ล้านบาท หรือ มีการจ้างแรงงานเกิน 200 คน) ให้หักภายใน 3 รอบระยะเวลาบัญชีนับแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา                               
   (2) กรณีเป็นกิจการ SMEs (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวรซึ่งไม่รวมที่ดิน ไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีการจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน) ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักภายใน 3 รอบระยะเวลาบัญชีนับแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา               
  2. ทรัพย์สินประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ของเครื่องจักรที่ได้ซื้อหรือได้รับโอนกรรมสิทธิ์เพื่อมีไว้ในการประกอบกิจการของตนเอง ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักภายใน 5 รอบระยะเวลาบัญชีนับแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา                
  ทั้งนี้เฉพาะเครื่องจักรและอุปกรณ์ของเครื่องจักรที่ได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้ได้ตามประสงค์ ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2551 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553                
  3. ทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า ของกิจการ SMEs ที่ได้ซื้อหรือได้รับโอนกรรมสิทธิ์เพื่อมีไว้ในการประกอบกิจการของตนเอง ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในอัตราร้อยละ 100 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีซึ่งมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 500,000 บาท                
  ทั้งนี้เฉพาะทรัพย์สินที่ได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้ได้ตามประสงค์ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2551 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553

2. พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 474) พ.ศ. 2551 ได้ขยายระยะเวลาในการให้สิทธิลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้กับที่บริษัทที่ยื่นคำขอจดทะเบียนหลักทรัพย์กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 และได้รับการจดทะเบียนหลักทรัพย์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2552                  
  ซึ่งจะทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 467) โดยให้จัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่บริษัทที่นั้นนำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์                                                
  (1) ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ สำหรับบริษัทที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าด้วยการรับหลักทรัพย์จดทะเบียนใน “ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ”                                                   
  (2) ร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ สำหรับบริษัทที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ นอกเหนือจากกรณีตาม (1)

3. พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 475) พ.ศ. 2551  ได้กำหนดให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อนวันที่ 7 สิงหาคม 2551 โดยต้องเป็นบริษัทที่ไม่เคยได้รับสิทธิในการลดอัตราภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 467) หรือไม่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 460) มาก่อน                
  โดยให้จัดเก็บในอัตราดังต่อไปนี้เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหลังวันที่ 1 มกราคม 2551               
  (1) ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท สำหรับบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการรับหลักทรัพย์จดทะเบียนใน “ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ”               
  (2) ร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300 ล้านบาท สำหรับบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ นอกเหนือจากกรณี (1)               
  สำหรับบริษัทที่ได้รับสิทธิในการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 387) อยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เมื่อได้ใช้สิทธิในการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลครบ 5 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ให้ได้รับสิทธิในการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกานี้ แต่ไม่เกินรอบระยะเวลาบัญชี 2553 ที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2553

4. พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 476) พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้ค่าใช้จ่ายในการจัดหาครู อาจารย์ หรือผู้ทรงวุฒิทางการศึกษา หรือเป็นทุนการศึกษา การประดิษฐ์ การพัฒนา การค้นคว้า หรือการวิจัย สำหรับนักเรียน นิสิต หรือนักศึกษาของสถานศึกษา เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 420) ซึ่งจะทำให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ดังนี้               
   (1) สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนตามมาตรา 47(1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา แต่ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนดังกล่าวแล้ว              
   (2) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เป็นจำนวนเงินหรือมูลค่าของทรัพย์สินเป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา แต่ต้องไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา ตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร