Menu

ENG

Menu

คุณควรจะซื้อหุ้นของลอว์เฟิร์ม (บริษัทสำนักงานกฎหมาย) หรือไม่ ?

 

               หากเป็นไปได้ที่จะซื้อหุ้นของลอว์เฟิร์มยักษ์ใหญ่ของอเมริกันและสหราชอาณาจักร มันจะเป็นการลงทุนที่น่าดึงดูดใจเลยทีเดียว  เนื่องจากในขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ กำลังประสบปัญหานั้น ลอว์เฟิร์มกลับพูดถึงแต่เรื่องการเติบโตของกำไรด้วยตัวเลข 2 หลัก   เบเคอร์ แอนด์ แม็คเคนซี่ หนึ่งในลอว์เฟิร์มยักษ์ใหญ่ของอเมริกัน เพิ่งประกาศผลรายได้ประจำปีที่เพิ่มขึ้นถึง 20 % ซึ่งเกิน 2 พันล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ในขณะที่ลอว์เฟิร์มสี่อันดับสูงสุดของอังกฤษได้รายงานการเพิ่มขึ้นของรายได้โดยเฉลี่ยถึง 15 % ในปีนี้ โดยทั้งสี่แห่งมีรายได้เกินกว่า 1 พันล้านปอนด์ (1.85 พันล้านดอลลาร์)

                การลงทุนในลอว์เฟิร์มจะไม่เป็นแค่เพียงความฝันอีกต่อไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายในประเทศอังกฤษ ซึ่งนำมาใช้บังคับเมื่อปีที่แล้ว ที่กำหนดให้ลอว์เฟิร์มสามารถใช้โครงสร้างทางธุรกิจรูปแบบอื่นที่นอกเหนือไปจากห้างหุ้นส่วนได้  รวมทั้งอนุญาตให้มีการลงทุนจากภายนอกและให้มีการเสนอขายหุ้นครั้งแรกต่อประชาชน (IPOs) ได้ด้วย   ทั้งนี้ ลอว์เฟิร์มจะต้องรอการแต่งตั้งผู้ควบคุมคณะใหม่ ซึ่งได้แก่ คณะกรรมการควบคุมการให้บริการทางกฎหมาย (the Legal Services Board) โดยทั้งหมดนี้มีกำหนดการแล้วเสร็จภายในปี 2011

               การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถก่อให้เกิดผลกระทบที่น่าสนใจต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจของลอว์เฟิร์มได้ สเลเทอร์ แอนด์ กอร์ดอน ลอว์เฟิร์มสัญชาติออสเตรเลี่ยน ซึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2007 ได้ใช้วิธีกว้านซื้อหุ้นของบริษัทอื่นอย่างเมามัน โดยเข้าไปซื้อกิจการของบริษัทคู่แข่งที่เล็กกว่าถึง 6 บริษัท ภายในปีเดียว ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 50 % นับแต่วันที่เสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถใช้เงินทุนที่ได้มาไปในการขยายกิจการไปต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งใช้เงินแย่งตัวนักกฎหมายที่มีความสามารถจากบริษัทคู่แข่ง

                ลอว์เฟิร์มมีความสามารถในการทำกำไรในอัตราที่สูง (โดยทั่วไปอยู่ที่ 20-40 %) และเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อสภาพเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นและในช่วงฟื้นตัว ลอว์เฟิร์มระหว่างประเทศใหญ่ ๆ จะมีแผนกคดีความและแผนกปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินซึ่งรับงานไป   ในขณะที่ผู้จัดการธุรกิจในแผนกบริษัทและการธนาคารไม่ค่อยมีงานเข้ามา (โดยเฉลี่ย แผนกคดีความของลอว์เฟิร์มอเมริกันสามารถทำรายได้ ได้ประมาณ 45 % ของรายได้ทั้งหมด ส่วนลอว์เฟิร์มของอังกฤษอยู่ที่ 25 %) และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ลอว์เฟิร์มได้ขยายกิจการไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ยุโรปตะวันออก และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากการชะลอตัวในฝั่งของตะวันตกเอง

               ด้วยเหตุนี้ การลงทุนในลอว์เฟิร์มจึงดูแข็งแกร่ง แต่กระนั้นลอว์เฟิร์มก็ไม่อาจจะต้านทานต่อการตกต่ำทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาซักเล็กน้อยกว่าที่ปัญหาจะปรากฏออกมาให้เห็นได้  กิลส์ รูเบ็นส์ นักกลยุทธ์แห่งไฮลเดเบรนดท์ อินเตอร์เนชั่นเเนล ซึ่งเป็นบริษัทที่คำปรึกษากฎหมาย กล่าวว่า วิกฤตสินเชื่อจะค่อย ๆ ส่งผลกระทบต่อกำไรของลอว์เฟิร์ม เนื่องจากขณะนี้ลอว์เฟิร์มยังคงได้รับประโยชน์จากการเข้าไปให้คำปรึกษาเรื่องธุรกิจท่อส่งน้ำมันซึ่งจะทำให้ผลประกอบการยังดีอยู่ในช่วงหนึ่งปีนี้  นอกจากนั้นธุรกิจท่อส่งน้ำมันยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะปิดงานได้ รวมทั้งงานอื่นๆ ที่ค้างมาจากปี 2007 อาจจะช่วยประคองผลประกอบการในปีนี้ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจได้ นอกจากนี้ธนาคารแห่งชาติของสก็อตแลนด์ยังช่วยพยุง ลิงค์ เลเธอร์ ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษากฎหมายของสหราชอาณาจักร จากงานเทกโอเวอร์ของธนาคารเอบีเอ็น เอ็มโรของฮอลแลนด์ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 71 พันล้านยูโร (99 พันล้านดอลลาร์) อย่างไรก็ตาม โทนี วิลเลี่ยม ออฟ โจมาติ บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ได้ทำนายว่า ปี 2008 จะเป็นปีที่มืดมนของทุกคน

                ข้อกังวลอีกอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่จะลงทุนในลอว์เฟิร์ม ก็คือ นักกฎหมายไม่ใช่ผู้นำทางธุรกิจและไม่มีหัวทางการค้า เนื่องจากนักกฎหมายส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับการตรวจดูเอกสาร ซึ่งจะทำให้มองข้ามภาพรวมของธุรกิจไปได้  หุ้นส่วนบริหารน้อยคนนักที่จะรู้ถึงอัตรากำไรต่อชั่วโมงทำงาน แม้ว่ามันจะเป็นบริการหลักของลอว์เฟิร์มก็ตาม และบ่อยครั้งที่การควบคุมต้นทุนจะมาคิดกันภายหลัง ซึ่งมีน้อยมากเมื่อเทียบกับอัตราการทำรายได้

                นอกจากนี้ นักกฎหมายยังไม่เคยผ่านการอดทนต่อความกดดันเช่นผู้จัดการของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ที่การตัดสินใจต่าง ๆ จะอยู่กับผู้ถือหุ้น แต่ในลอว์เฟิร์ม จะมีหุ้นส่วนถือหุ้นกันเพียงไม่กี่คนเท่านั้น  แต่แน่นอนว่านักลงทุนจากภายนอกจะไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องนี้มากนัก แต่จะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ผลประกอบการของบริษัทมากกว่า  สำหรับลอว์เฟิร์มที่ตัดสินใจเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้จัดการในการดำเนินธุรกิจในฐานะที่เป็นบริษัทมหาชน มากกว่าการดำเนินงานแบบหุ้นส่วนที่เป็นแบบให้เกียรติซึ่งกันและกัน

  แปลและเรียบเรียงจากบทความเรื่อง “Should you buy shares in a law firm?”  ในเว็ปไซด์ economist.com  Section Business วันที่ 21 สิงหาคม 2008.