Menu

ENG

Menu

 

ผู้เขียนเขียนบทความเรื่องนี้เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เข้ากับยุคปัจจุบันที่คนทั่วไปกำลังนิยมใช้วิธีที่แสดงถึงการไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องผิดกฎหมายโดยใช้วิธีการแสดงออกด้วยการเป่านกหวีดใส่

ที่จริงแล้ว การเป่านกหวีด (Whistle Blowing) เป็นเสมือนการแสดงถึงการไม่เห็นด้วยต่อการกระทำที่น่าสงสัยว่าจะไม่ถูกต้อง ทุจริต ผิดกฎหมาย จึงต้องการให้เบาะแสกับผู้ที่รับผิดชอบ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจ ซึ่งผู้เป่านกหวีดนั้น (Whistle Blower) ก็คือลูกจ้างคนหนึ่งที่ได้พบเห็นการกระทำความผิดดังกล่าวในองค์กรของตน และมีความประสงค์จะเปิดเผยสิ่งที่ตนพบเห็นเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมขององค์กร โดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดไปยังผู้มีอำนาจหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบ แสวงหาหลักฐาน และลงโทษผู้กระทำความผิดต่อไป

แต่เนื่องจากตามกฎหมายไทยเรายังไม่มีกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครองบุคคลผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้น หากผู้เป่านกหวีดนี้เปิดเผยตัวเองชัดเจน ย่อมต้องเกิดปัญหาต่อการทำงานของตน เพราะหากการกระทำความผิดนั้น เกิดจากบุคคลที่เป็นระดับหัวหน้า หรือเป็นกรรมการของบริษัท หรือเป็นการกระทำความผิดเป็นขบวนการแล้ว การเข้าไปขัดแข้งขัดขาเช่นนี้ ย่อมไม่แคล้วผู้เป่านกหวีดนี้ก็คงจะโดนดีได้ถูกกลั่นแกล้ง เลิกจ้าง ดีไม่ดี อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทเข้าไปอีก ลูกจ้างที่เป่านกหวีดเองก็คงจะทำได้เพียงฟ้องร้องเรียกค่าชดเชย และ/หรือเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้เท่านั้น ลูกจ้างส่วนใหญ่จึงไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง หรือหากจะยุ่ง ก็จะใช้วิธีเขียนเป็นบัตรสนเท่ห์ จึงขึ้นอยู่กับทางฝ่ายบริษัทเองว่า ให้ความสำคัญกับเบาะแสที่ได้ถูกเป่านกหวีดมาหรือไม่ ถ้าไม่สนใจ บัตรสนเท่ห์นั้นก็คงจะต้องถูกเก็บเอาไว้ใต้พรม

ในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะของกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับการเป่านกหวีดของลูกจ้างเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นช่องทางที่สำคัญที่สามารถแก้ไขปัญหาการกระทำทุจริต ผิดกฎหมายในองค์กรได้อย่างกว้างขวาง เสมือนกับให้ลูกจ้างแต่ละคนช่วยกันสอดส่องการกระทำความผิดในองค์กร เพราะหากลูกจ้างแต่ละรายต่างถือว่า ธุระไม่ใช่แล้วปล่อยให้มีการกระทำความผิดกันอย่างเสรี กิจการของนายจ้างก็คงจะต้องปิดตัวลงสักวัน บริษัทนายจ้างจึงสร้างขั้นตอนการเป่านกหวีดนี้ให้เป็นกระบวนการที่โปร่งใส รักษาความลับให้กับผู้เป่านกหวีด มีการตั้งคณะบุคคลที่มีความอิสระเพื่อพิจารณาเรื่องการเป่านกหวีดเป็นการเฉพาะ ให้สำนักกฎหมายอิสระซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้รับเรื่อง กำหนดขั้นตอนการดำเนินการไว้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ลูกจ้างที่เป่านกหวีดนี้เกิดความมั่นใจว่า จะไม่เดือดร้อนในภายหลัง รวมทั้งให้ลูกจ้างที่เป่านกหวีดนี้สามารถติดตามผลการสอบสวนได้ ซึ่งเป็นการประกันว่า เรื่องที่ได้เป่านกหวีดไปนั้นมีการสอบสวนหาความจริงจนได้ข้อยุติจริง

สำหรับประเด็นที่ฝ่ายนายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างช่วยกันเป่านกหวีดนั้นก็จะต้องเกี่ยวข้องต่อการปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ของนายจ้างว่ามีลูกจ้างรายใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามบ้าง ละเว้นบ้าง รวมทั้งการทำให้นายจ้างมีความเสี่ยงต่อการทำธุรกิจ หรือความอยู่รอด การทุจริต คอร์รัปชั่น การกระทำความผิดกฎหมายอาญา ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของตนก็ได้ การเป่านกหวีดนี้จึงมีความหมายกว้างไปกว่าการร้องทุกข์ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งบังคับให้นายจ้างจะต้องกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง หากลูกจ้างรายใดพบเห็นย่อมสามารถแจ้งให้หน่วยงานที่ดูแล รับเรื่องและดำเนินการขั้นต่อไปได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการสอบสวนหาความจริงก็ยังถือว่า มีความยุ่งยากอยู่บ้าง เนื่องจาก ผู้มีหน้าที่สืบสวนหาความจริงนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคณะบุคคลที่ทำงานอยู่ในบริษัทของนายจ้าง ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องที่ได้รับเบาะแสมานี้โดยเฉพาะ และเรื่องส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นเรื่องคาบเกี่ยวกับการทุจริต หรือผิดกฎหมายอาญา ดังนั้น การพิจารณาเรื่องกล่าวหาลักษณะเช่นนี้จะต้องปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนโดยปราศจากข้อสงสัยว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหานั้น กระทำความผิดจริงหรือไม่(Beyond Reasonable Doubt) เช่นเดียวกับหลักการพิจารณาพยานหลักฐานในการพิจารณาความผิดทางอาญาเลยทีเดียว แต่การแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อจะนำมาพิสูจน์ตามหลักการดังกล่าวนั้นก็ถือเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง เพราะคณะบุคคลดังกล่าว ไม่ใช่พนักงานสอบสวน จึงไม่มีอำนาจที่จะเรียกหาพยานบุคคล พยานหลักฐานต่างๆ ได้เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน บุคคลที่เป็นพยานก็ไม่ต้องสาบานจะให้การอย่างไรก็ได้ ดังนั้น การพิจารณาจึงอาจจำต้องใช้เวลานานพอสมควรจนกว่าจะได้ข้อยุติว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดนั้น ได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ อย่างไร และหากจะตัดสินว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดจริงแล้ว จะต้องมั่นใจว่า พยานหลักฐานที่มีหนักแน่น ชัดเจน เพราะจะส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ถูกกล่าวหา และนายจ้าง เพราะอาจนำไปสู่การลงโทษทางวินัย การเลิกจ้าง การฟ้องร้องดำเนินคดีต่อกันอีกด้วย

แม้จะดูเสมือนว่า การเป่านกหวีดในองค์กรนี้ จะค่อนข้างมีปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ผู้เขียนเห็นว่า การเป่านกหวีดนี้เป็นสิ่งที่น่าส่งเสริมให้เกิดในองค์กรธุรกิจของบ้านเราอย่างมาก เพราะมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย โดยจะทำให้องค์กรธุรกิจเกิดความเข็มแข็งจากภายใน การบริหารจัดการมีความโปร่งใสมากขึ้น เพราะคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนหากกระทำความผิดก็อาจถูกจัดการได้ ในต่างประเทศเอง ไม่ว่าในสหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษต่างก็ให้ความสำคัญและมีกฎหมายรองรับการเป่านกหวีดนี้อย่างชัดเจนซึ่งคลอบคลุมไปถึงการกระทำความผิดกฎหมายอื่นๆ อีกด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมให้พลเมืองของประเทศเหล่านั้นช่วยกันเป็นหูเป็นตาในการตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ โดยได้รับการคุ้มครองจากรัฐ ในประเทศไทยเอง แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีกฎหมายรองรับ แต่องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ต่างก็เริ่มจัดให้มีระบบการเป่านกหวีดแล้ว และหากระบบการเป่านกหวีดนี้เติบโต ก็จะนำไปสู่การออกกฎหมายรองรับการเป่านกหวีดนี้ต่อไป